- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 31: อะไรคือความสุภาพบุรุษ?
บทที่ 31: อะไรคือความสุภาพบุรุษ?
บทที่ 31: อะไรคือความสุภาพบุรุษ?
บทที่ 31: อะไรคือความสุภาพบุรุษ?
ทันทีที่เผชิญหน้ากับบอส ฝั่งของกิลด์ราชวงศ์ ‘ราชวงศ์วสันต์อัสดง’ ก็เป็นฝ่ายเปิดฉากสั่งการขึ้นก่อน
“เดี๋ยวฉันจะเป็นคนเปิดฉากโจมตีก่อน ส่วนจักรพรรดินักดื่มจะเป็นแทงก์หลักนะ”
“สังหารโลหิตคอยดูสถานการณ์ไว้ด้วย ถ้าจำเป็นก็ให้ดึงความสนใจบอสไปช่วยจักรพรรดินักดื่มแทงก์ดาเมจ เพราะจักรพรรดินักดื่มจะตายไม่ได้เด็ดขาด”
“นครอุดรเดียวดาย นายก็โจมตีอิสระได้เลย แต่ระวังเรื่องการสร้างดาเมจด้วยล่ะ อย่าเผลอดึงความสนใจบอสไปซะก่อน”
“ซูเปอร์ฮีล คุณก็รับผิดชอบดูแลเลือดของจักรพรรดินักดื่มเป็นหลักก็พอ”
“ส่วนเรื่องอื่นๆเดี๋ยวค่อยปรับเปลี่ยนกันตามสถานการณ์อีกที ว่าแต่มีใครมีปัญหาอะไรอีกไหม?”
ทุกคนต่างขานรับพร้อมกัน “ไม่มีปัญหา!”
ราชวงศ์วสันต์อัสดงพูดต่อ
“เท่าที่ฉันสังเกตนะ จังหวะการปล่อยหมอกพิษของบอสดูเหมือนจะมีรูปแบบที่แน่นอนอยู่”
“เพราะงั้นเดี๋ยวฉันจะคอยส่งสัญญาณบอกเวลาที่มันจะปล่อยหมอกพิษเอง”
“พอฉันตะโกนว่า ‘แยกย้าย’ พวกนายสามคนก็ให้หยุดโจมตีทันที แล้วถอยห่างออกไปนอกระยะสามเมตรซะ เดี๋ยวฉันจะดึงความสนใจบอสไว้เอง”
“แล้วก็รอจนกว่ามันจะหยุดปล่อยหมอกพิษ หลังจากนั้นพวกนายค่อยกลับเข้าไปโจมตีต่อ”
“พยายามอย่าไปโดนหมอกพิษนั่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันกลัวว่าซูเปอร์ฮีลจะดูแลไม่ไหว แล้วสถานการณ์จะคุมไม่อยู่”
“เอาล่ะ ทุกคนเตรียมตัว!”
...
ณ สถานที่เดียวกันในดันเจี้ยนอีกแห่ง
“ดูทรงแล้วบอสตัวนี้น่าจะมีพลังโจมตีไม่สูงมากนักหรอก แต่ว่าพวกนายต้องคอยระวังหมอกพิษบนตัวมันให้ดี” ลั่วเสินปีศาจกล่าวขึ้น
​
“ตอนที่มันปล่อยหมอกพิษออกมา พวกสายประชิดต้องถอยออกไปทันที แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักเวทอย่างฝันผีเสื้อในการดึงความสนใจบอสแทน”
“ส่วนฝันผีเสื้อ เธอก็ต้องคอยขยับตำแหน่งให้ดีล่ะ อย่าให้มันแตะตัวได้เด็ดขาด”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลั่วเสินปีศาจก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“เอาเป็นว่าตอนนี้ก็มีเท่านี้ไปก่อน ยังไงซะเราก็ต้องลองสู้ดูสักตั้งถึงจะรู้สถานการณ์ที่แน่ชัด”
“เดี๋ยวให้ฝันผีเสื้อเป็นคนเปิดฉากโจมตี แล้วก็ลากมันออกมาสู้ข้างนอกบึงน้ำนั่นนะ จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวลองสู้ดูสักตั้งเถอะ” ลั่วเสินหลิวเหนียนไม่มีความเห็นขัดแย้งในเรื่องนี้​
“ได้เลย!” ทุกคนต่างขานรับ
“ฝันผีเสื้อ เตรียมเปิดฉากโจมตีได้!” ลั่วเสินปีศาจออกคำสั่ง
​
...
ณ อีกฝากหนึ่ง
ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลมองไปยังบอสเต่าขนเขียวที่หมอบอยู่ริมบึงน้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ดูท่าเจ้าตัวนี้คงจะรับมือยากน่าดูเลยแฮะ” ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลหันไปมองทะนงฟ้าท่านขุน “ยังจะสู้อยู่อีกไหม?”
“สู้สิ ทำไมจะไม่สู้ล่ะ?” ทะนงฟ้าท่านขุนตอบกลับด้วยสีหน้าแน่วแน่
“ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ ถึงจะตายก็ต้องตายให้มันรู้เรื่องไปเลยไม่ใช่หรือไง?”
“ยังไม่ทันได้ลองสู้แล้วก็จะถอยเนี่ย มันจะไปเข้าท่าได้ยังไงกัน”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ใบเมเปิ้ล เดี๋ยวพวกเราจะสู้กันยังไงดีครับ?” ทะนงฟ้านักท่องนภาเอ่ยถามขึ้น
​
ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลขมวดคิ้วมุ่น ราวกับว่ากำลังพิจารณาอะไรบางอย่างอยู่
ทันใดนั้น ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลก็ร่ายโล่ป้องกันให้กับทะนงฟ้าเวยป้า “เจ้าคนตัวโต นายลองเดินเข้าไปในกลุ่มหมอกพิษนั่นดูหน่อยซิ”
ทุกคนต่างตกตะลึงไปตามๆกัน
“พี่เฟิง...ผมไปทำอะไรให้พี่โกรธเคืองมารึเปล่าครับ? ทำไมต้องมาทำร้ายกันด้วยล่ะครับ!” ทะนงฟ้าเวยป้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาทันที
ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลเดินเข้าไปเตะก้นของทะนงฟ้าเวยป้าเข้าให้หนึ่งที
“พูดจาไร้สาระให้น้อยๆหน่อย บอกให้ไปก็ไปสิ มีฉันอยู่ทั้งคน นายจะกลัวอะไร”
ทะนงฟ้าท่านขุนหันไปมองทะนงฟ้าใบเมเปิ้ล “นายคิดจะลองทดสอบดาเมจของหมอกพิษนั่นดูสินะ?”
“อืม” ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“ถ้าหากดาเมจของหมอกพิษนี่ยังพอรับไหว แบบนี้พวกเราก็ยังพอจะลองสู้ดูได้”
“แต่ถ้าดาเมจมันสูงเกินไป ก็คงได้แต่ต้องยอมแพ้ไป เพราะยังไงซะนี่ก็เป็นแค่หนึ่งในลูกไม้ของบอสตัวนี้เท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าหลังจากนี้มันจะมีท่าไม้ตายอื่นอีกรึเปล่า”
ทะนงฟ้าท่านขุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ
“เสี่ยวเวย นายเข้าไปลองดูหน่อยสิ พอเข้าไปแล้วก็รีบออกมาทันทีเลยนะ เข้าใจไหม?”
ในเมื่อท่านทะนงฟ้าท่านขุนเป็นคนพูดเองแบบนี้แล้ว ทะนงฟ้าเวยป้าจึงทำได้เพียงเดินหน้าเศร้าไปยังกลุ่มหมอกพิษริมบึงน้ำอย่างช่วยไม่ได้
ทันทีที่ร่างของทะนงฟ้าเวยป้าสัมผัสกับหมอกพิษ ตัวเลขดาเมจก็พลันลอยขึ้นมาเหนือหัวของเขาทันทีเป็นชุด
“-10”
“-10”
“-10”
ภาพนั้นทำเอาทะนงฟ้าเวยป้าตกใจจนต้องรีบหันหลังวิ่งออกจากหมอกพิษแทบไม่ทัน ซึ่งทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลก็รีบร่ายคาถาย้อนคืนวสันต์ใส่เขาเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตให้กลับมาเต็มดังเดิมในทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทะนงฟ้าท่านขุนก็เอ่ยถามขึ้น
“เป็นยังไงบ้าง?”
ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลก้มหน้าลง ราวกับว่ากำลังคำนวณอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
ทว่าเพียงไม่นาน ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลก็เงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า
“สู้ได้!”
ทะนงฟ้าท่านขุนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ถ้าอย่างนั้นก็วางแผนเลยสิ ว่าจะสู้กันยังไง”
ทะนงฟ้าใบเมเปิ้ลจึงเริ่มวางแผนกลยุทธ์ในทันที
...
ขณะที่สามกิลด์ใหญ่กำลังเตรียมการเพื่อกำจัดบอสกันอย่างขะมักเขม้นนั้น
ณ วิหารคืนชีพที่อยู่ใกล้กับดันเจี้ยนที่สุด
เทพวิหารคลั่งเตะเข้าที่เทพวิหารเพชฌฆาตอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะตะคอกใส่แทบจะเป็นเสียงคำราม
“เมื่อกี๊ฉันบอกให้นายหยุดโจมตี แล้วบอกฉันมาซิว่านายกำลังทำบ้าอะไรอยู่?”
“นี่นายเพิ่งเคยเล่นเกมเป็นครั้งแรกหรือไงวะ? ให้ตายสิโว้ย!”
“นายเป็นแค่นักล่าแล้วจะมาแย่งดึงความสนใจบอสหาพระแสงอะไรของนายวะ แถมยังลากมาทางฉันอีก ให้มันได้แบบนี้สิ...”
พอนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นการตายยกตี้ครั้งที่สองแล้ว เทพวิหารคลั่งก็เดือดดาลจนควันออกหู ชี้หน้าด่าเทพวิหารเพชฌฆาตไม่ยั้ง
“ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันเลยนะ อย่าให้ฉันเห็นหน้าแกอีกเป็นอันขาด!”
ในตอนนี้ เทพวิหารเพชฌฆาตตกใจกลัวจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว
พอได้ยินคำว่า ‘ไสหัวไป’ ของเทพวิหารคลั่ง เขาก็รู้สึกเหมือนได้รับอภัยโทษครั้งใหญ่ จึงไม่กล้ารั้งรออยู่แม้แต่วินาทีเดียว รีบหันหลังแล้ววิ่งหนีไปทันที
และในตอนนั้นเอง ร่างของเทพวิหารจิ้งจอกแดง เทพวิหารดาบคู่ และเทพวิหารหยิงหยิง ก็ปรากฏขึ้นจากจุดคืนชีพอย่างต่อเนื่อง
เทพวิหารคลั่งที่โทสะยังไม่มอดดับ ก็ได้แต่ระบายอารมณ์ด้วยการชกเข้าที่เสาหินต้นหนึ่งอย่างแรง
“ปัง!”
“-1”
“โอ๊ย ให้ตายเถอะ~”
นี่มันจะสมจริงเกินไปแล้วไหมเนี่ย?
ความเจ็บปวดที่แล่นปราดมาจากกำปั้นยิ่งทำให้เทพวิหารคลั่งเดือดดาลมากขึ้นไปอีก
“ไอ้สารเลว เอ๊ย ไอ้เวรตะไล!”
“ฝีมือห่วยแตกแค่นี้ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักล่าอันดับหนึ่งของ ‘รวมเป็นหนึ่งในยุทธภพ’ อีกเรอะ พ่องแกสิ!”
เทพวิหารหยิงหยิงมองหัวหน้ากิลด์ของตนเอง แล้วเอ่ยถาม “แล้วพวกเรายังจะไปต่อกันอีกไหมคะ?”
“ยังจะไปต่อกับพ่...”
เทพวิหารคลั่งอยากจะสบถออกมาเต็มแก่ แต่เขาก็รู้ดีว่าการโมโหไปตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร จึงทำได้เพียงข่มโทสะเอาไว้
“ไปติดต่อมาให้ฉันที ดูซิว่ายังมีใครเลเวลสิบแล้วบ้าง ถ้าจะให้ดีขอเป็นอาชีพที่พอจะแทงก์ดาเมจได้หน่อย”
“พวกเราจะรอเขาอยู่ที่นี่ พอคนครบแล้วค่อยไปกัน”
เทพวิหารหยิงหยิงก็ไม่พูดอะไรมาก ก่อนจะเริ่มติดต่อหาคนในทันที
...
ณ ดันเจี้ยนของหลินอี้
หล่อบรรลัยมองไปยังเต่าขนเขียวตัวนั้นด้วยความตกตะลึง
“ให้ตายสิพี่เฟิง เจ้าตัวนั้นคือบอสของดันเจี้ยนนี้เหรอครับ?”
เมื่อมองไปยังเต่าขนเขียวขนาดมหึมาตรงหน้า หล่อบรรลัยก็ทำหน้าเหมือนคางจะหลุดลงไปกองกับพื้น
ทว่าในแววตาของเขากลับฉายแววตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด
นี่มันบอสเลยนะ!
ไม่รู้เหมือนกันว่าบอสตัวนี้จะดรอปไอเทมอะไรออกมาบ้าง
‘ชิ้นส่วนเซตสองชิ้นก็ได้มาแล้ว’
‘ไอเทมแรร์อีกสองชิ้น กับวัตถุดิบอีกนิดหน่อย...แค่นี้เองเหรอ…ทำไมบอสตัวนี้มันจนขนาดนี้วะเนี่ย’
หลินอี้มองภาพไอเทมเงาจางๆที่ปรากฏขึ้นบนตัวเต่าขนเขียว แล้วก็ได้แต่คิดในใจอย่างจนปัญญา
ทันใดนั้น หล่อบรรลัยก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “พี่เฟิงครับ เดี๋ยวพวกเราจะสู้กันยังไงดี?”
ทว่าหลินอี้กลับไม่ได้สนใจหล่อบรรลัยที่กำลังตื่นเต้นอย่างออกนอกหน้าเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับหันไปมองหน้าต่างข้อมูลปาร์ตี้แทน
ณ ตรงนี้ หลินอี้สามารถมองเห็นค่าพลังชีวิตของทุกคนได้อย่างชัดเจน
“พี่เฟิง พี่เฟิงงง~~”
“อะไร”
“บอสตัวนี้พวกเราจะสู้ยังไงดีล่ะครับ พี่รีบวางแผนเร็วเข้าสิ!”
ว่าแล้วเขาก็ไม่ลืมที่จะหยิบคทาเวทมนตร์ออกมา พลางทำท่าเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่การต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
ในขณะนั้น แม้แต่เซี่ยไห่ถังเองก็ยังจับจ้องไปยังหลินอี้ เพราะเธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าหลินอี้จะวางแผนกลยุทธ์อย่างไร
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างก็คือ หลินอี้กลับทำท่าเหมือนกำลังจะออกตัววิ่ง...
“ก็มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไปสู้กับเจ้าตัวหนังเหนียวแถมยังขี้เหนียวแบบนี้”
พอพูดจบ เขาก็วิ่งทะยานราวกับสายลมเข้าไปในม่านหมอกพิษ ก่อนจะข้ามผ่านบึงน้ำไป จนกระทั่งร่างของเขาหายลับไปจากสายตา
หล่อบรรลัยและเซี่ยไห่ถังถึงกับแข็งทื่อกลายเป็นหินในทันที
นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
บอสในดันเจี้ยนไม่ต้องสู้ก็ได้เหรอ?
เขากำลังทำอะไรของเขาอยู่?
และแล้วในตอนนั้นเอง เสียงตะโกนของหลินอี้ก็ดังลอดออกมาจากม่านหมอกพิษสีเขียวนั้น
“รีบวิ่งตามมาเร็วเข้าสิ พวกนายอยากจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเต่าขนเขียวนั่นรึไง?”
ณ ตอนนั้น ตระกูลดังเยว่เอ๋อร์เองก็มีสีหน้าที่ตะลึงงันไม่แพ้กัน
“ผู้ชายคนนี้เขารู้จักคำว่า ‘ความสุภาพแบบสุภาพบุรุษ’ บ้างไหมเนี่ย”
(จบตอน)