เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170 ฉันไม่ได้ทึ่มสักหน่อย ฉันฉลาดเป็นกรดต่างหาก

บทที่ 170 ฉันไม่ได้ทึ่มสักหน่อย ฉันฉลาดเป็นกรดต่างหาก

บทที่ 170 ฉันไม่ได้ทึ่มสักหน่อย ฉันฉลาดเป็นกรดต่างหาก 


บทที่ 170 ฉันไม่ได้ทึ่มสักหน่อย ฉันฉลาดเป็นกรดต่างหาก

"พวกเขาบอกว่าท่านรู้ทุกสิ่ง แต่ท่านก็ไม่รู้ที่มาของฉันเหมือนกันหรือ?" หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

นางเดินเท้าเปล่า สวมเสื้อผ้าเก่าๆ เนื้อตัวมอมแมม แต่ใบหน้ากลับขาวสะอาดสะอ้าน ทว่าที่มุมปากกลับมีเศษหน่อไม้ติดอยู่ เวลาพูดก็มีสำเนียงฉวนอวี๋ที่เข้มข้น

อิ๋งอินม่านที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ทำหน้าประหลาดใจ พลางคิดในใจว่านี่คงไม่ใช่คนป่าที่หนีมาจากไหนหรอกนะ

ทว่าหญิงสาวกลับดูไม่ใส่ใจต่อสายตาอันแปลกประหลาดของทุกคน นางมีใบหน้าไร้อารมณ์ ดวงตาก็ดูเหม่อลอย

คนในโรงเตี๊ยมหลายคนลอบชำเลืองมองเหมือนกับอิ๋งอินม่าน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น

พวกเขาเคยเห็นคนที่ดูน่าสมเพชอย่างไป๋เสี่ยวเฟย หรือคนที่น่าสังเวชอย่างเซียวเหยียนตอนที่เข้ามาในโรงเตี๊ยมครั้งแรก แต่คนที่มอมแมมถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นคนแรกที่ได้เห็น

แม้แต่เยี่ยนชื่อเสียที่ปกติไม่ค่อยดูแลตัวเอง ก็ยังไม่มอมแมมถึงเพียงนี้ ราวกับไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้ามาหลายสิบปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงว่าพอเจ้าหล่อนเข้ามาก็แย่งซาลาเปาของโปไปทันที ความรู้สึกของทุกคนก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก แม้แต่อาหารของแพนด้าก็ยังแย่ง นางยังเป็นคนอยู่หรือไม่?

ซูลั่วพอจะรู้เรื่องราวเบื้องหลังอยู่บ้าง จึงไม่ได้แปลกใจมากนัก เขาเดาว่าหญิงสาวคนนี้น่าจะเคยชินกับการแย่งของจากแพนด้า

ส่วนเซียวเหล่งนึ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งกลับรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้ดูถูกชะตาเป็นพิเศษ

การออกไปข้างนอกครั้งนี้ ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองได้รับฉายาในยุทธภพมาหลายชื่อ เช่น นางมารสุสานโบราณ นางเซียนโลหิต หรือโจรสาวแห่งเขาจงหนาน

แต่เมื่อเทียบกับท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าที่แม้แต่อาหารของแพนด้าก็ยังแย่งแล้ว ตัวนางเองก็เห็นได้ชัดว่าเป็นนักบุญหญิงแห่งสุสานโบราณ เป็นคนดีแห่งเขาจงหนานเลยทีเดียว

ต่อนางหนูน้อยผู้นี้ นางกลับรู้สึกเหมือนเป็นคนหัวอกเดียวกัน

ขณะที่นางกำลังคิดฟุ้งซ่าน ก็พลันเห็นร่างอ้วนใหญ่สีขาวดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง นั่นคือนักรบมังกรโป ผู้ซึ่งถูกแย่งซาลาเปาไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

ในมือของโปถือถาดใบใหญ่ ภายในมีซาลาเปาสีขาวอวบอ้วนวางเรียงรายอยู่อีกครั้ง

ซาลาเปาเหล่านี้ล้วนส่งไอร้อนกรุ่น กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วโรงเตี๊ยม

สายตาของโปสอดส่ายไปทั่วโรงเตี๊ยม ไม่นานก็จับจ้องไปที่ร่างของหญิงสาวมอมแมมคนนั้น

"ให้เจ้า!" เขาเดินเข้าไปหาหญิงสาวในไม่กี่ก้าว ยื่นถาดส่งไปให้

ซูลั่วที่กำลังจะเอ่ยปากก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้า

หญิงสาวแสดงท่าทีราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำว่า "ขอบคุณ" ก็หยิบซาลาเปาลูกใหญ่ขึ้นมายัดเข้าปากทั้งลูกในคำเดียว ทำให้แก้มทั้งสองข้างของนางป่องออกมาเหมือนกระรอก

แม้ว่าใบหน้าของนางจะยังคงไร้อารมณ์ แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความพึงพอใจของนาง

โปเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับความไร้มารยาทของนาง เมื่อเห็นหญิงสาวยัดซาลาเปาเข้าปากทีละลูกๆ เขากลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง

เขารู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนรู้ใจ จึงทำมือประกอบท่าทางเป็นชามใบใหญ่แล้วถามว่า "บะหมี่บ้านข้าก็อร่อยมากนะ ชามใหญ่ขนาดนี้พอไหม?"

ซูลั่วถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก พลางคิดในใจว่านี่เรียกว่าชามหรือ?

ทว่าหญิงสาวกลับส่งเสียง "อือ อือ" ออกมาอย่างไม่ชัดเจน

โปมีสีหน้าปรีดา ร่างกายวาบหนึ่งก็หายตัวไป

ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทุกคน หญิงสาวที่เพิ่งกินซาลาเปาจานใหญ่หมดไปไม่นาน ก็กำลังกอดชามเหล็กใบใหญ่ซดบะหมี่เสียงดังซู้ดซ้าดอีกครั้ง

หน้าท้องของนางนูนขึ้นมาจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้เซียวเหล่งนึ่งและคนอื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกลกังวลว่านางจะกินจนท้องแตกตาย

ทว่าจนกระทั่งซดน้ำซุปจนหมดชาม หญิงสาวก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

นางวางชามใบใหญ่ลง แล้วเรอออกมาอย่างพึงพอใจ

"ฮ่าๆ คราวหน้าข้าจะเลี้ยงเจ้ากินข้าวอีก!" โปกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ

"เจ้าเป็นคนดี" หญิงสาวกล่าวเรียบๆ

"คนที่สามารถเข้ามาในโรงเตี๊ยมได้ ทุกคนล้วนเป็นสหายกัน!" โปพูดพลางโอบไหล่ของหลี่ไป๋ที่อยู่ข้างๆ แล้วยิ้มร่า "ใช่หรือไม่ สหายหลี่?"

หลี่ไป๋เกือบจะถูกแรงมหาศาลนี้ดึงจนล้มลง ต้องโซซัดโซเซไปหลายก้าวกว่าที่สุราในมือจะไม่หกออกมา ใบหน้าของเขายังคงเปื้อนยิ้ม พลางหัวเราะเสียงดัง "ถูกต้อง!"

"ที่เขาว่ากันว่ามีวาสนาต่อกันแม้อยู่ไกลพันลี้ก็ยังได้พบพาน พวกเราข้ามผ่านโลกที่แตกต่างกันมาพบกัน นี่ช่างเป็นวาสนาอันใดเช่นนี้!”

"จอกนี้แด่วาสนา!" เขายกจอกขึ้นดื่มรวดเดียว

ลี้คิมฮวงจิบสุราของตน ก่อนจะยื่นจอกอีกใบส่งไปให้

โปรับมา แล้วกระดกพรวดเดียวจนหมด

หญิงสาวมองดูภาพที่ทุกคนกำลังสนุกสนานครื้นเครง ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดใจขึ้นมาอย่างประหลาด นางหันหน้าไปมองซูลั่ว

"ท่านยังไม่ตอบคำถามของฉันเลยนะ" นางพลันกล่าวขึ้น

เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว เสียงพูดคุยของทุกคนก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับเรื่องซุบซิบเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสนใจเป็นพิเศษ

"ที่มาของเจ้างั้นหรือ..." ซูลั่วครุ่นคิด แล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับยิ้ม

เขาคิดในใจว่าฉบับคนแสดงก็ให้คำอธิบายไว้แล้ว แต่มังงะกลับยืดเยื้อไม่ยอมจบ ใครจะไปรู้ว่าที่มาของเจ้าคืออะไรกันแน่

ที่มาของหญิงสาวคนนี้ถือเป็นแกนหลักของเรื่องในมังงะเลยทีเดียว

เมื่อพิจารณาจากเค้าลางและปริศนาต่างๆ ในมังงะแล้ว ที่มาของนางก็มีความเป็นไปได้มากมาย

เมื่อมองไปทั่วทั้งหมื่นโลกพันภพ ทุกความเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นนางได้ทั้งนั้น

ปมที่ผู้เขียนทิ้งไว้ โลกแห่งความจริงอาจจะให้คำตอบได้จริงๆ ก็ได้

ซูลั่วชี้ไปที่ศีรษะของนางแล้วกล่าวว่า "ที่มาของเจ้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ และยิ่งไปกว่านั้น..."

เมื่อเสียงของซูลั่วหยุดลง ทุกคนในโรงเตี๊ยมก็หยุดพูดคุยกัน เกิดความเงียบที่น่าประหลาดขึ้นชั่วขณะ

หญิงสาวมองมาอย่างคาดหวัง

"ปริศนาเช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดคือให้เจ้าเป็นผู้ไขว่คว้าคำตอบด้วยตนเอง" ซูลั่วกล่าว

หญิงสาวทำหน้าฉงน "ทำไมล่ะ?"

"สถานการณ์ของเจ้าพิเศษ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง ถึงจะสามารถคลายปมในใจทั้งหมดได้" ซูลั่วกล่าว

หญิงสาวยังคงทำหน้างุนงง

ซูลั่วจึงเปลี่ยนเรื่องแล้วยิ้ม "เจ้าไม่สังเกตหรือว่า สิ่งที่เจ้าขาดไปไม่ได้มีเพียงแค่ความทรงจำนะ?"

หญิงสาวมีแววตาเหม่อลอย ราวกับกำลังครุ่นคิด

เยี่ยนชื่อเสียที่อยู่ไม่ไกลจากทั้งสองคนก็หัวเราะพลางส่ายหน้า

เมื่อนึกถึงสำเนียงการพูดของหญิงสาว เขาก็นึกถึงสหายคนหนึ่งจากดินแดนฉวนอวี๋ขึ้นมาทันที จึงกระซิบกับอาจารย์เก้าที่อยู่ข้างๆ ว่า “แม่หนูนี่ดูทึ่มๆ ไปหน่อยนะ”

อาจารย์เก้ากำลังจะถามว่า "ทึ่ม" คืออะไร ก็พลันเห็นหญิงสาวคนนั้นหันมามองทางพวกเขาทั้งสอง

"ฉันไม่ได้ทึ่มสักหน่อย ฉันฉลาดเป็นกรดต่างหาก!"

คำพูดของหญิงสาวทำให้โรงเตี๊ยมเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นเซียวเหยียนที่กำลังคุยกับจางเสี่ยวฝานอย่างสนุกสนานก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

เมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวมองมา เซียวเหยียนก็รีบพูด "ฮ่าๆ เสี่ยวฝาน เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนของหอวิญญาณนั้นน่าขันเพียงใด..."

ซูลั่วก็รู้สึกขบขันไปด้วย

เขาสัมผัสได้ลางๆ ว่าจิตวิญญาณของหญิงสาวนั้นเป็นเหมือนกระดาษขาว แต่ในร่างกายกลับซ่อนพลังอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้

จิตวิญญาณและร่างกายของนางบรรลุถึงสมดุลอันน่าพิศวง อยู่ในสภาวะที่พิเศษอย่างยิ่ง

ซูลั่วคาดเดาว่าทั้งหมดนี้คือแก่นแท้ที่แท้จริงของความเยาว์วัยตลอดกาลและความพิเศษของร่างกายนี้

เมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวมองมาที่ตนอีกครั้ง ราวกับต้องการการยอมรับจากเขา ซูลั่วก็ยิ้มแล้วพูดว่า "ใช่ เจ้าฉลาดมาก คนธรรมดาไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในป่าไผ่ได้นานขนาดนั้นหรอก"

หญิงสาวดูเหมือนจะเปิดใจมากขึ้น นางมองไปที่โปแล้วกล่าวว่า "แพนด้าพวกนั้นไม่เชื่อฟังเลย เพื่อแย่งอาหารยังมาสู้กับฉันอีก!"

โปมองมาอย่างประหลาดใจ

แต่เมื่อมองดูท่าทางของหญิงสาว เขาก็เบนสายตากลับไปด้วยความผิดหวัง

หญิงสาวเห็นได้ชัดว่าเป็นมนุษย์ แพนด้าที่นางพบเจอคงจะเหมือนกับแพนด้าในโลกของคนอื่นๆ เป็นเพียงแค่สัตว์ป่าที่พูดไม่ได้เท่านั้น

เขาแอบรู้สึกเสียดาย และตั้งตารอที่จะได้พบเจอเผ่าพันธุ์เดียวกันในโรงเตี๊ยมสักวันหนึ่ง

"เจ้ายังไม่ได้เจอสวีเสียงใช่หรือไม่?" ซูลั่วพลันถามขึ้น

"หือ?" หญิงสาวเอียงคอ

"โก่วหวาจื่อ" ซูลั่วกล่าว

"โก่วหวาจื่อ? เขาอยู่ที่ไหน!" หญิงสาวแสดงความสนใจออกมาทันที

ซูลั่วแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของหญิงสาวมากขึ้นแล้ว

จบบทที่ บทที่ 170 ฉันไม่ได้ทึ่มสักหน่อย ฉันฉลาดเป็นกรดต่างหาก

คัดลอกลิงก์แล้ว