เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

SW-ตอนที่ 113 วงโคจร

SW-ตอนที่ 113 วงโคจร

SW-ตอนที่ 113 วงโคจร


หลังจากรออีกสองสามนาที ชางก็สังเกตเห็นว่าความรู้สึกอันตรายไม่ได้กลับมาอีก

สัมผัสของ อสรพิษซ่อนเร้น ได้หายไปแล้ว

ชางเก็บกระสอบสัตว์ร้ายกลับไปสะพายไว้เหมือนเดิม มันยังคงค่อนข้างเบาอย่างมาก เพราะเขาเก็บแค่หูและหนวดสัมผัสของสัตว์ร้ายเท่านั้น

ตอนนี้ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้เส้นขอบฟ้า อีกไม่นานก็จะคงค่ำแล้ว

‘ตอนกลางคืน ฉันน่าจะมองหาแมวเพชรฆาตได้เยอะมากขึ้น เพราะขนาดตอนเย็นฉันยังหาได้ตั้งหลายตัวทั้งที่พวกมันซ่อนตัวอยู่ แสดงว่าตอนกลางคืนจะต้องพบพวกมันมากกว่านี้แน่’

‘ที่นี่ไม่เหมือนสวนของดยุกแวร์ไวน์  ในสวนนั้นแทบจะไม่มีสัตว์ร้ายอยู่จริง ๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นแค่สัตว์ป่าธรรมดา’

‘ตอนฉันมาถึงโลกนี้ในตอนแรก ฉันหลงคิดว่าพระเจ้าได้โยนฉันสู่ดินแดนที่อันตราย แต่ตอนนี้ฉันเพิ่งมารู้ว่าเขาส่งฉันไปในพื้นที่ "สอนพื้นฐาน" ต่างหาก ถ้าตอนนั้นฉันถูกส่งมาที่ป่าผืนนี้ ฉันคงไม่มีชีวิตรอดแม้แต่สักวันเดียว’

‘สัตว์ร้ายที่อันตรายที่สุดในสวนของดยุกแวร์ไวน์คือแมวเพชรฆาต ซึ่งมันก็ยังคงมีไม่มากด้วย และแน่นอนว่าที่นั่นมีสัตว์ร้ายที่ดุร้ายยิ่งกว่า แต่มันก็ค่อนข้างหาได้ยาก แถมหมีหอกน้ำแข็งก็อาศัยอย่างโดดเดี่ยวในทะเลสาบและจะปรากฏเฉพาะฤดูหนาว ถ้าฉันไม่ออกเดินทาง ฉันก็คงไม่เจอมัน’

ชางเดินต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และในไม่ช้าความมืดก็เข้าปกคลุม

ทันทีที่แสงสุดท้ายหายไป บรรยากาศของป่าทั้งผืนก็ได้เปลี่ยนไป และความรู้สึกคุ้นเคยก็ผุดขึ้นในใจของชาง

มันเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในสวนของดยุกแวร์ไวน์ในตอนกลางคืน

เป็นความรู้สึกถึงแรงกดดันและความไม่รู้ ราวกับว่าทุกซอกทุกมุมอาจซ่อนสัตว์ร้ายที่เป็นอันตรายต่อเขา

แม้ชางจะรู้ว่าตัวเองแทบจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในป่าแถวนี้ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกประหม่าอยู่เล็กน้อย

เพราะสัญชาตญาณบอกให้เขาระวังตัว

ชางออกเดินทางต่อและฆ่าแมวเพชรฆาตเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ในตอนกลางคืนเขาพบพวกมันเกือบทุก ๆ ห้านาที โชคดีที่ระดับพลังของเขาอยู่จุดสูงสุดของระดับทหาร มันจึงทำให้เขาสายตาดีมาก

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงไม่เพียงพอสำหรับการมองหาแมวเพชรฆาตจำนวนมากเหล่านี้ได้

แล้วเขาหาพวกมันเจอได้ยังไง?

เพราะเขาได้ค้นพบเรื่องน่าสนใจบางอย่าง

เมื่อตกค่ำ พลังมานาความมืดในอากาศจะเริ่มหนาแน่นขึ้น

ใช่แล้ว—ตั้งแต่ที่ชางดูดซับแหล่งกำเนิดมานาแห่งความมืด เขาก็สามารถรับรู้มานาแห่งความมืดได้

แน่นอนว่าเขารับรู้ถึงมานาธาตุแสงและธาตุไฟได้เช่นเดียวกัน แต่ตอนนี้สองธาตุนั้นกลับไม่เป็นประโยชน์นัก

โดยเฉพาะการรับรู้ถึงมานาธาตุไฟในปัจจุบัน แต่แล้วเหตุใดการรับรู้มานาธาตุแสงถึงใช้ไม่ได้ตอนกลางวัน?

คำตอบก็คือ ‘มันขึ้นอยู่กับสถานที่’

ในป่าใหญ่แห่งนี้แสงทะลุผ่านลงมาถึงพื้นได้น้อยมาก ทำให้มานาแห่งความมืดและมานาธาตุแสงมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน จนใช้พวกมันรับรู้สิ่งรอบตัวไม่ได้

แต่ตอนนี้—ในยามพลบค่ำ—เขาสามารถใช้กระแสมานาแห่งความมืดเพื่อรับรู้สิ่งรอบตัวได้

แม้จะไม่ละเอียดมากและไม่สามารถใช้ได้ในระยะทางที่ไกล แต่ก็ยังนับว่าใช้ได้อยู่

เพราะถ้าสิ่งไหนมีมานาที่มาก การเคลื่อนไหวของพวกมันจะผลักดันมานาแห่งความมืดออกไปแต่แมวเพชรฆาตกลับต่างออกไป — เพราะมันดูเหมือนจะ ดึง มานาแห่งความมืดเข้าหาตัวเองและนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกมันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างเงียบเชียบ

ระหว่างใช้ความสามารถนั้น ชางก็รู้สึกถึงอะไรอีกอย่าง

บนท้องฟ้า มีบางสิ่งกำลังผลักดันมานาแห่งความมืดออกไปในปริมาณมหาศาล

ซึ่งมันกำลังบินอยู่เหนือป่า และ ดูทรงพลังเป็นอย่างมาก

ชางไม่แน่ใจว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เขารู้ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกว่าสิ่งใดในป่านี้อย่างแน่นอน

ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะปีนขึ้นไปดู—เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ร้ายชนิดใดและเขามีความสามารถพอที่จะฆ่ามันหรือไม่

หากมันเป็นสัตว์ร้ายต้องห้าม แล้วเขาไปทำให้มันโกรธ เขาอาจจะต้องหลบหนีจนหมดแรงก่อนที่มันจะยอมปล่อยไป

ดังนั้น การปล่อยให้มันบินอยู่แบบนั้นจะดีกว่า

ทันใดนั้น ชางก็ชะงักและหยุดเดิน

ความรู้สึกเมื่อครู่ได้หวนกลับมาอีกครั้ง

มีอสรพิษซ่อนเร้นอยู่ใกล้ๆ นี้

คราวนี้เขาเลือกที่จะไม่ขยับเลย

เพราะครั้งที่แล้วเขาเผลอทำให้มันตกใจจนหนีไป

อสรพิษซ่อนเร้นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเดินทางมาที่นี่ — เพราะตัวหนึ่งมีค่ากว่า 2,000 แต้มคะแนน!

แต่จนถึงตอนนี้ เขาเก็บได้ไม่ถึง 900 แต้มคะแนนด้วยซ้ำ

ชางเลือกที่จะหลับตาลงและใช้การมองเห็นด้วยมานาแห่งความมืดแทน และนี่เป็นครั้งแรกในรอบที่ยาวนานที่เขารู้สึกประหม่าอย่างแท้จริง มันทำให้ภายในอกของเขารู้สึกหนักอึ้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแทน นี่คือความรู้สึกของการตกอยู่ใกล้ปากเหวแห่งความตาย

ซึ่งเขาไม่ได้สัมผัสมันมานานแล้ว

ดังนั้นเขาจึงเพ่งสมาธิอย่างสูงสุด

ทำให้ป่าที่มืดเงียบเฉียบ มีเพียงสายลมอ่อนๆพัดผ่าน

ชางเลือกที่จะยืนอยู่กลางพื้นที่โล่งเล็กๆ และหลับตาอยู่อย่างนั้น

ไม่นาน สัญชาตญาณก็ร้องบอกว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตรายและในเวลาเดียวกัน เขาก็รับรู้ถึงอะไรบางอย่าง

มีบางสิ่งที่เล็กมากกำลังเคลื่อนไหวไม่ไกลราวสิบเมตรจากตัวเขา—มันเคลื่อนไหวค่อนข้างช้าและเงียบ

เฉียบ

ขนาดของมันน่าจะยาวประมาณหนึ่งเมตร มันมีขนาดตัวที่บางและเรียว

ชางหรี่ตาลง

ฟึ่บ!

ทันใดนั้น เขาก็ลืมตากว้าง ทำให้เขารู้สึกถึงบางอย่าง…ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

มันเป็นบางสิ่งที่เคลื่อนที่ผ่านความมืดด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ!

มันพุ่งลงมา และจับ อสรพิษซ่อนเร้น แล้วพุ่งกลับขึ้นไปบนฟ้าในหนึ่งวินาที สิ่งนี้ทำให้ อสรพิษซ่อนเร้นหายไปอีกครั้งแต่คราวนี้ ชางรู้สึกว่ามันถูก คาบไป

ชางจึงจับตามองสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า ณ ตอนนี้ ซึ่งมันก็คือผู้ลงมือ

เขายืนนิ่งอยู่หลายสิบนาที

สิ่งนั้นอันตรายมาก และเขาไม่ต้องการไปยั่วยุมัน

ความเร็วเมื่อครู่นั้น…เทียบได้กับอาจารย์โลแรนตอนเข้าแทรกการต่อสู้ในตอนนั้นเลยทีเดียว

สิ่งนี้ทำให้เขายืนนิ่งต่ออีกนาน

เพราะสิ่งมีชีวิตตัวนั้น ยังไม่จากไป

ราวกับมัน… กำลังตามเขาอยู่

จบบทที่ SW-ตอนที่ 113 วงโคจร

คัดลอกลิงก์แล้ว