- หน้าแรก
- ช่วยด้วย นางเอกทุกคน ตาสว่าง แล้วหันมาคลั่งรักผม
- บทที่ 100 จิ้งจอกน้อยคือทายาทเทพยุคบรรพกาล
บทที่ 100 จิ้งจอกน้อยคือทายาทเทพยุคบรรพกาล
บทที่ 100 จิ้งจอกน้อยคือทายาทเทพยุคบรรพกาล
บทที่ 100 จิ้งจอกน้อยคือทายาทเทพยุคบรรพกาล
◉◉◉◉◉
"นี่คือซากศพของจอมอสูรอินหยางจริงๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันตายแล้ว"
"ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ยังจำวิชาพิสดารสายเลือดของเผ่าอสรพิษเก้าเศียรได้หรือไม่"
หยางซิวไม่ได้ปิดบังอะไร พูดออกมาโดยตรง
ผู้ที่สังหารบุตรศักดิ์สิทธิ์เถิงหลงจนทั้งร่างและวิญญาณแหลกสลาย และล้างบางเผ่าอสรพิษเก้าเศียรในครานั้น แท้จริงแล้วคือจอมอสูรอินหยาง
เป้าหมายของมัน คือโลหิตมังกรแท้จริงบรรพกาลที่อยู่ในสายเลือดของเผ่าอสรพิษเก้าเศียร
ในเมื่อตอนนี้มันรวบรวมโลหิตมังกรแท้จริงบรรพกาลไปได้แล้ว ก็ย่อมเป็นไปได้สูงว่า มันจะเชี่ยวชาญวิชาพิสดารสายเลือดของเผ่าอสรพิษเก้าเศียรไปด้วย
จักรพรรดิอสูรจูเชว่ที่อยู่ตรงมุมห้อง เมื่อได้ยินดังนั้นก็พลันเงยหน้าขึ้น เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"เจ้าหนู เจ้าหมายความว่า ผู้ที่สังหารสหายเก่าของข้า จริงๆ แล้วคือจอมอสูรอินหยางรึ"
"มิฉะนั้นเล่า?"
หยางซิวกรอกตาไปมา ทำหน้าตาเบื่อหน่าย
ที่แท้เฒ่าจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้เพิ่งจะมาตระหนักได้เอาตอนนี้นี่เอง
มันไม่คิดบ้างเลยรึว่า แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูจะหาเรื่องเผ่าอสูรไปเพื่ออะไร? เพราะพวกมันแก่? หรือเพราะพวกมันไม่ชอบอาบน้ำ?
เผ่าอสูรในตอนนี้ ไม่ได้รุ่งโรจน์เหมือนในยุคบรรพกาลนานแล้ว ไม่มีทางคุกคามสถานะของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูได้เลย
พูดให้มันน่าเกลียดหน่อยก็คือ บางทีตั้งแต่ต้นจนจบ เหล่าอาจารย์ลุงอาจารย์อาของเขาก็ไม่เคยเห็นเผ่าอสูรอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
แม้แต่ในสงครามครั้งนี้ ก็ยังพากันมาแค่เจ็ดคน
หากไม่ใช่เพราะมีไส้ศึกห้าคน ป่านนี้เขาทางซานคงถูกไถจนราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว
หากทุกอย่างดำเนินไปตามเส้นทางในชาติที่แล้ว
ข้าถูกขับออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู ถูกจอมอสูรอินหยางรับเป็นศิษย์ หลังจากนั้นก็ถูกประทับผนึกตราของบรรพชนอสูรบรรพกาล
เมื่อพลังของข้าแข็งแกร่งขึ้น บรรพชนอสูรบรรพกาลก็จะสามารถยืมร่างของข้า กลับคืนสู่โลกหล้าได้
เพียงแต่ในชาติที่แล้ว ก่อนที่เรื่องนั้นจะเกิดขึ้น ข้าก็ดันมาตายในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับบุตรแห่งโชคชะตาเสียก่อน
แต่ในชาตินี้ เพราะการเกิดใหม่ของข้า อนาคตจึงเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ตอนประลองใหญ่สำนัก
ข้ายังคงเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งไท่ชู จอมอสูรอินหยางจึงทำได้แค่ประทับผนึกตราของบรรพชนอสูรบรรพกาลลงบนตัวข้าก่อนกำหนด
แต่ใครจะคาดคิดว่า การเดินทางไปแดนอัคคีคราวนั้น ผนึกตราจะถูกลบล้างไปได้
จอมอสูรอินหยางจึงจนปัญญา ทำได้แค่เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นเพื่อช่วยให้บรรพชนอสูรบรรพกาลกลับคืนสู่โลกหล้า
นั่นก็คือการเปิดห้วงบรรพกาล
หยางซิวก็เพิ่งมารู้หลังจากที่ได้เกิดใหม่เช่นกัน
โลกที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้ ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นโดยอสูรเทพบรรพกาลที่ทรงพลังตนหนึ่งในห้วงบรรพกาล
และในยุคแรกเริ่ม โลกนี้ไม่ได้มีการแบ่งแยกเก้าสวรรค์สิบดินแดน
เพียงเพราะการต่อสู้ครั้งหนึ่ง ทำให้มันแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
นับตั้งแต่สงครามครั้งใหญ่ที่ฟ้าดินทลายในครั้งนั้น โลกที่เคยสมบูรณ์แบบ รวมถึงกฎเกณฑ์แห่งมรรคาเต๋าที่สมบูรณ์ ก็ถูกแบ่งออกเป็นสิบเก้าชิ้นส่วน
ชิ้นส่วนเหล่านั้นมีขนาดแตกต่างกันไป จำนวนและความเข้มข้นของกฎเกณฑ์ในแต่ละชิ้นส่วนก็ย่อมแตกต่างกัน
ในระดับพลังเดียวกัน หากอยู่ในโลกที่อยู่ชั้นสูงกว่า
พลังฝีมือก็จะยิ่งแข็งแกร่งกว่า
และบรรพชนอสูรบรรพกาล รวมถึงสามเผ่าพันธุ์บรรพกาล ก็คือสิ่งมีชีวิตจากยุคที่โลกยังคงสมบูรณ์แบบ
ในห้วงบรรพกาล ไม่ได้มีเพียงบรรพชนอสูรบรรพกาลที่ทรงพลังเพียงตนเดียว ยังมีการดำรงอยู่ทีน่าสะพรึงกลัวอีกนับไม่ถ้วน
หากห้วงบรรพกาลถูกเปิดออก สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ที่ถูกเนรเทศไป ก็จะกลับมาทีละตน
และเงื่อนไขในการเปิดห้วงบรรพกาล ก็คือการใช้สายเลือดของสามเผ่าพันธุ์บรรพกาล ได้แก่ มังกรแท้จริง หงสา และกิเลน
เหตุผลที่จอมอสูรอินหยางวางแผนยุยงให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเผ่าอสูรและแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู ก็เพื่อการนี้
ตอนนี้เขาทางซานถูกถล่มราบ ยอดฝีมือเผ่าจูเชว่ล้มตายจำนวนมากในการต่อสู้เมื่อครู่ การที่จอมอสูรอินหยางไม่ปรากฏตัวก่อนหน้านี้ เกรงว่าคงกำลังยุ่งอยู่กับการรวบรวมสายเลือดของเผ่าจูเชว่
บัดนี้ ในมือของมัน ได้รวบรวมสายเลือดของสองเผ่าพันธุ์บรรพกาลได้สำเร็จแล้ว ขาดเพียงเผ่ากิเลนเท่านั้น
"ในโลกนี้ ยังมีมิติพิเศษเช่นนี้อยู่อีกรึ"
เย่ชิงอวิ๋นยังคงไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว
เพราะข่าวนี้น่าตกตะลึงเกินไป
หากห้วงบรรพกาลถูกเปิดออกจริงๆ มันจะเป็นหายนะครั้งใหญ่ของเก้าสวรรค์สิบดินแดน
"ท่านอาจารย์ พวกท่านไม่ต้องกังวลไป เผ่ากิเลน หนึ่งในสามเผ่าพันธุ์บรรพกาล ไม่มีทายาทหลงเหลืออยู่ในโลกนี้แล้ว แผนการของจอมอสูรอินหยางไม่มีทางสำเร็จหรอก"
หยางซิวเอ่ยปลอบ
ในชาติที่แล้ว จอมอสูรอินหยางก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยลองใช้วิธีนี้เปิดห้วงบรรพกาล
แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป
เพราะจนกระทั่งถึงช่วงท้ายของเนื้อเรื่อง ก็ไม่เคยมีเผ่าพันธุ์ใดในแดนรกร้างที่อ้างตัวว่าเป็นทายาทของเผ่ากิเลนปรากฏตัวออกมา
ดังนั้น แผนการนี้ของมัน จึงถึงคราวตันแล้ว
หยางซิวยิ้มบางๆ
"หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ"
เย่ชิงอวิ๋นถอนหายใจ
การที่ถูกเหล่าปราชญ์เนรเทศไป ก็เพียงพอที่จะอธิบายปัญหาได้แล้ว
หากห้วงบรรพกาลเปิดออกอีกครั้ง แดนรกร้างที่จะต้องรับเคราะห์ก่อนเป็นที่แรก จะต้องกลายเป็นทะเลเลือดภูเขาซากศพ สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนจะต้องล้มตายในหายนะครั้งนี้
กลายเป็นสมรภูมิระหว่างอสูรเทพบรรพกาลและยอดฝีมือจากแดนสวรรค์เบื้องบน
"อันที่จริง การที่ห้วงบรรพกาลเปิดออกอีกครั้ง ก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับพวกเราเสมอไป"
หยางซิวกลับมีท่าทีที่ผ่อนคลาย หรืออาจจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เขาไม่ใช่ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ห่วงใยคนทั้งใต้หล้า
หากเหล่าอสูรเทพบรรพกาลกลับมาสู่โลกนี้จริงๆ คนแรกที่จะต้องปวดหัว ก็คือยอดฝีมือจากสวรรค์เบื้องบนกลุ่มนั้น
หยางซิวไม่เชื่อหรอกว่า อสูรเทพบรรพกาลเหล่านั้นจะยอมจำกัดตัวเองอยู่ในแดนรกร้างเล็กๆ แห่งนี้
เป็นไปได้มากที่สุดว่า พวกมันจะไม่แม้แต่จะชายตามองสรรพชีวิตในแดนรกร้างด้วยซ้ำ
แต่จะมุ่งตรงไปยังโลกที่กว้างใหญ่กว่าในแดนสวรรค์เบื้องบน หรืออาจจะมุ่งไปถึงแดนเซียนเก้าสวรรค์เลยก็ได้
ม่านกั้นระหว่างสองแดนก็จะถูกทำลายลง
พวกเขาก็จะสามารถใช้โอกาสนี้ ทะลวงออกจากคุกฟ้าดินแห่งนี้ได้
"คงต้องดูกันไปทีละก้าว"
เย่ชิงอวิ๋นถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"แทนที่จะมาคิดเรื่องพวกนี้ สู้ไปจัดการเรื่องที่อยู่ตรงหน้าก่อนดีกว่า"
น้ำเสียงของหยางซิวเข้มขึ้น
เผ่าอสูร ถูกจอมอสูรอินหยางหลอกใช้ ที่ลงมือกับแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูก็เพราะความแค้นจากการล่มสลายของเผ่าอสรพิษเก้าเศียร
อีกทั้งตั้งแต่ต้นจนจบ การกระทำของเผ่าอสูรก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูมากนัก
เพิ่งจะประกาศสงครามได้ไม่ทันไร ก็ถูกท่านอาจารย์ของเขาบุกมาถึงถิ่น สังหารจนฟ้าดินพลิกคว่ำ
ตอนนี้จักรพรรดิอสูรจูเชว่ก็ยังนั่งร้องไห้อยู่ที่มุมห้องนู่น
ช่างเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายโดยแท้ พอจะให้อภัยได้
ส่วนตระกูลสือ นี่มันพวกตัวป่วนชัดๆ เกรงว่าใต้หล้าจะไม่วุ่นวาย ชอบทำแต่เรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ที่บังเอิญไปกว่านั้นคือ ทายาทตระกูลสือในรุ่นนี้ ยังเป็นพ่อแท้ๆ ของศัตรูคู่แค้นในชาติที่แล้วของข้าอีก
สีหน้าของหยางซิวพลันเปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้นมาทันที
สืออี้แก่กว่าสือฝาน ผู้อาวุโสประจำตระกูลสือแก่กว่าสืออี้ และเขาก็แก่กว่าผู้อาวุโสประจำตระกูลสือ
เท่ากับว่าตอนนี้ สือฝาน ตามหลังเขาอยู่ถึงสองรุ่นคน
ผลลัพธ์เช่นนี้ แม้แต่หยางซิวเองก็ยังรู้สึกขำไม่ออกร้องไห้ไม่ถูก
"ในเมื่อตระกูลสือทำเรื่องเช่นนี้ ก็สมควรถูกกำจัดทิ้ง!"
เย่ชิงอวิ๋นเข้าใจความหมายของหยางซิวได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าพลันเย็นชา
ดูเหมือนว่าช่วงนี้ แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูจะเก็บตัวเงียบเกินไป จนทำให้ใครหน้าไหนก็กล้ามาขี้รดหัวพวกเขาแล้ว
"ไม่ เผ่ากิเลนยังมีทายาทหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลกเท่านั้น" จักรพรรดิอสูรจูเชว่เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน บัดนี้เมื่อได้รู้ความจริง
มันถึงได้รู้ว่าศัตรูที่แท้จริงของเผ่าอสูรคือจอมอสูรอินหยาง มันจึงไม่ลังเลที่จะเปิดเผยเบาะแสที่ตนรู้
"ผู้ใด?"
ทั้งหยางซิวและเย่ชิงอวิ๋นต่างก็ใจสั่นสะท้าน
"เผ่าจิ้งจอกชิงชิว จิ้งจอกน้อยที่พวกเจ้าพาตัวกลับไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ"
◉◉◉◉◉
[จบแล้ว]