- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 38: ข่มขวัญ
บทที่ 38: ข่มขวัญ
บทที่ 38: ข่มขวัญ
บทที่ 38: ข่มขวัญ
ภายในห้อง VIP ของคลับเฮาส์ระดับสูง "สุ่ยอวิ๋นเจียน" ทุกคนต่างนิ่งงันราวกับต้องมนตร์สะกด ร่างกายแข็งทื่อพลางจ้องมองไปยังร่างที่พังประตูเข้ามา
แต่แล้วจู่ๆเสียงหัวเราะเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากท่ามกลางกลุ่มคน จากนั้นเสียงหัวเราะอื่นๆก็ดังตามมาเป็นระลอก และในเวลาเพียงไม่นาน ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง
ชิวเส้าเจี๋ยถึงกับจ้องมองร่างนั้นด้วยความสนใจเป็นพิเศษ
“ว่าไง คิดจะเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามหรือไงหา? ท่านจอมยุทธ์ตาบอด”
พอพูดจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น
ทว่าในขณะนั้น มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆอย่างจ้าวจื่อหมิงเท่านั้นที่ไม่ได้หัวเราะออกมาด้วย
เขามองไปยังชายตรงหน้าที่สวมหมวกแก๊ป แว่นกันแดด และหน้ากากอนามัย
“แกคือคนที่ขับรถตามหลังฉันมาเมื่อกี้นี้สินะ?”
พอได้ยินแบบนั้น ชิวเส้าเจี๋ยก็หยุดหัวเราะพลางแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
“มันสะกดรอยตามแกเหรอ?”
คนอื่นๆก็พากันหยุดหัวเราะตามไปด้วย
“ช่างกล้าไม่เบาเลยนี่!”
ชิวเส้าเจี๋ยเอ่ยพลางก้าวเดินไปข้างหน้า หมายจะกระชากหน้ากากอนามัยบนใบหน้าของหลินอี้ออก
“มานี่สิ ขอดูหน้าตาที่แท้จริงของแกหน่อย”
มับบบ!
มือข้างที่ชิวเส้าเจี๋ยยื่นออกไปถูกหลินอี้คว้าเอาไว้แน่น และแล้วหลินอี้ก็เอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่า
“เมื่อกี้แกใช้มือข้างไหน?”
ชิวเส้าเจี๋ยถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “อะไรนะ?”
อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นเองหลินอี้ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ช่างมันเถอะ ยังไงซะผลลัพธ์มันก็เหมือนกันอยู่ดี!”
ในบัดดล ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นปราดขึ้นมาจากแขน ม่านตาของชิวเส้าเจี๋ยเบิกกว้างขึ้นในทันที
“แกทำอะไรน่ะ รีบปล่อยนะเว้ย—”
จากนั้นเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ทำลายความเงียบสงบภายในห้องลงอย่างสิ้นเชิง
“อ๊าก! ช่วยด้วย!”
กร๊อบบบ!!
เสียงกระดูกแขนที่ปริร้าวประกอบกับเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดของชิวเส้าเจี๋ยทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมา
ณ วินาทีนี้เอง ที่จ้าวจื่อหมิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์มันไม่ชอบมาพากล สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง
“หยุดนะ!”
สิ้นเสียง จ้าวจื่อหมิงก็ลงมืออย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเหวี่ยงหมัดตรงเข้าใส่หลินอี้ทันที
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทุกคน หลินอี้เพียงแค่เอี้ยวตัวหลบการโจมตีของจ้าวจื่อหมิงได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งเข้าไปที่ช่องท้องของชิวเส้าเจี๋ยอย่างจัง
โครม!
เสียงดังสนั่น!
ร่างของชิวเส้าเจี๋ยกระเด็นข้ามโต๊ะไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง เขาไถลไปอีกสองสามรอบก่อนจะแน่นิ่งไปตรงมุมกำแพง
ในชั่วพริบตานั้น เหล่าคุณชายคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ต่างรู้สึกถึงไอเย็นที่แล่นตรงขึ้นสู่สมอง ใบหน้าของแทบทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด!
คุณชายแห่งตระกูลดัลตันถูกซ้อมจนไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างนั้นหรือ?
จ้าวจื่อหมิงที่เห็นภาพนั้นก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที
“แกกล้าดียังไง! อยากตายนักใช่ไหม!”
เมื่อเห็นจ้าวจื่อหมิงพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง หลินอี้ไม่เพียงแต่จะไม่ถอยหนี แต่กลับพุ่งเข้าใส่ด้วยความเดือดดาลที่ไม่แพ้กัน
“ฉันว่าคนที่อยากตายมันคือแกมากกว่า!”
ครั้งนี้หลินอี้ไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป เขาพุ่งเข้าปะทะกับจ้าวจื่อหมิงแบบหมัดต่อหมัดทันที
ตึบ!
เสียงทึบดังสนั่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง
แสงแห่งอาร์เคนวาบขึ้นในมือของหลินอี้ชั่วพริบตาเดียว แล้วก็ดับวูบไป
เพียงชั่วอึดใจ โศกนาฏกรรมของชิวเส้าเจี๋ยก็เกิดซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง
แขนของจ้าวจื่อหมิงระเบิดออกในทันที โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว
ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกสุดขีดของทุกคน ร่างของเขากระเด็นลอยไปกระแทกเข้ากับกลุ่มชายหญิงที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
เงียบกริบ!
หลินอี้หยุดการเคลื่อนไหวแล้วยืนนิ่งสงบ แต่ทว่าคนนับสิบในห้องกลับไม่มีใครส่งเสียงใดๆออกมาแม้แต่น้อย บรรยากาศเงียบสงัดเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก
จากความประหลาดใจในตอนแรก เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเยาะ และแล้วก็กลายเป็นความหวาดกลัวในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึงสิบนาที
เหล่าคุณชายคุณหนูในห้องรู้สึกราวกับเพิ่งได้ผ่านวัฏจักรแห่งความเป็นความตายมาหมาดๆพวกเขาจ้องมองไปยังร่างที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยอยู่ในสายตาด้วยความหวาดผวา
ภายในห้องที่เงียบสงบ หลินอี้พลันเอ่ยปากถามจางซินอิ่งขึ้นมาว่า
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ในขณะที่ทุกคนกำลังแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด กลับมีเพียงจางซินอิ่งคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉย
“ฉันไม่เป็นไร”
หลินอี้หลบสายตาของจางซินอิ่งไปโดยไม่รู้ตัว ในขณะนั้นเอง เหอไห่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูด้วยสีหน้าตกตะลึง
เมื่อมองดูสภาพความเละเทะที่อยู่ข้างใน เหอไห่ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อมีคนเห็นเหอไห่ ก็ราวกับได้พบผู้ช่วยชีวิต พวกเขาร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจว่า
“ท่านเหอ ช่วยพวกเราด้วย!”
คุณชายคุณหนูเหล่านี้เติบโตมาอย่างสุขสบาย ไม่เคยกินเคยนอนลำบาก แล้วจะเคยเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้ได้อย่างไร
ณ ตอนนี้ ชายที่สวมหมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัยคนนี้ ในสายตาของพวกเขาไม่ต่างอะไรไปจากยมทูตเดินดินเลยแม้แต่น้อย!
นี่ขนาดคนของตระกูลดัลตันและตระกูลจ้าว เขายังกล้าลงมือสังหารได้ทันทีโดยไม่ลังเล ความโหดเหี้ยมเช่นนี้หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็คงไม่มีทางจินตนาการออกเป็นแน่
ตอนนี้พวกเขาแค่อยากจะรีบหนีออกจากที่นี่ไปให้เร็วที่สุด แต่หลินอี้กลับยืนขวางอยู่ที่ประตู ทำให้ไม่มีใครกล้าพอที่จะขยับตัว
ทว่าในขณะนั้นเอง จ้าวจื่อหมิงที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว กลับพยายามดิ้นรนพลางเอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงขณะนอนอยู่บนโซฟา
“คุณชายเซียว ท่านไม่ได้อยากจะซื้อหุ้นของฉันในกิลด์เทพวิหารหรือ?”
ท่ามกลางฝูงชน ชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้ตลอดเวลา พลันแสดงความสนใจขึ้นมาทันที
“ว่ามาสิ?”
เมื่อเหอไห่ได้ยินคำพูดของจ้าวจื่อหมิง เขาก็เบิกตากว้างทันที
“ไอ้เด็กเวร แกคิดจะทำอะไร!”
จ้าวจื่อหมิงที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด พยายามเค้นรอยยิ้มอันดุร้ายออกมาจากใบหน้าอย่างยากลำบาก
“ฆ่ามันซะ แล้วหุ้นนี่ก็จะเป็นของขวัญที่ฉันมอบให้คุณชายเซียว”
“โอ้ งั้นรึ?” เซียวอวิ๋นฮั่นลุกขึ้นจากที่นั่ง
“เซียวอวิ๋นฮั่น อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ อย่าทำเรื่องโง่ๆ”
“หมายความว่ายังไง?” เซียวอวิ๋นฮั่นหันไปมองเหอไห่ “หรือว่าคนคนนี้เป็นเพื่อนของท่านเหอ?”
เหอไห่มองหลินอี้แวบหนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปโดยไม่สนใจว่าหลินอี้จะคิดอย่างไร
“ใช่แล้ว ถ้านายกล้าลงมือ ก็เท่ากับว่านายคิดจะเป็นศัตรูกับตระกูลเหอของฉัน นายก็คิดดูเอาเองแล้วกัน”
พอเจอแบบนี้เข้าไป เซียวอวิ๋นฮั่นก็เริ่มลังเลขึ้นมาทันที
หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียอยู่ครู่หนึ่ง เซียวอวิ๋นฮั่นก็รีบเปลี่ยนเป็นยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ยังต้องไว้หน้าท่านเหออยู่แล้ว”
จากนั้น เซียวอวิ๋นฮั่นก็หันไปพูดกับจ้าวจื่อหมิงที่มีสีหน้าไม่ยอมแพ้ว่า
“ดูเหมือนว่าของขวัญของนายชิ้นนี้ ฉันคงไม่มีวาสนาได้รับแล้วล่ะ”
จ้าวจื่อหมิงพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นนั่ง แต่คนรอบข้างที่หวาดกลัวต่ออำนาจของหลินอี้กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยพยุงเลยแม้แต่คนเดียว
หลินอี้หัวเราะขึ้นมาทันที “ตายยากจริงๆ!”
เมื่อเห็นว่าหลินอี้กำลังจะเดินเข้าไป เหอไห่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากห้าม
“อย่า!”
หลินอี้ไม่ได้สนใจคำพูดของเหอไห่เลยแม้แต่น้อย รองเท้ากีฬาธรรมดาๆของเขาย่ำลงบนพื้น แต่ในยามนี้กลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนหัวใจของทุกคน ทำให้พวกเขาแทบจะหยุดหายใจ
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว…
เมื่อมองไปยังใบหน้าที่บิดเบี้ยวของจ้าวจื่อหมิง จิตสังหารอันเข้มข้นก็แผ่ออกมาจากร่างของหลินอี้
ณ วินาทีนี้ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ดูออกว่า ชายคนนี้ตั้งใจจะลงมือฆ่าจริงๆ
ทันใดนั้น เหอไห่ก็เดินเข้ามาแล้วกระซิบข้างหูหลินอี้เบาๆว่า
“แค่ทำร้ายคนต่อหน้าธารกำนัล ฉันยังพอจะช่วยจัดการให้นายได้ แต่ถ้าเป็นการฆ่าคนต่อหน้าธารกำนัลล่ะก็ อนาคตของนายคงจะลำบากมากแน่ๆประเทศนี้มันซับซ้อนกว่าที่นายคิดเยอะนัก”
“ถ้านายอยากจะกำจัดมันล่ะก็ ในอนาคตมีโอกาสอีกเยอะแยะ แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆอย่าได้วู่วามเป็นอันขาด”
เมื่อมองไปยังจ้าวจื่อหมิงที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือดและสลบไสลไม่ได้สติไปแล้ว คำพูดของเหอไห่ก็เหมือนเป็นเครื่องเตือนสติหลินอี้ว่า ที่นี่ไม่ใช่ในเกมที่คิดจะฆ่าใครก็ฆ่าได้
หากว่าตนเองลงมือฆ่าเขาต่อหน้าธารกำนัลจริงๆล่ะก็ เรื่องยุ่งยากคงตามมาไม่จบไม่สิ้นแน่ เพราะอย่างไรเสียเบื้องหลังของตระกูลจ้าวก็ไม่ได้ธรรมดาเลย
แต่ครั้นจะไม่ฆ่ามัน ความแค้นในใจก็ไม่หายไปไหน นี่ทำให้หลินอี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ว่าไอ้คนนี้ต้องตายแน่นอน…ทว่าเหอไห่พูดถูก มันไม่ใช่ตอนนี้
หลินอี้สูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความกระหายเลือดที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะจ้องมองไปยังจ้าวจื่อหมิงด้วยแววตาเย็นชา
จากนั้นหลินอี้ก็กวาดสายตามองไปทั่วห้อง แต่ทว่าทุกคนที่ถูกเขามองต่างก็พร้อมใจกันเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่มีใครกล้าสบตาเขาเลยแม้แต่คนเดียว
แม้ว่าในขณะนั้น หลินอี้จะยังคงสวมแว่นกันแดดอันใหญ่อยู่ก็ตาม
ท้ายที่สุด สายตาของหลินอี้ก็ไปหยุดอยู่ที่เซียวอวิ๋นฮั่น ซึ่งอีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะไม่กลัว แต่กลับยังยิ้มให้เขาเล็กน้อยอีกด้วย
“มีโอกาสไว้เรามาประลองกันหน่อยนะ”
หลินอี้เดินเข้าไปใกล้ๆแล้วตบไหล่เขาเบาๆ “ในเมื่อยังมีชีวิตดีๆอยู่ได้ ก็อย่าเพิ่งรีบรนหาที่ตายเลย”
พูดจบ หลินอี้ก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
จางซินอิ่งรีบวิ่งตามเขาออกไปติดๆ
เหอไห่หันไปพูดกับเหล่าคุณชายคุณหนูที่กำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่รอดพ้นจากอันตรายมาได้
“เรื่องในวันนี้ พวกนายทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา อย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน”
“อ้อ แล้วก็เรื่องของตระกูลชิวแห่งดัลตันกับตระกูลจ้าว เดี๋ยวฉันจะไปพูดให้เอง พวกนายรีบพาคนไปส่งโรงพยาบาลได้แล้ว”
ส่วนในขณะนั้น เซียวอวิ๋นฮั่นกลับจ้องมองไปยังทิศทางที่หลินอี้จากไปอย่างตื่นตะลึง
ความรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวทำให้แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อ
………
อีก​ด้าน
เหอไห่วิ่งตามหลินอี้มาทันแล้วพูดว่า
“สหายตัวน้อย ไม่รังเกียจทิ้งช่องทางติดต่อไว้หน่อยได้ไหม? เผื่อว่าวันหน้ามีอะไรให้ช่วยก็ติดต่อข้ามาได้นะ”
หลินอี้มองเหอไห่แวบหนึ่ง ก่อนจะลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วยอมแลกช่องทางติดต่อกับเขาในที่สุด
จะว่าไปแล้ว วันนี้ชายชราคนนี้ก็ช่วยเขาไว้ไม่น้อย ถึงแม้ว่าเรื่องพวกนี้เขาจะไม่ได้ร้องขอก็ตาม
การที่หลินอี้แลกช่องทางติดต่อกับเขาในตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นการยอมรับบุญคุณครั้งนี้
หลังจากได้ช่องทางติดต่อของหลินอี้มาแล้ว เหอไห่ก็เดินไปส่งทั้งสองคนที่ปากทาง
“ฉันขอส่งแค่ตรงนี้นะ เรื่องที่เหลือเดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง วางใจได้เลย”
หลินอี้หันกลับไปมองชายชราที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้า ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่หาได้ยากยิ่งออกมาคำหนึ่ง
“ขอบคุณ!”
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เสียงของจางซินอิ่งก็ดังขึ้นข้างๆเขา
“คุณคืออี้หลิงใช่ไหมคะ?”
หลินอี้ชะงักไปทันที นี่เธอจำเขาได้อย่างไรกัน?
จางซินอิ่งราวกับอ่านความคิดของหลินอี้ออก เธอยิ้มแล้วพูดว่า
“สงสัยจะรีบออกจากบ้านเกินไปหน่อย ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใช่ไหมคะ?”
หลินอี้แอบด่าตัวเองในใจ
ไอ้โง่เอ๊ย ลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน
จากนั้นเขาก็ไม่กล้าหันไปมองสีหน้าของจางซินอิ่งเลยแม้แต่น้อย พลางตอบกลับไปอย่างร้อนตัวว่า
“ผมไม่ใช่อี้หลิงอะไรนั่น คุณจำคนผิดแล้ว”
พูดจบเขาก็รีบโบกรถแท็กซี่คันหนึ่งอย่างรวดเร็ว…แล้วก็เผ่นหนีไป
….
เมื่อมองดูร่างที่ดูเหมือนจะหนีไปอย่างทุลักทุเลของหลินอี้ เหอไห่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า
“เธอรู้จักสหายตัวน้อยคนนี้ด้วยเหรอ?”
สำหรับเหอไห่แล้ว เกรงว่าในเมืองปินไห่ทั้งเมืองคงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จักเขา
จางซินอิ่งไม่ได้แสดงท่าทีสบายๆเหมือนหลินอี้ ในทางกลับกันเธอแสดงความเคารพจากใจจริงออกมา
เหอไห่ที่ปกติมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่ทุกคน แต่ณ ตอนนี้กลับเผยรอยยิ้มอันเปี่ยมเมตตาออกมา
“เธอคือลูกสาวของเจ้าหนูจางอวี่สินะ?”
“ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ เรียกฉันว่าท่านปู่เหอก็ได้นะ”
(จบตอน)