- หน้าแรก
- เทพดาบในโลกเวทย์มนตร์
- SW-ตอนที่ 113 วงโคจร
SW-ตอนที่ 113 วงโคจร
SW-ตอนที่ 113 วงโคจร
หลังจากรออีกสองสามนาที ชางก็สังเกตเห็นว่าความรู้สึกอันตรายไม่ได้กลับมาอีก
สัมผัสของ อสรพิษซ่อนเร้น ได้หายไปแล้ว
ชางเก็บกระสอบสัตว์ร้ายกลับไปสะพายไว้เหมือนเดิม มันยังคงค่อนข้างเบาอย่างมาก เพราะเขาเก็บแค่หูและหนวดสัมผัสของสัตว์ร้ายเท่านั้น
ตอนนี้ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้เส้นขอบฟ้า อีกไม่นานก็จะคงค่ำแล้ว
‘ตอนกลางคืน ฉันน่าจะมองหาแมวเพชรฆาตได้เยอะมากขึ้น เพราะขนาดตอนเย็นฉันยังหาได้ตั้งหลายตัวทั้งที่พวกมันซ่อนตัวอยู่ แสดงว่าตอนกลางคืนจะต้องพบพวกมันมากกว่านี้แน่’
‘ที่นี่ไม่เหมือนสวนของดยุกแวร์ไวน์ ในสวนนั้นแทบจะไม่มีสัตว์ร้ายอยู่จริง ๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นแค่สัตว์ป่าธรรมดา’
‘ตอนฉันมาถึงโลกนี้ในตอนแรก ฉันหลงคิดว่าพระเจ้าได้โยนฉันสู่ดินแดนที่อันตราย แต่ตอนนี้ฉันเพิ่งมารู้ว่าเขาส่งฉันไปในพื้นที่ "สอนพื้นฐาน" ต่างหาก ถ้าตอนนั้นฉันถูกส่งมาที่ป่าผืนนี้ ฉันคงไม่มีชีวิตรอดแม้แต่สักวันเดียว’
‘สัตว์ร้ายที่อันตรายที่สุดในสวนของดยุกแวร์ไวน์คือแมวเพชรฆาต ซึ่งมันก็ยังคงมีไม่มากด้วย และแน่นอนว่าที่นั่นมีสัตว์ร้ายที่ดุร้ายยิ่งกว่า แต่มันก็ค่อนข้างหาได้ยาก แถมหมีหอกน้ำแข็งก็อาศัยอย่างโดดเดี่ยวในทะเลสาบและจะปรากฏเฉพาะฤดูหนาว ถ้าฉันไม่ออกเดินทาง ฉันก็คงไม่เจอมัน’
ชางเดินต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และในไม่ช้าความมืดก็เข้าปกคลุม
ทันทีที่แสงสุดท้ายหายไป บรรยากาศของป่าทั้งผืนก็ได้เปลี่ยนไป และความรู้สึกคุ้นเคยก็ผุดขึ้นในใจของชาง
มันเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในสวนของดยุกแวร์ไวน์ในตอนกลางคืน
เป็นความรู้สึกถึงแรงกดดันและความไม่รู้ ราวกับว่าทุกซอกทุกมุมอาจซ่อนสัตว์ร้ายที่เป็นอันตรายต่อเขา
แม้ชางจะรู้ว่าตัวเองแทบจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในป่าแถวนี้ แต่เขาก็ยังคงรู้สึกประหม่าอยู่เล็กน้อย
เพราะสัญชาตญาณบอกให้เขาระวังตัว
ชางออกเดินทางต่อและฆ่าแมวเพชรฆาตเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ในตอนกลางคืนเขาพบพวกมันเกือบทุก ๆ ห้านาที โชคดีที่ระดับพลังของเขาอยู่จุดสูงสุดของระดับทหาร มันจึงทำให้เขาสายตาดีมาก
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงไม่เพียงพอสำหรับการมองหาแมวเพชรฆาตจำนวนมากเหล่านี้ได้
แล้วเขาหาพวกมันเจอได้ยังไง?
เพราะเขาได้ค้นพบเรื่องน่าสนใจบางอย่าง
เมื่อตกค่ำ พลังมานาความมืดในอากาศจะเริ่มหนาแน่นขึ้น
ใช่แล้ว—ตั้งแต่ที่ชางดูดซับแหล่งกำเนิดมานาแห่งความมืด เขาก็สามารถรับรู้มานาแห่งความมืดได้
แน่นอนว่าเขารับรู้ถึงมานาธาตุแสงและธาตุไฟได้เช่นเดียวกัน แต่ตอนนี้สองธาตุนั้นกลับไม่เป็นประโยชน์นัก
โดยเฉพาะการรับรู้ถึงมานาธาตุไฟในปัจจุบัน แต่แล้วเหตุใดการรับรู้มานาธาตุแสงถึงใช้ไม่ได้ตอนกลางวัน?
คำตอบก็คือ ‘มันขึ้นอยู่กับสถานที่’
ในป่าใหญ่แห่งนี้แสงทะลุผ่านลงมาถึงพื้นได้น้อยมาก ทำให้มานาแห่งความมืดและมานาธาตุแสงมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน จนใช้พวกมันรับรู้สิ่งรอบตัวไม่ได้
แต่ตอนนี้—ในยามพลบค่ำ—เขาสามารถใช้กระแสมานาแห่งความมืดเพื่อรับรู้สิ่งรอบตัวได้
แม้จะไม่ละเอียดมากและไม่สามารถใช้ได้ในระยะทางที่ไกล แต่ก็ยังนับว่าใช้ได้อยู่
เพราะถ้าสิ่งไหนมีมานาที่มาก การเคลื่อนไหวของพวกมันจะผลักดันมานาแห่งความมืดออกไปแต่แมวเพชรฆาตกลับต่างออกไป — เพราะมันดูเหมือนจะ ดึง มานาแห่งความมืดเข้าหาตัวเองและนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกมันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างเงียบเชียบ
ระหว่างใช้ความสามารถนั้น ชางก็รู้สึกถึงอะไรอีกอย่าง
บนท้องฟ้า มีบางสิ่งกำลังผลักดันมานาแห่งความมืดออกไปในปริมาณมหาศาล
ซึ่งมันกำลังบินอยู่เหนือป่า และ ดูทรงพลังเป็นอย่างมาก
ชางไม่แน่ใจว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เขารู้ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกว่าสิ่งใดในป่านี้อย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะปีนขึ้นไปดู—เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ร้ายชนิดใดและเขามีความสามารถพอที่จะฆ่ามันหรือไม่
หากมันเป็นสัตว์ร้ายต้องห้าม แล้วเขาไปทำให้มันโกรธ เขาอาจจะต้องหลบหนีจนหมดแรงก่อนที่มันจะยอมปล่อยไป
ดังนั้น การปล่อยให้มันบินอยู่แบบนั้นจะดีกว่า
ทันใดนั้น ชางก็ชะงักและหยุดเดิน
ความรู้สึกเมื่อครู่ได้หวนกลับมาอีกครั้ง
มีอสรพิษซ่อนเร้นอยู่ใกล้ๆ นี้
คราวนี้เขาเลือกที่จะไม่ขยับเลย
เพราะครั้งที่แล้วเขาเผลอทำให้มันตกใจจนหนีไป
อสรพิษซ่อนเร้นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเดินทางมาที่นี่ — เพราะตัวหนึ่งมีค่ากว่า 2,000 แต้มคะแนน!
แต่จนถึงตอนนี้ เขาเก็บได้ไม่ถึง 900 แต้มคะแนนด้วยซ้ำ
ชางเลือกที่จะหลับตาลงและใช้การมองเห็นด้วยมานาแห่งความมืดแทน และนี่เป็นครั้งแรกในรอบที่ยาวนานที่เขารู้สึกประหม่าอย่างแท้จริง มันทำให้ภายในอกของเขารู้สึกหนักอึ้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแทน นี่คือความรู้สึกของการตกอยู่ใกล้ปากเหวแห่งความตาย
ซึ่งเขาไม่ได้สัมผัสมันมานานแล้ว
ดังนั้นเขาจึงเพ่งสมาธิอย่างสูงสุด
ทำให้ป่าที่มืดเงียบเฉียบ มีเพียงสายลมอ่อนๆพัดผ่าน
ชางเลือกที่จะยืนอยู่กลางพื้นที่โล่งเล็กๆ และหลับตาอยู่อย่างนั้น
ไม่นาน สัญชาตญาณก็ร้องบอกว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตรายและในเวลาเดียวกัน เขาก็รับรู้ถึงอะไรบางอย่าง
มีบางสิ่งที่เล็กมากกำลังเคลื่อนไหวไม่ไกลราวสิบเมตรจากตัวเขา—มันเคลื่อนไหวค่อนข้างช้าและเงียบ
เฉียบ
ขนาดของมันน่าจะยาวประมาณหนึ่งเมตร มันมีขนาดตัวที่บางและเรียว
ชางหรี่ตาลง
ฟึ่บ!
ทันใดนั้น เขาก็ลืมตากว้าง ทำให้เขารู้สึกถึงบางอย่าง…ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
มันเป็นบางสิ่งที่เคลื่อนที่ผ่านความมืดด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ!
มันพุ่งลงมา และจับ อสรพิษซ่อนเร้น แล้วพุ่งกลับขึ้นไปบนฟ้าในหนึ่งวินาที สิ่งนี้ทำให้ อสรพิษซ่อนเร้นหายไปอีกครั้งแต่คราวนี้ ชางรู้สึกว่ามันถูก คาบไป
ชางจึงจับตามองสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า ณ ตอนนี้ ซึ่งมันก็คือผู้ลงมือ
เขายืนนิ่งอยู่หลายสิบนาที
สิ่งนั้นอันตรายมาก และเขาไม่ต้องการไปยั่วยุมัน
ความเร็วเมื่อครู่นั้น…เทียบได้กับอาจารย์โลแรนตอนเข้าแทรกการต่อสู้ในตอนนั้นเลยทีเดียว
สิ่งนี้ทำให้เขายืนนิ่งต่ออีกนาน
เพราะสิ่งมีชีวิตตัวนั้น ยังไม่จากไป
ราวกับมัน… กำลังตามเขาอยู่