- หน้าแรก
- เซียน ก็สมควรเป็นเช่นนี้
- บทที่ 1 : วันสุดท้าย
บทที่ 1 : วันสุดท้าย
บทที่ 1 : วันสุดท้าย
.
บทที่ 1 : วันสุดท้าย
.
.
ในห้องทำงานเก่าโทรม พัดลมตั้งพื้นแบบโบราณส่งเสียง "ตึงตึงตึง..." ดังไม่หยุด พร้อมกับพัดลมเย็นมาเป็นระลอก
.
แม้เป็นฤดูร้อน แต่ในพื้นที่ใกล้ภูเขาแบบนี้ อากาศตอนบ่ายกลับเย็นสบายอย่างน่าประหลาด อย่างน้อย...ก็ภายในห้องทำงานนี้
จวงหลินที่กำลังงีบในช่วงพักกลางวันผ่อนคลายตัวเต็มที่ แม้โดยรอบจะไม่เงียบสงบ แถมยังมีเสียงจอแจเบา ๆ แว่วมาจากที่ไกล ๆ แต่ภายในใจเขากลับนิ่งสงบ เหมือนล่องลอยอยู่ในผืนน้ำสีเขียวใส กึ่งหลับกึ่งตื่น
ไม่มีความหวาดกลัวจากโลกที่ไม่คุ้นอีกต่อไป ไม่เหลือความคิดถึงบ้านเกิดที่กดทับจิตใจ และเขาก็เลิกต่อต้านความธรรมดาของตัวเองไปแล้ว ยอมรับตัวตนอย่างสงบสุข
ในความรู้สึกของเขาตอนนี้ จวงหลินคือ "ตัวเขาคนใหม่" ที่ต่างออกไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเขาคนเดิม คนที่ชอบมองหาความงามในชีวิต
“ครูจวง! ครูจวง! ครู…”
เสียงใสแจ๋วที่เรียกเขาแผ่วลงและหยุดกะทันหัน ปลุกจวงหลินให้รู้สึกตัว เปลือกตาเขากระตุกเบา ๆ แล้วหันศีรษะไปทางต้นเสียง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตา
ที่หน้าประตู มีเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ แสงแดดบ่ายลอดผ่านร่างน้อย ๆ ของเขาเข้ามา จนจวงหลินที่เพิ่งตื่นจากงีบต้องหรี่ตาเล็กน้อย
เด็กคนนั้นกำชายเสื้อข้างหนึ่ง อีกมือเกาแผ่วที่หัว สีหน้าเหมือนรู้ตัวว่าทำความผิด เผลอปลุกคุณครูที่กำลังพักอยู่
คุณครูคนนี้ ทั้งรู้เยอะ ทั้งดูเคร่งขรึมและตลกได้ในเวลาเดียวกัน เด็ก ๆ จึงทั้งเกรงใจและรักใคร่เขา
จวงหลินยื่นมือไปคว้ามือถืออย่างเคยชิน…แน่นอนว่า ไม่เจอ
โทรศัพท์เก่าของเขาถูกน้ำป่าพัดหายไปนานแล้ว
เขาเงยหน้า ลืมตากว้างขึ้น มองโต๊ะทำงานไม้เก่าที่ด้านบนมีคราบมันเงา และกองสมุดการบ้านวางซ้อนอยู่
เขานิ่งไปสองสามวินาทีก่อนจะหลุดยิ้ม แล้วหันไปมองนาฬิกาแขวนบนผนัง
นาฬิกากรอบไม้ยังแกว่งลูกตุ้มไปมา เวลาในตอนนี้คือบ่ายสามโมงห้าสิบสองนาที
บนปฏิทินลายดอกไม้ข้าง ๆ วันที่ 1 กรกฎาคม ถูกวงกลมสีแดงเน้นไว้ พร้อมตัวอักษรเขียนว่า ปีเจี่ยเฉิน ที่ 380 ค.ศ. 2024
คำที่ลงท้ายว่า "ตามระบบสำนักงานตรวจสอบฟ้าดิน" ก็โดดเด่นสะดุดตามากเช่นกัน
จากเวลาเลิกคาบเรียนจนถึงตอนนี้ก็เพียงหกเจ็ดนาที เขาเพิ่งจะงีบไปสั้น ๆ เท่านั้นเอง
ในชั่วพริบตาที่สายตาหันกลับไปยังประตู จวงหลินก็เรียกสติกลับมาเต็มที่ เขาดันตัวลุกขึ้นนั่ง ยิ้มให้เด็กชายที่ยืนอยู่
“เข้ามาสิ มีอะไรเหรอ?”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของคุณครู เด็กชายก็ดูผ่อนคลายลง รีบวิ่งเข้ามาทันที
“คุณครูจวง! ท่านผู้อำนวยการบอกว่าเดี๋ยวจะมีแขกมา เขาขอให้เรามาเตือนครูด้วย อย่าลืมไปสอนแทนเขานะครับ!”
เสียงเด็กใสแจ๋ว ฟังดูทั้งตื่นเต้นและมีความสุขอยู่ในที
“อืม เข้าใจแล้ว คาบหน้าสอนอะไรล่ะ?”
ขณะถาม จวงหลินก็เผลอมองไปที่ตารางสอนบนโต๊ะ และเด็กชายก็ตอบอย่างรวดเร็ว
“วิชาดนตรีครับ!”
“ติ๊ง-ลิ๊ง-ลิ๊ง——”
ยังไม่ทันที่คำตอบจะจบ เสียงกริ่งเข้าเรียนก็ดังขึ้น
“งั้นเธอไปที่ห้องเรียนก่อนเลย เดี๋ยวครูหยิบหนังสือตามไป”
จวงหลินพูดยิ้ม ๆ เด็กชายพยักหน้าอย่างว่องไว แล้ววิ่งปรู๊ดออกไปด้วยสัญชาตญาณว่า “เสียงกริ่ง = ต้องรีบ!”
พอเห็นว่าเด็กไปแล้ว จวงหลินจึงลุกจากที่ เดินไปหยิบหนังสือดนตรีจากโต๊ะผู้อำนวยการ แล้วหันมองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงแดดอาบไหล่เขาผ่านม่านฝุ่นในอากาศ เป็นลำแสงทองจากเทือกเขาอันห่างไกล ถูกดึงยาวด้วยปรากฏการณ์ทินดอล*
(*ปรากฏการณ์ทินดอล (Tyndall Effect) คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางผ่านสารคอลลอยด์ (colloid) หรือของเหลว/ก๊าซที่มีอนุภาคแขวนลอยอยู่ แล้วแสงเกิดการกระเจิง (scattering) ทำให้มองเห็นแสงเป็นลำ หรือแสงกระจายออกมาอย่างชัดเจนในบางมุม)
ท่านผู้อำนวยการไม่อยู่แล้ว คงออกไปต้อนรับแขกล่วงหน้า
จวงหลินคิด แล้วหันกลับไปมองปฏิทินอีกครั้ง
เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่โลกที่เขาคุ้นเคย ตั้งแต่วันที่เขาเห็นว่า “ขนาดแผ่นดินในหนังสือเรียน” อยู่ที่ 14 ล้านตารางกิโลเมตร ก็รู้ชัดแล้ว
แม้ปฏิทินจะมีปี 2024 กำกับไว้ แต่ก็ไม่ใช่ปี 2024 แบบที่เขาเคยรู้จัก แม้แต่ขนาดของโลกทั้งใบก็ยังต่างออกไป
สายตาเขาเหลือบไปมองโทรศัพท์บ้านสีดำที่วางข้างโต๊ะผู้อำนวยการ คิดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดระยะเวลานี้
เทคโนโลยีที่นี่ ดูแล้วพัฒนาอยู่ราว ๆ ช่วงปลายยุค 90 ของโลกเดิมของเขาเท่านั้น
“ฮูว…”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ปรับใจให้มั่น
เมื่อวาน ผู้อำนวยการโรงเรียนเพิ่งใช้โทรศัพท์บ้านติดต่อมา นั่นหมายความว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด วันนี้…จะเป็น “วันสุดท้าย” ที่เขาเป็นครูอาสาสอนหนังสือที่โรงเรียนประถมมู่หลิง
พอหมดคาบนี้ก็เข้าสู่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เด็ก ๆ ยังไม่รู้ว่า ระหว่างปิดเทอม โรงเรียนแห่งความหวังที่ชาวบ้านเคยช่วยกันหาบไม้แบกปูนมาก่อสร้าง จะถูกสั่งรื้อถอน
.
ไม่นานหลังจากนั้น ห้องเรียนที่รวมเด็กนักเรียนชั้นปีหนึ่งถึงปีสี่ก็เงียบสนิท จวงหลินยืนอยู่หน้าประตู
เพราะจำนวนเด็กและครูมีจำกัด โรงเรียนประถมมู่หลิงจึงจัดการเรียนแบบรวมชั้น
ส่วนปีห้า ปีหก? ขอโทษด้วย โรงเรียนนี้เปิดสอนได้แค่ถึงปีสี่เท่านั้น ใครจะเรียนต่อ ต้องไปที่อื่น
เขาแวะยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง แล้วจึงก้าวเข้าไป
“ยืนขึ้น!”
เสียงเจื้อยแจ้วจากหัวหน้าห้องปีสี่ทำให้เด็กทั้งเจ็ดสิบคนลุกขึ้นพร้อมเพรียง
จวงหลินที่เริ่มปรับตัวกับชีวิตนี้ได้ ก็ค้นพบว่าตัวเองเริ่มชอบมันเข้าแล้ว
แม้จะยังโหยหาอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก แต่ที่นี่ก็ให้ความสุขทางใจแบบเรียบง่ายได้ไม่น้อย
เอาจริง ๆ ถ้ามองตามจังหวะเวลาของโลกนี้ อีกสักสิบยี่สิบปี เทคโนโลยีก็อาจพัฒนาไล่ทันโลกเก่าของเขา
เขายังหนุ่ม ยังรอได้
และถึงตอนนั้น…เขาก็คงไม่ต้องห่วงเรื่องเงินแล้วล่ะ!
ความคิดเหล่านั้นแวบผ่านสมองเพียงชั่ววูบ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ส่วนหนึ่งมาจากความเคยชินในฐานะครู อีกส่วนเกิดจากความรักจริงใจที่มีต่อเด็ก ๆ ตรงหน้า
เขาก้าวเข้าสู่ห้องเรียนเก่าโทรม
“สวัสดีนักเรียน!”
“สวัส——ดี——ค่า——คุณครู——!”
เสียงทักทายสดใสจนดูเหมือนพระอาทิตย์ที่เพิ่งตกไป จะอยากลอยกลับขึ้นฟ้าอีกครั้ง
“นั่งลงได้”
จวงหลินกล่าวพลางเปิดหนังสือดนตรี
ประวัติศาสตร์ของที่นี่มีทั้งสิ่งคุ้นเคยและแปลกใหม่ ตั้งแต่ยุคหยวน หมิง จนถึงปัจจุบัน แม้จะคล้ายคลึงกับที่เขาจำได้ แต่ก็มีรายละเอียดที่ต่างไปมาก
อย่างในหนังสือดนตรีเล่มนี้ เพลงเด็กที่เขาคุ้นจากวัยเยาว์ แทบไม่เหลือเลย
แต่เพราะจวงหลินไม่ยึดติดกับตำรา เขาจึงได้รับการยอมรับจากทั้งผู้อำนวยการและเด็ก ๆ ถึงแม้เขาจะไม่ได้จบสายครูโดยตรงก็ตาม
ในเมื่อวันนี้เป็นวันสุดท้าย เขาจึงคิดว่าคงไม่ต้องสอนตามหนังสือแล้วล่ะ ปิดหนังสือดนตรีลง แล้วตั้งใจจะสอนเพลงใหม่ให้เด็ก ๆ เป็นของขวัญส่งท้าย
เปลี่ยนเนื้อร้องนิดหน่อย เพลงนี้จะสมบูรณ์แบบ!
.
......
.
ขณะเดียวกัน บนถนนลูกรังนอกโรงเรียน รถเก๋งหลายคันค่อย ๆ แล่นมา
.
ผู้อำนวยการวัยชรากับภารโรงคนเดียวของโรงเรียนที่ทำหน้าที่เป็นยามยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน
ชายชราผู้นั้นผมขาวโพลน เครายาวครึ่งศอก มองรถที่ใกล้เข้ามาด้วยแววตาขุ่นมัว สูดหายใจไอค่อกแค่ก จนเพื่อนร่วมวัยจะเข้ามาพยุง แต่เขายกมือห้ามไว้
ในรถคันแรก ด้านหลังมีชายสองคนนั่งอยู่
ด้านขวาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเล็กน้อย ใส่เสื้อผ้าธรรมดาแต่ดูมีภูมิฐาน
ด้านซ้ายเป็นชายแก่ผอมแห้ง หนวดเครารุงรัง ผมหงอกขาว ในอากาศร้อนจัดยังใส่เสื้อกั๊กทับเสื้อด้านใน หน้าตาเปี่ยมพลัง
แต่เพราะถนนขรุขระจากรอยล้อเกวียนเก่า ทั้งคู่จึงถูกเขย่าไปตลอดทาง
“คุณหลิว คุณโจว พวกเรามาถึงโรงเรียนมู่หลิงแล้วครับ”
ชายวัยกลางคนในชุดสูทด้านหน้าหันมาบอก
“อืม”
คนด้านหลังพยักหน้าเบา ๆ มองออกไปทางหน้าต่างรถ สายตาหยุดอยู่ที่โรงเรียนขนาดเล็กเบื้องหน้า
ชายร่างท้วมชื่อหลิวซื่อห่าว เขามองโรงเรียนแต่ใจกลับคิดเรื่องอื่น
ต่างจากคนอื่นที่ตื่นเต้นหรือกังวล เขากลับกังวลถึงลูกชายมากกว่า
แผนการนี้ดูเหมือนจะเหลวไหล แต่ก็ผ่านทั้งนักจิตวิทยาและผู้รู้ด้านพุทธ-เต๋ามาแล้ว เป็นความหวังสุดท้ายของเขา
เวลาของเขา...ใกล้หมดเต็มทีแล้ว ไม่รู้ว่าลูกจะหายดีไหม แต่เขาในฐานะพ่อก็ทำเต็มที่แล้ว
แน่นอนว่า…ไม่มีใครรู้ถึงอาการของเขา แม้แต่โจวเซียงหลินก็ไม่รู้ เข้าใจเพียงว่าเขาเป็นพ่อที่ห่วงลูก
ข่าวดีคือ...ทุกอย่างยังเป็นไปด้วยดี
เฮ้อ...
เขาถอนหายใจในใจ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเรียบ
ที่หน้าประตูโรงเรียน ผู้อำนวยการชรามองรถที่ใกล้เข้ามา ความทรงจำในโรงเรียนแห่งนี้ค่อย ๆ ผุดขึ้นทีละช็อต
ที่นี่ไม่ใช่แค่ไม่มีถนนลาดยาง ถนนดินยังน้อยมากด้วยซ้ำ
โรงเรียนมู่หลิงที่ดูเรียบร้อยในตอนนี้ ก่อขึ้นจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้านในสมัยก่อน ทุกอิฐทุกแผ่นกระเบื้องแบกกันข้ามเขา ผู้อำนวยการรักที่นี่สุดหัวใจ
ในขณะที่เขายังจมอยู่ในห้วงความคิด รถยนต์ก็มาถึงหน้าประตู คนในรถทยอยลงมา ผู้อำนวยการกับภารโรงชราก็เดินไปต้อนรับ
ชายในรถคันหน้า เดินนำออกมา เมื่อเห็นชายชราก็รีบยื่นมือมาจับมือที่ผอมแห้งของผู้อำนวยการทันที
“ท่านผู้อำนวยการ ในที่สุดคุณก็ตัดสินใจแล้วสินะ!”
ผู้อำนวยการชรายิ้มขมขื่น ส่ายหน้าเบาๆ
“คุณหลิว เด็กๆ กำลังจะจากไปแล้ว ผมยืนกรานต่อไปก็ไม่มีประโยชน์”
“ขอบคุณครับ ขอบคุณจริง ๆ!”
คุณหลิวไม่พูดมาก เพียงบีบมือชายชราแน่น
.
.
.