เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38: ข่มขวัญ

บทที่ 38: ข่มขวัญ

บทที่ 38: ข่มขวัญ


บทที่ 38: ข่มขวัญ

ภายในห้อง VIP ของคลับเฮาส์ระดับสูง "สุ่ยอวิ๋นเจียน" ทุกคนต่างนิ่งงันราวกับต้องมนตร์สะกด ร่างกายแข็งทื่อพลางจ้องมองไปยังร่างที่พังประตูเข้ามา

แต่แล้วจู่ๆเสียงหัวเราะเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากท่ามกลางกลุ่มคน จากนั้นเสียงหัวเราะอื่นๆก็ดังตามมาเป็นระลอก และในเวลาเพียงไม่นาน ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง

ชิวเส้าเจี๋ยถึงกับจ้องมองร่างนั้นด้วยความสนใจเป็นพิเศษ

“ว่าไง คิดจะเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามหรือไงหา? ท่านจอมยุทธ์ตาบอด”

พอพูดจบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น

ทว่าในขณะนั้น มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆอย่างจ้าวจื่อหมิงเท่านั้นที่ไม่ได้หัวเราะออกมาด้วย

เขามองไปยังชายตรงหน้าที่สวมหมวกแก๊ป แว่นกันแดด และหน้ากากอนามัย

“แกคือคนที่ขับรถตามหลังฉันมาเมื่อกี้นี้สินะ?”

พอได้ยินแบบนั้น ชิวเส้าเจี๋ยก็หยุดหัวเราะพลางแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อย

“มันสะกดรอยตามแกเหรอ?”

คนอื่นๆก็พากันหยุดหัวเราะตามไปด้วย

“ช่างกล้าไม่เบาเลยนี่!”

ชิวเส้าเจี๋ยเอ่ยพลางก้าวเดินไปข้างหน้า หมายจะกระชากหน้ากากอนามัยบนใบหน้าของหลินอี้ออก

“มานี่สิ ขอดูหน้าตาที่แท้จริงของแกหน่อย”

มับบบ!

มือข้างที่ชิวเส้าเจี๋ยยื่นออกไปถูกหลินอี้คว้าเอาไว้แน่น และแล้วหลินอี้ก็เอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่า

“เมื่อกี้แกใช้มือข้างไหน?”

ชิวเส้าเจี๋ยถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “อะไรนะ?”

อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นเองหลินอี้ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ช่างมันเถอะ ยังไงซะผลลัพธ์มันก็เหมือนกันอยู่ดี!”

ในบัดดล ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นปราดขึ้นมาจากแขน ม่านตาของชิวเส้าเจี๋ยเบิกกว้างขึ้นในทันที

“แกทำอะไรน่ะ รีบปล่อยนะเว้ย—”

จากนั้นเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ทำลายความเงียบสงบภายในห้องลงอย่างสิ้นเชิง

“อ๊าก! ช่วยด้วย!”

กร๊อบบบ!!

เสียงกระดูกแขนที่ปริร้าวประกอบกับเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดของชิวเส้าเจี๋ยทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมา

ณ วินาทีนี้เอง ที่จ้าวจื่อหมิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์มันไม่ชอบมาพากล สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

“หยุดนะ!”

สิ้นเสียง จ้าวจื่อหมิงก็ลงมืออย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเหวี่ยงหมัดตรงเข้าใส่หลินอี้ทันที

ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทุกคน หลินอี้เพียงแค่เอี้ยวตัวหลบการโจมตีของจ้าวจื่อหมิงได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งเข้าไปที่ช่องท้องของชิวเส้าเจี๋ยอย่างจัง

โครม!

เสียงดังสนั่น!

ร่างของชิวเส้าเจี๋ยกระเด็นข้ามโต๊ะไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง เขาไถลไปอีกสองสามรอบก่อนจะแน่นิ่งไปตรงมุมกำแพง

ในชั่วพริบตานั้น เหล่าคุณชายคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ต่างรู้สึกถึงไอเย็นที่แล่นตรงขึ้นสู่สมอง ใบหน้าของแทบทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด!

คุณชายแห่งตระกูลดัลตันถูกซ้อมจนไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างนั้นหรือ?

จ้าวจื่อหมิงที่เห็นภาพนั้นก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที

“แกกล้าดียังไง! อยากตายนักใช่ไหม!”

เมื่อเห็นจ้าวจื่อหมิงพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง หลินอี้ไม่เพียงแต่จะไม่ถอยหนี แต่กลับพุ่งเข้าใส่ด้วยความเดือดดาลที่ไม่แพ้กัน

“ฉันว่าคนที่อยากตายมันคือแกมากกว่า!”

ครั้งนี้หลินอี้ไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป เขาพุ่งเข้าปะทะกับจ้าวจื่อหมิงแบบหมัดต่อหมัดทันที

ตึบ!

เสียงทึบดังสนั่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง

แสงแห่งอาร์เคนวาบขึ้นในมือของหลินอี้ชั่วพริบตาเดียว แล้วก็ดับวูบไป

เพียงชั่วอึดใจ โศกนาฏกรรมของชิวเส้าเจี๋ยก็เกิดซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง

แขนของจ้าวจื่อหมิงระเบิดออกในทันที โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว

ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกสุดขีดของทุกคน ร่างของเขากระเด็นลอยไปกระแทกเข้ากับกลุ่มชายหญิงที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

เงียบกริบ!

หลินอี้หยุดการเคลื่อนไหวแล้วยืนนิ่งสงบ แต่ทว่าคนนับสิบในห้องกลับไม่มีใครส่งเสียงใดๆออกมาแม้แต่น้อย บรรยากาศเงียบสงัดเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก

จากความประหลาดใจในตอนแรก เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเยาะ และแล้วก็กลายเป็นความหวาดกลัวในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึงสิบนาที

เหล่าคุณชายคุณหนูในห้องรู้สึกราวกับเพิ่งได้ผ่านวัฏจักรแห่งความเป็นความตายมาหมาดๆพวกเขาจ้องมองไปยังร่างที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยอยู่ในสายตาด้วยความหวาดผวา

ภายในห้องที่เงียบสงบ หลินอี้พลันเอ่ยปากถามจางซินอิ่งขึ้นมาว่า

“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ในขณะที่ทุกคนกำลังแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด กลับมีเพียงจางซินอิ่งคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉย

“ฉันไม่เป็นไร”

หลินอี้หลบสายตาของจางซินอิ่งไปโดยไม่รู้ตัว ในขณะนั้นเอง เหอไห่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูด้วยสีหน้าตกตะลึง

เมื่อมองดูสภาพความเละเทะที่อยู่ข้างใน เหอไห่ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น?”

เมื่อมีคนเห็นเหอไห่ ก็ราวกับได้พบผู้ช่วยชีวิต พวกเขาร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจว่า

“ท่านเหอ ช่วยพวกเราด้วย!”

คุณชายคุณหนูเหล่านี้เติบโตมาอย่างสุขสบาย ไม่เคยกินเคยนอนลำบาก แล้วจะเคยเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้ได้อย่างไร

ณ ตอนนี้ ชายที่สวมหมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัยคนนี้ ในสายตาของพวกเขาไม่ต่างอะไรไปจากยมทูตเดินดินเลยแม้แต่น้อย!

นี่ขนาดคนของตระกูลดัลตันและตระกูลจ้าว เขายังกล้าลงมือสังหารได้ทันทีโดยไม่ลังเล ความโหดเหี้ยมเช่นนี้หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็คงไม่มีทางจินตนาการออกเป็นแน่

ตอนนี้พวกเขาแค่อยากจะรีบหนีออกจากที่นี่ไปให้เร็วที่สุด แต่หลินอี้กลับยืนขวางอยู่ที่ประตู ทำให้ไม่มีใครกล้าพอที่จะขยับตัว

ทว่าในขณะนั้นเอง จ้าวจื่อหมิงที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว กลับพยายามดิ้นรนพลางเอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงขณะนอนอยู่บนโซฟา

“คุณชายเซียว ท่านไม่ได้อยากจะซื้อหุ้นของฉันในกิลด์เทพวิหารหรือ?”

ท่ามกลางฝูงชน ชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้ตลอดเวลา พลันแสดงความสนใจขึ้นมาทันที

“ว่ามาสิ?”

เมื่อเหอไห่ได้ยินคำพูดของจ้าวจื่อหมิง เขาก็เบิกตากว้างทันที

“ไอ้เด็กเวร แกคิดจะทำอะไร!”

จ้าวจื่อหมิงที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด พยายามเค้นรอยยิ้มอันดุร้ายออกมาจากใบหน้าอย่างยากลำบาก

“ฆ่ามันซะ แล้วหุ้นนี่ก็จะเป็นของขวัญที่ฉันมอบให้คุณชายเซียว”

“โอ้ งั้นรึ?” เซียวอวิ๋นฮั่นลุกขึ้นจากที่นั่ง

“เซียวอวิ๋นฮั่น อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ อย่าทำเรื่องโง่ๆ”

“หมายความว่ายังไง?” เซียวอวิ๋นฮั่นหันไปมองเหอไห่ “หรือว่าคนคนนี้เป็นเพื่อนของท่านเหอ?”

เหอไห่มองหลินอี้แวบหนึ่ง ก่อนจะพูดออกไปโดยไม่สนใจว่าหลินอี้จะคิดอย่างไร

“ใช่แล้ว ถ้านายกล้าลงมือ ก็เท่ากับว่านายคิดจะเป็นศัตรูกับตระกูลเหอของฉัน นายก็คิดดูเอาเองแล้วกัน”

พอเจอแบบนี้เข้าไป เซียวอวิ๋นฮั่นก็เริ่มลังเลขึ้นมาทันที

หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียอยู่ครู่หนึ่ง เซียวอวิ๋นฮั่นก็รีบเปลี่ยนเป็นยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ยังต้องไว้หน้าท่านเหออยู่แล้ว”

จากนั้น เซียวอวิ๋นฮั่นก็หันไปพูดกับจ้าวจื่อหมิงที่มีสีหน้าไม่ยอมแพ้ว่า

“ดูเหมือนว่าของขวัญของนายชิ้นนี้ ฉันคงไม่มีวาสนาได้รับแล้วล่ะ”

จ้าวจื่อหมิงพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นนั่ง แต่คนรอบข้างที่หวาดกลัวต่ออำนาจของหลินอี้กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยพยุงเลยแม้แต่คนเดียว

หลินอี้หัวเราะขึ้นมาทันที “ตายยากจริงๆ!”

เมื่อเห็นว่าหลินอี้กำลังจะเดินเข้าไป เหอไห่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากห้าม

“อย่า!”

หลินอี้ไม่ได้สนใจคำพูดของเหอไห่เลยแม้แต่น้อย รองเท้ากีฬาธรรมดาๆของเขาย่ำลงบนพื้น แต่ในยามนี้กลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนหัวใจของทุกคน ทำให้พวกเขาแทบจะหยุดหายใจ

หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว…

เมื่อมองไปยังใบหน้าที่บิดเบี้ยวของจ้าวจื่อหมิง จิตสังหารอันเข้มข้นก็แผ่ออกมาจากร่างของหลินอี้

ณ วินาทีนี้ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ดูออกว่า ชายคนนี้ตั้งใจจะลงมือฆ่าจริงๆ

ทันใดนั้น เหอไห่ก็เดินเข้ามาแล้วกระซิบข้างหูหลินอี้เบาๆว่า

“แค่ทำร้ายคนต่อหน้าธารกำนัล ฉันยังพอจะช่วยจัดการให้นายได้ แต่ถ้าเป็นการฆ่าคนต่อหน้าธารกำนัลล่ะก็ อนาคตของนายคงจะลำบากมากแน่ๆประเทศนี้มันซับซ้อนกว่าที่นายคิดเยอะนัก”

“ถ้านายอยากจะกำจัดมันล่ะก็ ในอนาคตมีโอกาสอีกเยอะแยะ แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆอย่าได้วู่วามเป็นอันขาด”

เมื่อมองไปยังจ้าวจื่อหมิงที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือดและสลบไสลไม่ได้สติไปแล้ว คำพูดของเหอไห่ก็เหมือนเป็นเครื่องเตือนสติหลินอี้ว่า ที่นี่ไม่ใช่ในเกมที่คิดจะฆ่าใครก็ฆ่าได้

หากว่าตนเองลงมือฆ่าเขาต่อหน้าธารกำนัลจริงๆล่ะก็ เรื่องยุ่งยากคงตามมาไม่จบไม่สิ้นแน่ เพราะอย่างไรเสียเบื้องหลังของตระกูลจ้าวก็ไม่ได้ธรรมดาเลย

แต่ครั้นจะไม่ฆ่ามัน ความแค้นในใจก็ไม่หายไปไหน นี่ทำให้หลินอี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ว่าไอ้คนนี้ต้องตายแน่นอน…ทว่าเหอไห่พูดถูก มันไม่ใช่ตอนนี้

หลินอี้สูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความกระหายเลือดที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะจ้องมองไปยังจ้าวจื่อหมิงด้วยแววตาเย็นชา

จากนั้นหลินอี้ก็กวาดสายตามองไปทั่วห้อง แต่ทว่าทุกคนที่ถูกเขามองต่างก็พร้อมใจกันเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่มีใครกล้าสบตาเขาเลยแม้แต่คนเดียว

แม้ว่าในขณะนั้น หลินอี้จะยังคงสวมแว่นกันแดดอันใหญ่อยู่ก็ตาม

ท้ายที่สุด สายตาของหลินอี้ก็ไปหยุดอยู่ที่เซียวอวิ๋นฮั่น ซึ่งอีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะไม่กลัว แต่กลับยังยิ้มให้เขาเล็กน้อยอีกด้วย

“มีโอกาสไว้เรามาประลองกันหน่อยนะ”

หลินอี้เดินเข้าไปใกล้ๆแล้วตบไหล่เขาเบาๆ “ในเมื่อยังมีชีวิตดีๆอยู่ได้ ก็อย่าเพิ่งรีบรนหาที่ตายเลย”

พูดจบ หลินอี้ก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

จางซินอิ่งรีบวิ่งตามเขาออกไปติดๆ

เหอไห่หันไปพูดกับเหล่าคุณชายคุณหนูที่กำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่รอดพ้นจากอันตรายมาได้

“เรื่องในวันนี้ พวกนายทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา อย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน”

“อ้อ แล้วก็เรื่องของตระกูลชิวแห่งดัลตันกับตระกูลจ้าว เดี๋ยวฉันจะไปพูดให้เอง พวกนายรีบพาคนไปส่งโรงพยาบาลได้แล้ว”

ส่วนในขณะนั้น เซียวอวิ๋นฮั่นกลับจ้องมองไปยังทิศทางที่หลินอี้จากไปอย่างตื่นตะลึง

ความรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวทำให้แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อ

………

อีก​ด้าน

เหอไห่วิ่งตามหลินอี้มาทันแล้วพูดว่า

“สหายตัวน้อย ไม่รังเกียจทิ้งช่องทางติดต่อไว้หน่อยได้ไหม? เผื่อว่าวันหน้ามีอะไรให้ช่วยก็ติดต่อข้ามาได้นะ”

หลินอี้มองเหอไห่แวบหนึ่ง ก่อนจะลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วยอมแลกช่องทางติดต่อกับเขาในที่สุด

จะว่าไปแล้ว วันนี้ชายชราคนนี้ก็ช่วยเขาไว้ไม่น้อย ถึงแม้ว่าเรื่องพวกนี้เขาจะไม่ได้ร้องขอก็ตาม

การที่หลินอี้แลกช่องทางติดต่อกับเขาในตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นการยอมรับบุญคุณครั้งนี้

หลังจากได้ช่องทางติดต่อของหลินอี้มาแล้ว เหอไห่ก็เดินไปส่งทั้งสองคนที่ปากทาง

“ฉันขอส่งแค่ตรงนี้นะ เรื่องที่เหลือเดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง วางใจได้เลย”

หลินอี้หันกลับไปมองชายชราที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้า ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่หาได้ยากยิ่งออกมาคำหนึ่ง

“ขอบคุณ!”

แต่แล้วในตอนนั้นเอง เสียงของจางซินอิ่งก็ดังขึ้นข้างๆเขา

“คุณคืออี้หลิงใช่ไหมคะ?”

หลินอี้ชะงักไปทันที นี่เธอจำเขาได้อย่างไรกัน?

จางซินอิ่งราวกับอ่านความคิดของหลินอี้ออก เธอยิ้มแล้วพูดว่า

“สงสัยจะรีบออกจากบ้านเกินไปหน่อย ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใช่ไหมคะ?”

หลินอี้แอบด่าตัวเองในใจ

ไอ้โง่เอ๊ย ลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน

จากนั้นเขาก็ไม่กล้าหันไปมองสีหน้าของจางซินอิ่งเลยแม้แต่น้อย พลางตอบกลับไปอย่างร้อนตัวว่า

“ผมไม่ใช่อี้หลิงอะไรนั่น คุณจำคนผิดแล้ว”

พูดจบเขาก็รีบโบกรถแท็กซี่คันหนึ่งอย่างรวดเร็ว…แล้วก็เผ่นหนีไป

….

เมื่อมองดูร่างที่ดูเหมือนจะหนีไปอย่างทุลักทุเลของหลินอี้ เหอไห่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า

“เธอรู้จักสหายตัวน้อยคนนี้ด้วยเหรอ?”

สำหรับเหอไห่แล้ว เกรงว่าในเมืองปินไห่ทั้งเมืองคงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จักเขา

จางซินอิ่งไม่ได้แสดงท่าทีสบายๆเหมือนหลินอี้ ในทางกลับกันเธอแสดงความเคารพจากใจจริงออกมา

เหอไห่ที่ปกติมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่ทุกคน แต่ณ ตอนนี้กลับเผยรอยยิ้มอันเปี่ยมเมตตาออกมา

“เธอคือลูกสาวของเจ้าหนูจางอวี่สินะ?”

“ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ เรียกฉันว่าท่านปู่เหอก็ได้นะ”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 38: ข่มขวัญ

คัดลอกลิงก์แล้ว