เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 เสาะหาที่พักพิง

บทที่ 3 เสาะหาที่พักพิง

บทที่ 3 เสาะหาที่พักพิง


บทที่ 3 เสาะหาที่พักพิง

 

หวังโหรวฮวาอยากโยนเจ้าจิ้งจอกตัวนั้นทิ้งไปเหลือเกิน นางรู้สึกว่าแม่จิ้งจอกตัวนั้นกำลังแก้แค้นตัวเอง แต่ว่าบุตรชายกลับกอดลูกจิ้งจอกเอาไว้แน่น แล้วหันมาหัวเราะเอิ๊กอ๊ากใส่นาง ทำให้นางลืมเรื่องจิ้งจอกจะกลายร่างเป็นปีศาจได้หรือไม่ไปเสียสนิท

 

เมื่อคิดถึงเรื่องที่บุตรชายอายุน้อยเพียงนี้ต้องกำพร้าบิดา นางจึงไม่อาจตัดใจทำลายภาพความเฉลียวฉลาดที่เขาเพิ่งแสดงออกมาได้ นางเอาผ้าห่อตัวเขาให้เรียบร้อยอีกครั้ง จากนั้นจับเจ้าจิ้งจอกน้อยใส่ถังไม้แล้วลากไปข้างหน้า

 

หวังโหรวฮวารู้สึกหิวมาก..หิวยิ่งนัก ในเมืองหลวงมีร้านขายอาหารอยู่มากมาย โดยเฉพาะยามที่นางเดินผ่านร้านขายขนมหอมๆ ก็มีกลิ่นหอมกรุ่นของขนมกุ้ยฮวา[1]ลอยมาปะทะจมูก หลังจากนางตั้งใจฟังเสียงร้องขายของคนงานในร้านก็เดินจากไปด้วยความเสียดาย ขนมกุ้ยฮวาชิ้นหนึ่งก็ราคาสองอีแปะแล้ว ทั้งที่ก่อนเกิดอุทกภัยใหญ่เงินสามอีแปะซื้อได้ถึงสองชิ้น เมื่อครั้งที่นางตั้งท้องซินหยวนอยู่นั้นพี่ชีก็เคยซื้อให้นางกินสองชิ้น รสชาติของมันอร่อยล้ำเลิศมากจริงๆ

 

คนในเมืองหลวงนี่ไม่มีดีเลยสักคน กระทั่งน้ำในบ่อที่ต้มแล้วก็ยังต้องใช้เงินซื้อ

 

หวังโหรวฮวาเอามือจับถุงเงินที่ผูกไว้กับเอวโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจึงกัดฟันเดินหน้าต่อไป หวังว่าจะหาน้ำดื่มได้โดยไม่ต้องเสียเงิน

 

“น้ำดื่มของข้าใส่สมุนไพรทั้งดอกจินอิ๋นฮวา[2]และหญ้ากานเฉ่า[3] หลังน้ำท่วมใหญ่ต้องเกิดโรคระบาดร้ายแรงแน่ มีเพียงแต่ต้องดื่มยาสมุนไพรที่ท่านซุนให้ไว้ ถึงจะผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้”

 

ท่านป้าที่ขายน้ำเห็นว่าหวังโหรวฮวาไม่ยอมซื้อ จึงร้องตะโกนเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง

 

หวังโหรวฮวาเคยเห็นกระแสน้ำหลากมากับตา อีกทั้งเคยเห็นซากศพของคนและสัตว์เลี้ยงที่ลอยมาตามสายน้ำ แต่ก่อนนั้นบริเวณโค้งแม่น้ำฮวงโหมักจะมีซากศพคนลอยมา ท่านปู่ผู้อาวุโสในตระกูลก็จะให้คนในหมู่บ้านไปแจ้งกับทางการ รอจนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบแล้ว จึงหาสถานที่สักแห่งเพื่อขุดหลุมลึกๆ ฝังศพให้เรียบร้อย

 

คนในหมู่บ้านรู้สึกไม่เต็มใจอยู่บ้าง พวกเขาไม่อยากออกแรงทำงานสกปรกโสโครกเช่นนี้เลย สุดท้ายแล้วหลังจากโดนผู้อาวุโสลิ่วใช้ไม้เท้าฟาดไปถึงได้เข้าใจว่า ซากศพเน่าเปื่อยนี่เองเป็นที่มาของโรคระบาด

 

“สองชามหนึ่งอีแปะข้าถึงจะดื่ม!”

 

หวังโหรวฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นจึงหยุดฝีเท้าลงแล้วหันมองหญิงขายน้ำดื่มที่เสียบปิ่นปักผมทำจากทองแดงอันหนึ่งบนศีรษะ

 

ท่านป้าผู้นี้สะบัดผ้าในมือเล็กน้อยแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “เห็นว่าพวกเจ้าแม่ลูกก็ประสบเภทภัย ยอมให้เจ้าก็แล้วกัน สองชามหนึ่งอีแปะ”

 

ระหว่างที่เอ่ยวาจานั้นนางก็ตักน้ำสีเหลืองจางๆ สองชามออกมาจากถังไม้ใบใหญ่แล้ววางตรงหน้าหวังโหรวฮวา ฉวยโอกาสตอนที่นางกำลังดื่มน้ำอยู่ ลอบสังเกตเถี่ยซินหยวนในอ้อมอกนางอย่างละเอียด

 

เด็กน้อยใบหน้าขาวสะอาดไม่เปรอะเปื้อนน้ำมูกน้ำลายชวนให้ผู้คนรักใคร่เอ็นดู หญิงวัยกลางคนผู้นี้จึงยื่นมือออกไปลูบหน้าเถี่ยซินหยวน หวังโหรวฮวารีบเบี่ยงกายหันกลับไม่ยอมให้นางแตะต้องบุตรชายของตน

 

ท่านป้าผู้นี้เอ่ยขึ้นอย่างกระอักกระอ่วนว่า “แหม ข้าก็แค่เห็นเด็กคนนี้น่าเอ็นดูยิ่ง”

 

หวังโหรวฮวาตอบเสียงแผ่วเบาว่า “เด็กคนนี้กลัวคนแปลกหน้า”

 

เดิมทีเถี่ยซินหยวนกำลังประเมินหญิงอายุคราวป้าตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อได้ยินมารดากล่าวเช่นนี้ก็รีบส่งเสียงอ้อแอ้ออกมา จากนั้นหันหน้าเข้าหาอ้อมอกของนางเพื่อยืนยันว่าคำพูดที่กล่าวมาเป็นความจริง

 

เมื่อหญิงวัยกลางคนผู้นี้เห็นว่าเด็กน้อยไม่ชอบหน้าตัวเอง ก็บ่นพึมพำอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “ข้างกายข้ามีลูกสาวเพียงคนเดียว หากเจ้ายอมทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้ เขาก็จะมีชีวิตที่สุขสบาย ข้าจะให้เงินเจ้าสองพวง เจ้าเอาไปใช้แทนสินเดิมแต่งงานใหม่เสียสิ แล้วนับจากนี้พวกเราไม่ต้องพบหน้ากันอีกเป็นอย่างไร?

 

เจ้ารู้เอาไว้เลยนะ เพราะข้ารู้สึกถูกชะตาลูกของเจ้าหรอกถึงให้ราคาสูง ทุกวันนี้ในท้องตลาดผู้คนเหน็บหญ้าแห้ง[4]ขายลูกตัวเองกันมากมายนัก แค่เพียงห้าร้อยอีแปะก็ตกลงซื้อขายกันได้แล้ว”

 

หวังโหรวฮวาไม่พูดไม่จาสักคำ นางตั้งใจดื่มน้ำจนหมดชามแล้วทิ้งเหรียญทองแดงค่าน้ำเอาไว้ หลังจากเหลือบมองหน้าหญิงผู้นี้อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง ก็ลากถังไม้อาบน้ำเดินตรงไปข้างหน้า เพื่อเสาะหาที่พักพิงของตนและบุตรชายต่อไป

 

“ไม่เห็นความดีของผู้อื่น ข้าจะรอดูวันที่เจ้าต้องย่างเท้าเข้าหอนางโลม ส่วนเด็กนั่น...”

 

หวังโหรวฮวากระชับห่อผ้าของบุตรชายเข้าแนบชิดทรวงอกมากกว่าเดิม ไม่ใส่ใจกับคำสาปแช่งของท่านป้าขายน้ำดื่มผู้นั้น เงินแค่สองพวงคิดจะซื้อลูกรักของนางไปอย่างนั้นหรือ? ในวันหน้าลูกคนนี้จะต้องได้เป็นถึงแม่ทัพหรืออัครเสนาบดี ต่อให้มอบของล้ำค่าสักปานใดนางก็ไม่ยอมแลกเปลี่ยน หญิงจากครอบครัวดีงามในเมืองหลวงจะพูดถึงหอนางโลมกันหรือ? ในเมื่อมีชื่อสถานที่สกปรกเช่นนี้ติดอยู่ที่ปาก เกรงว่าบุตรสาวของนางก็คงอยู่ไม่ไกลจากหอนางโลมสักเท่าไร

 

หลังจากซื้อขนมชุยปิ่ง[5]มาสองชิ้น หวังโหรวฮวาก็เดินไปตามย่านการค้าในเมืองหลวงอย่างไร้จุดหมาย ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใดกัน ด้านหลังของนางมีขอทานสวมเสื้อผ้าขาดปุปะหลายคน เดินตามมาอย่างเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน

 

เถี่ยซินหยวนเหลือบมองกลุ่มขอทานด้านหลังที่มีเจตนามุ่งร้ายด้วยความกังวล แต่ว่าเขาก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้มารดาล่วงเกินท่านป้าที่ขายน้ำอยู่ข้างทาง นางถึงได้จ่ายเงินให้พวกขอทานมาชิงตัวเขาไป

 

เงินสองพวงไม่อาจทำให้จิตใจมารดาของเขาสั่นไหว แต่ขอทานกลุ่มนี้กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

ท่ามกลางเสียงร้องไห้โยเยอย่างมีเป้าหมายของเถี่ยซินหยวน หวังโหรวฮวาก็สังเกตเห็นแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลังจากร้องทุกข์กับมือปราบที่เดินผ่านมาก็ไร้ผล ทันใดนั้นนางจึงยอมจ่ายเงินหนึ่งร้อยอีแปะด้วยความสิ้นหวัง เพื่อซื้อมีดเลาะกระดูกคมกริบมาถือไว้ในกำมือ

 

เหล่าขอทานเห็นหวังโหรวฮวาถือมีดเล่มนั้นเพื่อแสดงพลังข่มขู่พวกตน จึงหันมาสบตากันแวบหนึ่งแล้วค่อยๆ ขยับถอยหลังห่างออกไป แต่ว่าไม่ได้จากไปไหน เพียงแค่หยุดเพื่อรอคอยโอกาสอันเหมาะเจาะเท่านั้น

 

ที่ใดมีคนอยู่น้อยนิดหวังโหรวฮวาไม่กล้าย่างกรายไป นางทำได้เพียงเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ พร้อมกับกลุ่มชาวบ้านจำนวนไม่มากนัก เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลง ผู้คนในย่านการค้าก็น้อยลงไปทุกที อีกทั้งฝนเม็ดใหญ่พลันตกลงมาอีกครั้ง

 

ใต้ชายคาของร้านค้าที่ตั้งอยู่ริมถนนมีกลุ่มคนเร่ร่อนหลบฝนอยู่แน่นขนัด ส่วนสถานที่ลึกเข้าไปในตรอกถนนมีพวกขอทานเดินกันขวักไขว่ ราวกับสุนัขล่าเนื้อแห่งทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่รอโอกาสโจมตีนางก็ไม่ปาน

 

ร่มเก่าๆ คันนี้ไม่อาจกันน้ำฝนได้ ผ่านไปไม่นานนักเสื้อผ้าของหวังโหรวฮวาก็เปียกชุ่มไปหมด แต่ว่ากลับช่วยให้เถี่ยซินหยวนที่นอนเนื้อตัวแห้งสบายอยู่ในห่อผ้า ไม่โดนน้ำฝนเลยสักนิดเดียว

 

เจ้าจิ้งจอกน้อยที่มีขนาดเท่าลูกแมวตัวเล็กๆ ก็นอนขดอยู่ในห่อผ้าของเถี่ยซินหยวน หวังโหรวฮวาเดินไปข้างหน้า โดยโน้มร่างกายของตนบังฝนเอาไว้ ไม่ยอมให้สายฝนกระเด็นโดนบุตรชายเลยแม้แต่หยดเดียว

 

เถี่ยซินหยวนยื่นมือน้อยๆ ออกไปแตะจับคางของมารดา หยดน้ำฝนไหลรวมกันบริเวณนั้นจนกลายเป็นธารน้ำสายเล็กๆ แล้ว

 

ดวงตาของหวังโหรวฮวาสาดประกายดุดันดั่งแม่หมาป่าตัวหนึ่ง ต่อให้พวกเขาอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา เถี่ยซินหยวนก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน

 

ภาพเบื้องหน้าของหวังโหรวฮวาพลันว่างเปล่า เวลานี้ตรงหน้าของนางมีกำแพงใหญ่โตน่าเกรงขามขวางกั้นเอาไว้ กำแพงสูงตระหง่านปานนี้ เมื่อเทียบกับกำแพงเมืองหลวงแล้วก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าใด

 

ชายคาพอให้หลบฝนบริเวณอื่นล้วนมีผู้คนรวมกันอยู่หนาแน่น มีเพียงกำแพงสูงใหญ่ตรงหน้าของนางที่ไม่มีใครเลยสักคน และแล้วหวังโหรวฮวาที่เหนื่อยล้าถึงขีดสุดก็พบสถานที่พักพิงอันเหมาะสม นางไม่ทันไตร่ตรองอะไรให้มากนัก ก็รีบตรงเข้าไปที่มุมโค้งที่เว้าเข้าไปด้านในของกำแพง เมื่อนำถังไม้วางเอาไว้ข้างหนึ่งแล้ว นางและบุตรชายรวมถึงเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนั้นก็เข้าไปขดอยู่ในถังไม้ เฝ้ามองเม็ดฝนเล็กละเอียดดังไอหมอกอย่างสบายใจ

 

กลุ่มขอทานที่เดินตามหลังสองแม่ลูกคู่นี้หันกายจากไปโดยไม่กล่าวอะไรสักคำ ส่วนชาวบ้านผู้ลี้ภัยคนอื่นก็มีท่าทีคล้ายว่ากำลังยินดีในเคราะห์ร้ายของพวกเขา

 

เถี่ยซินหยวนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาร้องไห้งองแงเพื่อเร่งให้มารดารีบไปจากที่นี่เสีย ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่ลี้ภัยหรือพวกขอทาน จะต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่ถึงได้ไม่เข้ามาหลบฝนบริเวณนี้ ประหนึ่งว่าในถ้ำเสือมักจะว่างเปล่า ไม่ใช่ว่าถ้ำเสือจะบังลมกันฝนมิได้ แต่เป็นเพราะว่าการเข้ามาหลบภัยในถ้ำเสือคงได้จบชีวิตลงเร็วยิ่งกว่าเดิม

 

หวังโหรวฮวาเหนื่อยล้าเกินไปเสียแล้ว นางอ่อนเพลียจนไม่มีใจจะไปคิดถึงเรื่องอื่น เสียงร้องโยเยของบุตรชายทำให้นางนึกไปว่า เขาคงรู้สึกหิวขึ้นมาเท่านั้น จึงใช้เต้านมของตัวเองอุดปากของเขาเอาไว้อีกครั้ง จากนั้นจึงกำมีดในมือไว้แน่น แล้วเฝ้ามองด้านนอกด้วยท่าทีระแวดระวัง

 

สัญชาตญาณระวังภัยของนางคงอยู่ได้ไม่นานนัก ความลำบากตรากตรำตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนรีดเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายของนางไปจนหมดสิ้น เมื่อมีผ้าห่มบางๆ ผืนหนึ่งคลุมร่างกายก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นได้แล้ว นางจึงเอาศีรษะพิงขอบถังหลับไปโดยไม่รู้ตัว

 

เถี่ยซินหยวนหยุดร้องไห้แล้ว ส่วนจิ้งจอกน้อยที่กำลังก้มหน้ากินขนมชุยปิ่งครึ่งชิ้นเล็กๆ เงยหน้ามองด้วยความสงสัย มันเห็นว่าเถี่ยซินหยวนกำลังช่วยมารดาปิดอกเสื้อให้เรียบร้อย ก็ก้มหน้ากินขนมชิ้นนั้นต่อไป

 

ในเวลานี้เองเถี่ยซินหยวนถึงมีโอกาสสำรวจมารดาของตัวเองอย่างละเอียด

 

เส้นผมของนางยังคงเปียกชุ่มโชก แม้ใบหน้าแลดูขาวซีด แต่รูปโฉมยังคงงดงามโดดเด่น สีย้อมของชุดผ้าป่านไม่ติดทนนานนัก มันทิ้งรอยประทับสีน้ำเงินจางๆ เอาไว้ที่คอเล็กน้อย

 

เถี่ยซินหยวนยื่นมือไปลูบไล้ใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังนอนหลับแผ่วเบา ศีรษะหนักอึ้งเอนซบอยู่ที่คอของนาง ออกแรงสูดกลิ่นจากร่างกายของมารดา

 

หญิงสาวผู้นี้เอง...ที่พาเขาก้าวผ่านเส้นทางที่ยากลำบากและอันตรายที่สุดมาได้

 

ตอนนี้ดูเหมือนพวกเขาจะเดินมาจนสุดทางเสียแล้ว แต่เถี่ยซินหยวนกลับไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยสักนิด มีเพียงความซาบซึ้งเอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ

 

บนกำแพงสูงมีโพรงเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ช่องทางนี้คงเอาไว้ใช้ระบายน้ำออกมา แต่ว่าตอนนี้มันคงแห้งขอดหรือไม่ก็เปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว น้ำฝนปริมาณมากขนาดนี้กลับไม่มีน้ำไหลออกมาเลย

 

เสียงฝีเท้าหนักอึ้งลอยมาจากที่ไกลๆ ชาวบ้านที่รอชมเรื่องสนุกถอยหลบไปไกลกว่าเดิม แต่ว่าสายตายินดีกับเคราะห์ร้ายของผู้อื่นยังคงทิ่มแทงไปที่ร่างของเถี่ยซินหยวนไม่จากไปไหน

 

เขาชี้ไปที่จิ้งจอกน้อยพลางส่งเสียงร้องอืออา หวังว่ามันจะรอดพ้นเคราะห์คราวนี้ไปได้ เพราะช่องทางเล็กๆ นั่นเขามุดเข้าไปไม่ได้แน่ แต่เจ้าตัวเล็กนี่คงทำได้ไม่น่ามีปัญหาอะไร

 

ลูกจิ้งจอกเห็นเถี่ยซินหยวนยื่นมือออกมา มันก็ทิ้งขนมชุยปิ่งแล้วกระโดดผลุงมาที่ข้างกายเขา แล้วอ้าปากงับนิ้วมือเอาไว้ เถี่ยซินหยวนทิ้งมือลงอย่างไร้เรี่ยวแรง...

 

ร่างสูงใหญ่ดังขุนเขาของคนผู้หนึ่งบดบังช่องว่างตรงหน้าเขาเอาไว้

 

เถี่ยซินหยวนมองเห็นอย่างชัดเจน เขาคงเป็นจะเป็นผู้บัญชาการทหารสักคนหนึ่งแน่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับขุนพลในยุคโบราณ และเกรงว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้เปิดหูเปิดตาเช่นนี้ด้วย

 

ชายผู้นั้นอยู่บนหลังม้าตัวสูงใหญ่ตัวหนึ่ง มันเป็นม้าศึกที่มีลักษณะโดดเด่นนัก ทั่วร่างของชายคนดังกล่าวปกคลุมด้วยชุดเกราะ ยิ่งเสริมให้เขาแลดูสูงกำยำและสง่างามมากกว่าเดิม

 

ชุดเกราะในยุคโบราณหนาและหนักอย่างยิ่ง ส่วนชายผู้นี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าล้วนห่อหุ้มด้วยชุดเกราะ แม้แต่หมวกเกราะที่สวมอยู่ก็ปิดทึบทุกด้าน มีเพียงสายตาเย็นยะเยือกปานน้ำแข็งพุ่งตรงมาทางนี้ จึงมองเห็นว่าเป็นร่างมีเนื้อหนัง

 

หลาวหม่าซั่ว[6]ด้ามยาวทรงพลังชี้ตรงมายังหวังโหรวฮวาที่เพิ่งสะลึมสะลือตื่นจากฝัน เมื่อเขามองเห็นว่ามือในแขนเสื้อของหวังโหรวฮวามีมีดคมกริบเล่มหนึ่งร่วงลงมา นายทหารม้าผู้นี้ก็บังคับม้าศึกให้เข้ามาใกล้กว่าเดิม หลาวยาวนั่นชี้มาที่หวังโหรวฮวาราวกับจะตรึงนางไว้กับกำแพง

 

เถี่ยซินหยวนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง จากนั้นจึงกอดมารดาที่ตื่นตระหนกจนนิ่งอึ้งไปแล้วร้องไห้เสียงดัง ในขณะเดียวกันก็ใช้ร่างตัวเองขวางหน้านางเอาไว้

 

เขารู้ดีว่าร่างเล็กๆ นุ่มนิ่มดั่งก้อนเนื้อของตัวเอง คงไม่อาจขวางหลาวยาวคมกริบเล่มนั้นได้ ทว่าขณะที่อาวุธนั่นจะพุ่งเข้ามา จู่ๆ หวังโหรวฮวาก็คว้าร่างของเถี่ยซินหยวนมาซ่อนไว้ด้านหลังราวกับคนคุ้มคลั่ง นัยน์ตาเบิกกว้างจ้องมองไปที่ทหารบนหลังม้าแล้วตะโกนว่า “อย่าทำร้ายลูกข้า!”

 

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเสียงร้องไห้ของเถี่ยซินหยวนหรือว่าเสียงตะโกนของหวังโหรวฮวา ที่ทำให้รูปสลักเคลื่อนไหวได้ตรงหน้ารู้สึกตกใจขึ้นมา น้ำเสียงเย็นชาจับใจดังลอดออกมาจากหมวกเกราะว่า

 

“ผู้ใดเข้าใกล้กำแพงเขตพระราชฐานเกินสิบก้าวโดยไร้เหตุผลล้วนต้องตาย!”

 

เมื่อเผชิญหน้ากับชายเย็นชาปานรูปสลัก หวังโหรวฮวาเอ่ยปากด้วยเสียงสั่นเทาจนฟันกระทบกันดังกึกๆ ว่า “ข้าน้อยไม่ทราบจริงๆ!”

 

“รถม้าที่ประทับของฝ่าบาทอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าไม่มีเหตุต้องละเว้นชีวิตเจ้า เด็กน้อยไม่รู้ความคงโดนส่งตัวไปโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า สำหรับเจ้า.. กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจละเว้น จงตายเสียเถิด!”

 

หลาวยาวในมือของทหารบนหลังม้าเพียงแค่ยื่นออกมาเล็กน้อย ก็เกี่ยวเอาห่อผ้าในมือหวังโหรวฮวาลอยละลิ่วไป มือซ้ายของเขากอดเถี่ยซินหยวนในห่อผ้าเอาไว้แน่น ส่วนหลาวในมือขวากำลังจะพุ่งออกไปอีกครั้ง

 

หวังโหรวฮวาที่หมดสิ้นความหวังทำได้เพียงมองบุตรชายที่ร้องไห้โยเยไม่หยุด และปิดเปลือกตาลงช้าๆ...

 

----------------------------

 

[1] กุ้ยฮวา(桂花)มีอีกชื่อหนึ่งว่า ดอกหอมหมื่นลี้

[2] ดอกจินอิ๋นฮวา(金银花)หรือดอกสายน้ำผึ้ง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น ใช้รักษาอาการร้อนใน

[3] หญ้ากานเฉ่า(甘草)หรือชะเอม เป็นยาสมุนไพรจีนที่มีบทบาทในการประสานตัวยาต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นตัวยาที่ใช้บ่อยที่สุดตัวหนึ่งในตำรับยาจีน

[4] เหน็บหญ้าแห้ง (插草标)ในสมัยโบราณการนำต้นหญ้าแห้งๆ มาผูกเป็นปมหรือเหน็บไว้กับสิ่งของ หมายถึง ต้องการจะขายของสิ่งนั้น มีตั้งแต่ชิ้นเล็กอย่างของใช้ทั่วไปหรือกระทั่งการขายลูกตัวเอง

[5] ชุยปิ่ง (炊饼)ชื่อขนมเปี๊ยหรือปิ่งชนิดหนึ่ง

[6] หลาวหม่าซั่ว (马槊)อาวุธประเภทหลาวหรือซั่ว(槊)เป็นอาวุธที่มีลักษณะยาวและหนัก ไม่สามารถรำออกกระบวนท่าได้ แต่อาศัยการควบม้าหรือรถม้าศึกพุ่งฝ่าทัพข้าศึก จึงต้องอาศัยการกุมหลาวให้ดีและควบม้าให้เก่ง

จบบทที่ บทที่ 3 เสาะหาที่พักพิง

คัดลอกลิงก์แล้ว