เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 470 ได้เวลากินแล้ว!

ตอนที่ 470 ได้เวลากินแล้ว!

ตอนที่ 470 ได้เวลากินแล้ว!


สุดท้าย ซูเฉิน ก็ตัก ‘เต้าหู้ไข่ปูหม้อดิน’ ออกมาใส่ลงในหม้อดินร้อนๆ

บนหน้าหม้อ เขาโรยต้นหอมซอยสีเขียวอ่อนแต่งหน้าให้ดูสดชื่น ก่อนจะหยดน้ำมันงาลงไปสองสามหยด

ทันทีที่น้ำมันงาสัมผัสกับความร้อน กลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอยอบอวลออกมาทันใด กลิ่นหอมมันของน้ำมันงาจะช่วยดึงรสชาติของเต้าหู้ไข่ปูหม้อดินออกมาอย่างเต็มที่

ต่อมา ‘กุ้งผัดเมล็ดมะกอก’ , ‘ปลาเก๋าตงซิงปันผัดซอสพริกแห้ง’ และ ‘เต้าหู้ไข่ปูหม้อดิน’ ก็ถูกยกมาเรียงต่อกันบนโต๊ะอาหาร กลุ่มควันร้อนๆ ลอยผสมกันเหนือโต๊ะ

ในจานแก้วใส กุ้งผัดเมล็ดมะกอก กุ้งแต่ละตัวดูโปร่งแสงเป็นสีชมพูอ่อน เคลือบด้วยซอสบางใสที่ส่งประกายระยิบระยับน่ากิน

ส่วนปลาเก๋าตงซิงปันผัดซอสพริกแห้งนั้นวางสง่างามอยู่กลางจานยาว หนังปลาทอดจนเหลืองทองเป็นมันเงา ด้านล่างมีซอสเข้มข้นขลับเป็นประกายราวกระจก

ขณะที่เต้าหู้ไข่ปูหม้อดินยังคงมีฟองเล็กๆ ผุดขึ้นเบาๆ ‘ปุดๆ’ น้ำซุปสีทองอร่ามข้นเหนียว ส่งกลิ่นหอมจนทำให้ใครเห็นก็ต้องกลืนน้ำลาย

………………………….

หลังจากละทิ้งความคิดอยากแข่งขันกับ ซูเฉิน ไปแล้ว อารมณ์ของ หยางหลิน ก็กลับมาสดใส เขารู้สึกตื่นเต้นเหมือนได้กลับไปเป็นคนรักอาหารอีกครั้ง

ความรู้สึกที่ได้กินอาหารโดยไม่ต้องเปรียบเทียบหรือแข่งขัน มันเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานหลายปีแล้ว

เขารีบคีบกุ้งผัดเมล็ดมะกอกขึ้นมาอย่างอดใจไม่อยู่ แล้วกัดเข้าไปที่ตัวกุ้ง เนื้อกุ้งพลันเด้งดึ๋งเบาๆ ทันใดนั้น รสหวานสดของกุ้งก็ระเบิดออกมาในปาก

ตามมาด้วยความกรุบกรอบของเมล็ดมะกอกที่เข้ากันอย่างลงตัวกับเนื้อกุ้ง ยิ่งมีความกรอบสดของขึ้นฉ่ายฝรั่งเข้ามาเสริมอีกชั้น รสสัมผัสทั้งสามแบบ นุ่ม เด้ง และกรอบ ผสมผสานกันบนปลายลิ้นอย่างมีจังหวะ

“อืมม...” เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงชื่นชมออกมาเบาๆ

ยังไม่ทันวางตะเกียบ สายตาของ หยางหลิน ก็หันไปที่จานถัดไป ปลาเก๋าตงซิงปัน…

เขาคีบเนื้อปลาขาวเนียนขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ลายเนื้อยังคงเห็นชัดเจนสวยงาม

เมื่อจุ่มเนื้อปลาในซอสเข้มข้นแล้วส่งเข้าปาก สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความหอมเค็มและเผ็ดอ่อนๆ ของซอส รสชาติเข้มข้นนั้นปลุกต่อมรับรสของเขาขึ้นมาทันที

ต่อด้วยความนุ่มละมุนและความหวานสดของเนื้อปลา แม้แต่ช่องกระดูกปลาก็ยังแทรกซึมด้วยรสซอส จนทำให้เขาต้องเคี้ยวอย่างตั้งใจ

สุดท้าย เขาตักเต้าหู้ไข่ปูหม้อดินขึ้นมาชิมหนึ่งคำ น้ำซุปสีทองอมส้มเข้มข้น เต้าหู้อ่อนสั่นน้อยๆ อยู่บนช้อน ยังไม่ทันเข้าปาก กลิ่นปูหอมมันก็ลอยเข้าจมูกเสียก่อน

พอเต้าหู้เข้าปาก ก็ละลายแทบไม่ต้องเคี้ยว ความเข้มข้นของไข่ปูและความกรุบของไข่แดงเค็มบดละเอียด รวมกับความสดของถั่วลันเตาและเมล็ดข้าวโพด ก่อเกิดรสชาติกลมกล่อมที่ซับซ้อนและน่าหลงใหล

…………………………

ตอนนี้บนโต๊ะอาหาร ทุกคนต่างจมอยู่ในความอร่อยสุดขั้วของอาหาร ถึงขั้นที่บางคนมุมปากเลอะซอสก็ไม่สนใจจะเช็ด

หง อวี่เฉิง ซึ่งปกติไม่ค่อยกินเยอะ วันนี้ถึงกับตักข้าวเพิ่มเป็นชามที่สอง เขาราดน้ำซอสปลาลงบนข้าว คลุกให้เข้ากัน แล้วตักกินคำโตๆ เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก

หูหยวน ใช้ตะเกียบคีบหัวปลาเก๋าใส่ชามของตัวเอง ก่อนจะเริ่มดูดซึมเนื้อเยลลี่ระหว่างกระดูกกะโหลกอย่างตั้งใจ

เนื้อเจลลี่นั้นนุ่มละมุน ละลายในปากพร้อมกลิ่นหอมทะเลเข้มข้น ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มสุดๆ

เสียงเคี้ยว เสียงช้อน เสียงตะเกียบกระทบจาน และเสียงอุทานชื่นชมดังสลับกันทั่วโต๊ะ

“กุ้งนี่ทั้งสดทั้งกรอบ! เข้ากันได้อย่างลงตัวจริงๆ!”

“ปลาเก๋าจานนี้สุดยอด รสเข้มแต่เนื้อนุ่มขนาดนี้ ฉันที่ปกติไม่กินปลายังว่าหอมเลย!”

“เต้าหู้หม้อนี้นี่เด็ดมาก! ทั้งนุ่ม ทั้งลื่น ละลายในปาก ฉันว่าฉันกินข้าวกับไอ้นี่อย่างเดียวได้สามชามแน่ๆ!”

ฟางฟาง กำลังเคี้ยวพลางพูดพลาง เสียงไม่หยุดเหมือนปืนกล พูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ตักเข้าปากอีกคำ ราวกับกลัวว่าอาหารจะหนีไปก่อน

หูหยวน ที่กำลังกินเพลินอยู่ พลันสายตาก็เหลือบมองไปทาง ซูเฉิน โดยไม่รู้ตัว

พูดตามตรง ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองประเมินฝีมือ เถ้าแก่ซู ไว้สูงมากพอแล้ว

จากข้อมูลที่เขาเคยได้มา เขาเข้าใจว่า เถ้าแก่ซู ถนัดทำอาหารแนว ของกินเล่นหรือฟาสต์ฟู้ด เสียมากกว่า

ตอนนั้นที่เขาไป ‘อวย’ กับหยางหลิน ว่านี่คือเชฟระดับ ‘ปรมาจารย์’ ก็เพราะคิดว่า หากคนหนุ่มอย่าง เถ้าแก่ซู ยังคงรักษาฝีมือระดับนี้ต่อไปได้ อีกไม่นานในอนาคต เขาจะต้องกลายเป็นเชฟชื่อดังระดับประเทศแน่ๆ อย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลย…

แต่หลังจากได้ลิ้มรสอาหารที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้ หูหยวน กลับรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางใจ ความตกตะลึงที่เหนือกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ถึงตอนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องพูดถึง ‘อนาคต’ ของ เถ้าแก่ซู อีกต่อไป เพราะเพียงแค่จานอาหารไม่กี่จานนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า …ฝีมือของเขาอยู่ในระดับที่สามารถเสิร์ฟในโต๊ะอาหารของงานเลี้ยงระดับชาติได้อย่างไม่ขัดเขินเลยแม้แต่น้อย

ทั้งสี กลิ่น รส รูปลักษณ์ และเทคนิคการทำอาหาร ทุกอย่างล้วนไร้ที่ติ สมบูรณ์แบบจนเกินบรรยาย

มันเหลือเชื่อจริงๆ คนอายุน้อยขนาดนี้ ฝึกฝนจนมีฝีมือระดับนี้ได้อย่างไร?

หรือบางคนในโลกนี้…เกิดมาก็ ‘แตกต่าง’ ตั้งแต่ต้นจริงๆ?

เพราะในวัยเท่านี้ สำหรับเชฟทั่วไป มักยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพ บางคนยังเรียนอยู่ในโรงเรียนสอนทำอาหาร ฝึกฟันมีด ฝึกใช้กระทะเหล็กใส่หินซ้อมโยน

บางคนเพิ่งเริ่มทำงานในครัวของภัตตาคารใหญ่ๆ จากงานเตรียมวัตถุดิบพื้นฐาน ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ทีละนิด

พูดง่ายๆ วัยนี้ของพวกเขา แค่ ‘มองเห็นประตู’ ของโลกการทำอาหารก็ถือว่าเก่งแล้ว

แต่ เถ้าแก่ซู กลับเหมือนก้าวกระโดดข้ามระยะทางทั้งหมด ไม่ใช่แค่ ‘เร็ว’ แต่เป็นการ ‘ทะยานข้ามมิติ’ ไปยังจุดหมายสุดท้ายที่คนอื่นยังมองไม่เห็น

ทิ้งทั้งคนรุ่นเดียวกันและเชฟอาวุโสอีกมากมายไว้เบื้องหลังอย่างห่างไกลลิบ

หูหยวน มองร่างของ ซูเฉิน อย่างเหม่อลอย ในใจเริ่มวาดภาพขึ้น ด้วยฝีมือการทำอาหารระดับนี้ บวกกับความสามารถทางธุรกิจของตนเอง ในอีก สิบปี…ไม่สิ แค่ห้าปีเท่านั้น เขามั่นใจเต็มร้อยว่าจะสามารถผลักดันให้ ‘เถ้าแก่ซู’ คนนี้ กลายเป็นเชฟระดับโลกได้อย่างแน่นอน!

ลองนึกภาพดู เมื่อชื่อ ‘เถ้าแก่ซู’ ถูกพูดถึงในวงการอาหารทั่วโลก เหล่าคนรักอาหารจากทุกมุมโลกยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เพียงเพื่อได้ลิ้มลองอาหารที่เขาปรุงด้วยมือของตัวเองสักครั้ง

จากนั้นจึงต่อยอดสร้างอาณาจักรธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ขึ้น ความฝันนั้นดูไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลย

และถ้าให้พูดให้สุดๆ ไปเลย… หูหยวน รู้สึกว่า หากตอนนี้ เถ้าแก่ซู บอกว่าอยากให้เขาทิ้งธุรกิจทั้งหมดที่มี เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ เพื่อร่วมสร้างอาณาจักรอาหารนี้ด้วยกัน

เขาก็อาจจะตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

หูหยวน จมอยู่ในความคิดนั้น ดวงตาที่มอง ซูเฉิน เต็มไปด้วยความหลงใหลและศรัทธา

…………………………….

อีกด้านหนึ่ง หง อวี่เฉิง ก็คิดในใจเช่นกัน ถ้า เถ้าแก่ซู เป็นหัวหน้าเชฟประจำร้าน ‘อู๋ถง’ แห่งนี้จริงๆ ก็คงจะดีไม่น้อย

อย่างนั้นเขาก็ไม่ต้องคอยตามข่าวในกลุ่มแฟนคลับทุกสัปดาห์ กลัวว่าจะพลาดกิจกรรมหรือเมนูใหม่ๆ อีกต่อไป

ถ้า เถ้าแก่ซู ประจำอยู่ที่นี่จริงๆ เขาก็จะสามารถมานั่งกินอาหารเลิศรสได้ทุกเมื่อที่อยากมา เพียงแค่คิดก็รู้สึกอิ่มใจแล้ว

……………………………

ส่วน ซูเฉิน หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็เตรียมล้างอุปกรณ์ในครัวตามปกติ

ในมุมข้างๆ ห้องครัวก็ได้มีเงาร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นหัวหน้าพนักงานของร้าน

“เอ่อ…เชฟซูครับ วางไว้ตรงนี้ได้เลยครับ เดี๋ยวมีคนมาเก็บต่อให้”

หัวหน้าพนักงานพูดพลางก้มหัวเล็กน้อย น้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนเต็มไปด้วยความนอบน้อม ที่สำคัญ เขายังเผลอเรียกอีกฝ่ายว่า ‘เชฟซู’ อย่างเคารพโดยไม่รู้ตัว

จบบทที่ ตอนที่ 470 ได้เวลากินแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว