เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40: ความวุ่นวายในหมู่บ้านมือใหม่

บทที่ 40: ความวุ่นวายในหมู่บ้านมือใหม่

บทที่ 40: ความวุ่นวายในหมู่บ้านมือใหม่


บทที่ 40: ความวุ่นวายในหมู่บ้านมือใหม่

ช่วงเย็นของวันที่สองหลังจากการเปิดตัวเกม “ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า”

ในขณะที่ผู้เล่นทุกคนยังคงกำลังตั้งหน้าตั้งตาฟาร์มมอนสเตอร์อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะเลื่อนระดับไปให้ถึงเลเวล 10

ในขณะที่ผู้คนยังคงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานถึงเรื่องการพิชิตดันเจี้ยนเป็นคนแรกเมื่อตอนกลางวัน

และในขณะที่ทุกคนต่างกำลังคาดเดากันว่ากิลด์ใดกันที่จะได้เป็นเจ้าของฐานที่มั่นแห่งแรกในเกม “ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า”

ทันใดนั้นเอง ข้อความสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นบนช่องสนทนาโลกก็ทำให้ทุกคนต้องสะดุ้งเฮือก

คาดว่าในวินาทีนั้น ความคิดแรกในใจของใครหลายๆคนก็คงจะเป็น

“ไอ้เฟิงหัวนี่มันก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแล้ว”

แต่ทว่าเมื่อได้อ่านเนื้อหาข้อความจนจบ บนใบหน้าของทุกคนก็ปรากฏสีหน้าที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือความตกตะลึง!

และหลังจากความตกตะลึงผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาก็คือความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อ!

ใช่แล้ว มันคือความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่ออย่างถึงที่สุด

หากว่าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นแบบนี้ได้

[ระบบ]: ขอแสดงความยินดีกับกิลด์ [วิหารทะนงฟ้า] ที่ยื่นขอจัดตั้งฐานที่มั่นสำเร็จ พิกัดฐานที่มั่น: เมืองมังกรคราม 3314:684 อีกสามวันให้หลังจะมีการรุกรานของอสูร ขอให้สมาชิกกิลด์เตรียมตัวป้องกันให้พร้อม

วิหารทะนงฟ้า!

นี่คือชื่อที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนเลย

…..

ณ มุมหนึ่งของหมู่บ้านมือใหม่ มีคนผู้หนึ่งร้องโหยหวนออกมาเสียงดังลั่น

“เป็นวิหารทะนงฟ้าไปได้ยังไงกันวะเนี่ย! บ้าเอ๊ย! ดันเอาเงินเก็บทั้งหมดไปแทงฝั่งราชวงศ์รุ่งโรจน์จนหมดตัวเลย! หมดตูดไม่เหลืออะไรแล้วโว้ย!”

“ฉันเองก็แทงฝั่งราชวงศ์รุ่งโรจน์ไปหมดหน้าตักเหมือนกัน แถมเพิ่งจะตัดสินใจทุ่มสุดตัวไปเมื่อกี้นี้เอง ฉันสิถึงขั้นอยากจะกระอักเลือดออกมาเลย!”

“โชคดีจริงๆให้ตายสิ ฉันเกือบจะแทงฝั่งลั่วเสินไปแล้ว ตั้งห้าร้อยแน่ะ! ถ้าช้าไปอีกก้าวเดียว เงินห้าร้อยก็คงปลิวไปแล้ว”

และแล้วท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนเหล่านั้น เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจนทำให้ทุกคนต้องหันไปมอง

มีคนชี้ไปที่นักรบชายคนนั้นที่กำลังหัวเราะจนหงายหลัง

“เฮ้ย! แกหัวเราะอะไรวะ?”

หลังจากหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง บางทีอาจจะเหนื่อยแล้ว นักรบชายคนนั้นจึงยืดตัวตรงแล้วพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า

“ฉันก็แค่ลองแทงเล่นๆฝั่งวิหารทะนงฟ้าไปร้อยเดียวเอง แหะๆๆ~~~”

“โห! ร้อยเดียวยี่สิบเท่าก็สองพันเลยนะโว้ย! ไอ้หนุ่ม แกนี่มันฟลุ๊คจริงๆ”

“แหะๆๆไม่คุยด้วยแล้ว ฉันจะไปหาอะไรอร่อยๆกินฉลองหน่อยแล้ว!”

ในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกประหลาดใจและตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่ออกมา ใบหน้าของซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ยกลับเต็มไปด้วยไอเย็นยะเยือก

“ไอ้เด็กนั่นไปสมคบคิดกับพวกวิหารทะนงฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!”

เพี้ยะ!

จุ้ยกุ่ยใช้ดาบใหญ่ในมือฟันต้นไม้ต้นหนึ่งจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อนด้วยความเกรี้ยวกราด

“ไอ้เฟิงหัวเวรตะไล!”

ในตอนนั้นเอง เครื่องมือสื่อสารของซิ่งซื่อจุ้ยกุ่ยก็ดังขึ้น เป็นสายจากหลิวเหนียนแห่งกิลด์ลั่วเสิน

พอเขากดรับสาย เสียงที่แฝงไปด้วยความขบขันของหลิวเหนียนก็ดังเข้ามาในหูของจุ้ยกุ่ย

“อีกสามวันไปดูเรื่องสนุกๆด้วยกันหน่อยไหมล่ะ!”

………

และในขณะเดียวกัน ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่งในเมืองมังกรคราม สมาชิกทีมลงดันเจี้ยนของกิลด์วิหารทะนงฟ้ากำลังรวมตัวกันอยู่ที่นี่

ทว่าในยามนี้ บนใบหน้าของเหล่าหัวกะทิแห่งกิลด์วิหารทะนงฟ้ากลับไม่มีร่องรอยของความยินดีเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ทุกคนต่างก็เผยสีหน้ากังวลออกมา

ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลเอ่ยขึ้นมาทันที

“กลไกการป้องกันเมืองนี่มันกะทันหันเกินไปจริงๆก่อนหน้านี้พวกเราไม่มีใครคิดเลยว่าการสร้างฐานที่มั่นจะต้องมีการต่อสู้ป้องกันเมืองด้วย”

“แล้วยิ่งด้วยสภาพของกิลด์เราในตอนนี้ ถึงตอนนั้นถ้าจะป้องกันเมืองให้อยู่รอด...เฮ้อ”

ทะนงฟ้าท่านขุนมองดูเหล่า NPC ที่เดินขวักไขว่อยู่เบื้องล่าง และเมืองมังกรครามอันเงียบสงบแห่งนี้ ก็ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

ทะนงฟ้านักท่องนภาหันไปมองทะนงฟ้าท่านขุน

“หัวหน้ามีอะไรจะพูดไหมคะ? ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราคงจะนั่งรอความตายโดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้หรอกนะคะ”

เมื่อได้ยินคนเรียกชื่อตนเอง ทะนงฟ้าท่านขุนถึงค่อยๆละสายตากลับมา

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปากพูดออกมาอย่างช้าๆ

“เรื่องแรก ก็คือให้จัดการเตรียมการไว้สองทาง ทางหนึ่งคือให้จัดสมาชิกที่เลเวลสิบแล้วเข้าไปในดันเจี้ยนส่วนตัวก่อน เพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์ระดับเริ่มต้นจากหมู่บ้านมือใหม่ออกไปให้หมด”

“ส่วนอีกทางหนึ่งก็ให้ลงโฆษณารับสมัครคนเพิ่ม ถึงแม้ว่ามอนสเตอร์ที่จะมาบุกเมืองในครั้งนี้จะมีเลเวลอยู่ระหว่างสิบเอ็ดถึงสิบสอง แต่ด้วยศักยภาพของกิลด์เราในตอนนี้ ในสถานการณ์ที่กระชั้นชิดแบบนี้ มันยากมากที่จะต้านทานเอาไว้ได้”

“และในขณะเดียวกัน ให้เริ่มกว้านซื้ออุปกรณ์ในตลาดให้มากที่สุด มีเท่าไหร่เอามาให้หมด”

พอพูดถึงตรงนี้ ทะนงฟ้าท่านขุนก็หยุดไปชั่วครู่….จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างหนักหน่วง

“จริงๆแล้ว เรื่องพวกนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ฉันกังวลที่สุดหรอกนะ”

ทุกคนต่างไม่เข้าใจ ทะนงฟ้านักท่องนภาจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า

“หัวหน้า หรือว่ายังมีปัญหาอย่างอื่นอีกเหรอคะ?”

“เฮ้อ”

ทะนงฟ้าท่านขุนมองออกไปนอกระเบียงชมทิวทัศน์อันงดงามของเมืองมังกรคราม แล้วจึงค่อยๆเอ่ยขึ้นมาว่า

“การต่อสู้ป้องกันเมืองครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดการเข้าร่วมของผู้เล่นอื่น”

ทะนงฟ้าเวยป้าถึงกับชะงักไป “หมายความว่ายังไง?”

ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลซึ่งฉลาดที่สุดในที่นี้ กลับเข้าใจความหมายได้ในทันที เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยความกังวลเล็กน้อย

“หรือว่านายกำลังกังวลว่า ถึงตอนนั้นจะมีคนที่ไม่หวังดีกับพวกเรา?”

ทะนงฟ้าท่านขุนไม่ได้ปฏิเสธ…ในทางกลับกัน เขายืนขึ้นด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความกังวลพร้อมกับประสานมือไว้ด้านหลัง

“หวังว่าฉันคงจะคิดมากไปเองนะ”

………

ในขณะเดียวกัน ณ หนองน้ำสยองขวัญในหมู่บ้านชิงสุ่ย พอชิงอีจื๋อเจี้ยนเห็นว่าเลมอนทู่กลับมาออนไลน์แล้ว ก็รีบติดต่อไปทันที

“รีบมานี่เร็ว ฉันกับชีหานยึดจุดฟาร์มไว้ได้จุดหนึ่งแล้ว”

เมื่อจางซินอิ่งเดินทางมาถึงตามตำแหน่งที่บอก ก็เห็นชิงอีจื๋อเจี้ยนกำลังโจมตีจิ้งจกยักษ์กลายพันธุ์เลเวล 8 อยู่

เพียงแค่เธอออฟไลน์ไปไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้จางซินอิ่งประหลาดใจก็คือ หนองน้ำที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยฝูงชนที่มาฟาร์มมอนสเตอร์จนแน่นขนัด

พอชิงอีจื๋อเจี้ยนเห็นเลมอนทู่ ก็รีบโบกมือเรียกทันที

“ทางนี้”

“ทำไมจู่ๆถึงมีคนเยอะขนาดนี้ล่ะ?”

ชิงอีจื๋อเจี้ยนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า

“ตอนนี้เลเวลของผู้เล่นส่วนใหญ่ก็สูงขึ้นแล้ว แต่จุดฟาร์มดีๆมันก็มีอยู่แค่นั้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลยแม้แต่น้อย”

“ในปัจจุบัน จุดฟาร์มดีๆส่วนใหญ่ก็ถูกคนของกิลด์ใหญ่ๆยึดครองไปหมดแล้ว”

พอพูดถึงตรงนี้ ชิงอีจื๋อเจี้ยนก็อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างภาคภูมิใจ

“ขนาดจุดที่ฟาร์มมอนสเตอร์ได้พร้อมกันสองตัวแบบนี้ ยังเป็นจุดที่ฉันกับชีหานแย่งชิงมาได้อย่างยากลำบากเลยนะ”

“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”

จางซินอิ่งมองดูรอบๆที่มีจำนวนผู้เล่นมากกว่ามอนสเตอร์เสียอีก เธอก็พอจะจินตนาการออกว่าการหาจุดฟาร์มได้สักจุดในตอนนี้มันยากลำบากเพียงใด

ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ พอจางซินอิ่งกำลังจะร่ายเวทมนตร์เข้าร่วมการต่อสู้ จู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างๆพร้อมกับพูดจาอย่างโอหังว่า

“จุดฟาร์มตรงนี้ แก๊งคนชั่วของฉันขอแล้ว พวกแกไปฟาร์มที่อื่นไป”

เมื่อได้ยินว่ามีคนจะมาแย่งจุดฟาร์มของตนเอง ชิงอีจื๋อเจี้ยนจะยอมได้อย่างไร

“เป็นไปไม่ได้ ที่นี่พวกเรายึดได้ก่อน พวกแกไปหาที่อื่นเอาเองสิ”

ที่อื่น?

นักรบที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของอีกฝ่ายซึ่งมีชื่อว่า ‘ฉานหยาง’ หัวเราะออกมา

“ถ้ามันมีที่ที่ดีๆอยู่แล้วล่ะก็ แกคิดว่าฉันจะมาแย่งที่ตรงนี้กับแกทำไม?”

“แกหมายความว่ายังไง นี่แกคิดจะปล้นกันซึ่งๆหน้าเลยเหรอ?”

นักรบที่ชื่อฉานหยางได้ยินดังนั้น บนใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มอันดุร้ายขึ้นมา

“ตอบถูกแล้ว เพราะฉันนี่แหละกำลังจะปล้นซึ่งๆหน้า!”

สิ้นเสียง เขาก็โบกมือไปข้างหน้า

“ลงมือ!”

ทันใดนั้น ผู้เล่นชายร่างสูงใหญ่สี่คนก็พุ่งออกมาจากด้านหลังของฉานหยาง พวกเขาจับคู่กันสองคนเข้ากดชิงอีจื๋อเจี้ยนและชีหานลงกับพื้น

ฉานหยางหัวเราะอย่างเย็นชา “ถ้ารู้ความก็รีบออฟไลน์ไปซะ หรือไม่ก็ไสหัวไปเดี๋ยวนี้”

“ไม่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าฉันจะฆ่าพวกแกที่นี่ไม่ได้ แต่การถูกซ้อมฟรีๆมันก็คงดูไม่จืดเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”

เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมของตนเองถูกหยามเหยียด จางซินอิ่งก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก พร้อมกันนั้นก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ

“ที่นี่พวกเราเป็นคนเจอเองก่อนนะคะ พวกคุณทำแบบนี้มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว”

“โอ๊ะโอ!”

จนกระทั่งถึงตอนนี้นี่เอง ที่ฉานหยางดูเหมือนจะเพิ่งสังเกตเห็นจางซินอิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆเขาแสยะยิ้มออกมา

“เกือบลืมเธอไปเลยนะเนี่ย”

“ว่าไงล่ะ? อยากจะแก้แค้นให้พวกมัน หรือว่าจะยอมไสหัวไปจากที่นี่แต่โดยดี?”

พอพูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของฉานหยางก็หายวับไป

“ตอนนี้ที่นี่คือพื้นที่นอกเมืองนะ ไม่มีระบบป้องกันตัวเองอยู่ด้วย เธอคิดให้ดีๆล่ะ”

“ปล่อยฉันนะเว้ย! ไอ้พวกสารเลว!” ชิงอีจื๋อเจี้ยนที่ถูกกดอยู่กับพื้นโกรธจัด

ฉานหยางใช้เท้าเหยียบลงบนใบหน้าของชิงอีจื๋อเจี้ยนพลางพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด “ถ้ามึงยังแหกปากอีกทีล่ะก็ ลองดู!”

ชิงอีจื๋อเจี้ยนที่ไม่เคยถูกหยามเหยียดเช่นนี้มาก่อน โกรธจนเลือดขึ้นหน้า

แต่ทว่าตอนนี้เขาถูกคนสองคนกดทับอยู่ ทำให้ขยับตัวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

พอจะใช้สกิล ก็ขึ้นข้อความว่าเป้าหมายไม่ถูกต้อง ไม่สามารถใช้สกิลได้

ชิงอีจื๋อเจี้ยนที่รู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง จำต้องเลือกที่จะออฟไลน์ไปในที่สุด

“ฉานหยาง ฉันจำแกไว้แล้ว คอยดูเถอะ”

“เหอะ! ยังกล้าขู่ฉันอีก!”

ฉานหยางกระทืบเท้าลงไป แต่ก็เหยียบได้เพียงความว่างเปล่า

จากนั้นก็สบถออกมาอย่างหัวเสีย

เมื่อชีหานเห็นดังนั้น เขาก็รีบเลือกที่จะออฟไลน์ตามไปทันที

ผู้เล่นรอบๆที่เห็นเหตุการณ์นี้ ก็ทำราวกับว่าเป็นเรื่องที่เคยเห็นจนชินตา ถึงแม้ว่าจะรู้สึกสงสารอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาพูดอะไรเลย

สำหรับผู้เล่นทั่วไปแล้ว คนกลุ่มนี้ที่มีกิลด์สังกัดอยู่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากอันธพาลข้างถนน คอยแต่จะรังแกคนอ่อนแอกว่าและกลัวคนแข็งแกร่งกว่า

ถึงแม้ว่าทุกคนจะรู้สึกขัดตา แต่ก็ได้แต่โกรธอยู่ในใจไม่กล้าพูดอะไรออกมา

ในตอนนั้นเอง ฉานหยางก็หันไปมองจางซินอิ่ง “แล้วเธอล่ะกระต่ายน้อย? ยังไม่ไปอีกเหรอ?”

จางซินอิ่งมองดูใบหน้าที่น่ารังเกียจของคนกลุ่มนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาด้วยความโกรธ “ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เกม แต่พวกคุณทำแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ”

ในความคิดของจางซินอิ่งแล้ว การกระทำแบบนี้มันจะต่างอะไรไปจากพวกนักเลงอันธพาลข้างถนนกัน?

แต่ฉานหยางกลับไม่คิดเช่นนั้น

“เกินไปเหรอ? เหะๆ~”

“ถ้างั้นฉันจะทำให้เธอได้เห็นอะไรที่มันเกินไปกว่านี้”

“พวกแกจะทำอะไร!”

จางซินอิ่งมองดูนักรบหลายคนที่กำลังเดินเข้ามาล้อมรอบ ในขณะที่เธอกำลังจะเลือกออกจากเกม ทันใดนั้นเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้นมาจากนอกวงล้อม

“ฉันอยากจะดูเหมือนกันว่าใครมันกล้าแตะต้องเธอ!”

สิ้นเสียงของชายผู้นั้น ฉานหยางและพรรคพวกอีกสี่คนก็ถูกคนกลุ่มใหญ่ล้อมเอาไว้จนมิดในทันที

“พวกแกเป็นใคร?”

“พวกแกจะทำอะไร!”

‘ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้’ เดินฝ่าฝูงชนออกมา เขาเมินเฉยต่อฉานหยางโดยสิ้นเชิง แล้วเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าจางซินอิ่ง

“ขอโทษด้วยนะ ที่มาช้าไปหน่อย”

จางซินอิ่งเองก็มองดูฝูงชนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันด้วยความงุนงงเช่นกัน

“พวกคุณคือ?”

“เรื่องนั้นเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง เดี๋ยวฉันขอจัดการกับพวกตัวหมัดตัวเห็บตรงหน้านี่ก่อน”

พูดจบ ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้ก็มองไปยังฉานหยางด้วยสีหน้าเย็นชา

“แก๊งคนชั่วช่างดีจริงๆ วันนี้ถ้าพวกแกคนไหนกล้าออฟไลน์หนีไปล่ะก็ พรุ่งนี้ฉันจะนำคนไปถล่มแก๊งคนชั่วของพวกแกให้สิ้นซาก”

ตอนนั้นเองที่ฉานหยางเพิ่งจะสังเกตเห็นชื่อของตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้ ดวงตาของเขาฉายแววหวาดกลัวออกมา

“แกเป็นคนของตระกูลดัง!”

“หึ~”

“ซ้อมไอ้พวกสารเลวพวกนี้ให้ตายไปข้างหนึ่งเลย!”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 40: ความวุ่นวายในหมู่บ้านมือใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว