เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 ฝ่ามือประทับหน้า

บทที่ 28 ฝ่ามือประทับหน้า

บทที่ 28 ฝ่ามือประทับหน้า


บทที่ 28 ฝ่ามือประทับหน้า

ท่ามกลางม่านหมอก

ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณยังคงควบคุมโล่กะโหลกอย่างต่อเนื่อง ให้มันบินขึ้นลง ท่ามกลางเสียง 'ติ๊ง ติ๊ง ตัง ตัง' ปัดเป่ากระสุนให้กระเด็นไป

ในตอนนี้ เขาก็สงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว

ในหัวของเขามีความคิดนับไม่ถ้วนตีกันมั่วไปหมด แต่สุดท้ายก็สรุปได้เพียงคำเดียว——หนี!

ไม่มีใครรู้ถึงความร้ายกาจของค่ายกลภาพลวงตาน้อยได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว

ถูกต้อง นี่มันคือค่ายกลพิทักษ์เขาเวอร์ชันกิ๊กก๊อก แต่มันก็ยังถือเป็นค่ายกลพิทักษ์เขาอยู่ดี พอข้ามขีดจำกัดนั้นมาได้ อานุภาพของมันก็แตกต่างออกไปแล้ว

เขาก็มีวิธีทำลายค่ายกลอยู่หรอก แต่นั่นมันต้องใช้สภาพแวดล้อมที่สงบเงียบ แล้วในสถานการณ์แบบนี้ ศัตรูมันจะให้เวลาเขาได้ยังไงกัน?

ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้ และเป็นทางเลือกเดียวที่มี ก็คือ หนี!

ขอเพียงแค่หนีพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ หนีออกจากที่นี่ไปได้ เขาก็มีสารพัดวิธีที่จะขุดคุ้ยตัวตนของคนพวกนี้ออกมา

ถึงตอนนั้น ย่อมต้องมีแค้นก็ชำระแค้น มีความบาดหมางก็ต้องสะสาง!

ความคิดแวบผ่านเข้ามาในหัว เขาก็ตัดสินใจได้เด็ดขาด พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เขาก็ปลดปล่อยจิตเทวะออกมาจนหมด ดวงตาทั้งสองข้างก็พลันคมกริบอย่างยิ่ง

จะเห็นได้ว่า เขาร่ายอาคมด้วยมือข้างเดียว แล้วก็ชี้นิ้วไปยังลูกศรเล็กๆ ที่อยู่เหนือหัวของเขาทันที

วื้ด!

ลูกศรเล็กๆ นั่นพลันหมุนควงด้วยความเร็วสูง ม้วนเอาคลื่นอากาศนับไม่ถ้วน ยิ่งมีไอผีถาโถมเข้าไปอีก ก่อตัวจนกลายเป็นหัวลูกศรขนาดมหึมา

"ไป!"

เขาตะโกนเสียงต่ำคำหนึ่ง ลูกศรเล็กๆ ก็พุ่งทะยานแหวกอากาศ ฉีกกระชากม่านหมอกนับไม่ถ้วน พุ่งตรงขึ้นไปด้านบน ราวกับจะเจาะทะลวงท้องฟ้าให้เป็นรู

นี่ก็ถือเป็นจุดอ่อนของค่ายกลภาพลวงตาน้อยเช่นกัน แม้ว่ามันจะสามารถบิดเบือนการรับรู้ได้ แต่ถึงที่สุดมันก็ไม่ใช่ค่ายกลพิทักษ์เขาของจริง ไม่ได้มีอานุภาพในการย่นระยะทางหรือขยายพื้นที่

ดังนั้น ภาพลวงตาในแนวนอนน่ะ มันจะสร้างขึ้นมายังไงก็ได้ตามใจชอบ มีเพียงท้องฟ้าเบื้องบนเท่านั้น ที่เป็นจุดอ่อน

นี่ก็เป็นความลับที่มีเพียงเจ้าของค่ายกลภาพลวงตาน้อยคนเดิมเท่านั้นที่จะรู้

แน่นอนว่า การจะทะลวงฝ่าข้อจำกัดนี้ออกไปมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จะเห็นได้ว่าม่านหมอกนับไม่ถ้วนกำลังม้วนตัวถาโถม พยายามจะลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อกดดันมัน จนถึงขนาดที่ลูกศรเล็กๆ นั่นดูเหมือนจะได้รับแรงกดดันมหาศาล ความเร็วของมันก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณกลับกัดปลายลิ้นอีกครั้ง พ่นเลือดเนื้อหัวใจออกมาคำหนึ่ง พร้อมกับระเบิดพลังเวทอัดฉีดเข้าไปในนั้นอย่างบ้าคลั่ง

ส่วนตัวเขาเองก็ถูกไอผีและลมชั่วร้ายม้วนตัวห่อหุ้มไว้ พาร่างลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ในตอนนี้ ที่ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ก็มีคนนับสิบ ทั้งจริงทั้งปลอม ปรากฏร่างออกมา พวกเขาวิ่งพล่านยกปืนอัสนีพันก้าวร่วงขนนกขึ้นมา แล้วก็เหนี่ยวไกไม่หยุด

เสียง 'ปัง ปัง ปัง ปัง' ดังก้องอยู่ในม่านหมอก ดูเหมือนจะยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ

ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็ใช้มือข้างเดียวควบคุมโล่กะโหลกให้หมุนควงราวกับพายุ รวดเร็วจนมองเห็นเป็นแค่ภาพติดตา

แต่ถึงอย่างนั้น ที่ขาของเขา ร่างของเขา ก็ยังคงมีเลือดสาดกระเซ็นออกมาเป็นระยะๆ มีกระสุนฝังเข้าไปในเนื้อของเขา ทำให้เขาต้องส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวด

ไอผีและลมชั่วร้ายเมื่อต้องเจอกับการโจมตีทางกายภาพล้วนๆ แบบนี้ ก็ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ค่อยได้

และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงคำรามดังลั่น ท่ามกลางม่านหมอก มีร่างหนึ่งเหยียบย่างอากาศพุ่งเข้ามา

ทั่วร่างของเขาส่องแสงสีทองเจิดจ้า ราวกับรูปปั้นทองแดงคนเหล็ก สองมือกำหมัด ต่อยอัดปราณหมัดรูปมังกรสองสายออกมาโดยตรง แว่วเสียงมังกรคำรามดังมาแต่ไกล

สีหน้าของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณดูย่ำแย่ถึงขีดสุด เขากัดฟันแน่น ส่งเสียงครางอู้อี้ออกมาคำหนึ่ง ผิวหนังบนหน้าผากก็พลันปริออก เลือดหยดลงมา เบิกเนตรภูตดวงหนึ่งออกมา

เนตรภูตดวงนั้นมีรูม่านตาสีดำสนิท และตาขาวสีแดงฉาน พอมันเบิกออก ก็มีเส้นเลือดฝอยนับไม่ถ้วนปูดโปนขึ้นมารอบดวงตา ดูน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

เขาหันหัวไป เนตรภูตก็กะพริบอย่างรวดเร็ว ลำแสงสีดำสายหนึ่งก็พุ่งออกไป ตกกระทบลงบนร่างของเจิ้งจิงหลุน

เพียงแต่ ในชั่วพริบตาแห่งความสับสนนั้น ร่างของเจิ้งจิงหลุนก็หายวับไป ลำแสงสีดำก็สลายไปในระยะไกลเช่นกัน

โจมตีพลาดเป้า แต่ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็ไม่ได้ตกใจอะไร จุดที่รับมือยากที่สุดของค่ายกลภาพลวงตาน้อย มันก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ

วินาทีต่อมา เจิ้งจิงหลุนอีกคนก็โผล่ออกมาจากม่านหมอก ในมือถือปืนอัสนีสองกระบอก เล็งมาแต่ไกล แล้วก็เหนี่ยวไกทันที

กระสุนพุ่งออกจากปากกระบอกปืน เส้นวิถีของมันที่ลากผ่านม่านหมอกนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง

แต่ภายใต้ลำแสงสีดำอีกสาย มันก็ยังคงสลายไปราวกับฟองสบู่

นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว จากนั้นก็เป็นครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า ครั้งที่หก...

หากให้เวลาผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณมากพอ เขาก็ไม่ใช่ว่าจะแยกแยะของจริงของปลอมไม่ออก แต่การต่อสู้มันกำลังดุเดือด จะมีเวลาที่ไหนให้เขามานั่งสังเกตอย่างละเอียด?!

สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ ทำลายมันให้หมดทีละอัน ไม่เหลือช่องโหว่ไว้แม้แต่น้อย

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำแบบนี้ ก็คือมันสิ้นเปลืองพลังเวทมากเกินไป แถมเนตรภูตก็ยังเรียกร้องเลือดเนื้อสดๆ มากขึ้นอีกด้วย

เมื่อจำนวนครั้งที่ใช้งานเพิ่มมากขึ้น ก็แทบจะเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยว่า แก้มทั้งสองข้างของเขาเริ่มตอบลง ขอบตาก็ลึกโบ๋ ร่างทั้งร่างก็ดูเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง

สิ่งเดียวที่ทำให้เขาโล่งใจได้ก็คือ ศาสตราอาคมลูกศรกระดูกขาวนั่น ในที่สุดมันก็ทะลุผ่านม่านหมอกออกไปได้ มันหอบเอาไอผีฉีกกระชากปราการของค่ายกลจนขาดวิ่น

จนทำให้มีแสงสว่างจากท้องฟ้าสาดส่องลงมา อาบไล้ใบหน้าของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ!

แต่ก็ในตอนนั้นเอง จากทั่วทุกสารทิศ ม่านหมอกก็ม้วนตัวถาโถม มีเจิ้งจิงหลุนเจ็ดแปดคนทะลวงม่านหมอกออกมา โจมตีเข้าใส่เขาจากทุกท่วงท่า

ในตอนนี้ ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณมีสีหน้าดุร้ายยิ่ง ศีรษะของเขาพลันบิดหมุนอย่างกะทันหัน มันหมุนครบสามร้อยหกสิบองศาเลยทีเดียว ท่ามกลางเสียง 'กึก กัก' ที่ดังลั่น มันหมุนวนไปครบหนึ่งรอบพอดี

และลำแสงสีดำจากเนตรภูตก็ยิงออกไปต่อเนื่อง กวาดทำลายร่างของเจิ้งจิงหลุนทั้งหมดจนสิ้นซาก

เพียงแต่ ในชั่วพริบตานั้นเอง ร่างจริงของเจิ้งจิงหลุนก็ก้าวออกมาจากม่านหมอก เขาจ้องเขม็งไปที่ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ สบตากับเนตรภูตนั่นตรงๆ

พลังปราณภายในขั้นกำเนิดถูกอัดฉีดเข้าไปในปืนอัสนีอย่างบ้าคลั่ง มันไม่เพียงแต่กระตุ้นการทำงานของปืนกระบอกนี้ แต่ยังอัดฉีดเข้าไปในกระสุนด้วย

ปัง ปัง!

สองมือยิงออกไป สองนัดแม่นๆ เนตรภูตที่เบิกกว้างอยู่ก็ระเบิดเลือดสาด ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน บนร่างของเขาก็มีเลือดพุ่งกระฉูดออกมาอีกสามสี่จุด

แต่เขาก็ยังคงร่ายอาคมเสกคาถา หมุนควงโล่กะโหลกขว้างมันออกไป

เป้าหมายก็คือ เจิ้งจิงหลุน

สิ่งที่เจิ้งจิงหลุนทำได้ก็คือใช้สองมือยันไปข้างหน้า กำแพงปราณสามฉื่อส่องแสงสีทองเจิดจ้า ตั้งท่าป้องกัน

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังถูกอัดกระเด็น ปลิวไปกระแทกกับพื้นดิน

ชั่วอึดใจต่อมา ในที่สุดผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็ทะลวงพ้นพันธนาการของค่ายกลออกมาได้ เขากวาดตามองไปรอบๆ เบื้องล่างคือม่านหมอกที่ม้วนตัวถาโถม เบื้องบนคือแสงอาทิตย์ที่สาดส่องจรัสจ้า

ในตอนนี้ เขารู้สึกเคว้งคว้างไปชั่วขณะ

เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองจะมีวันที่ตั้งตารอแสงอาทิตย์มากถึงขนาดนี้

แต่วินาทีต่อมา แสงอาทิตย์ก็ถูกเงาดำบดบัง ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

พลันเห็น เจิ้งชิงอันไปปรากฏตัวอยู่เหนือหัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขากำลังถือปืนอัสนีพันก้าวร่วงขนนกด้วยมือข้างเดียว ปากกระบอกปืนแทบจะจ่ออยู่บนหน้าผากของเขา

"ไม่!"

ในชั่วพริบตานั้น ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็คำรามอย่างดุร้าย แทบจะไม่ต้องคิด สองมือก็ร่ายอาคมทันที ห้านิ้วเคลื่อนไหวราวกับกงล้อ รวดเร็วอย่างยิ่ง

โฮก!

เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นกลางความว่างเปล่า กลายเป็นว่าเบื้องหน้าของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ ปรากฏภูตผีตนหนึ่งขึ้นมา

ภูตผีตนนี้มีรูปร่างกำยำล่ำสันอย่างยิ่ง ชุดเกราะบนร่างก็ชัดเจน ในมือถือขวานขนาดใหญ่ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับสีเลือด

ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือ ที่หน้าอกของมัน มีอักษร '将' (ขุนพล) เขียนไว้อย่างชัดเจน

ขุนพลผี!!!

ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันจริงๆ นี่มันคือภูตผีที่เทียบเท่ากับระดับขั้นสร้างฐานเลยทีเดียว

ในสถานการณ์ปกติ มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายผีขั้นรวบรวมปราณอย่างผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณจะควบคุมได้ พอขุนพลผีปรากฏตัวออกมา มันก็จ้องเขม็งไปที่ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ ที่มุมปากของมันราวกับมีรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมประดับอยู่

ส่วนผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็กัดลิ้นตัวเองจนขาด พ่นเลือดเนื้อหัวใจออกมาหลายคำอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดหักศาสตราอาคมธงขาวนั่นทิ้ง ในที่สุดก็ทำให้ขุนพลผียอมหันหัวมา มองไปที่เจิ้งชิงอัน

วินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องของภูตผีและเสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมกัน!

แปร๋น!

ปัง!

ไอผีที่หนาทึบราวกับจับต้องได้ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ ราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกลาญ แต่แล้วมันก็ปะทะเข้ากับพลังของคาถาทำลายนรก

นี่คือการปะทะกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มันยื้อกันอยู่เนิ่นนานกว่าสิบชั่วนลมหายใจ

ในที่สุด ขุนพลผีก็กรีดร้องออกมาอย่างไม่เต็มใจ... ถูกโปรดวิญญาณไป แต่กระสุนก็แฉลบออกไป ถากแก้มของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณจนเป็นรอยเลือด

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็ยังหัวเราะฮ่าๆ ออกมา ราวกับคนบ้า: "เจ้าฆ่าข้าไม่ได้! สุดท้ายพวกเจ้าก็ฆ่าข้าไม่ได้!!!"

พูดพลาง เขาก็เค้นพลังเวทเฮือกสุดท้ายออกมา ลมชั่วร้ายม้วนตัวห่อหุ้มร่าง หมายจะหลบหนีไป

แต่ในตอนนั้นเอง มือข้างนั้นของเจิ้งชิงอันที่ซ่อนไว้ด้านหลัง ก็ได้ร่ายอาคมผนึกอินเสร็จสิ้นพอดี

เขาก็แสยะยิ้มออกมาเช่นกัน "วันนี้เจ้าต้องตายที่นี่ ข้าพูดเอง!!!"

จะเห็นได้ว่าเขาสะบัดมือทีหนึ่ง เปลวไฟดวงหนึ่งก็ลอยออกมา มันค่อยๆ คลี่ขยายกลางอากาศ ขยายใหญ่ขึ้น จนสุดท้ายก็กลายเป็นฝ่ามือเพลิงที่ควบแน่นราวกับของจริง

นี่คือวิชาของนิกายอุทกอัคคี เวทอัคคี ฝ่ามืออัคคีขนาดใหญ่!

นิกายอุทกอัคคีไม่เคยขาดแคลนวิชาสืบทอด คาถาอาคมที่มีให้เรียนนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน

แต่ทว่า ในหอบรรยายธรรม อาจารย์ผู้สอนการต่อสู้จะย้ำอยู่เสมอว่า——ในขั้นรวบรวมปราณ พลังเวทยังไม่หนาแน่น จิตเทวะก็ยังไม่แข็งแกร่ง ให้เน้นที่ความเชี่ยวชาญ อย่าเน้นที่ปริมาณ

การเรียนคาถาอาคมมากมายเกินไปจะทำให้พลังต่อสู้กระจัดกระจาย มีเพียงการทุ่มเทค้นคว้าในวิถีทางเดียวอย่างไม่ลดละ ถึงจะสร้างพลังต่อสู้ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

ยกตัวอย่างเช่นอีกาเพลิงอาภรณ์ขาวคนนั้น เขาก็ผลักดันวิชาอีกาเพลิงของตัวเองจนถึงขั้นเชี่ยวชาญล้ำลึก ถึงได้มีอานุภาพที่ไม่ธรรมดา

และในนิกายอุทกอัคคี โดยธรรมชาติแล้วก็ย่อมมีเวทวารีและเวทอัคคีที่เฉียบขาดที่สุด พอฝึกฝนจนสำเร็จแล้ว มันก็ยังช่วยเสริมพลังให้กับการหลอมศาสตราได้อีกไม่น้อย

หลังจากที่เจิ้งชิงอันได้ทดลองดูแล้ว เขาก็มุ่งเน้นไปที่เวทอัคคีเป็นหลัก

ตั้งแต่วิชาจุดประกายไฟในตอนแรก ต่อมาก็เป็นวิชากระสุนเพลิง แล้วก็ฝ่ามืออัคคีขนาดเล็ก จนกระทั่งทะลวงผ่านขั้นรวบรวมปราณช่วงกลางได้ ถึงได้มาค้นคว้าเวทอัคคีบทนี้ ฝ่ามืออัคคีขนาดใหญ่!

หากมองให้ดีๆ จะเห็นว่าในฝ่ามือที่ควบแน่นนั้น มีสีแดงเข้มราวกับหินหนืดที่จับต้องได้ อุณหภูมิของมันสูงเสียจนอากาศบิดเบือน

ในชั่วพริบตาต่อมา ฝ่ามือนี้ก็ฟาดเข้าไปบนใบหน้าของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ

เพียะ!

เสียงที่ดังกังวานใสแจ๋วดังขึ้น ด้วยความเฉียบคมของจิตเทวะ ถึงขนาดมองเห็นได้ว่า ประกายไฟที่กระเด็นออกมานั้นกำลังแผดเผาไอผีและลมชั่วร้าย

ใบหน้าของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณบิดเบี้ยวด้วยความไม่เต็มใจ เนตรภูตที่บอดสนิทไปแล้วถูกบีบจนปลิ้นทะลักออกมา ผิวหนังภายใต้เปลวเพลิงถูกเผาไหม้จนกลายเป็นถ่าน

วินาทีต่อมา ฝ่ามืออัคคีขนาดใหญ่ก็พลันขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็มีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งจั้ง ตบอัดเข้าไปบนร่างของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณเต็มๆ ทำให้เขากระเด็นถอยหลังกลับไปด้วยความเร็วที่มากกว่าตอนมาเสียอีก

ม่านหมอกถูกกระแทกจนเป็นหลุมลึก ก่อนจะม้วนตัวกลับมาถมจนเต็ม ส่วนเจิ้งชิงอันก็หยุดร่างที่กำลังร่วงหล่นไว้ไม่อยู่ ตกลงไปในม่านหมอกเช่นกัน

ถึงตอนนี้ การต่อสู้ครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรต้องให้ลุ้นอีกต่อไปแล้ว!

พอตกลงไปในม่านหมอก ผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณก็ยังไม่ตาย แต่เขาก็ไม่เหลือลูกเล่นอะไรอีกแล้ว

จากระยะหลายร้อยเมตร จากทั่วทุกทิศทาง ปืนอัสนีพันก้าวร่วงขนนกถูกยกขึ้นมา ยิงอัดเข้าไปบนร่างของเขานัดแล้วนัดเล่า

ถึงขนาดที่ว่า แม้แต่ศีรษะ ก็ยังถูกเจาะจนเป็นรูเลือด ดูน่าอนาถอย่างยิ่ง

เจิ้งจิงหลุนเห็นดังนั้น ก็เตรียมจะก้าวเข้าไปข้างหน้า แต่ก็ถูกเจิ้งชิงอันดึงรั้งเอาไว้

ยันต์ทำลายนรกแผ่นสุดท้ายถูกจุดไฟ แล้วแปะลงบนกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง กระบี่เล่มนั้นก็ถูกโยนออกไป

กระบี่ยาวเล่มนั้นปักลงบนร่างของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ของนักพรตที่แว่วมา วิญญาณแค้นที่ตายตาไม่หลับก็ลอยขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยอมจำนน แต่ถึงกระนั้นก็ยังถูกพลังของคาถาทำลายนรก โปรดวิญญาณไป!

นี่ก็นับเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของผู้บำเพ็ญเพียรสายผี!

ความตายของร่างกาย สำหรับพวกเขาแล้ว อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น

หากให้เวลาพวกมัน สามวิญญาณเจ็ดจิตก็จะกลับเข้าที่ สติปัญญาก็จะฟื้นคืนมา ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นจ้าวแห่งภูตผีตนใหม่ก็ได้

แน่นอนว่า วิญญาณแค้นที่เพิ่งเกิดใหม่มันก็อ่อนแอที่สุดเช่นกัน กำจัดได้ง่ายที่สุด การใช้คาถาทำลายนรกก็ออกจะสิ้นเปลืองไปหน่อยด้วยซ้ำ

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เจิ้งชิงอันก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ไม่ใช่แค่ร่างกายที่เหนื่อยล้า แต่จิตใจมันเหนื่อยยิ่กว่า

อย่าเห็นว่าการต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาเป็นฝ่ายไล่ต้อนผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ แทบจะวางแผนคำนวณจนเขากระดิกตัวไม่ได้ แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เจิ้งชิงอันต้องใช้เซลล์สมองไปมากขนาดไหน ต้องเตรียมการมากแค่ไหน เขาเท่านั้นที่รู้

แต่ทั้งหมด มันก็คุ้มค่า!

เมื่อม่านหมอกสลายไป ก็มีร่างหลายสายวิ่งออกมาจากในม่านหมอก ทีมหลักทั้งเจ็ดคน และสมาชิกแนวหลังอีกยี่สิบหกคน ทุกคนต่างถืออาวุธปืน วิ่งมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว

พวกเขามองไปที่ศพของผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ ราวกับยังไม่อยากจะเชื่อสายตา

เจิ้งจิงหลุนกลับยืนขึ้น ตะโกนลั่น: "เห็นรึยัง? เห็นรึยัง? นี่แหละคือผู้เฒ่าเกี่ยววิญญาณ นายท่านใหญ่แห่งโจรสายลม บุคคลที่ทำให้คนได้ยินชื่อก็ขวัญหนีดีฝ่อ

แต่ตอนนี้ เขาตายแล้ว ตายด้วยน้ำมือของพวกเรา!"

"พวกเราต่างหาก คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!"

ในตอนนี้เอง ทุกคนก็ราวกับเพิ่งจะได้สติกลับมา พวกเขาชูปืนอัสนีในมือขึ้น ตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่ง: "หมื่นชัย! หมื่นชัย! หมื่นชัย!"

จนถึงตอนนี้ ขวัญกำลังใจของคนกลุ่มนี้ ถึงได้ถูกปลุกขึ้นมาอย่างแท้จริง

จบบทที่ บทที่ 28 ฝ่ามือประทับหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว