- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 64: ศิลปะแห่งการเดินในเงา
บทที่ 64: ศิลปะแห่งการเดินในเงา
บทที่ 64: ศิลปะแห่งการเดินในเงา
บทที่ 64: ศิลปะแห่งการเดินในเงา
จักรพรรดินักดื่ม (ส่วนตัว): “ใครฆ่านาย?”
ราชวงศ์วสันต์อัสดง (ส่วนตัว): “เทียนซื่อ!”
“ไอ้เวรนั่น!”
“เสี่ยวโม่ นายรับตำแหน่งวสันต์อัสดงต่อไปบัญชาการ คนอื่นโจมตีต่อ”
หลังจากผ่านเหตุการณ์วสันต์อัสดงไป ทุกคนก็ตระหนักได้ว่าความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายไม่ได้อ่อนแออย่างที่ทุกคนคิด
….
ณ ตอนนี้ ลาวาหน้าประตูเมืองค่อยๆจางหายไป
ทันทีที่ลาวาหายไป โจรทั้งหมดก็กรูกันเข้าไปโจมตีประตูเมืองอย่างรุนแรงอีกครั้ง
เมื่อเห็นพลังชีวิตของประตูเมืองลดลงอย่างรวดเร็ว หล่อบรรลัยก็ขึ้นไปบนกำแพงเมืองอีกครั้ง
ลั่วเสินปีศาจ: “เขาออกมาแล้ว เร็วเข้า! โจมตี!”
ทันใดนั้น เวทมนตร์หลายร้อยสายก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ภาพนั้นจัดว่ายิ่งใหญ่ตระการตา
พอหล่อบรรลัยร่ายสกิลเสร็จ ตัวเลขความเสียหายหลายค่าก็ลอยขึ้นมาจากตัวหล่อบรรลัย:
“-89”
“-101”
“-112”
“+269”
“-172” คริติคอล!
“-120”
“+359”
“+10”
“-103”
…
เพราะมีทั้งการรักษาของทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลและเอฟร่าสอดแทรกอยู่ มันจึงทำให้หล่อบรรลัยรอดถึงเเม้แทบจะเหลือพลังชีวิตอยู่เพียงน้อยนิด
“เกือบตายแล้ว คิดว่าจะตายซะแล้ว”
หลังจากที่เป้าหมายหายไป เวทมนตร์ก็ยังคงโจมตีกำแพงเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่งเสียงดังสนั่น
ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นเกม แค่เวทมนตร์ระลอกนี้ก็เพียงพอที่จะทำลายกำแพงเมืองของฐานที่มั่นได้แล้ว
ถึงจะมีหลายส่วนในเกมที่เน้นความสมจริง แต่การตั้งค่าบางอย่างก็ยังคงยึดตามประเพณีของเกม
ณ ตอนนี้ มีเพียงประตูเมืองของฐานที่มั่นเท่านั้นที่เป็นเป้าหมายโจมตีได้
เมื่อเห็นว่ายังไม่สามารถฆ่าหล่อบรรลัยได้ ลั่วเสินปีศาจก็อดที่จะควาดไม่ได้: “บ้าเอ๊ย!”
เมื่อมองเวลาที่ค่อยๆผ่านไป ลั่วเสินปีศาจก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์: “นักเวททั้งหมดโจมตีประตูเมืองพร้อมกัน บุกเข้าไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ในขณะเดียวกัน ทีมนักบวชก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง
โจรสองคนบุกเข้าไปพร้อมกัน ใช้สองคนแลกกับนักบวชหนึ่งคน
เมื่อเห็นภาพนั้น ลั่วเสินปีศาจก็อดที่จะเตือนอีกครั้งไม่ได้
“ปกป้องนักบวช!!! ถ้านักบวชตายหมด เราก็จบ”
และทันใดนั้น ลั่วเสินปีศาจรู้สึกถึงลางสังหรณ์
“มาปกป้องฉัน!”
ในฐานะกุนซืออันดับหนึ่งของกิลด์ลั่วเสิน และยังเป็นนักบวชอันดับหนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในกิลด์ลั่วเสิน…หลังจากที่ราชวงศ์วสันต์อัสดงถูกฆ่า ลั่วเสินปีศาจก็มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าเป้าหมายต่อไปของอีกฝ่ายคือตัวเอง
เมื่อลั่วเสินปีศาจเปลี่ยนเป้าหมายการรบ พลังชีวิตของประตูเมืองก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
หลินอี้ขมวดคิ้ว แล้วพูดกับหล่อบรรลัย
“สกิลต่อไปของนายไม่ต้องสนใจประตูเมืองแล้ว โยนไปที่ทีมนักเวทของอีกฝ่าย”
“ได้!”
และในตอนนั้นเอง เมื่อสกิลคูลดาวน์เสร็จ
“พื้นที่เวทลาวา!”
“-118”
“-118”
…
ไม่มีใครคาดคิดว่าสกิลนี้ของหล่อบรรลัยจะถูกโยนไปที่เท้านักเวท นั่นจึงทำให้วงป้องกันที่สร้างโดยนักรบโล่ไม่มีประโยชน์เลย
พร้อมกับเสียงร้องโหยหวน ครั้งนี้มีนักเวทอย่างน้อยสิบกว่าคนถูกฆ่าตายในทันที
“นักบวชอยู่ไหน? เร็วเข้า! ช่วยคน!”
“โง่รึไง รีบถอยออกมา!”
“คนอื่นโจมตีต่อ ไม่ต้องสนใจที่นี่!”
ลั่วเสินปีศาจตะโกน พลางขนลุกซู่
“ระวัง!”
ปีศาจที่ถูกคนสี่คนล้อมไว้ แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะมีร่างเงาหนึ่งปรากฏขึ้นในความวุ่นวาย จับจังหวะที่นักรบคนหนึ่งหยุดชะงัก หาช่องว่างแล้วบุกโจมตี
“ชาโดว์สไตรค์!”
“-126”
“แบ็คสแต็บ!”
“159” คริติคอล!
ปีศาจรีบให้การรักษาที่เตรียมไว้ในมือกับตัวเอง
“+267”
นักรบคนหนึ่งรีบคว้าโอกาส “โล่กระแทก!”
ร่างเงานั้นถูกกระแทกจนปลิวไปในทันที นักรบอีกสามคนก็กรูกันเข้าไป คนที่อยู่รอบๆก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
“จับเขาไว้ อย่าให้หนีไปได้อีก”
เมื่อมองร่างเงานั้นที่อาศัยแรงกระแทกจากโล่กระแทกพุ่งเข้าไปในฝูงชน ในใจของปีศาจก็เย็นเยียบ
“ไม่ต้องตามแล้ว ปกป้องฉัน!”
“ไอ้พวกโง่!”
“โล่ป้องกัน!”
ทันทีที่โล่แสงก่อตัวขึ้นหน้าปีศาจ ร่างเงาอีกหนึ่งก็พุ่งออกมาจากมุมที่ไม่อยากจะเชื่อ
“ชาโดว์เบลดแดนซ์”
“-102”~
ติดสถานะทำลายโล่ บัฟของอีกฝ่ายหมดผล
“อีวิสเซอเรท!”
“-194” คริติคอล! สร้างผลฉีกขาด
โจมตีธรรมดา
“-67”
สังหารทันที!
ลั่วเสินปีศาจกลายเป็นแสงสีขาวกลับเมืองด้วยความไม่ยอมแพ้ และลั่วเสินหลิวเหนียนที่เห็นภาพนี้เข้าพอดี ตาของเขาก็แทบจะถลนออกมา
……
เฟิงหัว (หัวหน้ากิลด์): “โจรทั้งหมดโจมตีทีมนักบวชของพวกเขา”
ทันใดนั้น รอบๆนักบวชก็ปรากฏโจรหลายสิบคนขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน พวกเขาบุกเข้าฆ่านักบวชในทีมอย่างไม่กลัวตาย
“เร็วเข้า! ปกป้องนักบวช!”
“โล่กระแทก!”
“-31”
…
ผู้บัญชาการของกิลด์เทพวิหาร เทพวิหารหยิงหยิงรีบตะโกน:
“นักรบทั้งหมดใช้สกิลใส่พื้นที่ว่างรอบๆนักบวชเพื่อกระแทกโจรออกมา!”
“นักเวททั้งหมดเปลี่ยนเป็นโจมตีธรรมดา ไม่ต้องรอสกิลแล้ว โจมตีธรรมดาคนละทีก็ฆ่าพวกเขาได้แล้ว”
“โจรทั้งหมดมาช่วยเคลียร์คน ระวังอย่าให้โดนพวกเดียวกัน!”
ลั่วเสินหลิวเหนียนพูดกับเทพวิหารคลั่งในทันที: “มีโจรสองคน ระวังด้วย”
“ตอนนี้กิลด์ลั่วเสินฉันเป็นคนบัญชาการ ทุกคนถอยออกจากระยะโจมตีของนักเวทอีกฝ่าย ปกป้องนักบวช” เทพวิหารคลั่งทำหน้าบิดเบี้ยว
“อยากจะแตะต้องคนของฉัน มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
อีกฝ่ายกลับถอยออกจากระยะโจมตีในตอนนั้นพอดี นักเวททั้งหมดมองไปที่หลินอี้ เหมือนกับจะรอคำสั่งต่อไปจากหลินอี้
“ทุกคนอยู่กับที่ ไม่ต้องขยับ เราดูละครก็พอ”
…
เมื่อมองคนที่วุ่นวาย จักรพรรดินักดื่มก็อดที่จะโกรธไม่ได้
“ทุกคนฟังคำสั่ง อย่าตื่นตระหนก!”
“อีกฝ่ายมีโจรแค่ไม่กี่สิบคน กลัวอะไร”
ตอนนี้ฝั่งกิลด์ราชวงศ์มีคนกว่าพันคน มันดูเหมือนว่าจะจัดการกับคนไม่กี่สิบคนได้ง่ายๆ
แต่ในความเป็นจริงล่ะ?
สถานการณ์วุ่นวายมาก
คนที่ยืนอยู่ด้านนอกไม่รู้ว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อยากจะช่วยก็จนปัญญา
อีกทั้งในฐานะที่เป็น “สงครามกิลด์” ครั้งแรกใน «ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า»…ความหลากหลายของบุคลากรและความบกพร่องในการจัดการก็ถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนในตอนนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เกิดความวุ่นวายจากโจร ความมืดบอดและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก็ถูกขยายใหญ่ที่สุดในตอนนี้
หลังจากที่ต้องแลกกับนักบวชสิบกว่าคนที่ถูกฆ่าไป โจร “ทั้งหมด” ก็ถูกเคลียร์จนหมด
ณ ตอนนี้ สงครามป้องกันฐานที่มั่นผ่านไปแล้วสิบนาที
ห่างจากฐานที่มั่นร้อยเมตร คนที่เหลือกว่าพันคนก็เตรียมพร้อมอีกครั้ง
รอบๆนักบวชเต็มไปด้วยนักรบที่พร้อมรบ
ในที่ที่มองไม่เห็น มีกลุ่มโจรคอยลาดตระเวนอยู่ เพื่อรับมือกับศัตรูที่จะกลับมาอีกครั้ง
และเทพวิหารหยิงหยิงก็ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักบวช ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
สามกิลด์ต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดี สำหรับบทบาทกุนซือหลักของสามกิลด์ ก็ไม่เคยสงสัยในความสามารถของพวกเขา
เพียงแต่หลังจากที่ผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ สามกิลด์ก็ตระหนักได้ว่า ถ้าอยากจะทำให้กิลด์แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขึ้นในเกม ผู้บัญชาการคนเดียวก็ไม่เพียงพอแล้ว
ผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ สามกิลด์ก็ค้นพบปัญหามากมายที่เคยไม่เคยพบในเกมออนไลน์แบบดั้งเดิม
แต่เรื่องเหล่านี้ขอพักไว้ก่อน ตอนนี้ในสายตาของจักรพรรดินักดื่มและคนอื่นๆเมืองนี้จะต้องยึดให้ได้!
ถ้าให้กิลด์วิหารทะนงฟ้าสร้างฐานที่มั่นได้ก่อน สำหรับพวกเขาแล้วมันจะเสียเปรียบมาก
เทพวิหารหยิงหยิงที่ถูกล้อมไว้สามชั้นในสามชั้นนอก แววตาของเธอเย็นเยียบ: “ฉันแนะนำว่าครั้งนี้ต้องทำลายประตูเมืองให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม บุกเข้าไปในเมือง!”
“ไม่อย่างนั้นเราจะเสียเปรียบมาก”
“สกิลโจมตีหมู่ของจาใช้เวลา 30 วินาที คูลดาวน์น่าจะประมาณ 40 วินาที”
“เขาควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ยากที่จะฆ่าได้ทันที ตอนนี้เราทำได้แค่ใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนคน…”
และในขณะที่ทุกคนกำลังฟังการวิเคราะห์และแผนการรบของเทพวิหารอิ๋งอย่างเงียบๆก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
โจรคนหนึ่งที่อยู่ด้านนอกปรากฏตัวขึ้น พลางตะโกน: “ระวังมีโจร!”
เมื่อทุกคนหันไปมองโจรคนนั้นโดยไม่รู้ตัว มีคนสังเกตเห็นว่าชื่อบนหัวของเขามีคำว่า “ทะนงฟ้า” นำหน้า
“เขาเป็นคนของกิลด์วิหารทะนงฟ้า เร็วเข้า! รวมพลังฆ่าเขาทิ้ง!”
ลั่วเสินหลิวเหนียนในใจรู้สึกไม่ดี เขารีบตะโกน: “ไม่ต้องสนใจเขา!”
แต่คนที่ถูกโจรทำเอาขวัญหนีดีฝ่อไม่รอให้หลิวเหนียนตั้งตัว…พวกเขาก็พุ่งเข้าโจมตีอีกฝ่าย
วงป้องกันที่แน่นหนาก็ปรากฏร่องรอยของความวุ่นวายในทันที
อาคาฮิโตมิที่รอโอกาสอยู่แล้ว ก็เคลื่อนไหวทันที
ตอนแรกเทพวิหารหยิงหยิงที่ถูกปกป้องอย่างดี ณ ตอนนี้เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ กลับเพราะการป้องกันรอบตัวที่แน่นหนาเกินไปจนเสียโอกาสหลบหนี
ในสายตาของเทพวิหารหยิงหยิง ดวงตาที่ไร้ความรู้สึกคู่หนึ่งปรากฏขึ้นในช่องโหว่เดียวของวงป้องกัน
“จบแล้ว!”
“ชาโดว์สไตรค์!”
“-134”
“แบ็คสแต็บ”
“-145” คริติคอล!
“เชือดคอ”
“-167” คริติคอล!
สังหารทันที!
….
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักบวชที่ตกตะลึง เทียนซื่อก็โบกมือให้ทุกคนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว พลางยิ้ม
“สวัสดีทุกคน! ขอแนะนำตัวหน่อยนะ ฉันชื่อเทียนซื่อ”
(จบตอน)