เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 วังหลวงคือคลังสมบัติเชียวนะ

บทที่ 6 วังหลวงคือคลังสมบัติเชียวนะ

บทที่ 6 วังหลวงคือคลังสมบัติเชียวนะ


บทที่ 6 วังหลวงคือคลังสมบัติเชียวนะ

 

หวังโหรวฮวาไหว้วานให้องครักษ์ประจำกำแพงเมืองเขตพระราชฐานเฝ้าเถี่ยซินหยวนไว้ จากนั้นนางก็รีบร้อนไปที่ถนนหม่าสิง

 

งานในวันนี้หนักหนาอย่างยิ่ง เพราะบ้านของนางต้องหาโอ่งใส่น้ำและไหเก็บข้าวสารมาเพิ่ม

 

หลายวันมานี้ราคาเสบียงอาหารในเมืองหลวงถูกลงอย่างฉับพลัน แถมยังถูกลงมากๆ อีกด้วย นางจึงตัดสินใจจะซื้อกักตุนสักหน่อย

 

ในบ้านมีเสบียงอาหาร จิตใจย่อมไม่ว้าวุ่น

 

นี่เป็นถ้อยคำที่พี่ชีเคยสั่งสอนเอาไว้ ปีนั้นเขากล่าวถึงปัจจัยพื้นฐานทั้งสี่[1]ว่า ที่จริงแล้วอาหารควรจัดอยู่ในอันดับแรก ส่วนเสื้อผ้าอย่างนั้นหรือ ขอเพียงมีอาหารกินจนอิ่มท้อง แม้ใช้ใบไม้ปกปิดร่างกายก็ยังมีชีวิตรอดต่อไปได้

 

เวลาที่สามีของนางตีเหล็กนั้น บนร่างนอกจากสวมกางเกงขาสั้นตัวหนึ่งแล้ว ปกติเขาจะไม่สวมเสื้อผ้าชิ้นอื่นเลย

 

หลายต่อหลายครั้งในร้านตีเหล็กที่เปลวไฟกำลังลุกโชนมีเพียงนางกับเขาสองคน ทุกครั้งที่ค้อนตอกลงไปจะเกิดประกายไฟกระเด็นไปทั่วทิศทาง เหล็กที่วางอยู่บนทั่งส่องแสงวูบวาบไปมา มีประกายไฟตกใส่แผ่นอกเป็นมันวาววับของเขา มันกระโดดโลดเต้นอยู่ไม่นานก็ดับแสงร่วงลงพื้นดิน

 

นั่นคือชายที่แข็งแกร่งประหนึ่งแบกขุนเขาทั้งลูกเอาไว้บนหลังได้ก็ไม่ปาน...

 

หวังโหรวฮวาสะบัดศีรษะของตน พร้อมกับส่งเสียงสะอื้นเล็กน้อย จากนั้นจึงหันมองบุตรชายที่นางจับเขานอนข้างถังไม้พูดจาอืออาฟังไม่ได้ศัพท์ พลางใช้ผ้าซับดวงตาที่เปียกชื้นไปด้วย ก่อนจะนำผ้ามาผูกปิดจมูกไว้แล้วเดินออกไปปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านข้างนอก

 

คนเป็นและคนตายล้วนต้องเดินทางผ่านถนนที่คึกคักรุ่งเรืองสายนี้ เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งใช้สองเท้าเดินไป ส่วนอีกฝ่ายถูกคนในครอบครัววางร่างกองสุมกันบนเกวียนแล้วลากออกไปทางนอกเมือง

 

โรคระบาดเกิดขึ้นจนได้...

 

เรื่องนี้เองเป็นสาเหตุให้ราคาเสบียงอาหารลดลง ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าออกนอกเมืองมีผู้คนมืดฟ้ามัวดิน ส่วนร้านค้าในเมืองกลับเงียบเหงายิ่ง

 

ทว่าหลายครอบครัวยังมีคนที่ต้องกินอาหารประทังชีวิต แต่จะไม่มีใครที่รู้สึกไม่มีอะไรทำแล้วออกไปเดินเล่นตามท้องถนนเด็ดขาด เพราะพวกเขาหวาดกลัวว่าจะแปดเปื้อนกลิ่นไอแห่งความตาย

 

ตอนนี้เงินห้าอีแปะก็สามารถซื้อรถเข็นขนของคันหนึ่งได้แล้ว นี่เป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวความได้เปรียบครั้งใหญ่จริงๆ ตัวอย่างเช่น ในร้านขายโอ่งใส่น้ำไม่มีลูกค้าเลยสักคนเดียว

 

หวังโหรวฮวาตะโกนเรียกอยู่หลายครั้งก็ไม่มีใครออกมาต้อนรับ เมื่อเดินเข้าร้านไปก็เห็นรองเท้าลวดลายสีดำสลับขาวของพ่อค้าที่นอนกองอยู่กับพื้นนอกธรณีประตูห้องด้านใน

 

นางตกใจยกใหญ่จนถอยกรูดออกมานอกร้าน

 

หลังจากยืนอยู่ริมถนนที่ว่างเปล่าให้จิตใจกลับคืนสู่ความสงบดังเดิมแล้ว หวังโหรวฮวาจึงก้าวเข้าไปในร้านอีกครั้ง นางกลิ้งโอ่งสีดำใบใหญ่เนื้อดีออกมาใบหนึ่ง พยายามมัดเข้ากับรถเข็นจนแทบหมดเรี่ยวแรง เมื่อหันกลับมาพบว่ารอบกายไร้ผู้คน ก็เดินกลับเข้าไปยกไหเก็บข้าวสารและเสบียงอาหารใบใหญ่ออกมาอีกสองใบ

 

ก่อนออกจากร้านนางถึงได้วางเงินไว้บนโต๊ะหน้าร้านสิบอีแปะ

 

หลังจากนางเข็นรถไปไกลหลายร้อยก้าวก็ย้อนกลับไปที่ร้านอีกครั้ง แล้วหยิบเงินจากกองเหรียญคืนมาหกอีแปะ จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับเจ้าของร้านซึ่งล้มอยู่ในห้องด้านหลังด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าลืมต่อราคาไปน่ะ...”

 

เถี่ยซินหยวนถูกขังอยู่ในถังไม้อาบน้ำออกไปไหนไม่ได้ เขารู้สึกอิจฉาเจ้าจิ้งจอกน้อยเหลือเกิน เพราะมันสามารถกระโดดเข้ามาและกระโดดออกไปวิ่งเล่นข้างนอกอย่างเริงร่าถึงขีดสุด

 

นับตั้งแต่ลูกจิ้งจอกตัวนี้ถ่ายปัสสาวะส่งกลิ่นเหม็นหึ่งในถังไม้ มันก็โดนเถี่ยซินหยวนกลั่นแกล้งจนกระทั่งไม่กล้าถ่ายปัสสาวะใกล้ๆ บ้านอีกเลย แต่ขอเพียงหวังโหรวฮวาไม่อยู่ เถี่ยซินหยวนก็จะจับมันมานั่งคุยด้วย

 

วันนี้เถี่ยซินหยวนอยากออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ดังนั้นเขาจึงนำเบาะรองนอนที่ปูอยู่ในถังผลักออกไปกองอยู่ด้านนอกแล้วพยายามปีนป่ายออกมาจากถัง

 

หลังจากล้มกลิ้งนอนหงายแขนขาชี้ฟ้า เจ้าจิ้งจอกก็คอยช่วยเหลือจนพลิกตัวกลับมาได้ จากนั้นเขาเอามือยันกำแพงลุกขึ้นยืน เริ่มต้นการเดินทางไกลในโลกใบนี้เป็นครั้งแรก

 

ใต้กำแพงสูงตระหง่านแห่งนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นเต็มไปหมด อีกทั้งมีใบไม้ร่วงเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ ส่วนเถี่ยซินหยวนเดินไปเพียงสิบกว่าก้าวเท่านั้น ก็พบว่าตอนนี้สองขาของตนไม่อาจเอาชนะการเดินทางไกลไปได้แน่

 

เขาจึงตัดสินใจนั่งลงกับพื้น เอนหลังพิงกำแพงก่อนจะทอดสายตามองเลยไปไกลตามท้องถนน

 

ในเมื่อขาคู่นี้ไม่มีทางเอาชนะการออกสำรวจทางไกลได้ ถ้าอย่างนั้นมองสำรวจด้วยสายตาก็นับว่าไม่เลว อย่างน้อยเขาจะได้ชมดูว่าตกลงโลกใบใหม่มีหน้าตาเป็นเช่นไร

 

ไม่รู้ว่าเจ้าจิ้งจอกไปคาบเห็ดจากที่ใดมาวางไว้ข้างกายเถี่ยซินหยวน พอเขาหยิบขึ้นมาสังเกตรูปร่างลักษณะจนละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เห็ดที่เจ้าตัวยุ่งเก็บมาท่าทางไม่เลวเลยจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเห็ดฟางที่หาได้ยากเช่นนี้

 

จิ้งจอกน้อยเห็นว่าเถี่ยซินหยวนเก็บเห็ดดอกนั้นขึ้นมา ก็กระโดดไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น มันเดินไปทางหน้ากำแพงเขตพระราชฐานได้สองก้าวก็กลับมาดึงขากางเกงของเถี่ยซินหยวน

 

เถี่ยซินหยวนประคองตัวเองลุกขึ้นยืน เดินโซซัดโซเซตามเจ้าจิ้งจอกไปข้างหน้า

 

เมื่อเดินไปได้อีกสิบกว่าก้าว เขาก็มองเห็นเห็ดฟางขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ หรืออาจกล่าวได้ว่าพื้นดินแถบนี้เป็นดงเห็ดขนาดใหญ่เลยทีเดียว

 

ดงเห็ดบริเวณนี้โดนทางน้ำเล็กๆ ผ่ากลางออกเป็นสองฝั่ง สายน้ำที่ไหลรินใสสะอาดนัก มีบางครั้งอาจพบใบบัวที่แหว่งวิ่นลอยออกมาตามทางระบายน้ำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทางน้ำสายนี้ไหลมาตามทางระบายน้ำเสียจากสระบัวในวังหลวง

 

เถี่ยซินหยวนนอนหมอบกับพื้นเพื่อเก็บเห็ด

 

การเก็บเห็ดเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญพอสมควร เขาไม่รู้ว่าเห็ดสมัยราชวงศซ่งกับเห็ดในโลกอนาคตจะมีความแตกต่างกันหรือไม่ เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาค่อนข้างแน่ใจ ถ้าหากยังไม่เคยมีใครลองลิ้มรสเห็ดพวกนี้ เขาจะไม่ยอมกินเข้าไปแม้แต่คำเดียว

 

ที่จริงแล้วกระบวนการปรับให้เห็ดป่าเป็นเห็ดเพาะเลี้ยงก็คือกระบวนการสลายพิษออกไปนั่นเอง ส่วนใหญ่เห็ดที่ผู้คนในโลกอนาคตรับประทานกันล้วนเคยมีสารพิษเจือปน เพียงแต่พวกมันผ่านการเพาะเลี้ยงโดยมนุษย์มาเป็นระยะเวลานาน ทำให้สารพิษสลายไปหมดสิ้นแล้วก็เท่านั้น

 

มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าเห็ดฟางสมัยราชวงศ์ซ่งจะมีพิษหรือไม่...

 

เห็ดฟางจะมีพิษหรือไม่เถี่ยซินหยวนไม่มั่นใจสักเท่าไร แต่ว่าเห็ดสีแดงฉูดฉาดที่ขึ้นอยู่ตรงหน้าทั้งแถบนี่มีพิษแน่นอน เรื่องนี้ทำให้เขาคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเห็ดราอะมานิตามัสคาเรีย[2]ที่พบในดินแดนทางเหนือ ถึงได้มาขึ้นอยู่ที่ทางระบายน้ำจากสระบัวของวังหลวงแห่งต้าซ่งได้เล่า?

 

ในโลกอนาคตผู้คนแถบตงเป่ย[3]จะนำเห็ดชนิดนี้มาบดละเอียด แล้วผสมในเศษอาหารเพื่อวางยาพิษฆ่าแมลงวัน ว่ากันว่าพิษร้ายแรงนี่เองเป็นคุณประโยชน์อันโดดเด่นของมัน

 

ทว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ การรับประทานในปริมาณไม่มากจะทำให้เกิดภาพหลอนได้ เขาเคยได้ยินพี่น้องในโลกเดิมเล่าว่าก่อนที่หมอผีชนเผ่าตุนกุส[4]จะทำพิธี พวกเขาจะรับประทานเห็ดชนิดนี้เข้าไปเล็กน้อย เพื่อบีบให้ตัวเองเข้าสู่ดินแดนแห่งทวยเทพได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหนกัน

 

ของดีเช่นนี้เถี่ยซินหยวนไม่มีทางปล่อยง่ายๆ แน่นอน

 

ส่วนเรื่องที่ว่าในวังหลวงยังมีเห็ดชนิดนี้อีกหรือไม่ หรือบางทีอาจมีคนเคยใช้พิษจากเห็ดชนิดนี้สังหารใคร วางยาทำให้ใครเห็นภาพหลอนไปบ้าง เถี่ยซินหยวนไม่คิดจะยุ่งด้วยหรอกนะ

 

ในวังหลวงมีของแปลกหายากหรือเหตุการณ์น่าพิศวงอะไรก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว

 

เถี่ยซินหยวนค้นพบอย่างรวดเร็วว่าตัวเองเป็นหมีตาบอดเก็บข้าวโพด[5]การเก็บพืชมีพิษเป็นงานที่มีขั้นตอนละเอียดรอบคอบงานหนึ่ง ซึ่งมือของเด็กน้อยที่ยังไม่โตเต็มที่ไม่มีทางทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ

 

เมื่อเหลือบมองพระอาทิตย์เหนือศีรษะ เถี่ยซินหยวนรับรู้ได้ว่ามารดาใกล้จะกลับมาแล้ว และถึงเวลาที่การเดินทางของเขาควรสิ้นสุดลงเสียที

 

แม้ตอนเดินทางกลับก็ยังต้องคลานต้วมเตี้ยม แต่จิตใจของเขากลับเบิกบานเป็นที่สุด มีคนกล่าวไว้ว่าระยะสิบก้าว ต้องมีทุ่งหญ้า[6]วันนี้เขาได้ยืนยันแล้วว่าประโยคนี้เป็นความจริง

 

การเป็นเพื่อนบ้านกับเชื้อพระวงศ์ช่างเป็นเรื่องน่ายินดี ลองดูบ้านของพวกเขาสิ ขนาดเส้นทางระบายน้ำทิ้งยังมียาดีที่ขาดไม่ได้เช่นนี้ด้วย

 

เถี่ยซินหยวนเชื่อว่าขอเพียงเขาเบิกตาให้กว้างเข้าไว้และตั้งตารอให้ดี จะต้องมีผลประโยชน์จากวังหลวงอันใหญ่โตโอ่อ่าให้กอบโกยมากมายนับไม่ถ้วนแน่...

 

เหล่าองครักษ์ยืนอยู่บนกำแพงจับตามองเด็กน้อยสวมชุดสีเขียว ซึ่งขณะนี้คลานไปส่งเสียงหัวเราะแปลกพิกลไปด้วยความเป็นกังวล พวกเขาไม่กล้าตะโกนเสียงดังด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะทำให้เด็กคนนี้ตกใจกลัว

 

หลังจากเห็นเด็กตรงหน้านำเบาะมารองใต้ฝ่าเท้าตัวเอง แล้วปีนป่ายกลับเข้าไปในถังไม้จนได้ องครักษ์ที่เฝ้ามองมาตลอดถึงกับถอนใจด้วยความโล่งอก

 

เมื่อหวังโหรวฮวาเข็นรถเข็นขนของหนักอึ้งกลับมา นางตรงดิ่งไปสำรวจบุตรชายของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก พอเห็นว่าเขากับเจ้าจิ้งจอกน้อยนอนกอดกันกลมหลับปุ๋ยอยู่ ความตึงเครียดที่เกาะกุมจิตใจมาตลอดทางก็ค่อยๆ บรรเทาเบาบางลง

 

ทว่าหลังจากเห็นเนื้อตัวบุตรชายเปรอะเปื้อนคราบดินโคลนเต็มไปหมด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นฝีมือเจ้าจิ้งจอกก่อเรื่องแน่ๆ หวังโหรวฮวาที่บันดาลโทสะก็คว้าเจ้าตัวยุ่งออกมาจากถังไม้ แล้วโยนร่างของมันไปเสียไกลลิบ

 

ลูกจิ้งจอกพลิกตัวกลางอากาศ เหยียดขาทั้งสี่ข้างจนยืนบนพื้นดินได้อย่างมั่นคง จากนั้นส่งเสียงร้องประท้วงด้วยความน้อยใจ ก่อนจะไปนอนหมอบบนกองดินแห้งๆ เหลือบมองหวังโหรวฮวากลับเข้าบ้านไปเพื่อจัดข้าวของ

 

หวังโหรวฮวายกเสบียงอาหารเข้าไปในบ้านก่อน แล้วหาก้อนหินหลายก้อนมาวางรองใต้โอ่งกับไห จากนั้นเอากิ่งไม้แห้งๆ ยัดเข้าไปใต้นั้นเพื่อเตรียมก่อไฟ

 

เปลวไฟสามารถขจัดสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ นี่เป็นคำพูดที่พี่ชีเคยกล่าวกับนางเมื่อนานมาแล้ว

 

ตรอกบ่อน้ำเถียนสุ่ยอยู่ข้างหน้านี่เอง หวังโหรวฮวาไปตักน้ำมาใส่จนเต็มโอ่งและไหทั้งสองใบ จากนั้นจึงจุดไฟต้มน้ำ ในตอนนี้เถี่ยซินหยวนตื่นแล้ว เด็กน้อยนอนคว่ำอยู่ข้างอ่างไม้อาบน้ำเฝ้ามองมารดาที่ยุ่งจนหัวหมุน

 

หวังโหรวฮวาตัดสินใจว่าถ้าหากนางยังไม่อาบน้ำล้างตัวให้สะอาด จะไม่มีทางแตะต้องบุตรชายเด็ดขาด เพราะนางไม่อยากให้กลิ่นไอของโรคภัยที่ติดตัวมาสัมผัสถูกตัวเขาได้

 

เมื่อถึงยามที่ดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก น้ำต้มที่สิ้นเปลืองฟืนไปมากมายก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นกำลังดี หลังเทน้ำลงอ่างแล้วหวังโหรวฮวาก็แอบอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ แห่งนี้เพื่ออาบน้ำ...

 

เมื่อหวังโหรวฮวาแน่ใจว่าล้างเนื้อตัวเรียบร้อยรอบหนึ่งแล้วก็เทน้ำทั้งหมดทิ้งไป จากนั้นถึงได้เติมน้ำใหม่อีกครั้งเพื่ออาบน้ำให้เถี่ยซินหยวน จนกระทั่งสองแม่ลูกร่างกายสะอาดเอี่ยมอ่อง หวังโหรวฮวาถึงได้ขมวดคิ้วแล้วเหลือบมองลูกจิ้งจอกที่ขดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง...

 

องครักษ์ด้านบนโยนสาลี่ลงมาให้หวังโหรวฮวาลูกหนึ่ง หลังจากนางหั่นออกเป็นชิ้นเล็กๆ และบดละเอียดแล้วจึงป้อนให้เถี่ยวซินหยวนทีละนิด

 

ทว่านางกลับนำแกนกลางของผลสาลี่ฝังลงในดินจุดที่แสงอาทิตย์สาดส่องทั่วถึง หญิงที่มาจากครอบครัวชาวนาล้วนทำเช่นนี้กันทั้งสิ้น สาลี่รสชาติหอมหวานมากทีเดียว ขอเพียงมีแกนกลางจากผลของมัน ก็จะมีเมล็ดพันธุ์ให้ฝังลงผืนดิน ผ่านไปสักสองสามปีก็จะมีสาลี่ให้กินมากมาย สำหรับพืชไร่และไม้ผลพวกนี้ หญิงชาวนาทั่วไปต่างมีความอดทนมากพอที่จะรอให้มันงอกงามขึ้นมา

 

“ผลท้อสามผลซิ่งสี่สาลี่ห้า”

 

“รออีกสักห้าปี เจ้าหยวนก็จะมีสาลี่ให้กินเยอะแยะจนกินไม่หมดแล้ว”

 

“ใช่ ใช่ ลูกเป็นเด็กตะกละจริงๆ”

 

“เจ้าลูกคนนี้ ..คงไม่คิดจะกินแค่นมแม่หรอกนะ? ฟันงอกขึ้นมาตั้งสองซี่แล้ว ไม่ละอายใจบ้างหรือไร?”

 

หวังโหรวฮวานั่งอุ้มเถี่ยซินหยวนอยู่ในบ้านที่ค่อนข้างมืดทึบของตัวเอง นางเหลียวมองแสงสลัวเลือนรางจากตะเกียงน้ำมัน พลางหยอกล้อบุตรชายอย่างอารมณ์ดี ส่วนเจ้าจิ้งจอกขดตัวนอนอยู่ใต้เตียงเล็กๆ มันหรี่ตาลอบมองเนื้อแดดเดียวชิ้นหนึ่งที่แขวนอยู่เหนือหลังคาบ้าน

 

เมื่อมีบ้านหลังนี้ให้พักพิงแล้ว หวังโหรวฮวาก็มั่นใจว่าจะสามารถเลี้ยงดูบุตรชายให้เติบใหญ่ได้ แม้เงินเก็บในบ้านจะหายไปกว่าครึ่ง แต่ว่าในปีที่มีภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้ แม่หม้ายอย่างนางจะเรียกร้องสิ่งใดได้อีกเล่า?

 

ในวัยสาวแรกแย้มไม่ใช่ว่านางไม่เคยเสพสุขกับชีวิตหรูหรามั่งคั่ง เพียงแต่ทุกสิ่งเป็นดั่งหมอกควันยามเช้า ความสัมพันธ์ที่เคยคิดว่าแน่นแฟ้นกลับสลายหายไปอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นความเอื้ออาทรของบิดามารดา หรือความผูกพันฉันสามีภรรยา หรือความสนิทสนมของพี่น้องร่วมอุทรต่างขาดสะบั้นลงเพราะคำโกหกของใครคนอื่น เรื่องราวเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องหวนคิดถึงมันอีก

 

พี่ชีเคยงมร่างของนางขึ้นมาจากน้ำ และเขาก็ส่งนางล่องลอยไปตามกระแสน้ำอีกครั้ง หรือทั้งหมดนี่จะเป็นลิขิตสวรรค์?

 

พอคิดถึงสามีที่จากไป หวังโหรวฮวาก็ยืดอกขึ้นแล้วก้มมองบุตรชายในอ้อมกอด แววตาของนางเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจกับความสำเร็จนี้

 

ในคืนนี้ที่พวกเขาแต่งงานกันนั่นเอง พี่ชีแหงนหน้ามองฟ้า ก่อนยิ้มเย้ยหยันแล้วกล่าวว่า “ดวงชะตาไร้ทายาทบ้าบออะไร? ข้าไม่เชื่อหรอก!”

 

----------------------------

 

[1] ปัจจัยพื้นฐานทั้งสี่หรืออีสือจู้สิง(衣食住行)ในมุมมองของคนจีน ได้แก่ เสื้อผ้า(衣)อาหาร(食) ที่อยู่(住) และการเดินทาง(行)

[2] เห็ดอะมานิตามัสคาเรีย (Amanita muscaria) มีชื่อภาษาจีนว่า ตู๋อิ๋งเอ๋อร์เกาจวิน(毒蝇鹅膏菌)เป็นเห็ดพิษชนิดหนึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปจะมีอาการตัวร้อน ใจสั่น หัวใจเต้นช้าลง เส้นเลือดขยายตัว มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นฯลฯ และอาจถึงตายได้ในที่สุด

[3] ตงเป่ย(东北)หรือพื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ประกอบด้วยมณฑลเหลียวหนิง มณฑลจี๋หลิน มณฑลเฮยหลงเจียง และภาคตะวันออกของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน

[4] เผ่าตุนกุสหรือทงกู่ซือ(通古斯)เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของชนเผ่าเอ้อเวินเค่ออาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆของจีน

[5] หมีตาบอดเก็บข้าวโพด มาจากสำนวนจีนที่ว่า หมีตาบอดเก็บข้าวโพด เก็บฝักหนึ่งทิ้งฝักหนึ่ง(熊瞎子摘苞米 摘一个丢一个)

[6] ระยะสิบก้าว ต้องมีทุ่งหญ้า(十步之内必有芳草)หมายถึง คนมีความสามารถมีอยู่ทุกที่ แต่ในที่นี้ต้องการสื่อว่า ของดีมีอยู่ทุกที่

จบบทที่ บทที่ 6 วังหลวงคือคลังสมบัติเชียวนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว