- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 62: เตรียมพร้อมเต็มกำลัง
บทที่ 62: เตรียมพร้อมเต็มกำลัง
บทที่ 62: เตรียมพร้อมเต็มกำลัง
บทที่ 62: เตรียมพร้อมเต็มกำลัง
“กำลังเชื่อมต่อเสียง รอการตอบรับจากอีกฝ่าย”
“เชื่อมต่อเสียงสำเร็จ”
เฟิงหัว: “เธอ...”
กระต่ายมะนาว: “ที่ฉันทำไปไม่ใช่เพราะนายนะ อย่าคิดไปเอง!”
เฟิงหัว: “เอ่อ...ฉันจะถามว่า เธอออกจากดันเจี้ยนแล้วเหรอ?”
กระต่ายมะนาว: “...”
ข้างๆหลินอี้ หล่อบรรลัยทำหน้าอยากรู้อยากเห็น มองหลินอี้ด้วยสายตาแปลกๆ
“พี่เฟิง นี่พี่สะใภ้ใช่ไหมครับ?”
“ไปๆๆ อย่ามัวแต่ถามนอกเรื่อง”
……
ณ ตอนนี้ ในฐานที่มั่นของกิลด์วิหารทะนงฟ้า เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความนัยหลายร้อยคู่
หลินอี้: “อะแฮ่ม~พวกนายยังจะป้องกันเมืองกันอยู่ไหม?”
[ระบบ] (กิลด์): “เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนที่เผ่าปีศาจจะมาถึง ขอให้ผู้เล่นทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม”
หลินอี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาสั่งทันที
เฟิงหัว (หัวหน้ากิลด์): “นักเวททั้งหมดขึ้นไปบนกำแพง”
กลุ่มคนที่เมื่อครู่ยังเล่นกันอยู่ ณ ตอนนี้กลับเหมือนกับทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
นักเวทกว่าร้อยคนเดินออกมาจากฝูงชนอย่างเป็นระเบียบ ขึ้นไปบนกำแพง แล้วยืนเรียงแถว
จากนั้นหลินอี้ก็สั่งการต่อไป
เฟิงหัว (หัวหน้ากิลด์): “นับตั้งแต่นี้ไปภายในยี่สิบนาที นักบวชทุกคนรับผิดชอบพลังชีวิตของนักเวท พยายามอย่าเสียโอกาสฟื้นคืนชีพ นักเวทที่รักษาไม่ทันให้ถอยลงมาเอง”
“ทะนงฟ้าท่านขุน นายหาคนมาดูแลหล่อบรรลัยโดยเฉพาะ”
“ได้!”
ทะนงฟ้าท่านขุน: “ใบเมเปิ้ล ฉันฝากให้เป็นหน้าที่นายนะ”
“ไม่ต้องห่วง” ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลพยักหน้า
“ฉันยังได้รับการดูแลแบบนี้ด้วยเหรอ?” หล่อบรรลัยรู้สึกดีใจอย่างคาดไม่ถึง
หลินอี้ตบไหล่เขา พลางพูดอย่างมีความนัย: “มีชีวิตอยู่เท่านั้น ถึงจะใช้ประโยชน์จากนายได้สูงสุด”
หล่อบรรลัยทำหน้างง “สรุปว่าฉันเป็นแค่เครื่องมือเหรอ?”
หลินอี้ไม่สนใจเขา เขาสั่งการต่อไป
เฟิงหัว (หัวหน้ากิลด์): “เปิดประตูเมือง โจรทั้งหมดเข้าสู่สถานะล่องหน หาโอกาสโจมตีทีมนักบวชของพวกเขา”
จากนั้นหลินอี้ก็พูดกับเทียนซื่อและอาคาฮิโตมิสองคนโดยเฉพาะ “ภารกิจของพวกนายสองคนสำคัญกว่า ฉันเพิ่งจะพูดถึงคนพวกนั้นไป ให้ฆ่าทิ้งให้หมดเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้นพวกนายค่อยไปโจมตีทีมนักบวชและนักเวท”
เทียนซื่อกับอาคาฮิโตมิสบตากันแล้วยิ้ม จากนั้นทั้งสองคนก็เข้าสู่สถานะล่องหนพร้อมกัน แล้วกระโดดลงจากกำแพงเมือง
หลินอี้มองพลังชีวิตที่ลดลงไปหนึ่งในสามของทั้งสองคนในหน้าต่างทีม เขารู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
มีทางดีๆไม่เดิน ชอบทำเท่ตลอด
หลินอี้มีบัฟทีมจากโทเท็ม ดังนั้นตอนนี้เทียนซื่อ, อาคาฮิโตมิ, หลินอี้ และหล่อบรรลัยทั้งสี่คนจึงอยู่ในทีมเดียวกัน
ทะนงฟ้าซื่อเตา (หัวหน้าทีม): “รายงานท่านเฟิง โจรทั้งหมดออกจากเมืองแล้ว ประจำที่แล้วครับ”
เฟิงหัว (หัวหน้ากิลด์): “ดีมาก พวกนายระวังตัวด้วย”
หลินอี้ยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองไปยังผู้คนหลายพันคนจากหลายกิลด์ที่อยู่ไกลๆแววตาของเขาฉายแววเย็นเยียบ
“ปิดประตู!”
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น ประตูเมืองที่หนาหนักก็ค่อยๆปิดลง
จากนั้นหลินอี้ก็ออกคำสั่งสุดท้าย
เฟิงหัว (หัวหน้ากิลด์): “นักรบทั้งหมดตั้งแนวป้องกันที่สองหลังประตูเมือง ถ้าประตูเมืองถูกทำลายก่อนเวลา พวกนายคือความหวังสุดท้ายของกิลด์ พวกนายยืนหยัดได้นานเท่าไหร่ ความหวังที่จะชนะก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”
หลินอี้หันไปมองจัตุรัส ครั้งนี้เขาไม่ได้สั่งผ่านช่องสนทนากิลด์อีกต่อไป เขาใช้การตะโกนแทน
“มีกำลังใจที่จะป้องกันไว้ไหม?”
นักรบกว่าร้อยคนที่เหลืออยู่บนจัตุรัส ต่างก็มองชายที่ถูกขนานนามว่าเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งของเกมด้วยความตกตะลึง
ไม่มีคำพูดที่สวยหรูและปลุกใจ และไม่มีการบิ้วอารมณ์ที่จงใจ
แต่ภายใต้คำพูดที่ธรรมดาเหล่านี้ ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในร่างกายถูกปลุกขึ้นมา
ที่นี่คือที่ที่ทุกคนเคยเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปมาในเกมออนไลน์หลายเกม…แต่ไม่มีครั้งไหนที่เหมือนครั้งนี้ ความรู้สึกที่เรียกว่าภารกิจได้ก่อตัวขึ้นในใจ
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองที่ถูกมองว่าเป็นแค่โล่ ณ ตอนนี้กลับต้องแบกรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ราวกับซ้อมกันมาล่วงหน้า นักรบกว่าร้อยคนหน้าแดงก่ำ พร้อมใจกันตะโกน:
“สู้ตายไม่ถอย!”
“สู้ตายไม่ถอย!”
“สู้ตายไม่ถอย!”
…เสียงดังสนั่น!
และนักเวทและนักบวชที่อยู่ข้างๆก็ได้รับแรงบันดาลใจ พวกเขาก็เข้าร่วมตะโกนด้วย
ทันใดนั้นคำว่า “สู้ตายไม่ถอย” สี่คำก็ดังราวกับฟ้าร้อง สะท้อนก้องอยู่ภายในฐานที่มั่น และในใจของทุกคน!
กิลด์ไม่ใช่ของคนคนเดียว ทุกคนในที่นี้ต่างก็หวังว่าเธอจะสามารถไปได้ไกลขึ้นในเกมนี้ และแข็งแกร่งขึ้น
เพื่อเกียรติยศ ความพยายามทั้งหมดล้วนคุ้มค่า
…
หลินอี้มองไอคอน “ผู้บัญชาการ” บนหน้าจอเกมของเขา ในใจเต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
มาเถอะ จะให้พวกมันได้เห็นว่าความสิ้นหวังที่แท้จริงเป็นยังไง
“นายไม่คิดจะอยู่ต่อจริงๆเหรอ? ฉันรู้สึกว่านายเหมาะที่จะเป็นหัวหน้ากิลด์นี้มากกว่าฉัน”
หลินอี้มองทะนงฟ้าท่านขุนแล้วยิ้ม: “ฉันเป็นคนชอบอิสระ ให้มาเล่นบทบาทนี้บ้างก็ดีเเหล่ะ แต่ถ้าจะให้ทำตลอดไปก็ขอบาย”
สำหรับคำตอบนี้ ทะนงฟ้าท่านขุนก็คาดการณ์ไว้แล้ว
“ต่อไปนี้ในเกมนี้ กิลด์วิหารทะนงฟ้าของฉันคือเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดของนาย”
…
อีกด้าน
“สู้ตายไม่ถอย!”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนจากฐานที่มั่นที่อยู่ไม่ไกล เทพวิหารคลั่งก็ทำหน้าดูถูก
ครั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กิลด์วิหารทะนงฟ้าสร้างฐานที่มั่นได้ หากรวมคนของกิลด์ราชวงศ์และลั่วเสินเข้าไปด้วย ก็มีคนกว่าพันคน
บวกกับกิลด์เล็กๆอีกหลายกิลด์ พวกเขามีสองพันคนเป็นอย่างน้อย
เทพวิหารคลั่งอยากจะเห็นว่าคนแค่ห้าร้อยคนจะป้องกันยังไง
ณ ตอนนี้ รอบๆเทพวิหารคลั่งมีนักรบสี่คนล้อมอยู่ ด้วยบทเรียนจากการถูกหลินอี้ฆ่าครั้งก่อน ครั้งนี้เทพวิหารคลั่งจึงจัดนักรบสี่คนมาคอยคุ้มกันเป็นการส่วนตัว
นอกจากนี้ รอบๆผู้บัญชาการสามคนอย่างเทพวิหารหยิงหยิง, ราชวงศ์วสันต์อัสดง และลั่วเสินปีศาจ ยังมีโจรสามคนล่องหนอยู่เพื่อคอยคุ้มกัน
ก็ตั้งแต่หลังจากบอสแล้ว จักรพรรดินักดื่มและคนอื่นๆก็ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพวกเขา
ในฐานะแกนหลักของทีม ใครจะตายก็ได้ แต่พวกเขาจะตายไม่ได้
คนเหล่านี้ล้วนเป็นอัจฉริยะด้านการบัญชาการที่คัดเลือกมาอย่างดี เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะสามารถดึงศักยภาพของทีมออกมาได้สูงสุด
ถ้าขาดการบัญชาการของพวกเขา ทีมที่มีคนหลายร้อยหลายพันคนก็จะกลายเป็นเหมือนทรายที่กระจัดกระจาย ความแข็งแกร่งจะลดลงอย่างมาก
และในตอนนั้นเอง ห่างจากประตูเมืองหลายร้อยเมตร วงเวทเทเลพอร์ตสีดำก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน
ถึงจะอยู่ไกล แต่กลิ่นอายของการสังหารก็ยังคงพุ่งเข้ามา
[ระบบ] (กิลด์): “เหลือเวลาอีก 1 นาทีก่อนที่เผ่าปีศาจจะมาถึง ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม!”
(จบตอน)