เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 นักบวชจากนอกด่านตะวันตก

บทที่ 12 นักบวชจากนอกด่านตะวันตก

บทที่ 12 นักบวชจากนอกด่านตะวันตก


บทที่ 12 นักบวชจากนอกด่านตะวันตก

 

วันต่อมาร้านทังปิ่งพี่ชีก็เปิดกิจการตามปกติ

 

วันนี้ลูกค้าทั้งหลายนับว่ามีวาสนานัก เครื่องเคียงที่เพิ่มลงในชามทังปิ่งเป็นเนื้อหมูชิ้นใหญ่หนา นอกจากนี้ยังมีผักกวางตุ้งลวกสีเขียวสดวางลงไปเพิ่มอีกสองต้นด้วย

 

ทังปิ่งแห้งชามใหญ่เมื่อรวมเข้ากับน้ำแกงเปรี้ยวหวานอุ่นร้อนที่ใส่ใบกุยช่ายอ่อนผัดน้ำมัน เมื่อลิ้มลองชวนให้รู้สึกว่าถึงเป็นเทพเซียนก็คงใช้ชีวิตเช่นนี้เอง

 

แต่เฉินสือพ่อครัวค่ายทหารต้องโทษแห่งประตูซีสุ่ย จ้องมองทังปิ่งส่งกลิ่นหอมฟุ้งชามใหญ่ตรงหน้าโดยไม่รู้สึกอยากอาหารสักนิด กินเข้าไปคำหนึ่งก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ท้ายที่สุดก็ดันชามทังปิ่งออกไป แล้วดื่มน้ำแกงรวดเดียวหมดชาม จากนั้นหยิบขวดสุราใบเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ เมื่อกระดกดื่มจนหมดขวดก็วางเงินลงบนโต๊ะสามสิบอีแปะ เขาเหลือบมองแถบผ้าคาดหน้าผากของหวังโหรวฮวาด้วยความเสียดาย ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง

 

“พี่เฉินทำไมกินไม่หมดเล่า? หรือว่าวันนี้ทังปิ่งรสชาติไม่ถูกปากท่าน?”

 

หวังโหรวฮวาใช้มือกวาดเบาๆ เงินสามสิบอีแปะก็ร่วงลงกล่องเก็บเงินเรียบร้อย แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยังไม่จางหายไปแม้แต่น้อย

 

หลังจากเฉินสือใคร่ครวญครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “วันนี้ข้าปวดท้อง”

 

เถี่ยซินหยวนมองเฉินสือที่ลุกลี้ลุกลนจากไปด้วยความละอายใจ รอยยิ้มในใจใกล้จะปรากฏออกมาทางสีหน้าอยู่แล้ว เขาพยายามหลบเลี่ยงหญิงผู้หนึ่งที่อ้าปากหันมาทางเขา ในปากของนางมีกลิ่นฉุนกึกของผักกุยช่าย ช่างไม่รู้จักดื่มน้ำกลั้วปากกลบกลิ่นเสียบ้าง เช่นนี้เขาจะรับได้หรือ?

 

หญิงผู้นั้นเห็นว่าเถี่ยซินหยวนไม่ยอมให้นางหอมแก้ม จึงหยิกที่ใบหน้าอวบๆ เสียครั้งหนึ่งก่อนเดินจากไป

 

เมื่อโดนนางขัดจังหวะเสียขนาดนี้ เขาจึงฟังไม่ถนัดว่าเฉินสือกล่าวอะไรกับมารดากันแน่ เพียงแต่เขาก็รู้ดีว่าความรักของเฉินสือไม่ทันได้เริ่มต้นก็จบสิ้นลงเสียแล้ว

 

หยางไฮว๋อวี้เดินเข้าร้านมาด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม แล้วตบโต๊ะสั่งทังปิ่งแห้งหนึ่งชาม หลังจากหวังโหรวฮวายกมาให้ เขาก็ลงมือกินอย่างตะกรุมตะกราม เถี่ยซินหยวนลองนับดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับตั้งแต่มารดายกชามอาหารมาจนกระทั่งเจ้านี่กินเสร็จ แม้กระทั่งน้ำแกงก็ซดจนหมดชาม เขาเพิ่งนับถึงห้าสิบเท่านั้นเอง

 

หยางไฮว๋อวี้กินอาหารเสร็จแล้วกลับไม่ได้จากไปในทันที แต่นั่งเอามือเท้าคางเฝ้ามองผู้คนที่สัญจรไปมาตามท้องถนนอย่างไร้ชีวิตชีวา

 

ด้วยรับสั่งจากโอรสสวรรค์เขาจึงต้องร่วงจากสวรรค์ชั้นฟ้าสู่โลกมนุษย์ ทำให้เขาไม่อาจยอมรับสถานการณ์ในเวลานี้ได้จริงๆ

 

หวังโหรวฮวาที่กำลังใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะอยู่นั้นเอ่ยขึ้นแผ่วเบาว่า “ภรรยาของหลิวอาชีแต่งงานใหม่แล้ว”

 

หยางไฮว๋อวี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เหลือบมองหวังโหรวฮวาแล้วกล่าวว่า “แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า?”

 

หวังโหรวฮวาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนตอบว่า “ภรรยาของหลิวอาชีแต่งงานใหม่แล้ว แต่นางไม่นำลูกทั้งสามไปด้วย เมื่อในบ้านขาดกำลังหลักที่พึ่งพาได้ ยายเฒ่าคนหนึ่งต้องพาเด็กสามคนออกมาขอทานข้างถนน”

 

หยางไฮว๋อวี้ก้มหน้าแล้วตอบว่า “ข้าก็รับโทษแล้ว เดิมทีข้าไม่ต้องรับโทษหรอก แต่ท่านย่าบังคับให้ข้าต้องมา จนข้าถอดชุดเกราะมาประจำอยู่ค่ายทหารต้องโทษแล้วจะเอาอย่างไรอีก?”

 

หวังโหรวฮวาเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ไม่ใช่หาเรื่องตำหนิท่านหรอก บ้านท่านจ่ายเงินชดเชยให้บ้านหลิวอาชีหกพวงไม่ใช่หรือ? แต่ว่าเงินหกพวงนี้ยังไม่ถึงมือมารดาหลิวอาชีกับลูกๆ ของเขาเลย ถ้าหากมีเงินชดเชยหกพวงแล้ว พวกเขาคงทำการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เช่นข้าได้ ไม่ต้องมาเร่ร่อนข้างถนนแน่”

 

หยางไฮว๋อวี้รู้สึกหดหู่อยู่บ้าง เขาเริ่มคิดใคร่ครวญก่อนจะลุกยืนขึ้นทันใดแล้วมองหน้าหวังโหรวฮวา “เป็นความจริงรึ?”

 

หวังโหรวฮวาเก็บชามอาหารที่กินเสร็จแล้วของหยางไฮว๋อวี้ จากนั้นก็ชี้ไปที่ยายเฒ่ากับเด็กอีกสามคนที่นั่งขดตัวขอทานข้างถนน “ไปถามพวกเขาสิ”

 

นัยน์ตาของหยางไฮว๋อวี้หรี่ลงมาเล็กน้อย เดินเพียงสองสามก้าวก็ถึงมุมถนนและสนทนากับท่านยายที่นั่งขอทานอยู่หลายประโยค จากนั้นก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา ก่อนจะผละจากข้างถนนนั่นแล้วมุ่งหน้าไปที่ศาลาว่าการอำเภอไคเฟิง...

 

หวังโหรวฮวาพ่นคำด่าไล่หลังหยางไฮว๋อวี้ไปว่า “ยังไม่จ่ายเงินเลยนะ”

 

ทว่าเถี่ยซินหยวนเห็นสีหน้าของนางเหมือนมีความสุขนัก ไม่ว่าจะเป็นตอนล้างชามหรือเช็ดโต๊ะล้วนมีเรี่ยวแรงมากเป็นพิเศษ

 

เถี่ยซินหยวนรู้สึกสงสัย เกรงว่ามารดาจะจำหยางไฮว๋อวี้ได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามากินอาหารในร้านแล้ว เพียงแต่ยอมอดทนอดกลั้นไม่ระบายโทสะออกมา เวลานี้จู่ๆ พูดถึงครอบครัวหลิวอาชี จะต้องทำเพื่อหวังเอาคืนหยางไฮว๋อวี้แน่ แต่เกรงว่าขุนนางชั้นผู้น้อยในศาลาว่าการคงจะรับมือไม่ง่ายเท่าใด

 

เมื่อเห็นมารดามีท่าทางชื่นมื่น เถี่ยซินหยวนยิ่งมองยิ่งรู้สึกชอบใจ มารดาของเขาควรเป็นหญิงใจร้ายเช่นนี้สิถึงจะถูกต้อง ผู้มีจิตใจดีงามจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร วิธีพื้นๆ อย่างการวางยาพิษของเขาเนี่ยไม่ควรงัดออกมาใช้เลยจริงๆ

 

นางใช้กลยุทธ์ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ[1]ก็สามารถทำได้สิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด ทางหนึ่งได้ลงโทษขุนนางเล็กๆ พวกนั้นที่มากินอาหารร้านตัวเองแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน อีกทางหนึ่งได้ผลักทหารต้องโทษอย่างหยางไฮว๋อวี้ตกลงไปในวังวนความวุ่นวายอีกครั้ง นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่มีผลลัพธ์ยอดเยี่ยมทีเดียว

 

เถี่ยซินหยวนรักษาความรู้สึกเลื่อมใสได้เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เพราะว่ามารดาอุ้มเขามาหาบุตรและมารดาของหลิวอาชี วางขนมชุยปิ่งห้าหกชิ้นให้พวกเขาก่อนจะเอ่ยกับยายเฒ่าหลิวว่า “อีกไม่นานก็จะมีคนนำเงินชดเชยมาให้พวกท่านแล้ว เงินตั้งหกพวงเชียวนะ สามารถเปิดกิจการเล็กๆ เลี้ยงชีพได้ ขอแค่ดูแลพวกเด็กๆ ให้เติบใหญ่อย่างปลอดภัย ก็นับว่าไม่ผิดต่อบรรพชนตระกูลหลิวแล้ว ไม่แน่ว่าพวกเขาที่อยู่ในปรโลก คงโขกศีรษะขอบคุณท่านด้วยซ้ำ”

 

เถี่ยซินหยวนมองเห็นทุกอย่างชัดเจน ดวงตาขุ่นมัวของท่านยายหลิวพลันสว่างวาบขึ้นมา นางดึงมือของมารดาไว้แล้วพยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นจึงแบ่งขนมชุยปิ่งให้หลานๆ ก่อนจะพาเดินไปทางศาลาว่าการอำเภอไคเฟิงอีกครั้ง

 

หลังจากเดินกลับมาที่ร้าน มารดาของเขาดูมีสีหน้ายินดีมากกว่าเดิมเสียอีก นางชะเง้อคอยาวมองไปทางศาลาว่าการอยู่บ่อยครั้ง ราวกับนางคาดหวังเหลือเกินว่าให้ยายเฒ่าหลิวได้เงินหกพวงนั้นมา

 

เถี่ยซินหยวนหาวออกมาวอดหนึ่งก่อนปีนขึ้นหลังมารดาอย่างเกียจคร้าน เขาไม่สนใจชะตากรรมของยายเฒ่าหลิวเลยสักนิด แต่เมื่อพบว่ามารดาพูดจาโน้มน้าวหยางไฮว๋อวี้เพราะพื้นฐานจิตใจอันดีงาม ต้องการช่วยเหลือคนล้วนๆ โดยไม่ซุกซ่อนแผนการใดอยู่เลย เขาจึงรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

 

นักบวชประหลาดที่แทงอวัยวะสำคัญของตัวเองเมื่อหลายวันก่อนกลับมาที่ร้านอีกครั้ง อาจเป็นเพราะบาดแผลตรงหว่างขายังไม่หายดี ถึงได้ยืนกางขาเล็กน้อยอยู่ตรงหน้าประตูร้าน ในมือของเขาอุ้มบาตรขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ใบหน้าดำคล้ำเต็มไปด้วยหนวดเคราโค้งยาวยังคงประดับด้วยรอยยิ้มประหลาด

 

มารดามอบอาหารให้ชามหนึ่ง เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ เมื่อนำเหรียญเงินหลายเหรียญใส่ลงในบาตรของเขา อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับอยู่เช่นเดิม และหยิบเหรียญในบาตรออกมาวางเรียงบนโต๊ะทีละเหรียญอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นเอ่ยวาจาด้วยสำเนียงแปลกพิกลว่า “มอบบุตรชายเจ้าถวายแด่พุทธองค์เถิด!”

 

ประโยคนี้ดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะหวังโหรวฮวา นางคว้าชามกระเบื้องเนื้อหยาบที่ยังไม่ทันล้างให้สะอาดขว้างใส่ศีรษะของนักบวชตรงหน้าเต็มแรง

 

ชามกระเบื้องแตกกระจายเป็นชิ้นๆ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เขาเอ่ยปากว่า “เดิมทีเขาคือศิษย์ของพุทธองค์ เวลานี้เขามาเกิดในตระกูลของเจ้านับเป็นผลบุญที่สั่งสมมา หากเจ้ามอบกลับคืน พระองค์จะต้องคุ้มครองให้เจ้าเข้าสู่แดนสุขาวดีแน่”

 

มารดายกม้านั่งตัวหนึ่งขึ้นมาฟาดใส่ นักบวชก็ไม่หลบเลี่ยง นางจึงคว้าไม้กวาดแล้วเขวี้ยงไปอีก เขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อน ปล่อยให้ตัวเองโดนทุบตีพลางกล่าวว่า “น่าขัน มนุษย์โลกมีสิ่งที่นับว่าสละได้ยากยิ่งเช่น พระคุณบิดามารดา ความผูกพันของสามีภรรยา คุณธรรมระหว่างมิตรสหาย แต่กลับไม่ตระหนักว่าสรรพสิ่งบนโลกล้วนเป็นเพียงความว่างเปล่าเหมือนดั่งความฝันฉากหนึ่ง เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง

 

เถี่ยหวังซื่อ เจ้ายังตัดไม่ขาดอีกรึ?”

 

มารดานัยน์ตาแดงก่ำขึ้นมาทันใด คราวนี้นางคว้ามีดหั่นผักขึ้นมา มองคมมีดสับลงไปที่ไหล่ของคนตรงหน้าจนดึงไม่ออก นักบวชเครายาวเหลือบมองเลือดสดๆ ที่ไหลรินลงมา แล้วประกาศนามของพระพุทธองค์เสียงดังก้องว่า “อมิตายุสพุทธะ[2] มนุษย์โลกช่างโง่เขลา อีกสิบปีข้างหน้าเราจะกลับมาอีกครั้ง”

 

เมื่อกล่าววาจาจนจบก็ดึงมีดหั่นผักที่เสียบคาไหล่ออกแล้ววางลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปทางท้ายถนนอย่างไม่รีบร้อนพร้อมกับเลือดที่ยังไหลไม่หยุด เหมือนกับวันที่เขาเอามีดแทงตรงหว่างขาของตัวเองกระนั้น

 

“ถ้ากล้ามาอีก คราวหน้าหญิงอย่างข้าจะตัดหัวโล้นๆ ของเจ้าแน่!”

 

หวังโหรวฮวาถือมีดหั่นผักขึ้นมา ยืนส่งเสียงคำรามอย่างน่าเกรงขามอยู่กลางถนนใหญ่

 

พฤติกรรมเช่นนี้ของมารดาทำให้ชาวต้าซ่งที่ยืนอยู่ทั่วบริเวณส่งเสียงชมเชยดังเซ็งแซ่

 

กฎหมายของต้าซ่งช่างเห็นแก่พวกพ้องยิ่งนัก ในเมืองหลวงแห่งนี้ขอเพียงไม่ได้พลั้งมือทำร้ายชาวชี่ตัน[3] ชนเผ่าซึ่งอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ร้ายแรงตามมา ก็ไม่มีใครใส่ใจสักนิดว่าเจ้าจะทำอะไรบ้าง

 

ชาวเกาลี่ ชาววะ[4] ชนกลุ่มน้อยนอกด่าน และชาวต่างแคว้นที่มีผมหลากสีสันล้วนไม่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองตามกฎหมายของต้าซ่ง

 

ถ้าหากชาวต่างแคว้นเหล่านี้ทำร้ายชาวต้าซ่ง พวกเขาจะโดนตัดศีรษะโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้าเป็นชาวต้าซ่งทำร้ายคนต่างแคว้น เรื่องนี้ต้องดูอารมณ์ของขุนนางตัดสินคดีแล้ว ถ้าเกิดเจอขุนนางที่กำลังอารมณ์ไม่ดี อาจโดนหาเรื่องสั่งโบยเสียหลายไม้โดยไร้เหตุผลเพื่อจบเรื่องไป

 

นอกจากนี้การควบคุมดูแลนักบวชตามบทบัญญัติกฎหมายต้าซ่งก็เข้มงวดมาก ผู้ใดไม่มีหนังสือรับรองการบวชมิใช่นักบวช การกระทำเช่นนี้จึงนับว่าผิดกฎหมายของต้าซ่ง

 

ฉะนั้นแม้หวังโหรวฮวาจะทำร้ายนักบวชนอกด่านจนเลือดอาบท่วมร่างแล้ว ก็ยังไม่อาจปล่อยไปได้อยู่ดี หลังจากนางเรียกหัวหน้าชุมชนมาบอกเล่าต้นสายปลายเหตุ เขาก็โมโหเดือดดาลไม่ต่างกัน จนนำชายอันธพาลรูปร่างสูงใหญ่หลายคนไปตามจับตัวกลับมา

 

เวลาผ่านไปไม่นาน นักบวชเครายาวที่มีเลือดสดๆ ไหลอาบทั่วร่างก็ถูกลากตัวกลับมา เขาโดนหัวหน้าชุมชนจับใส่กรงหมูแล้วยกไปที่ศาลาว่าการอำเภอ

 

ขณะที่นักบวชผู้นี้เดินผ่านหน้าร้านทังปิ่งพี่ชียังมีรอยยิ้มราวกับคนโง่งม เขาชี้มาที่หวังโหรวฮวาพร้อมเอ่ยวาจาแปลกประหลาดว่า “เจ้ารู้ดี เจ้ารู้ดี...”

 

หวังโหรวฮวาย่อมตะโกนด่าทอจนเนื้อเต้น ส่วนเถี่ยซินหยวนกลับกลอกตามองบนแล้วใคร่ครวญเรื่องนี้อย่างละเอียด

 

ชาติก่อนเขาเป็นตัวอะไร จะมีใครรู้ดีไปกว่าเขาอีก?

 

เด็กตัวเล็กๆ แถบประตูซีสุ่ยมีมากมายจนนับได้ไม่หมด เหตุใดนักบวชผู้นี้ถึงได้เจาะจงว่าเป็นเขา? ในสายตาผู้อื่นเขาก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากเด็กอายุหนึ่งขวบเศษทั่วๆ ไปเท่าไรนี่นะ

 

ต่อให้มีเรื่องที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็แค่ผิวพรรณสะอาดสะอ้านกว่า ร้องไห้งอแงน้อยกว่า ถึงเด็กแบบนี้จะมีไม่มาก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยสักคน แล้วลามะนั่นมีสิทธิ์อะไรบอกว่าเขาเป็นศิษย์ของพุทธองค์เล่า?

 

ไม่ว่าเถี่ยซินหยวนจะขบคิดอย่างไร เรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ดี นอกเสียจากว่าเขาจะไปถามนักบวชเครายาว มิฉะนั้นคงไม่มีวันจะรู้คำตอบ

 

หลังมีเรื่องกับนักบวชจากนอกด่านตะวันตกแล้ว หวังโหรวฮวาก็ไม่ยอมให้เถี่ยซินหยวนออกนอกสายตาตัวเองอีก สุดท้ายเวลาทำงานก็แบกบุตรชายเอาไว้บนหลังเสียเลย ทำให้นางต้องลำบากกว่าเดิม

 

สถานการณ์เช่นนี้คงอยู่ต่อไปอีกหลายวัน จนมารดาคิดขึ้นได้ว่าควรจ้างคนมาช่วยดูแลร้านเสียสองคน สำหรับนางแล้วบุตรชายคนนี้สำคัญยิ่งกว่าการกอบโกยเงินทองหรือกิจการเล็กๆ นี่มากนัก

 

เมื่อผ่านไปได้หกวัน ขณะที่มารดากำลังสอบถามหญิงกลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจมาสมัครช่วยงานครัว นางก็ได้รับทราบข่าวสองเรื่อง

 

หลังรออยู่หลายวันก็ไม่มีความคืบหน้า หยางไฮว๋อวี้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเอาเรื่องศาลาว่าการอำเภอไคเฟิง เขาจัดการหักแขนทั้งสองข้างของผู้ช่วยนายอำเภอคนหนึ่ง รวมถึงทุบนิ้วทั้งสิบของเจ้าหน้าที่ผู้โชคร้ายจนแหลกละเอียด

 

เมื่อคดีความมาถึงศาลไคเฟิง คราวนี้ประมุขหญิงตระกูลหยางยืนอยู่ข้างบุตรหลานของตัวเองอย่างชัดเจน ในพระตำหนักทองนางกล่าวตำหนิขุนนางทัดทานหลายคนที่ยื่นเรื่องฟ้องร้องหยางไฮว๋อวี้ทำตัวกำเริบเสิบสาน แม้กระทั่งขุนนางทัดทานฝ่ายตะวันออกนางก็ไม่ละเว้น ถูกหญิงชราผู้นี้พ่นน้ำลายใส่เต็มหน้า

 

ฉะนั้นศาลไคเฟิงจึงต้องปล่อยตัวหยางไฮว๋อวี้ที่เข้ามามอบตัวแต่โดยดีไปเสีย แล้วจ่ายเงินชดเชยให้บ้านหลิวอาชีใหม่อีกหกพวง ถึงได้ปิดคดีนี้ลงเรียบร้อยเสียที

 

สำหรับเรื่องที่หยางไฮว๋อวี้ระบายโทสะแต่ไม่ทันระวัง พลาดพลั้งไปเตะนักบวชจนคอหักตาย ในเอกสารของทางการตั้งแต่ต้นจนจบไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักนิดเดียว

 

แต่มีข่าวร่ำลือกันในหมู่ราษฎรว่า ขณะที่นักบวชผู้นั้นสิ้นใจก็อยู่ในท่านั่งสมาธิ ส่วนศีรษะแม้จะห้อยลงมา กลับดูสง่างามน่าเลื่อมใสดังพระโพธิสัตว์ก็ไม่ปาน

 

----------------------------

 

[1] ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ(李代桃僵)เป็น 1 ใน 36 กลยุทธ์ของสามก๊ก หมายถึง การแปรเปลี่ยนจากสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบให้เป็นการได้เปรียบ ยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่

[2] อมิตายุสพุทธะ(无量寿佛) อมิตายุส(无量寿)แปลว่า พระผู้มีอายุกาลไม่มีประมาณ

[3] ชาวชี่ตัน(契丹人)ชนเผ่านอกด่านทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

[4] ชาวเกาลี่(高丽人)ชนเผ่าที่อาศัยอยู่เขตแดนประเทศเกาหลีเหนือในปัจจุบัน ส่วนชาววะ(倭国人)คำเรียกชาวญี่ปุ่นในสมัยโบราณ

จบบทที่ บทที่ 12 นักบวชจากนอกด่านตะวันตก

คัดลอกลิงก์แล้ว