- หน้าแรก
- ฉันกินเทพเจ้าเป็นอาหาร
- บทที่ 31 ชายฝั่งที่หายไป
บทที่ 31 ชายฝั่งที่หายไป
บทที่ 31 ชายฝั่งที่หายไป
ภายในห้องโถงรอรถไฟเต็มไปด้วยเสียงอึกทึก ขณะที่มีรถไฟเข้าสถานี เสียงประกาศเตือนให้ผู้โดยสารรีบตรวจตั๋วและเข้าชานชาลา
โครก!
ท้องของหลินไป๋สือส่งเสียงร้อง
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
ตอนนี้ 8:20 น. ยังเหลือเวลาอีกกว่าชั่วโมงกว่ารถไฟขบวน G1955 จะออก
มาเร็วเกินไปสินะ.
"สถานีรถไฟมีคนพลุกพล่าน คนทำของหายก็ต้องมีเยอะแน่ๆ!"
หลินไป๋สือคาดว่าน่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์หรือสัมภาระ เขาไม่ได้ไปเก็บ แต่ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปห้องน้ำ
เขาตั้งใจจะเอาสัมภาระพวกนี้ใส่ในบาตรดำ
กระเป๋าใบเล็กใบใหญ่รวมกันหนักราว 50 กิโลกรัม นอกจากจะหนักแล้วยังถือลำบากด้วย
"หวังว่าคงไม่มีกล้องวงจรปิดจับตาดูเราอยู่นะ"
หลินไป๋สือกังวลว่าตอนเข้าห้องน้ำถือของเต็มไม้เต็มมือ แต่ตอนออกมาเหลือแค่เป้สะพายหลังใบเดียว อาจจะถูกกล้องวงจรปิดในสถานีรถไฟจับตาดูได้
แต่เพราะถือของหนักเหลือเกิน หลินไป๋สือเลยตัดสินใจเสี่ยงดูสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลินไป๋สือก็ยังใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ เขาไม่ได้เลือกห้องน้ำที่อยู่มุมลับตาคน แต่กลับเลือกห้องน้ำที่มีคนพลุกพล่านและเดินเข้าไป
ในโถปัสสาวะมีลูกดับกลิ่นสีฟ้า ส่งกลิ่นฉุนเล็กน้อย
พื้นถูกพนักงานทำความสะอาดเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม
มีคนนั่งถ่ายไม่น้อย หลินไป๋สือต้องรออยู่หลายนาทีกว่าจะมีที่ว่าง
เขาเดินเข้าไป หลังจากลงกลอนประตูแล้วก็หยิบบาตรดำออกมาจากเป้สะพายหลังสีฟ้า
บาตรมีรูปทรงแบนกลม คล้ายกล่องหยกใส่หมากล้อม และเป็นสีดำสนิท ราวกับราตรีไร้จันทร์ที่แข็งตัว ที่ก้นและปากบาตรมีขอบทองคำล้อมรอบ
"ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งก็สวยจริงๆ!"
หลินไป๋สือเช็ดบาตรอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ยกขึ้นมาใกล้ปาก พึมพำเบาๆ
"กินโจ๊ก!"
"กินโจ๊ก!"
พอหลินไป๋สือท่องจบ ที่ปากโถก็ปรากฏแสงวูบวาบเป็นรูปก้นหอย
'คลังเสบียง' เปิดแล้ว
(ขอเปลี่ยนจากยุ้งฉางเป็นคลังเสบียงครับ)
หลินไป๋สือวางกระเป๋าเดินทางล้อลากลงไปในบาตรดำ มันจมหายไปเหมือนจมลงในทะเลสาบ ทำให้แสงวูบวาบกระเพื่อม ส่งคลื่นระลอกสีทองกระจายออกไป
พอหลินไป๋สือใส่กระเป๋าเดินทางถือลงไปด้วย เขาก็รู้สึกเบาตัวขึ้นทันที
บาตรดำใส่ของได้มากมายขนาดนี้ แต่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย
"สุดยอด!"
หลินไป๋สือดีใจ
ในเป้สะพายหลังมีที่ชาร์จ สมุดบันทึก กระเป๋าสตางค์ ร่ม กระดาษทิชชู แก้วน้ำ และของใช้จำเป็นที่ต้องพกติดตัว รวมแล้วก็แค่สามสี่กิโลเท่านั้น เบาจนน่าตกใจ
หลินไป๋สือจัดการสัมภาระเสร็จ ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นเดินออกจากห้องน้ำ แล้วไปล้างมือที่อ่างล้างมือ
พอกลับมาที่ห้องโถงรอรถไฟ เห็นผู้โดยสารคนอื่นๆ ถือสัมภาระมากมาย เขาก็รู้สึกมีความสุขในใจ
บาตรดำนี่เป็นของวิเศษที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางไกลจริงๆ!
โครก!
ความหิวยังคงอยู่ แสดงว่า 'ของที่หาย' ยังไม่ถูกเจ้าของเจอ
ยังไงก็มีเวลาเหลือ หลินไป๋สือเลยตัดสินใจออกตามหา
ทำความดีสะสมบุญ หวังว่าชีวิตมหาวิทยาลัยสี่ปีต่อจากนี้จะราบรื่น
หลินไป๋สือฮัมเพลงพลางเริ่มออกเดินหา
ผ่านมาหลายปี เขาชำนาญในการหา 'ของ' แล้ว
ความหิวเป็นเหมือนเรดาร์
ยิ่งหิว แสดงว่ายิ่งใกล้ 'ของที่หาย'. เมื่อน้ำลายมากจนต้องกลืน นั่นหมายความว่า 'ของที่หาย' อยู่แถวๆ นี้
หลินไป๋สือเดินมาถึงมุมตะวันตกเฉียงเหนือของห้องโถงรอรถไฟ
ตรงนี้คนน้อย มีร้านขายของฝากอยู่ร้านหนึ่ง ข้างในมีลูกค้าสองคน
หลินไป๋สือมองไปรอบๆ
พนักงานทำความสะอาดขยันมาก พื้นถูกเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม ไม่เห็นกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์เลย.
หลินไป๋สือมองใต้เก้าอี้เป็นพิเศษ แต่ก็ไม่มีอะไร
"นายหาอะไรอยู่?"
เสียงถามอย่างดุดันดังขึ้นกะทันหัน
หลินไป๋สือเงยหน้าขึ้น เห็นชายวัยสามสิบกว่าๆ กำลังมองเขาด้วยคิ้วขมวด
อีกฝ่ายตัดผมสั้นเกรียน ใส่สูท มือซ้ายคีบบุหรี่
หลินไป๋สือไม่ตอบ
หลงตัวเองว่าเป็นพวกอีลีทนักหรือไง?
ฉันเป็นนักล่าเทพเจ้านะโว้ย!
ชายใส่สูทสูบบุหรี่พลางมองสำรวจหลินไป๋สือ สีหน้าเต็มไปด้วยการตรวจสอบ ราวกับหลินไป๋สือเป็นนักโทษหนีคดี
[ไอ้หมอนี่จองหองเหลือเกิน เห็นเจ้าเป็นเด็กนักเรียนที่ยังไม่รู้จักโลก เจ้าจะทนเหรอ? จัดการมันซะ หลังฆ่าแล้วแนะนำให้เผาแล้วเอาไปให้หมากิน!]
เทพนักชิมเอ่ยปาก เริ่มต้นด้วยการใช้ความรุนแรง
หลินไป๋สือไม่สนใจเทพนักชิม สายตาตกลงที่เก้าอี้ข้างๆ ชายใส่สูท ตรงนั้นมีกระเป๋าถือสีดำวางอยู่
ความหิวครั้งนี้ดูเหมือนจะเกิดจากกระเป๋าใบนี้
ข้างในมีอะไรกันนะ?
"เฮ้! แกมองอะไร?"
ชายใส่สูทมีเพื่อนเป็นหนุ่มอายุราวยี่สิบ จมูกโต เขาเห็นหลินไป๋สือจ้องกระเป๋าก็โมโห
หลินไป๋สือหันหลังเดินจากไป
"หัวหน้าหม่า..."
หนุ่มจมูกโตลุกขึ้นยืน จ้องมองแผ่นหลังของหลินไป๋สือ "ไอ้หมอนี่อยู่ๆ ก็เดินมา แล้วก็เดินไป ดูไม่ชอบมาพากล เราจะสอบสวนมันสักหน่อยดีไหม?"
"ไม่จำเป็น เขาคงทำของหาย เลยมาตามหา ไม่เกี่ยวกับ 'ชายฝั่งที่หายไป' หรอก!"
ชายใส่สูทชื่อหม่าหยวน มองแผ่นหลังของหลินไป๋สือพลางสูบบุหรี่อีกครั้ง "แค่นักเรียนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ต้องสนใจหรอก มาโฟกัสที่เป้าหมายดีกว่า อีกฝ่ายพกวัตถุต้องมลทินระดับ A ที่มีความเป็นพิษระดับ 5.0 ปฏิบัติการของเราต้องไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ!"
......
หลังจากเห็นกระเป๋าสีดำของชายใส่สูท ความหิวของหลินไป๋สือก็ลดลงมาก ทำให้เขามั่นใจว่าข้างในต้องมีวัตถุต้องมลทิน
ถ้าเป็นทองคำหรือของเก่าล้ำค่า แม้ว่าชายใส่สูทจะขโมยมา หลินไป๋สือก็จะไม่รู้สึกหิว
"ไม่รู้ว่าคนสองคนนั้นเป็นนักล่าเทพเจ้าอิสระ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการกันแน่"
หลินไป๋สือเดินมาถึงประตูตรวจตั๋ว A12
บริเวณนี้มีเก้าอี้สี่แถว มีคนนั่งอยู่ไม่น้อย
ไห่จิงเป็นมหานครระดับซูเปอร์เฟิร์สไลน์(โคตรแนวหน้า) มีคนจากกว่างชิงไปทำงานที่นั่นเยอะ รถไฟขบวนนี้เลยค่อนข้างแน่น
หลินไป๋สืออยากหาที่นั่ง
มีหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งดูโดดเด่น
เธอสวมกระโปรงยีนส์สั้น โชว์ขาขาวเรียวยาว สวมรองเท้าส้นสูงสีครีมประดับหมุด ดูเซ็กซี่ ท่อนบนใส่เสื้อสายเดี่ยวเว้าหลัง
ข้างซ้ายมือเธอมีกระเป๋าเดินทางล้อลากสีแดงวางอยู่
ผู้ชายรอบๆ แอบมองเธอเป็นระยะ อิ่มเอมใจ
[ข้าแนะนำว่าอย่าไปนั่งข้างเธอ เธอเป็นเอชไอวี!]
"อะไรนะ?"
หลินไป๋สือไม่ได้ตั้งใจจะไปนั่งข้างผู้หญิงคนนั้นอยู่แล้ว แต่คำพูดของเทพนักชิมก็ทำให้เขาตกใจไม่น้อย
[เจ้าไม่รู้จักแม้แต่เรื่องแบบนี้เหรอ? โรคเอดส์ไง เข้าใจไหม?]
เทพนักชิมอธิบาย
"ไม่ใช่ ฉันรู้ว่าเอชไอวีคืออะไร แต่ผู้หญิงคนนั้นดูสุขภาพดีมากนะ!"
หลินไป๋สือแปลกใจ ถ้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอก เด็กสาวที่ดูสดใสงดงามขนาดนี้ เขาคงคิดไม่ถึงว่าเธอจะมีโรคร้ายแบบนี้
[ดูแค่ภายนอกจะได้อะไร?]
เทพนักชิมคิดว่าหลินไป๋สือช่างไร้เดียงสา [ตาเปล่ามองไม่เห็นความจริงหรอก]
หญิงสาวเล่นโทรศัพท์ด้วยความเบื่อหน่าย พอเหลือบเห็นหลินไป๋สือ ดวงตาก็เป็นประกายทันที
ผู้ชายหล่อจัง!
ใบหน้ายังดูเด็กๆ อยู่ คงเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสินะ?
แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าแน่ใจ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ถือสัมภาระใหญ่โต มีแค่เป้สะพายหลังใบเดียว ดูสบายเกินไป
อ้าว?
เขาทำอะไรน่ะ?
คิ้วเรียวที่สักไว้ของหญิงสาวขมวดเล็กน้อย
เธอมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้ามาทักทาย แต่ก็จะเดินผ่านแล้วแอบมองหลายๆ ที
แต่หนุ่มคนนี้กลับเดินเลี่ยงไป
ทำไมกัน?
ฉันเป็นโรคระบาดหรือไง!
หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจ แต่พอนึกถึงสภาพของตัวเอง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เขาเรียนแพทย์หรือเปล่านะ?
มองออกว่าฉันเป็นเอชไอวีหรอ?
ไม่ใช่
ฉันติดเชื้อมาไม่ถึงห้าเดือน ร่างกายยังไม่มีอาการชัดเจน
หลินไป๋สือหาที่นั่งได้แล้วจึงนั่งลง เริ่มสังเกตผู้โดยสารที่รอรถไฟ
เพราะเทพนักชิมจะคอยวิจารณ์
[ผู้ชายอารมณ์ร้อน ชอบทุบตีภรรยา ตอนนี้ยังเมาค้าง ตอนเข้าสถานีโดนล้วงกระเป๋า นายควรอยู่ให้ห่างๆ ระวังจะโดนกลั่นแกล้ง!]
นั่นคือชายวัยสามสิบกว่า ผมบาง ตาบวม ดูเหมือนยังไม่สร่างดี
[แม่บ้านขยันและมองโลกในแง่ดี อย่าไปดูถูกที่เธอแต่งตัวธรรมดาๆ ลูกชายเธอสอบติดปักกิ่ง เป็นแม่ที่ดีที่มอบความรักและทุกสิ่งให้ลูก!]
เทพนักชิมพูดถึงหญิงคนหนึ่งที่ข้างๆ มีถุงผ้าใบใหญ่สองใบ ข้างในยัดเต็มไปด้วยผ้าห่มเครื่องนอน
เธอทำงานที่ไห่จิงมาสิบกว่าปีเพื่อหาเงินให้ลูกชายแต่งงานและซื้อบ้าน
แม้จะเหนื่อย
แต่ก็มีความสุข
ตอนนี้แค่รอให้ลูกชายแต่งงานเร็วๆ และให้หลานชายตัวอ้วนสักคน
"แม่ฉันก็เป็นคนดีเหมือนกัน!"
หลินไป๋สือนึกถึงแม่ ยิ่งมีแรงจูงใจในการหาเงิน
[ผู้ชายที่ทำงานหนักเกินไปจนเป็นโรคไตและโรคหัวใจ เขายังไม่รู้ตัว ถ้าไม่รักษาตอนนี้ ช่วงที่ดีที่สุดในการรักษาก็จะผ่านไป!]
นั่นคือชายวัยสามสิบกว่า มีรอยคล้ำใต้ตาหนักมาก
บนตักเขามีโน้ตบุ๊กหัวเว่ย กำลังพิมพ์โค้ดดังกึกๆ บางครั้งก็หาว แล้วหยิบกาแฟที่วางข้างๆ ขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
"ที่นายพูดมาทั้งหมดแม่นยำจริงเหรอ?"
แม้จะถามแบบนั้น แต่หลินไป๋สือก็คิดว่าน่าจะถูกต้อง
เทพนักชิมไม่สนใจตอบคำถามไร้สาระแบบนี้
สถานีรถไฟเป็นสถานที่ที่สะท้อนชีวิตคนได้ดีที่สุดจริงๆ บางคนเปี่ยมด้วยพลังและความหวัง บางคนถูกชีวิตที่ยากลำบากบดขยี้จนไม่เหลือความมุ่งมั่น แค่อยากหาเงินเลี้ยงปากท้อง
บางคนทุ่มเทเพื่อความรักอย่างไม่ลังเล ซื่อสัตย์ภักดี บางคนชอบไปนวดแผนโบราณทุกวัน มีความสุขจนลืมบ้าน
ความทุกข์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความหวานของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
หลินไป๋สือฟังไปสักพัก ก้มหน้าอ่านนิยายฆ่าเวลา
ติ๊ง!
หลินไป๋สือได้รับข้อความในวีแชท
น้องปลาน้อย: ถึงไหนแล้ว?
หัวเยว่ยวี๋คุยกับหลินไป๋สือเมื่อวาน รู้ว่าวันนี้เขาจะรายงานตัว เธอขอลาแล้ว เตรียมไปที่สถาบันเทคโนโลยีไห่จิง ไปดูหลินไป๋สือ
ช่วยเขาจัดการเรื่องลงทะเบียนต่างๆ ทำความคุ้นเคยกับหอพักและสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย
แน่นอนว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดงานเลี้ยงต้อนรับ
การทำให้รุ่นน้องรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เป็นหน้าที่ของรุ่นพี่
(จบบทที่ 31)