- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้
บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้
บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้
บทที่ 33: บังเอิญอะไรอย่างนี้
“ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง~”
“สวัสดีค่ะ มีสายเรียกเข้าจากโลกแห่งความจริงถึงท่าน ท่านต้องการออกจากเกมเพื่อรับสายหรือไม่?”
‘กระต่ายมะนาว’ ที่กำลังเก็บเลเวลอยู่กับปาร์ตี้หนึ่ง ก็ได้พิมพ์ข้อความลงในช่องแชทของทีมในทันที
“ขอโทษทีนะ พอดีฉันมีธุระในโลกจริงนิดหน่อย ขอตัวไปก่อนล่ะ พวกนายเล่นกันต่อเลยนะ”
ชิงอีจื๋อเจี้ยน (หัวหน้าทีม): “อืม ไว้คราวหน้าถ้าออนไลน์แล้วก็อย่าลืมทักมาหาฉันด้วยล่ะ”
นักเวทหญิงที่ชื่อกระต่ายมะนาวก็รับคำโดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก
หลังจากนั้นไม่นาน ร่างอันบอบบางของกระต่ายมะนาวก็ค่อยๆจางหายไป
นักรบชายที่ชื่อ ‘ชีหาน’ จึงเดินเข้าไปหานักเวทชายที่ชื่อชิงอีจื๋อเจี้ยน ก่อนจะเอ่ยแซวขึ้น
“แกชอบเธองั้นเหรอ?”
“เบื่อผู้หญิงที่เสแสร้งแกล้งทำเต็มทนแล้ว พอมาเจอคนใสๆซื่อๆแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าเวลาอยู่ด้วยแล้วมันสบายใจดี” ชิงอีจื๋อเจี้ยนก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ชีหาน: “แกไม่กลัวว่าเธอจะแกล้งทำหรือไง?”
ชิงอีจื๋อเจี้ยนหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าเป็นผู้หญิงที่สามารถตบตาฉันได้ นายไม่คิดว่าผู้หญิงแบบนั้นมันน่าสนใจกว่าอีกเหรอ?”
ชีหานเหลือบมองนักเวทหนุ่มรูปงามตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
“เออ ตามใจแกเลย แกพูดอะไรก็ถูกหมดนั่นแหละ”
“แล้วนี่เราจะเก็บเลเวลกันต่อไหม?”
ชิงอีจื๋อเจี้ยน: “ไปกันต่อเถอะ”
….
หลังจากที่จางซินอิ่งออกจากเกมแล้ว เธอก็หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมา
เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ จางซินอิ่งก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าแล้วกดรับสาย
“ฮัลโหลคะ...แม่”
...
ในขณะเดียวกัน ณ ดันเจี้ยน [พงไพรเร้นลับ]
เทพวิหารคลั่งกำลังตวาดใส่ร่างหนึ่งอย่างเกรี้ยวกราด
“รีบถอยกลับมาเร็วเข้าสิ กำลังทำอะไรอยู่!”
เทพวิหารไร้เสียงตอบกลับด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ไม่ทันแล้วครับ!”
ภายใต้สายตาอันโกรธเกรี้ยวของคลั่ง ทันทีที่เจ้าเต่าขนเขียวปล่อยหมอกพิษออกมา บวกกับความเร็วในการโจมตีที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ส่งผลให้หลอดพลังชีวิตของเทพวิหารไร้เสียงที่เหลือน้อยอยู่แล้ว ร่อยหรอลงจนหมดเกลี้ยงในพริบตา
เมื่อสูญเสียเป้าหมายไป เจ้าเต่าขนเขียวจึงหันไปหาคลั่งซึ่งเป็นคนที่สร้างความเสียหายได้สูงสุดในทันที
เทพวิหารคลั่งไม่มีเวลาแม้แต่จะโมโห
เขาหันหลังแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
และแล้วในตอนนั้นเอง เทพวิหารหยิงหยิงก็ร้องตะโกนขึ้น
“ดาบคู่ นายจะทำอะไรน่ะ!”
เทพวิหารดาบคู่: “ก็ไม่เห็นรึไงว่าบอสมันกำลังโจมตีหัวหน้าอยู่?”
เทพวิหารหยิงหยิงตะโกนอย่างร้อนรน “อย่าเข้าไปนะ ถอยกลับมา!”
แต่ทว่า ณ เวลานั้น ดาบคู่ก็ได้ใช้สกิลเข้าใส่เจ้าเต่าขนเขียวไปเสียแล้ว
“กระแทกโล่!”
“-58”
เจ้าเต่าขนเขียวที่ถูกโจมตีจึงละทิ้งการ ‘ไล่ล่า’ เทพวิหารคลั่งในทันที ก่อนจะหันมาตวัดหางฟาดเข้าใส่ร่างของดาบคู่อย่างรุนแรง
“-371”
ทุกคนต่างตกตะลึงจนหน้าถอดสี พลังชีวิตของดาบคู่ลดฮวบไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา
“โล่พิทักษ์!”
“ย้อนคืนวสันต์”
“+264”
“+10”
“+10”
“+10”
เทพวิหารหยิงหยิงตะโกนขึ้นอย่างร้อนรน “ดาบคู่ นายแทงก์การโจมตีของบอสไม่ไหวหรอกนะ สกิลของฉันหมดแล้ว รีบหนีออกจากการต่อสู้เร็วเข้า!”
แต่ทว่า เมื่อถูกบอสจับเป้าหมายแล้ว จะหนีออกไปง่ายๆได้อย่างไรกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าตอนที่บอสปล่อยหมอกพิษออกมา ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้นมากถึงขนาดนี้
จิ้งจอกแดงที่ซ่อนตัวอยู่ด้านข้าง พอได้เห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก “แล้วตอนนี้จะทำยังไงกันดีล่ะ?”
ทำยังไงดีน่ะเหรอ?
เมื่อเห็นพลังชีวิตของเทพวิหารดาบคู่ลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สกิลฟื้นฟูของตัวเองก็ยังเหลือคูลดาวน์อีกตั้ง 3 วินาที
เทพวิหารหยิงหยิงได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น
“จบกันแล้ว”
...
ณ วิหารคืนชีพ
เทพวิหารไร้เสียงที่เพิ่งจะออกมาจากจุดคืนชีพได้ไม่นาน ก็พลันเห็นเทพวิหารดาบคู่เดินคอตกออกมาจากจุดคืนชีพเช่นกัน
“ทำไมนายถึงตายด้วยล่ะ?”
แต่ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงดี ภายในวิหารคืนชีพก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
เทพวิหารจิ้งจอกแดง เทพวิหารหยิงหยิง และเทพวิหารคลั่งที่ใบหน้าบึ้งตึง ต่างก็เดินออกมาจากจุดคืนชีพทีละคน
และในจังหวะที่เทพวิหารคลั่งกำลังเดินผ่านเสาหินต้นหนึ่งในวิหาร เขาก็เผลอยกหมัดขึ้นหมายจะชกมันตามสัญชาตญาณ
ทว่าเมื่อกำปั้นเคลื่อนไปได้ครึ่งทาง เขาก็พลันนึกถึงความเจ็บปวดที่เพิ่งประสบมาไม่นานนี้ได้ จึงรีบหยุดชะงักในทันที ก่อนจะสบถออกมาด้วยความเดือดดาลสุดขีด
“ให้ตายสิ พวกไร้ประโยชน์เอ๊ย!”
พอนึกถึงว่าการฆ่าบอสครั้งแรกอาจจะถูกพวกกิลด์ราชวงศ์ชิงตัดหน้าไป เทพวิหารคลั่งก็ทั้งโกรธในความไร้ความสามารถของทีมตัวเอง และอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา
“ก็นี่มันเป็นครั้งแรกของทุกคนเหมือนกันนี่นา มันไม่มีเหตุผลเลยที่พวกนั้นจะไม่ตายยกตี้สักครั้งไม่ใช่รึไง?”
และยังไม่ทันที่คำพูดของเทพวิหารคลั่งจะขาดคำ แสงสีขาวที่จุดคืนชีพก็พลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
จักรพรรดินักดื่มเดินออกมาจากจุดคืนชีพด้วยใบหน้าดำคล้ำ
นครอุดรเดียวดายที่อยู่ข้างๆจักรพรรดินักดื่มก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“อ๋อ...ว่าแล้วทำไมในใจมันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย ที่แท้ก็มีคนกำลังนินทาว่าร้ายพวกเราอยู่ลับหลังนี่เอง!”
เทพวิหารคลั่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดีในทันที
“โอ้โห ไม่นึกเลยว่าปากฉันจะศักดิ์สิทธิ์ พูดอะไรก็เป็นจริงไปซะหมดขนาดนี้ ฮ่าๆๆๆ~~”
จักรพรรดินักดื่มไม่ได้สนใจคลั่งที่กำลังสะใจอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่กลับหันไปพูดกับเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ข้างๆแทน
“ตอนนี้ทุกคนแยกย้ายไปลงดันเจี้ยนส่วนตัวกันก่อนเถอะ อย่างน้อยก็ไปอัปเกรดไอเทมสวมใส่กันสักหน่อย แล้วเดี๋ยวตกดึกค่อยมาลองกันอีกครั้ง”
ทุกคนต่างขานรับ: “ครับ/ค่ะ”
ทว่าในตอนนั้นเอง ที่จุดคืนชีพก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหงุดหงิดที่ดังออกมา
“อีกแค่ 30% ก็จะฆ่ามันได้แล้วแท้ๆดันมาคลั่งซะได้ แบบนี้มันจะให้เล่นยังไงกันวะ”
พอลั่วเสินหลิวเหนียนเดินออกมาจากจุดคืนชีพ เขาก็ถึงกับตะลึงเมื่อเห็นสายตาทั้งสิบคู่ที่กำลังจ้องมองมา
“พวกนายก็อยู่กันที่นี่หมดเลยเหรอ บังเอิญอะไรอย่างนี้”
เทพวิหารคลั่งหัวเราะร่าออกมาอีกครั้ง “ก็บังเอิญดีเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆ~”
หลังจากนั้นเพียงไม่นาน คนของกิลด์ทะนงฟ้าเซิ่งถังก็ตามออกมาจากจุดคืนชีพเช่นกัน
คราวนี้ความหม่นหมองก่อนหน้านี้ของเทพวิหารคลั่งก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่อาจปิดซ่อนไว้ได้อีกต่อไป
“เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนก็กลับมาอยู่ที่จุดเริ่มต้นเดียวกันแล้ว ยุติธรรมดีจริงๆฮ่าๆๆ!”
ทะนงฟ้าท่านขุนเดินออกมาจากกลุ่มคนแล้วมองไปยังเทพวิหารคลั่ง
“แกก็อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย ถ้าฉันเดาไม่ผิดล่ะก็ ในนั้นน่าจะยังมี ‘เฟิงหัว’ อยู่อีกคนนะ”
“เฟิงหัว?”
เทพวิหารคลั่งทำสีหน้าดูแคลน
“ก็แค่ผู้เล่นโซโล่ตัวคนเดียว จะไปสร้างคลื่นลมอะไรได้มากมายกัน?”
“ต่อให้ไปรวมหัวกับพวกคุณหนูตระกูลดังนั่น สุดท้ายก็เป็นได้แค่กลุ่มคนไร้ระเบียบเท่านั้นแหละ”
หลังจากพูดจบ เทพวิหารคลั่งก็หันไปบอกกับหยิงหยิงและคนอื่นๆ
“พวกเราไปกันเถอะ”
….
และในตอนนั้นเอง ข้อความสีแดงสดก็พลันปรากฏขึ้นบนช่องสนทนาโลก ทำเอาทุกคนที่อยู่ที่นั่นถึงกับใจหายวาบ
[ประกาศจากระบบโลก]: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น ‘เทียนซื่อ’ ที่สามารถพิชิตดันเจี้ยนส่วนตัวระดับเริ่มต้นได้เป็นคนแรก! ได้รับรางวัล: ค่าประสบการณ์ 5000; ไอเทมสวมใส่ระดับมหากาพย์ (สุ่ม) 1 ชิ้น; แต้มเกียรติยศ 20 แต้ม
[ประกาศจากระบบโลก]: ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่น ‘เทียนซื่อ’ ที่ปลดล็อกระดับความยากของดันเจี้ยนส่วนตัว: เริ่มต้น → ปานกลาง → สูงสุด ขอเชิญเหล่าวีรบุรุษทุกท่านเข้ามาร่วมท้าทาย
พอได้อ่านเนื้อหาจนชัดเจนแล้ว เทพวิหารคลั่งก็อดไม่ได้ที่จะตบหน้าอกตัวเอง พลางพึมพำออกมาอย่างโล่งใจ
“ทำเอาฉันตกใจแทบแย่”
“นึกว่าดันเจี้ยนทีมโดนคนชิงตัดหน้าไปซะแล้ว”
หลังจากเจอเรื่องน่าตกใจเข้าไปแบบนี้ เทพวิหารคลั่งก็ไม่กล้าที่จะรีรออีกต่อไป
“หยิงหยิง เธอไปติดต่อเทียนซื่อคนนี้มา ส่วนคนอื่นรีบไปหาไอเทมมาใส่กันเดี๋ยวนี้เลย!”
จักรพรรดินักดื่มและลั่วเสินหลิวเหนียนต่างก็สบตากัน “ไม่นึกเลยว่าเขาจะมาด้วย”
แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็รู้ดีว่า ‘เทียนซื่อ’ คนนี้กำลังจะกลายเป็นบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัวอย่างมากเป็นแน่
เพราะมันเห็นได้ชัดว่า ทันทีที่ประกาศของระบบโลกนี้ปรากฏขึ้น มันก็ได้สร้างความโกลาหลไปทั่วทั้งเกมในทันที
...
ส่วนทางด้านของหลินอี้และคนอื่นๆในตอนนี้กลับไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องดราม่าของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย
หล่อบรรลัยจ้องมองไปยังร่างมหึมาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเกราะด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความตึงเครียด
หัวหน้าหน่วยออร์คโด Lv15
(บอส)​
ถ้าหากในเกมนี้มีระบบเหงื่อออกได้ล่ะก็ ป่านนี้แผ่นหลังของหล่อบรรลัยคงจะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่ออย่างแน่นอน
ร่างของออร์คโดที่สูงสองเมตรกว่าเกือบสามเมตร ยืนตระหง่านอยู่ในถ้ำอันมืดมิดแห่งนี้ ช่างเป็นภาพที่สร้างแรงกดดันทางจิตใจได้อย่างมหาศาลจริงๆ
“ฉะ...ฉัน...ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”
ณ ตอนนี้ ตระกูลดังเยว่เอ๋อร์ดูเหมือนจะลืมความไม่พอใจที่มีต่อหลินอี้ไปเสียสนิท
ร่างของเธอขยับเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของหลินอี้โดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเล็กๆนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวที่มีต่อออร์คโด
แม้แต่เซี่ยไห่ถังที่ได้ชื่อว่าเป็นหญิงแกร่งก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันนัก
ถึงแม้ว่าร่างกายของเธอจะไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมามากนัก แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นนั้นก็ได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว
ถ้าจะให้พูดว่าในชั่วขณะนี้ใครที่ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ ก็คงจะมีเพียงหลินอี้ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนั้นเท่านั้น
อ้อ ใช่แล้ว ยังมีอาคาฮิโตมิอีกคนที่มองไม่เห็นตัว
ดูเหมือนว่าพวกโจรในเกมนี้น่าจะมีนิสัยแปลกๆอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ชอบที่จะเปิดใช้สกิลลอบเร้น ซ่อนตัวอยู่ในที่ที่คนอื่นมองไม่เห็น
ถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆก็แทบจะไม่มีใครเคยเห็นร่างของพวกเขาเดินโทงๆท่ามกลางสายตาของผู้คนเลย
ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่นอกเมือง พวกเขาก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาชีพที่น่ารังเกียจที่สุดโดยไม่มีใครเทียบได้
นั่นก็เพราะว่าอาชีพสายเปราะบางทุกคนที่กำลังเก็บเลเวลอยู่ข้างนอก แทบจะทุกคนต่างก็กลัวว่าจู่ๆจะมีโจรโผล่ออกมาจากข้างหลังแล้วจ้วงเอาดื้อๆ
สถานการณ์แบบนี้จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเลื่อนขั้นเป็นอาชีพระดับกลางตอนเลเวล 30 แล้วเท่านั้น
เพราะในตอนนั้น ทุกอาชีพก็จะมีสกิลประเภทตรวจจับ ซึ่งมันก็จะถึงคราวที่พวกโจรต้องเป็นฝ่ายหวาดกลัวบ้างแล้ว
หล่อบรรลัยกำคทาเวทมนตร์ในมือแน่น ก่อนจะกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วพูดว่า “พี่เฟิง พี่บอกมาเลยครับ ว่าพวกเราจะสู้กันยังไง”
‘ตอนนี้ก็น่าจะถึงตาที่ฉันจะได้แสดงฝีมือแบบเต็มที่แล้วสินะ’
หล่อบรรลัยคิดไปในทางที่ดี แต่ทว่าหลินอี้กลับตอบมาว่า
“จะไปสู้กับมันทำไมล่ะ”
“หา?!”
(จบตอน)