- หน้าแรก
- แค่พาลูกมาขายของ แต่ทำไมคนทั้งประเทศคลั่งขนาดนี้?
- ตอนที่ 392 ฟ้าลิขิตเช่นนี้เอง...
ตอนที่ 392 ฟ้าลิขิตเช่นนี้เอง...
ตอนที่ 392 ฟ้าลิขิตเช่นนี้เอง...
หลังจากตั้งกติกาเรียบร้อย เก่อเทียน ก็ขี้เกียจแม้แต่จะเช็ดเหรียญ
เธอโยนมันขึ้นไปในอากาศอย่างไม่ใส่ใจ เหรียญหมุนเป็นเส้นโค้งก่อนตกลงพื้นพร้อมเสียง ‘กริ๊ง!’
เธอรีบย่อตัวลงไปดูใกล้ๆ
ด้านก้อยหงายขึ้น
เก่อเทียน: ……
จ้องมองเหรียญอยู่สองวินาที ทันใดนั้นก็พูดกับตัวเองว่า: “เชอะ เหรียญนี่สกปรกเกินไปแน่ๆ ผลมันไม่แม่นแน่ ไม่เอาๆ ไม่นับ!”
พูดจบ เธอก็วิ่งไปหยิบทิชชู่เปียกบนโต๊ะชามาแผ่นหนึ่ง แล้วเช็ดเหรียญจนเงาวับ แล้วจากนั้นก็โยนมันขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง
“กริ๊ง~”
เสียงใสๆ ดังขึ้นอีกครั้ง
เหรียญตกลงพื้น… ก็ยังคงเป็นด้านก้อย!
“ซี๊ด~”
เก่อเทียน สูดหายใจฟอดใหญ่ทันที
ต้องเป็นเพราะมีฝุ่นติดตามร่องแน่ๆ ถึงได้ออกก้อยตลอด!
เธอบ่นพึมพำ หยิบทิชชู่เปียกขึ้นมาอีกแผ่น แล้วขัดเหรียญอย่างแรง เสียง ‘ครืดๆ’ ดังตามแรงเช็ด
หลังจากเช็ดเสร็จ เก่อเทียน ก็โยนเหรียญขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง
“กริ๊ง~”
เหรียญตกลงพื้น… ก้อยอีกแล้ว!
“ยังไม่สะอาดพอสินะ!”
คราวนี้ เก่อเทียน โมโหสุดๆ ใช้ทิชชู่เปียกเช็ดเหรียญแบบไม่ยั้งมือ
เช็ดเสร็จปุ๊บ ก็โยนขึ้นฟ้าอีกครั้งด้วยความหงุดหงิด
เหรียญตกลงพื้น ก้อยอีกแล้ว!
“อ๊ากก! จะบ้าตาย! เจตนากวนฉันใช่ไหม! วันนี้ฉันไม่ยอมแพ้หรอกนะ!”
เก่อเทียน ระเบิดอารมณ์ใส่เหรียญอย่างสุดจะทนยกใหญ่ แล้วโยนขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง
ในที่สุด หลังจากที่โยนเหรียญขึ้นไปในอากาศเป็นครั้งที่ 12 แล้ว เหรียญก็หมุนคว้างอยู่กลางอากาศสองสามรอบแล้วตกลงบนพื้น
“ฮะ~ ออกหัวแล้ว!”
“ฟ้าลิขิตเช่นนี้เอง… ข้าก็จำต้องทำตาม!”
เธอพูดพลางพยักหน้าอย่างพอใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นก็ลุกขึ้นอย่างร่าเริง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมออกจากบ้าน
ทิ้งไว้เพียงเหรียญนั้นนอนนิ่งอยู่บนพื้น ราวกับมันกำลังเล่าเรื่องราวบางอย่างอย่างเงียบงัน...
……………………………
ท้องฟ้าเริ่มมืด ใกล้หกโมงเย็น
ซูเฉิน จอดรถตามปกติ แล้วเข็นรถขายของไปยัง ‘ที่ประจำใต้ต้นไม้สองต้น’ นั้นของเขา
ที่นั่นเหมือนเดิม ไม่มีพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นเลยสักรายมาจับจอง
ก็เพราะพวกพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปต่างมุ่งหาทำเลทองที่ขายดี เขาจึงไม่แปลกใจที่ไม่มีใครมาเลือกจุดนี้
แต่ ซูเฉิน นั้นต่างออกไป เขาอยากให้ตัวเองกลายเป็นคนโปร่งใสเสียด้วยซ้ำ
เข็นรถตั้งเข้าที่เสร็จ ก็หยิบถุงใส่ชุดมาสคอต ‘ฉลามบี’ ออกมา เมื่อฉีกถุงเปิด ก็เผยให้เห็นชุดมาสคอตสุดประหลาดตรงหน้า
หมวกมีฟันฉลามและหนวดผึ้ง ปีกเล็กๆ น่ารัก แถมยังมีหางผึ้งสุดคิ้วท์ พร้อมรองเท้าฉลามอ้าปากบ๊องแบ๊ว…
ซูเฉิน ยืนมองชุดนั้นอยู่นานสองสามวินาที
ต้องยอมรับเลยว่า แค่ดูจากดีไซน์ภายนอกก็น่ารักกว่า ‘เจ้าแพลงก์ตอน’ เมื่อก่อนหน้านี้เยอะมาก
แต่พอคิดถึงประโยคเปิดตัวที่เขาต้องพูดเมื่อใส่ชุดนี้… อยู่ดีๆ ชุดฉลามผึ้งสุดคิ้วท์นี้ก็กลายเป็น ‘เครื่องแบบแห่งความงี่เง่า’ ขึ้นมาทันที เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความ ‘ฉลามบี’ เต็มขั้น!
โอ๊ย มันฉลามบีเกินไปแล้วจริงๆ…
ซูเฉิน ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง ก่อนจะจำใจสวมชุดมาสคอตนั้นเข้ากับตัว
ไม่ไกลจากจุดนั้น พี่สาวเจ้าของร้านขายบะหมี่ไก่เผ็ด ก็เผอิญเห็นเขาเข้าพอดี
เมื่อวาน เธอเพิ่งรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ เพื่อจะเดินไปซื้อชานมจากร้านของเขามาดื่มดู...
ใครจะคิดล่ะว่า ชานมดันขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว! แม้แต่โอกาสจะ ‘อับอายต่อหน้าสาธารณะ’ สักครั้งก็ไม่มีเหลือให้เลย
วันนี้ พี่สาวร้านบะหมี่ไก่เผ็ดตั้งใจแน่วแน่ เธอจะต้องเป็น ‘ลูกค้าคนแรกของเจ้าแพลงก์ตอนสุดหล่อ’ คนนี้ให้ได้!
ไหนๆ เมื่อวานก็มีคนพูดประโยคขายของพรรค์นั้นกันไปหลายคนแล้ว เพิ่มเธออีกคนคงไม่ต่างอะไรหรอกนะ
พอดีว่าตอนนี้หน้าร้านบะหมี่ไก่เผ็ดของเธอก็ไม่มีลูกค้า ว่างพอดีเลย
พี่สาวขายบะหมี่ไก่เผ็ดอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ก้าวเท้าเบาๆ เดินตรงไปยังรถเข็นของ ซูเฉิน อย่างร่าเริง
พอเข้าไปใกล้ เธอก็สังเกตเห็นไวท์บอร์ดขนาดเล็กๆ ที่ดูต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง
บนกระดานเขียนเมนูและราคาอย่างชัดเจนไว้
“น้ำบ๊วย แก้วละ 10 หยวน?”
เธอถึงกับชะงักไป ราคาไม่ถูกเลยนะนี่!
ปกติน้ำบ๊วยทำเองก็ราวๆ แก้วละ 3 หยวนเท่านั้น แต่นี่ขึ้นไปมากกว่าสามเท่า!
ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อ สายตาก็เลื่อนไปเห็น ‘ข้อควรรู้ในการซื้อ’ ที่เขียนไว้ด้านล่าง
“???”
พี่สาวร้านขายบะหมี่ไก่เผ็ดถึงกับเบิกตากว้าง หน้าเริ่มซีด รู้สึกเหมือนสมองดับชั่วขณะ
เธอไม่คาดคิดเลยว่า วันนี้เจ้าแพลงก์ตอนจะไม่เพียงเปลี่ยนเมนูเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยน ‘บทพูดขายของ’ ด้วย!
แถมคำพูดใหม่นี่... ดัน ‘น่าอายกว่าเมื่อวาน’ หลายเท่าอีกต่างหาก!
แค่คิดจะพูดออกมาปากก็ชาแล้ว บทพูดแบบนี้ …ใครจะกล้าพูดวะเนี่ย!
ในใจของพี่สาวร้านบะหมี่ไก่เผ็ดเริ่มกรีดร้องไม่หยุด รู้สึกได้เลยว่านิ้วเท้าในรองเท้าเริ่มขุดพื้นอย่างควบคุมไม่ได้!
เธอคิดว่าตัวเองเตรียมใจมาดีแล้วแท้ๆ แต่พอเห็นของจริง กลับพบว่าตัวเองช่างไร้เดียงสาเกินไป…
อีกด้านหนึ่ง ซูเฉิน เพิ่งเปลี่ยนชุดมาสคอตเสร็จอยู่ข้างหลัง
เขาขยับแขนขาทดลองนิดหน่อย ก็พบว่าการเคลื่อนไหวไม่ติดขัดเหมือนเมื่อวานตอนใส่ชุด ‘แพลงก์ตอน’ แขนทั้งสองข้างขยับคล่องดี และหน้าก็ถูกปิดมิดชิดจนไม่มีใครเห็น
พอแต่งตัวเรียบร้อย เขากำลังจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูตัวเองในกล้อง
แต่พอเงยหน้าขึ้น เขากลับเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมายืนอยู่หน้าแผงขายของแล้ว!
เฮ้ย! วันนี้ลูกค้ามาไวขนาดนี้เลยเหรอ?!
หัวใจของ ซูเฉิน เต้นวูบในทันที ใบหน้าใต้ชุดมาสคอตเปลี่ยนสีไปเลย
เขายังไม่ทันตั้งหลัก เตรียมใจจะรับลูกค้าเลยด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็มีคนโผล่มาเฉยๆ แบบนี้!
วันนี้ดวงช่างซวยเสียจริง!
เขาจำต้องทำใจเตรียมพูด ‘ประโยคต้อนรับลูกค้า’ อย่างจำนนต่อโชคชะตา
แต่ขณะเดียวกันนั้นเอง พี่สาวร้านบะหมี่ไก่เผ็ดที่กำลังมอง ซูเฉิน ในชุดมาสคอต สีหน้าที่พยายามรักษาไว้อย่างสุดความสามารถเมื่อครู่ก็พลันควบคุมไม่อยู่แล้ว
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าแพลงก์ตอนเปลี่ยนบทพูด ก็เล่นถึงกับเปลี่ยน ‘ชุดมาสคอต’ นี่ด้วยไง!
นี่มันทุ่มเทขนาดไหนกันเนี่ย! หรือว่าเขาเปลี่ยนทั้งชุดและบทพูดใหม่ทุกวันเลยเหรอ!?
แค่คิดถึงประโยคที่ต้องพูดบนกระดาน พี่สาวร้านบะหมี่ไก่เผ็ดที่เพิ่งรวบรวมความกล้าไว้ก็รู้สึกเหมือนพลังใจหายวับไปหมด
ไม่! ฉันจะไม่เป็นคนแรกที่ทำให้ตัวเองขายขี้หน้าแน่ๆ!
ไหนวันนี้ก็ไม่มีชานมแล้ว งั้นก็ไม่ต้องซื้ออะไรก็แล้วกัน!
คิดได้แบบนั้น เธอหันหลังกลับแทบจะในทันที วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
“เฮ้ย! ข้าคือ...”
ซูเฉิน เพิ่งจะพูดออกมาสองสามคำ ก็เหลือบไปเห็นลูกค้าตรงหน้าจู่ๆ ก็หันหลังวิ่งหนีไป สมองก็รู้ทันที รีบหยุดคำพูดที่เหลือไว้ได้อย่างยากลำบาก
เกือบไปแล้ว! เกือบพูดหมดประโยคแล้วเชียว!
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก พร้อมแอบดีใจเล็กน้อยที่รอดจากหายนะ ‘ขายหน้า’ ครั้งนี้ไปได้
มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่วิ่งหนีไปอย่างตื่นตกใจ เขาก็เริ่มคิดขึ้นมาในใจ… ดูเหมือนจะไม่จำเป็นเลยนะ ที่พอมีคนเข้าใกล้แผงขายก็ต้องรีบพูดประโยคต้อนรับทันที
บางทีเขาอาจแค่ยืนสังเกตสักหน่อยก่อน ดูว่าคนตรงหน้านั่นตั้งใจจะซื้อจริงๆ หรือแค่เดินผ่านเฉยๆ
ที่ดีที่สุดคือรอสักสองสามวินาทีก่อน สังเกตปฏิกริยาของอีกฝ่าย ยืนยันว่าอีกฝ่ายมีเจตนาจะซื้อจริงๆ แล้ว ค่อยพูดบทพูดก็ยังไม่สาย อย่างน้อยจะได้ไม่ต้อง ‘อับอายขายขี้หน้า’ ฟรี
แน่นอนว่าความอับอายแบบไม่จำเป็นนี่... ไม่คุ้มเลยจริงๆ!