- หน้าแรก
- แค่พาลูกมาขายของ แต่ทำไมคนทั้งประเทศคลั่งขนาดนี้?
- ตอนที่ 506 ไม่พอ!
ตอนที่ 506 ไม่พอ!
ตอนที่ 506 ไม่พอ!
ซู ฮ่าวตง พูดชมอย่างไม่หวงคำเลยแม้แต่น้อย
ซูเฉิน ฟังคำบรรยายของเขาแล้วก็จับประเด็นสำคัญได้ทันที ก่อนจะได้ข้อสรุปในใจ…
“เดี๋ยวนะ... นี่มันอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เหรอ? คุณกินเองเหรอ?”
หญิงสาวที่ยืนต่อแถวอยู่ข้างหลังก็ตอบไวอย่างเหลือเชื่อ เอ่ยประโยคแทงใจดำออกมาทันที
“เอ่อ...”
ซู ฮ่าวตง ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง …ก็จริง เขาเองก็มัวแต่ตื่นตะลึงกับความอร่อยของ โวโวโถว จนลืมไปเลยว่านี่มัน อาหารสุนัข!
พอโดนถามตรงๆ เขาก็รู้สึกเขินนิดๆ
เพราะการแย่งอาหารกับหมาของตัวเอง มันไม่ค่อยน่าฟังเท่าไร ถ้าพูดออกไปคงมีแต่จะอายมากกว่าเท่
แต่ ซู ฮ่าวตง สมองไวมาก เขารีบพลิกสถานการณ์ทันที: “ผมแค่ลองชิมก่อนให้เจ้าป่านลี่เฉยๆ น่ะครับ”
พูดจบยังไม่พอ เขายังลูบหัวเจ้าป่านลี่ประกอบ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของคนรักหมาที่ห่วงใยสุขภาพสัตว์เลี้ยงสุดๆ
อืม... แบบนี้ฟังดูดีกว่ามาก จาก ‘คนแย่งหมากิน’ กลายเป็น ‘เจ้าของที่ใส่ใจอาหารของสัตว์เลี้ยง’ ทันที
ในใจ ซู ฮ่าวตง ถึงกับลอบปรบมือให้กับไหวพริบของตัวเอง
ส่วนเจ้าป่านลี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เหมือนจะฟังเข้าใจ มันเงยหน้าขึ้นมองเขา ตากลมโตเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ถ้ามันพูดได้ คงตะโกนใส่แน่ๆ ลองชิมเหรอ? ลองชิมจนหมดครึ่งลูกแบบนี้น่ะสิ! นายนั่นแหละที่เป็น ‘หมา (ตัวจริง)’ ซะเอง!(1)
หญิงสาวพอได้ยินคำแก้ตัวของเขา ก็ดูเหมือนจะเกิดแรงบันดาลใจทันที ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา: “จริงด้วย! แนวคิดคุณดีจัง! งั้นฉันก็จะลองชิมให้หมาที่บ้านก่อนเหมือนกัน!”
ซู ฮ่าวตง รีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ใช่เลยครับ เราเป็นเจ้าของก็ต้องชิมก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารปลอดภัย หมาจะได้กินอย่างสบายใจ!”
ซูเฉิน ที่ยืนฟังอยู่ตรงรถขายอาหาร ทำได้แค่กระตุกยิ้มมุมปากเบาๆ จะเถียงก็ไม่ได้ เพราะสุดท้ายจะกินเองหรือให้หมากิน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะไปห้ามได้
เอาเถอะ จะโทษใครได้อีก ก็คงต้องโทษว่า โวโวโถวของเขามันอร่อยเกินไป ทั้งคนทั้งหมาเลยอยากรู้ว่ามันอร่อยขนาดไหน
“เถ้าแก่ ขอเนื้อไก่เพิ่มอีกสองลูกครับ” ซู ฮ่าวตง พูดพลางยื่นโทรศัพท์มือถือจ่ายเงิน
ซูเฉิน จัดการห่อ โวโวโถว ให้เร็วปรื๋อ ก่อนส่งให้ลูกค้า
ซู ฮ่าวตง รับของแล้วขยับหลบไปทางข้าง ให้หญิงสาวเข้ามาสั่งต่อ
เธอยืนหน้ารถขายอาหาร สูดกลิ่นหอมที่ลอยมาเต็มปอด ความหอมเข้มของโวโวโถวทำให้เธอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
“พี่ชายสุดหล่อ เอารสละหนึ่งลูกค่ะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ซู ฮ่าวตง ที่ยืนข้างๆ ได้ยินก็รีบหันมาบอกอย่างจริงจัง
“แค่ลูกละหนึ่ง ไม่พอหรอกครับ”
“ไม่พอเหรอ? หมาฉันกินไม่เยอะนะ ก่อนออกมาก็เพิ่งให้ขนมไปนิดหน่อยเอง” หญิงสาวถามอย่างงงๆ
ซู ฮ่าวตง ส่ายหน้าแล้วพูดเน้น: “ผมหมายถึง คน กินไม่พอครับ”
เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังราวกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะรู้ดีว่ารสชาติแบบนี้ ใครได้ลองก็หยุดไม่ได้แน่นอน
หญิงสาวได้ยินก็หัวเราะ แล้วพยักหน้าตาม: “งั้นเอารสละสองลูกก็แล้วกันคะ!”
สุนัขพันธุ์ชเนาเซอร์ที่มากับเธอนั้นดูเรียบร้อยมาก ต่างจากบีเกิลสุดซ่าอย่างเจ้าป่านลี่โดยสิ้นเชิง ถึงจะถูกกลิ่นโวโวโถวล่อจนลิ้นห้อย แต่มันก็ยังคงยืนเรียบร้อยข้างเจ้าของ ไม่งอแง ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย
ส่วนหญิงสาวเอง เดิมทีกะจะเอาไปกินที่บ้าน แต่พอเห็นหมาตัวเองน้ำลายไหลไม่หยุดก็อดสงสารไม่ได้
เมื่อหันไปเห็น ซู ฮ่าวตง กับเจ้าป่านลี่ยังอยู่แถวรถ เธอเลยคิดว่า ไหนๆ ก็อยู่ตรงนี้แล้ว กินเลยดีกว่า!
ว่าแล้ว หญิงสาวก็จูงชเนาเซอร์ของเธอเดินเข้ามาหา ซู ฮ่าวตง อย่างกระตือรือร้น
ซู ฮ่าวตง เห็นเธอเดินมา สายตาก็พลันไปสะดุดที่เจ้าชเนาเซอร์ตัวเล็กนั่น แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
เขาอดไม่ได้ที่จะเอามันมาเปรียบเทียบกับเจ้าป่านลี่ของตัวเอง แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดในใจ
คิดแล้วก็รู้สึกว่า ตอนเลือกหมามาเลี้ยง เขาคงสมองเบลอไปจริงๆ
สองตัวนี้เทียบกันไม่ได้เลยสักนิด ชเนาเซอร์เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย ส่วนป่านลี่... เหมือนปีศาจใส่ขนสีน้ำตาล
“โวโวโถวต้องกินตอนร้อนๆ นะครับ กลิ่นมันจะหอมมาก” ซู ฮ่าวตง พูดกับเธอด้วยท่าทีเหมือนคนมีประสบการณ์
หญิงสาวฟังแล้วคิ้วกระตุกเบาๆ ถึงจะอยากลองอยู่แล้ว แต่ให้เธอกินอาหารสุนัขแบบหน้าตาเฉยเหมือนเขานี่... ก็ต้องทำใจหน่อย อย่างน้อยๆ คนเรามันก็ต้องมีกำแพงในใจกันบ้างสิ!
ซู ฮ่าวตง พูดจบก็ไม่สนสายตาใคร ยื่นมือไปหยิบโวโวโถวเนื้อไก่กับมันเทศออกมาจากถุง
ถ้าเป็นตอนแรกที่ได้ลองรสเนื้อวัว เขายังลังเลอยู่บ้างเพราะมันคืออาหารสัตว์ แต่ตอนนี้… ความลังเลหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความอยากล้วนๆ
กลิ่นหอมหวานของมันเทศลอยขึ้นมาแตะจมูก เขารีบหักโวโวโถวออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งส่งเข้าปากตัวเอง อีกครึ่งวางไว้ตรงหน้าเจ้าป่านลี่
เพียงพริบตาเดียว ทั้งคนทั้งหมาก็มีสีหน้าเปี่ยมสุขเหมือนกันราวกับนัดไว้
ป่านลี่: “อู๋ววว~ โฮ่ง!”
ซู ฮ่าวตง: “อื้ม~ อร่อยสุดๆ!”
หญิงสาวข้างๆ เห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะลองบ้าง
เธอหักโวโวโถวในมือเป็นชิ้นเล็กๆ หยิบชิ้นหนึ่งเข้าปาก อีกชิ้นยื่นให้เจ้าชเนาเซอร์ของเธอ
ทันทีที่โวโวโถวสัมผัสลิ้น ดวงตาของเธอก็สว่างวาบขึ้นมา
แป้งข้าวโพดบดละเอียดแตกนุ่มในปาก ตามด้วยรสหวานหอมของมันเทศที่ค่อยๆ ละลายบนลิ้น ชิ้นไก่เล็กๆ ด้านในก็ฉ่ำ นุ่ม ไม่แห้งเลยแม้แต่น้อย ทุกคำที่กัดคือความกลมกล่อมลงตัว
แม้แต่เจ้าชเนาเซอร์ที่ปกติเรียบร้อยยังอดกลายเป็นหมานักกินไม่ได้ มันรีบเคี้ยวอย่างรวดเร็ว แทบจะกลืนทั้งคำด้วยความเพลิดเพลิน
กลางถนนที่แสนพลุกพล่าน ตอนนี้กลับมีเพียง สองคนสองหมา ที่จมอยู่ในความอร่อยของโวโวโถว สีหน้าและท่าทางตอนกินของพวกเขานั้น เหมือนเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ของร้าน ซูเฉิน เลยทีเดียว
ไม่นาน ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินผ่านมา ก็ทนไม่ไหว รีบเดินเข้ามาที่รถขายอาหาร
เขาเหลือบมองกระดานสีขาวที่เขียนเมนูไว้ จากนั้นก็หันไปมองสองคนที่ยืนกินอยู่ข้างๆ เห็นทั้งคู่กินเอร็ดอร่อยกว่าหมาซะอีก เขาถึงกับกลืนน้ำลายลงคอและเริ่มลังเล…
“เฮ้ เถ้าแก่ ร้านนี่ต้องมีหมามาด้วยถึงจะซื้อได้เหรอครับ? ผมเห็นพวกเขาก็กินกันอยู่ทั้งนั้นเลย” เขาถามพลางพูดพลางกลืนน้ำลาย
พูดจริงๆ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาว่าคนกินก่อน เขาคงไม่มีทางกล้าเข้ามาถามแน่ อาหารปรุงสุกสำหรับสัตว์เลี้ยงน่ะ ใครจะกล้าซื้อกินเองง่ายๆ?
ซูเฉิน ยิ้มบางๆ แล้วตอบอย่างใจเย็น: “ขอโทษนะครับ ต้องมีสัตว์เลี้ยงมาด้วยจริงๆ ถึงจะซื้อได้ครับ”
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้น ทำหน้าผิดหวังทันที
เขาขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง อั้นอยู่นาน ก่อนจะหลุดพูดออกมาว่า: “งั้นถ้าผมเกิดปีจอ(2)ล่ะ พอได้ไหมครับ?”
ซูเฉิน ถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ไม่ได้ครับ...”
ชายหนุ่มยังไม่ยอมแพ้ “ก็ผมไม่มีสัตว์เลี้ยงนี่นา...”
เขาพูดไปพลางคิดไป แล้วจู่ๆ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา เหมือนเพิ่งนึกอะไรดีๆ ออก
…………………………………
(1)[นายนั่นแหละที่เป็น ‘หมา (ตัวจริง)’ ซะเอง! (你才是真的狗哇!) – คำว่า ‘หมา (狗)’ เป็นคำสแลงมีความหมายเชิงลบว่า ‘เจ้าเล่ห์’, ‘นิสัยไม่ดี’ หรือ ‘เห็นแก่ตัว’ ในที่นี้ ป่านลี่ (สุนัข) กำลังคิดว่า ซู ฮ่าวตง (คน) ที่มาแย่งอาหารมัน นั้น ‘นิสัยหมา’ ยิ่งกว่ามันที่เป็นหมาจริงๆ]
(2)[ผมเกิดปีจอ (我属狗) – เป็นการอ้างอิงถึง 1 ใน 12 นักษัตรจีน (ปีจอ = ปีสุนัข) ชายหนุ่ม พยายามเล่นมุกตลกว่าในเมื่อเขา ‘เกิดปีหมา’ เขาก็ควรจะมีคุณสมบัติเหมือน ‘พาสัตว์เลี้ยง (หมา)’ มาด้วยได้]