เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้

บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้

บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้


บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้

“ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง~”

“สวัสดีค่ะ มีสายเรียกเข้าจากโลกแห่งความจริงถึงท่าน ท่านต้องการออกจากเกมเพื่อรับสายหรือไม่?”

‘กระต่ายมะนาว’ ที่กำลังเก็บเลเวลอยู่กับปาร์ตี้หนึ่ง ก็ได้พิมพ์ข้อความลงในช่องแชทของทีมในทันที

“ขอโทษทีนะ พอดีฉันมีธุระในโลกจริงนิดหน่อย ขอตัวไปก่อนล่ะ พวกนายเล่นกันต่อเลยนะ”

ชิงอีจื๋อเจี้ยน (หัวหน้าทีม): “อืม ไว้คราวหน้าถ้าออนไลน์แล้วก็อย่าลืมทักมาหาฉันด้วยล่ะ”

นักเวทหญิงที่ชื่อกระต่ายมะนาวก็รับคำโดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก

หลังจากนั้นไม่นาน ร่างอันบอบบางของกระต่ายมะนาวก็ค่อยๆจางหายไป

นักรบชายที่ชื่อ ‘ชีหาน’ จึงเดินเข้าไปหานักเวทชายที่ชื่อชิงอีจื๋อเจี้ยน ก่อนจะเอ่ยแซวขึ้น

“แกชอบเธองั้นเหรอ?”

“เบื่อผู้หญิงที่เสแสร้งแกล้งทำเต็มทนแล้ว พอมาเจอคนใสๆซื่อๆแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าเวลาอยู่ด้วยแล้วมันสบายใจดี” ชิงอีจื๋อเจี้ยนก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ชีหาน: “แกไม่กลัวว่าเธอจะแกล้งทำหรือไง?”

ชิงอีจื๋อเจี้ยนหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าเป็นผู้หญิงที่สามารถตบตาฉันได้ นายไม่คิดว่าผู้หญิงแบบนั้นมันน่าสนใจกว่าอีกเหรอ?”

ชีหานเหลือบมองนักเวทหนุ่มรูปงามตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ

“เออ ตามใจแกเลย แกพูดอะไรก็ถูกหมดนั่นแหละ”

“แล้วนี่เราจะเก็บเลเวลกันต่อไหม?”

ชิงอีจื๋อเจี้ยน: “ไปกันต่อเถอะ”

….

หลังจากที่จางซินอิ่งออกจากเกมแล้ว เธอก็หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมา

เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ จางซินอิ่งก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าแล้วกดรับสาย

“ฮัลโหลคะ...แม่”

...

ในขณะเดียวกัน ณ ดันเจี้ยน [พงไพรเร้นลับ]

เทพวิหารคลั่งกำลังตวาดใส่ร่างหนึ่งอย่างเกรี้ยวกราด

“รีบถอยกลับมาเร็วเข้าสิ กำลังทำอะไรอยู่!”

เทพวิหารไร้เสียงตอบกลับด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ไม่ทันแล้วครับ!”

ภายใต้สายตาอันโกรธเกรี้ยวของคลั่ง ทันทีที่เจ้าเต่าขนเขียวปล่อยหมอกพิษออกมา บวกกับความเร็วในการโจมตีที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ส่งผลให้หลอดพลังชีวิตของเทพวิหารไร้เสียงที่เหลือน้อยอยู่แล้ว ร่อยหรอลงจนหมดเกลี้ยงในพริบตา

เมื่อสูญเสียเป้าหมายไป เจ้าเต่าขนเขียวจึงหันไปหาคลั่งซึ่งเป็นคนที่สร้างความเสียหายได้สูงสุดในทันที

เทพวิหารคลั่งไม่มีเวลาแม้แต่จะโมโห

เขาหันหลังแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

และแล้วในตอนนั้นเอง เทพวิหารหยิงหยิงก็ร้องตะโกนขึ้น

“ดาบคู่ นายจะทำอะไรน่ะ!”

เทพวิหารดาบคู่: “ก็ไม่เห็นรึไงว่าบอสมันกำลังโจมตีหัวหน้าอยู่?”

เทพวิหารหยิงหยิงตะโกนอย่างร้อนรน “อย่าเข้าไปนะ ถอยกลับมา!”

แต่ทว่า ณ เวลานั้น ดาบคู่ก็ได้ใช้สกิลเข้าใส่เจ้าเต่าขนเขียวไปเสียแล้ว

“กระแทกโล่!”

“-58”

เจ้าเต่าขนเขียวที่ถูกโจมตีจึงละทิ้งการ ‘ไล่ล่า’ เทพวิหารคลั่งในทันที ก่อนจะหันมาตวัดหางฟาดเข้าใส่ร่างของดาบคู่อย่างรุนแรง

“-371”

ทุกคนต่างตกตะลึงจนหน้าถอดสี พลังชีวิตของดาบคู่ลดฮวบไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา

“โล่พิทักษ์!”

“ย้อนคืนวสันต์”

“+264”

“+10”

“+10”

“+10”

เทพวิหารหยิงหยิงตะโกนขึ้นอย่างร้อนรน “ดาบคู่ นายแทงก์การโจมตีของบอสไม่ไหวหรอกนะ สกิลของฉันหมดแล้ว รีบหนีออกจากการต่อสู้เร็วเข้า!”

แต่ทว่า เมื่อถูกบอสจับเป้าหมายแล้ว จะหนีออกไปง่ายๆได้อย่างไรกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าตอนที่บอสปล่อยหมอกพิษออกมา ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้นมากถึงขนาดนี้

จิ้งจอกแดงที่ซ่อนตัวอยู่ด้านข้าง พอได้เห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก “แล้วตอนนี้จะทำยังไงกันดีล่ะ?”

ทำยังไงดีน่ะเหรอ?

เมื่อเห็นพลังชีวิตของเทพวิหารดาบคู่ลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สกิลฟื้นฟูของตัวเองก็ยังเหลือคูลดาวน์อีกตั้ง 3 วินาที

เทพวิหารหยิงหยิงได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น

“จบกันแล้ว”

...

ณ วิหารคืนชีพ

เทพวิหารไร้เสียงที่เพิ่งจะออกมาจากจุดคืนชีพได้ไม่นาน ก็พลันเห็นเทพวิหารดาบคู่เดินคอตกออกมาจากจุดคืนชีพเช่นกัน

“ทำไมนายถึงตายด้วยล่ะ?”

แต่ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงดี ภายในวิหารคืนชีพก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง

เทพวิหารจิ้งจอกแดง เทพวิหารหยิงหยิง และเทพวิหารคลั่งที่ใบหน้าบึ้งตึง ต่างก็เดินออกมาจากจุดคืนชีพทีละคน

และในจังหวะที่เทพวิหารคลั่งกำลังเดินผ่านเสาหินต้นหนึ่งในวิหาร เขาก็เผลอยกหมัดขึ้นหมายจะชกมันตามสัญชาตญาณ

ทว่าเมื่อกำปั้นเคลื่อนไปได้ครึ่งทาง เขาก็พลันนึกถึงความเจ็บปวดที่เพิ่งประสบมาไม่นานนี้ได้ จึงรีบหยุดชะงักในทันที ก่อนจะสบถออกมาด้วยความเดือดดาลสุดขีด

“ให้ตายสิ พวกไร้ประโยชน์เอ๊ย!”

พอนึกถึงว่าการฆ่าบอสครั้งแรกอาจจะถูกพวกกิลด์ราชวงศ์ชิงตัดหน้าไป เทพวิหารคลั่งก็ทั้งโกรธในความไร้ความสามารถของทีมตัวเอง และอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา

“ก็นี่มันเป็นครั้งแรกของทุกคนเหมือนกันนี่นา มันไม่มีเหตุผลเลยที่พวกนั้นจะไม่ตายยกตี้สักครั้งไม่ใช่รึไง?”

และยังไม่ทันที่คำพูดของเทพวิหารคลั่งจะขาดคำ แสงสีขาวที่จุดคืนชีพก็พลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

จักรพรรดินักดื่มเดินออกมาจากจุดคืนชีพด้วยใบหน้าดำคล้ำ

นครอุดรเดียวดายที่อยู่ข้างๆจักรพรรดินักดื่มก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“อ๋อ...ว่าแล้วทำไมในใจมันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย ที่แท้ก็มีคนกำลังนินทาว่าร้ายพวกเราอยู่ลับหลังนี่เอง!”

เทพวิหารคลั่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดีในทันที

“โอ้โห ไม่นึกเลยว่าปากฉันจะศักดิ์สิทธิ์ พูดอะไรก็เป็นจริงไปซะหมดขนาดนี้ ฮ่าๆๆๆ~~”

จักรพรรดินักดื่มไม่ได้สนใจคลั่งที่กำลังสะใจอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่กลับหันไปพูดกับเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ข้างๆแทน

“ตอนนี้ทุกคนแยกย้ายไปลงดันเจี้ยนส่วนตัวกันก่อนเถอะ อย่างน้อยก็ไปอัปเกรดไอเทมสวมใส่กันสักหน่อย แล้วเดี๋ยวตกดึกค่อยมาลองกันอีกครั้ง”

ทุกคนต่างขานรับ: “ครับ/ค่ะ”

ทว่าในตอนนั้นเอง ที่จุดคืนชีพก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหงุดหงิดที่ดังออกมา

“อีกแค่ 30% ก็จะฆ่ามันได้แล้วแท้ๆดันมาคลั่งซะได้ แบบนี้มันจะให้เล่นยังไงกันวะ”

พอลั่วเสินหลิวเหนียนเดินออกมาจากจุดคืนชีพ เขาก็ถึงกับตะลึงเมื่อเห็นสายตาทั้งสิบคู่ที่กำลังจ้องมองมา

“พวกนายก็อยู่กันที่นี่หมดเลยเหรอ บังเอิญอะไรอย่างนี้”

เทพวิหารคลั่งหัวเราะร่าออกมาอีกครั้ง “ก็บังเอิญดีเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆ~”

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน คนของกิลด์ทะนงฟ้าเซิ่งถังก็ตามออกมาจากจุดคืนชีพเช่นกัน

คราวนี้ความหม่นหมองก่อนหน้านี้ของเทพวิหารคลั่งก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่อาจปิดซ่อนไว้ได้อีกต่อไป

“เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนก็กลับมาอยู่ที่จุดเริ่มต้นเดียวกันแล้ว ยุติธรรมดีจริงๆฮ่าๆๆ!”

ทะนงฟ้าท่านขุนเดินออกมาจากกลุ่มคนแล้วมองไปยังเทพวิหารคลั่ง

“แกก็อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย ถ้าฉันเดาไม่ผิดล่ะก็ ในนั้นน่าจะยังมี ‘เฟิงหัว’ อยู่อีกคนนะ”

“เฟิงหัว?”

เทพวิหารคลั่งทำสีหน้าดูแคลน

“ก็แค่ผู้เล่นโซโล่ตัวคนเดียว จะไปสร้างคลื่นลมอะไรได้มากมายกัน?”

“ต่อให้ไปรวมหัวกับพวกคุณหนูตระกูลดังนั่น สุดท้ายก็เป็นได้แค่กลุ่มคนไร้ระเบียบเท่านั้นแหละ”

หลังจากพูดจบ เทพวิหารคลั่งก็หันไปบอกกับหยิงหยิงและคนอื่นๆ

“พวกเราไปกันเถอะ”

….

และในตอนนั้นเอง ข้อความสีแดงสดก็พลันปรากฏขึ้นบนช่องสนทนาโลก ทำเอาทุกคนที่อยู่ที่นั่นถึงกับใจหายวาบ

[ประกาศจากระบบโลก]: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น ‘เทียนซื่อ’ ที่สามารถพิชิตดันเจี้ยนส่วนตัวระดับเริ่มต้นได้เป็นคนแรก! ได้รับรางวัล: ค่าประสบการณ์ 5000; ไอเทมสวมใส่ระดับมหากาพย์ (สุ่ม) 1 ชิ้น; แต้มเกียรติยศ 20 แต้ม

[ประกาศจากระบบโลก]: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น ‘เทียนซื่อ’ ที่ปลดล็อกระดับความยากของดันเจี้ยนส่วนตัว: เริ่มต้น → ปานกลาง → สูงสุด ขอเชิญเหล่าวีรบุรุษทุกท่านเข้ามาร่วมท้าทาย

พอได้อ่านเนื้อหาจนชัดเจนแล้ว เทพวิหารคลั่งก็อดไม่ได้ที่จะตบหน้าอกตัวเอง พลางพึมพำออกมาอย่างโล่งใจ

“ทำเอาฉันตกใจแทบแย่”

“นึกว่าดันเจี้ยนทีมโดนคนชิงตัดหน้าไปซะแล้ว”

หลังจากเจอเรื่องน่าตกใจเข้าไปแบบนี้ เทพวิหารคลั่งก็ไม่กล้าที่จะรีรออีกต่อไป

“หยิงหยิง เธอไปติดต่อเทียนซื่อคนนี้มา ส่วนคนอื่นรีบไปหาไอเทมมาใส่กันเดี๋ยวนี้เลย!”

จักรพรรดินักดื่มและลั่วเสินหลิวเหนียนต่างก็สบตากัน “ไม่นึกเลยว่าเขาจะมาด้วย”

แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็รู้ดีว่า ‘เทียนซื่อ’ คนนี้กำลังจะกลายเป็นบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัวอย่างมากเป็นแน่

เพราะมันเห็นได้ชัดว่า ทันทีที่ประกาศของระบบโลกนี้ปรากฏขึ้น มันก็ได้สร้างความโกลาหลไปทั่วทั้งเกมในทันที

...

ส่วนทางด้านของหลินอี้และคนอื่นๆในตอนนี้กลับไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องดราม่าของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย

หล่อบรรลัยจ้องมองไปยังร่างมหึมาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเกราะด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความตึงเครียด

หัวหน้าหน่วยออร์คโด Lv15

(บอส)​

ถ้าหากในเกมนี้มีระบบเหงื่อออกได้ล่ะก็ ป่านนี้แผ่นหลังของหล่อบรรลัยคงจะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่ออย่างแน่นอน

ร่างของออร์คโดที่สูงสองเมตรกว่าเกือบสามเมตร ยืนตระหง่านอยู่ในถ้ำอันมืดมิดแห่งนี้ ช่างเป็นภาพที่สร้างแรงกดดันทางจิตใจได้อย่างมหาศาลจริงๆ

“ฉะ...ฉัน...ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”

ณ ตอนนี้ ตระกูลดังเยว่เอ๋อร์ดูเหมือนจะลืมความไม่พอใจที่มีต่อหลินอี้ไปเสียสนิท

ร่างของเธอขยับเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของหลินอี้โดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเล็กๆนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวที่มีต่อออร์คโด

แม้แต่เซี่ยไห่ถังที่ได้ชื่อว่าเป็นหญิงแกร่งก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันนัก

ถึงแม้ว่าร่างกายของเธอจะไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมามากนัก แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นนั้นก็ได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว

ถ้าจะให้พูดว่าในชั่วขณะนี้ใครที่ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ ก็คงจะมีเพียงหลินอี้ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนั้นเท่านั้น

อ้อ ใช่แล้ว ยังมีอาคาฮิโตมิอีกคนที่มองไม่เห็นตัว

ดูเหมือนว่าพวกโจรในเกมนี้น่าจะมีนิสัยแปลกๆอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ชอบที่จะเปิดใช้สกิลลอบเร้น ซ่อนตัวอยู่ในที่ที่คนอื่นมองไม่เห็น

ถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆก็แทบจะไม่มีใครเคยเห็นร่างของพวกเขาเดินโทงๆท่ามกลางสายตาของผู้คนเลย

ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่นอกเมือง พวกเขาก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาชีพที่น่ารังเกียจที่สุดโดยไม่มีใครเทียบได้

นั่นก็เพราะว่าอาชีพสายเปราะบางทุกคนที่กำลังเก็บเลเวลอยู่ข้างนอก แทบจะทุกคนต่างก็กลัวว่าจู่ๆจะมีโจรโผล่ออกมาจากข้างหลังแล้วจ้วงเอาดื้อๆ

สถานการณ์แบบนี้จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเลื่อนขั้นเป็นอาชีพระดับกลางตอนเลเวล 30 แล้วเท่านั้น

เพราะในตอนนั้น ทุกอาชีพก็จะมีสกิลประเภทตรวจจับ ซึ่งมันก็จะถึงคราวที่พวกโจรต้องเป็นฝ่ายหวาดกลัวบ้างแล้ว

หล่อบรรลัยกำคทาเวทมนตร์ในมือแน่น ก่อนจะกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วพูดว่า “พี่เฟิง พี่บอกมาเลยครับ ว่าพวกเราจะสู้กันยังไง”

‘ตอนนี้ก็น่าจะถึงตาที่ฉันจะได้แสดงฝีมือแบบเต็มที่แล้วสินะ’

หล่อบรรลัยคิดไปในทางที่ดี แต่ทว่าหลินอี้กลับตอบมาว่า

“จะไปสู้กับมันทำไมล่ะ”

“หา?!”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้

คัดลอกลิงก์แล้ว