เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 25: ของฟรีมีในโลก

ตอนที่ 25: ของฟรีมีในโลก

ตอนที่ 25: ของฟรีมีในโลก


ตอนที่ 25: ของฟรีมีในโลก

 

เฮเซคียาห์เดินตามหลังมูนนี่กลับมาที่กระท่อม โดยระหว่างทางเขาคอยรักษาระยะห่างจากมูนนี่ไว้ตลอดเพราะสัมผัสได้ว่ามูนนี่ไม่สบายใจจะอยู่ใกล้ เขามองแผ่นหลังของมูนนี่แล้วนึกเสียดายที่บทสรุปของความสัมพันธ์ของพวกเขาคือสามแยก พวกเขาทั้งคู่คนหนึ่งต้องเลี้ยวไปทางขวา ส่วนอีกคนต้องเลี้ยวไปทางซ้าย ไม่อาจร่วมทางกันได้อีก

 

“อ้าว! พวกนายคุยกันเสร็จแล้วเหรอ” ซาแมนต้ากระโดดลงจากก้อนหินซึ่งเธอใช้นั่งเล่นกีต้าร์อยู่

 

มูนนี่พยักหน้าแล้วยิ้มอ่อนๆ

 

“ตกลง พวกเราจะแยกกันเดินทาง คีห์มีสถานที่ที่เขาต้องไป” มูนนี่ไม่ได้ปรึกษาเฮเซคียาห์ในสิ่งที่จะพูดกับซาแมนต้า แต่มันเป็นเรื่องจริง

 

เฮเซคียาห์มองหน้าซาแมนต้าที่หันมาสบตากับเขา เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเธอ ขณะที่เธอขยับมาใกล้เขา

 

“จะไปไหนล่ะ หรืออยากไปกับฉันไหม”

 

“ไปกับเธอ” เฮเซคียาห์มองซาแมนต้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างรังเกียจ “เธอนึกพิศวาสอะไรฉัน ทำไมอยู่ๆ ชวนฉันแบบนั้น”

 

ซาแมนต้าทำตาโต แล้วถอยออกห่างจากเขา มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเช่นกัน

 

“อะไร?” เฮเซคียาห์ตวัดเสียง

 

“ก็เลียนแบบนายไง” ซาแมนต้าเอียงศีรษะซ้ายที ขวาที ดูยียวนกวนประสาท ยังไม่รวมสีหน้าท้าทายของเธอ มันทำให้เฮเซคียาห์กำหมัดขึ้นมาแน่นเพราะคันมืออยากจะจับตัวของซาแมนต้าเขย่าแรงๆ

 

“เมื่อกี้พูดจริงเหรอ ทำไมอยู่ๆ ถึงชวนหมอนี่ไปกับคุณ” มูนนี่แทรกขึ้นมาด้วยเสียงเข้ม ซ่อนความไม่สบายใจ

 

“พูดจริง” ซาแมนต้าลากเสียงยาว ดวงตาของเธอดูสดใส “เขาน่าจะกำลังหางานนะ ฉันมีงานให้เขาทำ”

 

“เธอคิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะลดตัวลงไปทำงานให้เธอ” เฮเซคียาห์ยกมือขึ้นกอดอก

 

“ไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร แต่ฉันคิดว่านายเหมาะนะ”

 

“งานอะไร” เฮเซคียาห์ไม่อยากได้งาน แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าซาแมนต้ามีข้อเสนออะไรให้เขา

 

“พี่เลี้ยงเด็ก”

 

เฮเซคียาห์หน้านิ่ว เขาส่ายหน้าไปมาพร้อมกับแสดงออกทางสีหน้าอย่างตั้งใจให้ซาแมนต้าเห็นเลยว่าเขาไม่ต้องการงานที่เธอเสนอให้

 

“ผมเองก็ทำงานนี้ได้นะ” มูนนี่เสนอตัวซะงั้น

 

เฮเซคียาห์เกือบกลอกตาด้วยความเหลือเชื่อกับคำพูดของมูนนี่ที่ได้ยินกับหู แต่บรอธเตือนเขาให้รักษากิริยาไว้ เพราะถ้ามูนนี่เห็นเข้าจะหงุดหงิดขึ้นมา ในเมื่อพวกเขาจะลาจากกันแล้ว เฮเซคียาห์ไม่สมควรสร้างความไม่น่าประทับใจเหลือทิ้งไว้ก่อนลาให้แก่มูนนี่

 

“คุณต้องเดินทางไปเรื่อยๆ คงจะหยุดอยู่กับที่นานๆ ไม่ได้” ซาแมนต้ามีเหตุผลที่ไม่ขอให้มูนนี่ช่วย

 

“ผมแนะนำเพื่อนที่เหมาะสมให้คุณได้ หาแบบที่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กมาให้เลยก็ยังได้”

 

“แต่ฉันสนใจตาเบื๊อกนี่” ซาแมนต้าชี้นิ้วมาที่เฮเซคียาห์

 

มูนนี่แสดงออกทางสีหน้าว่าสับสน

 

“ฉันไม่ได้ชอบเขานะ!” ซาแมนต้าอยู่ๆ โพล่งออกมา หน้าแดง “ฉันก็แค่เห็นว่าเขามีเศวตศาสตราประเภทที่ทำให้ฉลาดขึ้น ฉันคิดว่าเหมาะที่จะให้เขาไปอยู่กับเด็กๆ เพื่อสอนอะไรกับพวกเขา ในกลุ่มของฉันมีทั้งเด็กที่มีแนวโน้มสูงจะเป็นผู้ใช้เศวตศาสตราประเภทเดียวกับเขา และคนที่ครอบครองเศวตศาสตราประเภทเดียวกับเขา ฉันว่าเขาช่วยได้แน่ๆ”

 

มูนนี่ยกมือขึ้นแตะที่ซอกคอของเขาก่อนจะลูบขึ้นไปนวดเบาๆ ที่ต้นคอด้านหลัง ดูเหมือนความเครียดเริ่มก่อตัว

 

“นี่! ฉันไม่รู้ว่าเธอตาถั่วหรือเปล่า ฉันไม่ชอบเธอ ฉันก็แสดงออกชัดๆ อยู่” เฮเซคียาห์โวยวาย

 

“ฉันก็ไม่ชอบขี้หน้านายย่ะ! แต่ฉันอยากได้คนที่มีความสามารถแบบนายไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้”

 

“ไร้สาระ! คนอย่างฉัน...”

 

“ก็ไม่แปลกหรอกที่ซาแมนต้าจะคิดว่านายเป็นพี่เลี้ยงเด็กได้” มูนนี่แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนเฮเซคียาห์จะพูดจนจบประโยค “ก็นายมีความสามารถตรงกับเด็กที่เธอดูแลอยู่...”

 

เฮเซคียาห์มองหน้ามูนนี่อย่างงงๆ

 

มูนนี่ถอนหายใจยาว ทำหน้าหนักใจ แต่ยอมอธิบายต่อ

 

“เด็กที่ว่าไม่ใช่เด็กเล็ก แต่เป็นเด็กที่อายุราว 15-18 ปี เมื่อเศวตศาสตราของพวกเขาตื่นขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องมีผู้ชี้แนะ ถ้าเขาไม่ได้เกิดมาในองค์กรใหญ่ พวกเขามักได้รับคำแนะนำให้ออกเดินทางเพื่อตามหาผู้ใช้เศวตศาสตราประเภทเดียวกัน พวกเขาต้องการคนที่จะสอนให้เรียนรู้ถึงพลังของตัวเอง

“ของอย่างนี้ต้องมีการสอนกันด้วย” เฮเซคียาห์อ้าปากค้าง เขาไม่รู้มาก่อน

 

“มันมีคู่มือการใช้งานไหมล่ะ การใช้เศวตศาสตรา”

 

เฮเซคียาห์ส่ายหน้า

 

“แล้วนายคิดว่าพวกเราเรียนรู้การใช้เศวตศาสตราได้จากไหน” มูนนี่ทำหน้าเหมือนรำคาญที่จะอธิบายต่อ เขาโยกศีรษะไปมาอย่างหัวเสีย “ไม่มีเศวตศาสตราอันไหนพูดได้เหมือนบรอธหรอก จากที่ฉันเห็นมานะ เพราะฉะนั้นก็แน่นอนว่าคนที่เศวตศาสตราของเขาเพิ่งตื่น เขาต้องการครูดีๆ สักคนที่บอกพวกเขาว่าอะไรเป็นอะไร อย่างเช่นเราไปจับเศวตศาสตราของคนอื่นไม่ได้ และเราก็ไม่ควรให้คนอื่นสัมผัสเศวตศาสตราของเรา”

 

“นายก็มีครูเหรอ”

 

“เออ”

 

“แล้วเศวตศาสตราของเขาเหมือนนายเลยเหรอ ฉันไม่เคยเห็นเศวตศาสตราที่มีคุณสมบัติเหมือนวีวี่มาก่อน” เฮเซคียาห์ฉงนสนเท่ห์

 

“นายคงเคยได้เห็นมาเยอะสินะ” มูนนี่เอ่ยขรึมๆ ดูเหมือนจะคิดถึงเฮเซคียาห์ในแง่ร้ายอยู่ แต่ก็ยังยอมตอบคำถามของเฮเซคียาห์ “ครูจริงๆ ของฉันมีเศวตศาสตราประเภทอาวุธ พื้นฐานของการใช้เศวตศาสตราประเภทอาวุธ จะคล้ายคลึงกับเศวตศาสตราของฉัน เพราะหลักๆ คือการรวบรวมสมาธิเพื่อให้เศวตศาสตราเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นในหมวดหมู่ที่เป็นข้อจำกัดของมัน เช่น พาหนะใดๆ ก็ได้ หรือปืนแบบไหนก็ได้ แต่การเคลื่อนที่พาหนะโดยไม่ขึ้นขับ เป็นเรื่องที่ฉันฝึกจากผู้ใช้เศวตศาสตราอีกคนหนึ่งซึ่งเปลี่ยนเศวตศาสตราของเขาเป็นหุ่นยนต์อเนกประสงค์ได้”

 

เฮเซคียาห์นิ่งไป อยู่ในอาการกรุ่นคิด

 

“แล้วคนที่หาครูไม่ได้จริงๆ ล่ะ พวกเขาใช้เศวตศาสตรายังไง”

 

“พวกเขาจะค่อยๆ เรียนรู้ แต่เป็นไปได้สูงว่าจะใช้มันไม่ได้เต็มศักยภาพ โดยทั่วไปเศวตศาสตราจะเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หรือตอบสนองต่อการหมกมุ่นของผู้ใช้ต่อเรื่องหนึ่งๆ” มูนนี่ทำให้เฮเซคียาห์เห็นภาพของผู้ใช้เศวตศาสตรามือใหม่โดยทั่วไป “อย่างถ้าคนชอบหมากรุก เศวตศาสตราอาจเปลี่ยนสภาพเป็นกระดานหมากรุกที่ตัวหมากเคลื่อนที่เองได้เพื่อฝึกฝนให้เขา รวมถึงอาจส่งต่อแผนกลยุทธ์การเล่นนับร้อยแบบโดยตรงเข้าสู่สมองของเขา”

 

“ฉันเคยเห็นคนที่เศวตศาสตรามีไว้ใช้เล่นหมากรุกมาก่อน แต่มันดูไม่มีประโยชน์ในเรื่องการต่อสู้”

 

“ฉันเคยเจอ 2-3 คน เศวตของคนพวกนี้ใช้ต่อสู้ได้นะ คนหนึ่งที่ฉันรู้จัก เขาเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นสนามหมากรุก และใช้ตัวหมากรุกไล่รุกศัตรูที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ถ้าจะสู้กับคนแบบนั้น ฉันว่าชาวมัสตินเองก็เอาชีวิตรอดยาก”

 

เฮเซคียาห์สั่นศีรษะอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“ของกระจอกอย่างกระดานหมากรุก และตัวเบี้ยหมากรุกเนี่ยนะ”

 

“ลองคิดดูสิ ว่าเดินอยู่ดีๆ รอบตัวก็เปลี่ยนเป็นกระดานหมากรุก และถูกล้อมด้วยตัวหมากรุกอยู่รอบด้าน ตัวหมากรุกอาจจะทำด้วยเหล็กหรือโลหะอื่นที่แข็งแรง แล้วจู่ๆ คนที่ตกอยู่ในกระดานหมากรุกก็ถูกตัวเบี้ยเอาดาบแทง ถูกเรือบดไปกับพื้นกระดานหมากรุก หรือถูกรุกฆาตด้วยการมีตัวหมากมาดักหน้าแล้วกระโจนเข้ามาทับหัวแบน สมองไหล มันน่ากลัวและก็ยากที่นายจะหนีไปจากพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นจากพวกผู้ใช้หมากรุก เพราะการเดินหมากของพวกเขา คือกลการเดินเพื่อรุกฆาต ขัดขวางไม่ให้คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามหนีไปได้”

 

“ฉันเคยเจอคนหนึ่งที่ใช้หมากรุกได้ แต่เขาก็แค่เล่นหมากรุก”

 

มูนนี่ยักไหล่ ไม่โต้แย้ง

 

“นี่!...” ซาแมนต้าส่งเสียงให้ทั้งสองหนุ่มรับรู้ถึงตัวตนของเธอ “ตกลงนายไม่รับงานแน่นะคีห์ มีบ้านอยู่ มีอาหารสามมื้อ”

 

ซาแมนต้ากล้าชวนเฮเซคียาห์อีกหนอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

“แล้วเธอตกลงจะไปไหนยัยหมี เซนต์กิลเจนอย่างนั้นเหรอ”

 

“ไม่หรอก” ซาแมนต้าส่ายหน้า “ฉันคิดจะพาพวกเขาไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่จะให้เมเดียนช่วยพาพวกเขาไป ตอนนี้ฉันให้พวกเขาพักที่อีกหมู่บ้านชั่วคราวก่อน แต่ที่นั่นไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่”

 

“อ้า เมเดียนชวนเราให้กินข้าวกับเขา เราไปกันเลยไหม” เฮเซคียาห์ชวนเปลี่ยนเรื่อง แต่เขามองหน้ามูนนี่แทนที่จะเป็นซาแมนต้า

 

“ดีนะ ฉันได้อาหารกับขนมที่เขาเอามาจากหมู่บ้านเซนต์กิลเจนในช่วงหลายวันนี้ อร่อยดี”

 

“จริงๆ คุณควรให้เขาช่วยพากลับไปหาพวกเด็กๆ เลยนะ ผมเองก็อยากกลับออกไปจากที่นี่แล้ว วันนี้ควรจะได้ไปส่งของต่อ ผมมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ตั้งสามอาทิตย์ ดีไม่ดี ภารกิจบางอย่างมีคนหาของไปส่ง ตัดหน้าผมไปเรียบร้อยแล้ว” มูนนี่มองไปที่ซาแมนต้า และแสดงท่าทีเหมือนไม่เห็นว่าเฮเซคียาห์ยืนอยู่ด้วยแล้ว

 

เฮเซคียาห์รู้สึกจริงๆ ว่าเขากลายเป็นอากาศธาตุเสียเฉยๆ

 

“เอาน่า เดี๋ยวฉันจ่ายค่าตอบแทนให้นะ ฉันรวย แต่ตอนนี้เรากินข้าวกันก่อนเถอะ” ซาแมนต้าเอ่ยอย่างร่าเริง “เดี๋ยวฉันไปเอากล้องถ่ายรูปที่ฝากไว้ในรถบ้านของเธอออกมาก่อน ถ้าได้รูปตอนกินข้าวกับเมเดียนมา แล้วเอาไปให้พวกเด็กๆ ดู พวกที่เซี้ยวๆ แล้วหาว่าฉันโม้เรื่องมาเจอกับเมเดียน จะได้หยุดหาเรื่องฉันสักที”

 

“เป็นเด็กหรือไง พวกเขาไม่เชื่อก็ช่างพวกเขาสิ ทำไมต้องถ่ายรูปไปพิสูจน์” เฮเซคียาห์แสร้งโวย หาเรื่องซาแมนต้า

 

“เรื่องของฉันย่ะ!” ซาแมนต้าส่งเสียงแหลม

 

เธอเดินอย่างลั้นลา สบายใจไปยังรถบ้าน ส่วนมูนนี่เดินตามไปโดยไม่ชำเลืองสายตามาทางเฮเซคียาห์

 

สักพักหนึ่งหลังจากเมเดียนเปลี่ยนวีวี่ให้อยู่ในขนาดเล็กและใส่กระเป๋ากางเกงแล้ว ซาแมนต้าเริ่มตะโกนเสียงดังเรียกเมเดียน เธอป้องปาก โวยวายอยู่พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็หันมาบอกบรอธให้ช่วยเรียกเมเดียนให้ด้วย

 

“เธอมีสิทธิอะไรมาใช้มัน ห๊า!” เฮเซคียาห์หงุดหงิด

 

“ไม่ได้ใช้ ก็แค่บอก เผื่อว่ามันจะเห็นด้วยแล้วช่วยกัน ได้ยินว่ามันฉลาด”

 

ฟึ้บ!

 

เมเดียนโผล่มาด้านหน้าเฮเซคียาห์พร้อมรอยยิ้ม

 

และในชั่วเสี้ยววินาที เฮเซคียาห์ มูนนี่ และซาแมนต้า ถูกย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของเมเดียน หลังป่าดงพงหนามขนาดใหญ่ซึ่งพวกเขาทั้งหมดไม่เคยสามารถฝ่าเข้าไปได้

 

 

 

หลังมื้ออาหาร เมเดียนยังชวนให้ทุกคนค้างคืนที่บ้านของเขาต่อ แต่มูนนี่ยืนยันว่าเขาต้องการออกจากป่าแห่งนี้ให้เร็วที่สุด และเสนอสารพัดสิ่งเพื่อให้เมเดียนยอมรับเป็นการแลกเปลี่ยนกับการพาเขาเทเลพอร์ตไปพร้อมกับซาแมนต้า โดยไม่แลสายตามาทางเฮเซคียาห์แม้แต่น้อย

 

“เฮ้!” ซาแมนต้าเดินเข้ามาใกล้เฮเซคียาห์ เธอยื่นบางสิ่งที่ดูคล้ายๆ กับก้อนสำลีมาให้กับเขา “รับไว้หน่อยนะ เผื่อในอนาคตเธอเปลี่ยนใจมาช่วยฉันดูแลเด็ก”

 

“อะไร” เฮเซคียาห์ไม่เคยเห็นสิ่งที่เธอยื่นให้มาก่อน เขาทำสีหน้ารังเกียจใส่ไว้ก่อน

 

“ไม่รู้จักเหรอ ฉันคิดว่าทุกคนรู้จักมันนะ” ซาแมนต้าหันไปมองมูนนี่ อาจคิดว่าเขาอยากอธิบายให้เฮเซคียาห์ฟัง แต่มูนนี่แกล้งทำเมินไปมองทางกำแพงว่างๆ ทำให้ซาแมนต้าต้องหันกลับมาอธิบายกับเฮเซคียาห์เสียเอง “มันคืออุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร พอเธอใส่หูปุ๊บ มันจะติดต่อกับอุปกรณ์ที่เข้าคู่อยู่ ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนในโลก”

 

“ทำได้ยังไง พวกมัสตินจับตาดูและทำลายดาวเทียมสื่อสารของมนุษย์ถ้าหากตรวจพบ”

 

“สมาพันธ์โทรศัพท์ไง ผู้ใช้เศวตศาสตรากลุ่มหนึ่ง เธอเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับพวกเขาหรือเปล่า พวกเขาผลิตไอ้สิ่งนี้มาขาย”

 

“เธอรู้อะไรพวกนี้ด้วย ตอนแรกฉันคิดว่าเธอสมองกลวง ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างนอกจากการร้องเพลงและหาเรื่องชาวบ้าน” เฮเซคียาห์เอ่ยสิ่งที่เขาคิดอย่างตรงไปตรงมา

 

“นายนั่นแหละ สมองกลวง” ซาแมนต้าแสยะปาก จะยิ้มก็คงไม่ใช่ แต่เหมือนต้องการทำหน้าหยึยๆ ใส่เฮเซคียาห์ด้วยความเซ็งมากกว่า

 

“เธอเก็บไปเถอะ ฉันไม่มีวันติดต่อเธอหรอก” เฮเซคียาห์ไม่อยากยื่นมือไปรับของจากมือของซาแมนต้า

 

“โอเค ฉันวางไว้นี่นะ” เธอเดินผ่านตัวเขา แล้วไปวางของไว้บนโต๊ะอาหาร

 

เฮเซคียาห์แสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่จริงๆ ในใจลังเลว่าจะเอาไว้ไหม ในอนาคตเขายังสามารถตามหาตัวมูนนี่ได้ถ้าหากตามตัวซาแมนต้าเจอ

 

“เราจะไปกันแล้วค่ะเมเดียน ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมาบ้าสองตัวนี้นะ แต่ตัวหนึ่งข้างๆ ฉันนี่ ดูเหมือนเหม็นหน้าอีกตัวมาก” ซาแมนต้าโน้มกายเล็กน้อย ยื่นหน้าเธอไปใกล้มูนนี่ที่ดูตกใจที่อยู่ๆ ซาแมนต้ายื่นหน้ามาใกล้เขาในระยะที่เรียกว่าสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน

 

“ไปกันดีกว่าเนอะ” ซาแมนต้ายิ้มกว้างให้มูนนี่ และหมุนกายมายิ้มให้เมเดียน

 

ในชั่วพริบตา เฮเซคียาห์เห็นทั้งมูนนี่และเมเดียนหายตัวไป

 

“แล้วเธอล่ะ แผนของเธอ เธออยากไปไหน ฉันไปส่งเธอได้นะ” เมเดียนมีสีหน้าอ่อนโยน เขาแสดงออกเหมือนเอ็นดูมากกว่าดูถูกเฮเซคียาห์

 

“ผมไม่มีอะไรให้คุณเป็นการแลกเปลี่ยน” เฮเซคียาห์ประหลาดใจ ตอนแรกนึกว่าตัวเองต้องเดินทางออกไปเอง

 

“บางครั้ง คนที่เพียบพร้อมอย่างฉันก็ไม่เรียกร้องของตอบแทนหรอก” เมเดียนยิ้ม เดินเข้ามาหยิบก้อนสำลีที่ซาแมนต้าอ้างว่าใช้งานเหมือนกับอุปกรณ์สื่อสารมายื่นให้เฮเซคียาห์ “ฉันตั้งกฎเรื่องของตอบแทนขึ้นมา เพื่อให้มีข้ออ้างปฏิเสธคำขอเวลาที่ฉันไม่อยากรับปาก อีกอย่างหนึ่งการที่เราต้องเหนื่อยก็มีค่าตอบแทน เอเทรัสเคยสอนฉันไว้แบบนั้น เธอบอกว่ามันเป็นปรัชญาความสุขที่ฉันควรใช้”

 

“ก็ฟังดูดี” เฮเซคียาห์ตัดสินใจยื่นมือไปรับเอาอุปกรณ์สื่อสารมายัดใส่กระเป๋ากางเกง

 

“คราวนี้บอกฉันมา เธออยากไปที่ไหน ฉันไปส่งเธอได้ทุกที่ ยกเว้นแต่พื้นที่ของชาวมัสติน”

 

เฮเซคียาห์ถอนหายใจแรงๆ

 

เขาเงียบเพื่อคิดทบทวนถึงแผนที่โลก แต่ไม่มีชื่อสถานที่พิเศษในใจ

 

“เฮ้!” เมเดียนส่งเสียงดังขณะที่เฮเซคียาห์กำลังคิดหมกมุ่น ทำเอาเฮเซคียาห์สะดุ้งสุดตัว “หรือจะไม่ไปไหนก็ได้นะ ก็แค่ย้ายจากกระท่อมมาอยู่ในบ้านกับฉันก็ได้”

 

“ว่าไงนะ...”

 

เฮเซคียาห์งุนงง ไม่เข้าใจ

 

“ก็อย่างที่ว่า ย้ายมาอยู่กับฉันในบ้านก็ได้”

 

“ทำไม...”

 

“ก็เธอไม่มีที่ไปใช่ไหม ฉันเองก็อยู่คนเดียว ฉันคิดว่าถึงเวลาที่ฉันต้องการเพื่อน” เมเดียนยิ้มสบายๆ แล้วทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่หัวโต๊ะยาวซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขานั่งรับประทานอาหารด้วยกัน “แต่ก็อย่าขอร้องในสิ่งที่ฉันปฏิเสธไปแล้วซ้ำๆ เลยนะ ถ้าคิดจะทำอย่างนั้นล่ะก็ ก็คงต้องขอให้ออกเดินทางไปเถอะ”

 

“ไม่ได้จริงๆ น่ะเหรอ”

 

“ไม่” เมเดียนไม่มีท่าทีจะใจอ่อน

 

“งั้นผมขออยู่ที่นี่ จนกว่าจะมองออกว่าที่ไหนเหมาะกับผม” เฮเซคียาห์ตะครุบโอกาสเอาไว้ก่อน เขาอาจจะเจอหนทางที่จะได้กลับไปยังเมืองหลวงในเขตการปกครองที่หนึ่ง เพราะไม่แน่ว่าลูกๆ หลานๆ ของเมเดียนอาจมาเยี่ยมเมเดียนบ้าง บางทีเขาอาจใช้ประโยชน์จากชาวมัสตินพวกนั้นได้

 

“บอกไว้ก่อน อยู่ฟรีไม่ได้นะ เธอต้องทำงานให้ฉันด้วย” เมเดียนมีเงื่อนไข

 

“หมายถึงให้ผมเป็นคนใช้” เฮเซคียาห์กัดริมฝีปากล่าง ไม่ชอบใจ แต่ยังลังเลที่จะปฏิเสธ

 

“ไม่ขนาดนั้น แค่ถือว่าฉันจ้างเธอ เธอเป็นคนงานคนหนึ่ง”

 

เฮเซคียาห์พยักหน้า

 

“เอาก็เอา”

จบบทที่ ตอนที่ 25: ของฟรีมีในโลก

คัดลอกลิงก์แล้ว