- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 36: การสะกดรอยตาม
บทที่ 36: การสะกดรอยตาม
บทที่ 36: การสะกดรอยตาม
บทที่ 36: การสะกดรอยตาม
“อยู่ในบ้านแท้ๆจะมาใส่หมวกกันน็อกทำไมยะ ประสาทรึเปล่าเนี่ย” มู่หลิงเสวี่ยหันขวับมามองหลินอี้ด้วยสีหน้าเอือมระอา
“ฉะ...ฉันร้อน!”
มู่หลิงเสวี่ย: “หา?”
จางซินอิ่ง: “พรืด”
มู่หลิงเสวี่ยถึงกับกรอกตามองบน “ร้อนแล้วยังจะมาใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบปิดทึบเนี่ยนะ?”
“ฉัน...”
หลินอี้เผลอจะยกมือขึ้นไปเกาหัวตามสัญชาตญาณ แต่ทว่านิ้วมือกลับไปกระทบกับหมวกกันน็อกแข็งๆจนเกิดเสียงดังขึ้นมา
มู่หลิงเสวี่ยรีบยกมือห้ามหลินอี้ที่กำลังจะอธิบาย “นายไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละ ถ้าชอบก็ใส่ไปเถอะ ยังไงซะหมวกใบนี้น่ะฉันก็ไม่เอาแล้ว”
และในตอนนั้นเอง จ้าวจื่อหมิงก็พลันเอ่ยขึ้น “ทำไมที่นี่ถึงมีคนแปลกๆสารพัดเข้ามาอยู่ได้ล่ะครับ?”
“นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน ยังไม่ถึงตาให้คนนอกอย่างคุณมาชี้นิ้วสั่งหรอกนะ” มู่หลิงเสวี่ยหันไปมองจ้าวจื่อหมิงอย่างไม่พอใจ
​
ในขณะเดียวกัน จางซินอิ่งกลับเดินตรงเข้ามาอยู่ตรงหน้าหลินอี้
“คุณชื่ออี้หลิงเหรอ?”
“ใช่!”
‘อี้หลิง’ เป็นชื่อปลอมที่หลินอี้ตั้งขึ้นมาเพื่อไม่ให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริง และตอนที่เซ็นสัญญา ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ผู้หญิงที่ชื่อเฉินเวยก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้เขาด้วยการขอดูบัตรประชาชนแต่อย่างใด
ส่วนมู่หลิงเสวี่ยนั้นยิ่งไม่รู้อะไรเลย อาจจะเป็นเพราะความไว้วางใจที่มีต่อเฉินเวยอย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้นเธอจึงคิดมาตลอดว่า ‘อี้หลิง’ คือชื่อจริงๆของหลินอี้
หลินอี้มองผ่านกระจกบังลมของหมวกกันน็อกที่ขึ้นฝ้า พลางจ้องมองร่างที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมตรงหน้า มีหลายครั้งหลายหนที่เขาอยากจะก้าวเข้าไปกอดเธอไว้
แต่ทว่าเพื่อให้เรื่องราวหลังจากนี้ดำเนินไปตามบทในชาติที่แล้ว หลินอี้จึงต้องบังคับตัวเองให้ข่มความรู้สึกนี้เอาไว้
“พวกเราควรจะไปกันได้แล้ว” จ้าวจื่อหมิงเดินเข้ามาอยู่ข้างๆจางซินอิ่งแล้วเอ่ยขึ้น
“ไป?” มู่หลิงเสวี่ยก็เดินเข้ามาอยู่ตรงหน้าเช่นกัน “เสี่ยวอิ่ง เธอจะไปไหน?”
จางซินอิ่งมองร่างที่ดูคุ้นตาตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะใช้มือทัดปอยผมไว้ที่หลังหูแล้วพูดกับมู่หลิงเสวี่ยที่มองมาด้วยความเป็นห่วงว่า
“ก็แค่ออกไปเดินเล่นน่ะ”
ถึงแม้จางซินอิ่งจะพูดอย่างนั้น แต่มู่หลิงเสวี่ยก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้
“เธอแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรแล้ว?”
หลังจากคิดไปคิดมา มู่หลิงเสวี่ยก็ยังคงไม่วางใจ
“งั้นให้ฉันไปด้วยคนนะ”
จางซินอิ่งยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นอะไรจริงๆ…เดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว”
ในตอนนั้นเอง จ้าวจื่อหมิงก็เอ่ยขึ้น “ถ้าอย่างนั้นผมรอข้างนอกแล้วกันนะครับ”
“ไปด้วยกันเลยเถอะ ฉันก็ไม่มีอะไรแล้วเหมือนกัน”
หลังจากนั้น ท่ามกลางสายตาที่เป็นห่วงของมู่หลิงเสวี่ย จางซินอิ่งก็เดินออกจากประตูไปพร้อมกับจ้าวจื่อหมิง
เมื่อมายืนอยู่บนทางเดินเล็กๆในหมู่บ้าน จางซินอิ่งก็พลันหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองด้านหลัง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย
บางทีอาจจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มุมปากของจางซินอิ่งจึงยกขึ้นเล็กน้อย
พอได้เห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่จางซินอิ่งเผลอแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว ประกายตาอันเย็นเยียบก็พลันวาบขึ้นในดวงตาของจ้าวจื่อหมิง
แต่ถึงอย่างนั้นปากของเขาก็ยังคงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“เป็นอะไรไปเหรอครับ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ”
“ครับ”
จางซินอิ่งที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ จึงไม่ได้สังเกตเห็นประกายตาอันเย็นชาที่วาบขึ้นบนใบหน้าของจ้าวจื่อหมิงในจังหวะที่เขาหันหลังกลับไป
….
หลังจากที่จางซินอิ่งออกไปได้ไม่นาน มู่หลิงเสวี่ยก็หันมาเห็นหลินอี้ที่ถอดหมวกกันน็อกออกแล้ว และกำลังทำท่าเหมือนจะออกจากบ้าน
“นายจะออกไปข้างนอกเหรอ?”
“มีธุระนิดหน่อยต้องออกไปข้างนอกน่ะ”
เมื่อเห็นหลินอี้รีบร้อนจากไป มู่หลิงเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา
“คนประหลาด”
ในตอนนั้นเอง เฉินเวยที่ยืนอยู่ข้างๆมู่หลิงเสวี่ยก็มองแผ่นหลังของหลินอี้ที่รีบร้อนจากไปอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะหันไปพูดกับมู่หลิงเสวี่ยว่า
“พวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะ เสี่ยวอิ่งไม่เป็นอะไรหรอกน่า”
“พี่เวยรู้ได้ยังไงคะว่าจะไม่เป็นอะไร?”
“หรือว่าเธออยากให้เธอเป็นอะไรล่ะ?”
“ไม่อยากอยู่แล้วสิคะ...เอ๊ะ ไม่สิ ยังไงเธอก็ต้องไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว!”
“นั่นก็ถูกแล้วนี่นา ไปเถอะ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า เล่นเกมมาทั้งเช้าแล้ว”
ทันใดนั้นเฉินเวยก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิ เธอรู้จักคนที่ชื่อเฟิงหัวด้วยเหรอ?”
...
หลินอี้เดินตามคนทั้งสองออกมาจากหมู่บ้าน พอเห็นพวกเขาขึ้นรถหรูคันหนึ่งแล้วขับจากไปอย่างรวดเร็ว เขาก็รีบโบกรถที่ริมถนนทันที
ทันทีที่ขึ้นรถ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้น “ไปไหนครับ?”
หลินอี้ชี้ไปที่รถเก๋งหรูสีดำคันที่โดดเด่นอยู่ข้างหน้า “ตามคันนั้นไป ผมให้ค่ารถสามเท่า”
พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของคนขับรถก็พลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
“เรื่องเงินไม่สำคัญหรอกครับ ที่สำคัญคือจะให้เรื่องสำคัญของพี่ชายต้องเสียไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ นั่งให้ดีๆนะครับ!”
หลังจากนั้น เขาก็เหยียบคันเร่งแล้วขับตามไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาหลินอี้ถึงกับเซถลา
รถทั้งสองคันแล่นไปมาอยู่บนถนนในเมือง และในตอนนั้นเอง คนขับรถของจ้าวจื่อหมิงก็พลันเอ่ยขึ้น
“คุณชายครับ มีคนตามมา ต้องให้สลัดทิ้งไหมครับ?”
จ้าวจื่อหมิงที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับเหลือบมองกระจกหลังด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่ต้อง ฉันก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่ามันเป็นหนูตัวไหนที่มันตาไม่ถึงขนาดนี้”
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดรถก็มาจอดอยู่หน้าคลับเฮาส์หรูแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
หลังจากลงจากรถแล้ว จ้าวจื่อหมิงก็ยังไม่วายเหลือบมองรถแท็กซี่ที่จอดอยู่ไม่ไกลด้านหลังด้วยสายตาเย้ยหยัน ก่อนจะพาจางซินอิ่งเดินเข้าไปในคลับเฮาส์หรูแห่งนั้น
“คุณครับ จะให้ตามต่อไหมครับ?”
“ไม่ต้องแล้ว!”
หลินอี้ที่กำลังจะจ่ายเงิน พลันสังเกตเห็นหมวกแก๊ปและแว่นกันแดดที่อยู่ข้างๆคนขับ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลินอี้ก็โอนเงินให้คนขับไปห้าร้อยหยวน “ของพวกนี้ผมซื้อ”
หลังจากนั้น ท่ามกลางสายตาที่ประหลาดใจของคนขับ เขาก็หยิบหน้ากากอนามัยของคนขับติดมือมาด้วยหนึ่งชิ้นก่อนจะรีบร้อนลงจากรถไป
คนขับรถมองตามร่างของหลินอี้ไป พลางอดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา
“ลูกค้ารายใหญ่จริงๆ รู้งี้ขอวีแชทไว้ก็ดีแล้ว”
และในขณะที่หลินอี้กำลังจะเดินตามเข้าไปในคลับเฮาส์นั้นเอง เขาก็ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูห้ามไว้
“หยุดก่อน มีบัตรเชิญไหม?”
“บัตรเชิญ?” หลินอี้ถึงกับงงไปชั่วขณะ
“นี่ไม่ใช่คลับเฮาส์เหรอ? ทำไมต้องใช้บัตรเชิญด้วย”
พนักงานรักษาความปลอดภัยมองหลินอี้ที่แต่งตัวธรรมดาๆด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
“ไอ้หนู ดูให้ดีๆนะ ที่นี่คือไพรเวทคลับเฮาส์”
“ถ้าไม่มีบัตรเชิญก็ห้ามเข้า ไปๆๆอย่ามาเกะกะแถวนี้”
เมื่อเห็นท่าทีดูถูกคนของพนักงานรักษาความปลอดภัย หลินอี้ก็ขมวดคิ้วแน่น
ในชาติที่แล้ว หลังจากที่ได้ยินข่าวร้ายของเธอ หลินอี้ก็ใช้เวลาตามหาอยู่นานมากกว่าจะได้พบกับมู่หลิงเสวี่ยซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ
และหลินอี้ก็ได้เรียนรู้จากคำบอกเล่าของมู่หลิงเสวี่ยว่าในชาติก่อน หลังจากที่จางซินอิ่งออกไปกับจ้าวจื่อหมิงในวันนี้ เธอก็แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อจ้าวจื่อหมิงคนนี้
จากคำบอกเล่าของจางซินอิ่งในตอนที่เธอกลับมา เธอบอกว่าเธอไม่ชอบจ้าวจื่อหมิงคนนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าในความเป็นจริงเธอกลับไม่สามารถปฏิเสธได้
จนกระทั่งในคืนก่อนวันแต่งงาน เพื่อที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไม่ให้ถูกย่ำยี โศกนาฏกรรมจึงได้บังเกิดขึ้น
และต้นสายปลายเหตุทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นจากการออกไปในครั้งนี้นี่เอง
ถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าเขาค้นพบว่าตัวเองสามารถเชื่อมต่อความสามารถและค่าสถานะจากในเกมได้แล้วล่ะก็ หลินอี้ไม่มีทางยอมให้จางซินอิ่งต้องมาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อย่างเด็ดขาด
นับตั้งแต่ที่ค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถนี้ วันนี้ก็เป็นวันที่หลินอี้รอคอยมาเนิ่นนาน
‘ในวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่’
สิ่งที่หลินอี้ต้องทำในตอนนี้ก็คือ ทำให้คนที่เคยทำร้ายเธอต้องชดใช้ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การทำให้เธอไม่พอใจก็ตาม
เมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของจางซินอิ่งกำลังห่างไกลออกไปเรื่อยๆ
หลินอี้ยืนอยู่หน้าประตูคลับเฮาส์ โดยไม่สนใจคำพูดหยาบคายและการผลักไสของพนักงานรักษาความปลอดภัย ทันใดนั้นจิตสังหารอันรุนแรงก็พลันผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ดวงตาของหลินอี้ทอประกายอำมหิต ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำอย่างน่ากลัว
“หลีกไป!”
“ไอ้เด็กหัวเกรียนมาจากไหนวะ อยากตายรึไง? ไสหัวไปซะ!”
“ฉันว่าคนที่อยากตายคือพวกแกมากกว่า!”
และในขณะที่หลินอี้กำลังจะใช้กำลังบุกเข้าไปนั้นเอง ชายชราผมขาวแต่ใบหน้ายังคงดูอ่อนเยาว์ในชุดจงซานก็พลันปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูคลับเฮาส์ พลางจ้องมองมาที่หลินอี้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ
“หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
(จบตอน)