- หน้าแรก
- ฉันมองเห็นไอเทมดรอปของมอนสเตอร์ทุกตัว
- บทที่ 1 : การเกิดใหม่
บทที่ 1 : การเกิดใหม่
บทที่ 1 : การเกิดใหม่
บทที่ 1 : การเกิดใหม่
ติ๊ง!
“ยินดีต้อนรับสู่ 《ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า》 ฉันคือเอลฟ์ผู้ชี้นำ ‘เสี่ยวหรง’ ค่ะ”
ท่ามกลางห้วงมิติอันว่างเปล่า เอลฟ์ตัวน้อยมีปีกตนหนึ่งได้ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าของหลินอี้
“ตอนนี้จะเริ่มสร้างตัวละครให้คุณนะคะ กรุณาเลือกเผ่าพันธุ์ด้วยค่ะ”
หลินอี้ลืมตาขึ้นมาอย่างงุนงง และแล้วสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขาในตอนนี้ก็คือหน้าต่างต้นแบบสำหรับเลือกเผ่าพันธุ์ ตอนที่สร้างตัวละครในเกม 《ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า》 นั่นเอง
….
เบื้องหน้าของหลินอี้มีต้นแบบให้เลือกอยู่สามเผ่าพันธุ์ ได้แก่ เผ่ามนุษย์ผู้มีรูปร่างสมส่วน
เผ่าคนแคระที่ตัวเล็กแต่แข็งแกร่ง
และสุดท้ายคือเผ่ามนุษย์สัตว์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์เสือที่ทรงพลัง เผ่ามนุษย์หมูที่อ่อนแอ ไปจนถึงเผ่ามนุษย์จิ้งจอกที่แสนเย้ายวน
ณ ตรงนี้มีเรื่องหนึ่งที่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าเป็นเผ่ามนุษย์สัตว์ แต่โดยรวมแล้วลักษณะภายนอกก็ยังคงคล้ายกับมนุษย์ เพียงแต่จะมีลักษณะพิเศษบางอย่างของเผ่าพันธุ์ติดตัวมาด้วยเท่านั้น อย่างเช่นหางของเผ่ามนุษย์จิ้งจอก หรือรอยสักอักษร ‘ราชา’ ของเผ่ามนุษย์เสือ เป็นต้น
การเลือกเผ่ามนุษย์สัตว์ยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือมนุษย์สัตว์แต่ละเผ่าจะมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น เผ่ามนุษย์สิงโตจะมีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ แต่พลังป้องกันกลับอยู่ในระดับธรรมดา ผู้เล่นที่เลือกเผ่านี้ส่วนใหญ่จึงมักจะพัฒนาไปในสายอาชีพคลั่ง (Berserker)
ในขณะที่เผ่ามนุษย์จิ้งจอกจะมีความสามารถในการยั่วยวนที่สูงส่ง แต่ความแข็งแกร่งโดยรวมกลับไม่โดดเด่น ผู้เล่นที่เลือกเผ่านี้ส่วนใหญ่จึงมักจะเล่นเป็นอาชีพนักบวช (Priest)
พอได้เห็นหน้าต่างสร้างตัวละครนี้ หลินอี้ก็ถึงกับตกตะลึงไปในทันที นี่เขาไม่ได้ถูกคนลอบโจมตีอยู่หรอกหรือ?
แล้วทำไมถึงเข้ามาอยู่ในเกมได้ล่ะ
และสิ่งที่ทำให้หลินอี้ยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีกก็คือ ทำไมถึงมีให้เลือกแค่สามเผ่าพันธุ์นี้เท่านั้น?
เผ่าเทพไททันที่ทรงพลังหายไปไหน?
เผ่าซัคคิวบัสที่แสนเย้ายวนล่ะ?
แล้วก็เผ่าเอลฟ์ที่สง่างามล่ะ?
ไม่มีเลยสักเผ่า!
….
ทันใดนั้น หลินอี้ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ในใจพลันสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง
ดูเหมือนว่าจะมีแค่ตอนที่เกมเปิดช่วงทดลอง (Open Beta) เท่านั้นไม่ใช่หรือ ที่มีให้เลือกแค่สามเผ่าพันธุ์นี้
เพราะว่าเผ่าเอลฟ์ที่ปรากฏตัวเป็นเผ่าแรกสุด ก็มาหลังจากที่เกมเปิดให้บริการไปแล้วสามเดือน หลังจากนั้นก็เป็นเผ่าซัคคิวบัส ต่อมาก็เป็นเผ่ามนุษย์มังกร แล้วก็...
เมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ม่านตาของหลินอี้ก็พลันหดเล็กลง ในใจของเขาพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกที่ยากจะเชื่อ
“คง...คงจะไม่ใช่หรอกมั้ง?”
หลินอี้พยายามข่มความตื่นเต้นที่ปะทุขึ้นในใจ ก่อนจะเลือกเผ่ามนุษย์ไปด้วยมือที่สั่นเทา
และเมื่อหลินอี้เลือกเผ่าพันธุ์เสร็จสิ้น เสียงของเอลฟ์น้อยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“กรุณาปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ที่คุณจะใช้ในเกมตามคำแนะนำค่ะ”
หลินอี้ปรับลดลักษณะหน้าตาของตัวเองลงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดอย่างคล่องแคล่วชำนาญ จนกลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง
ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกอาชีพ หลินอี้เลือกอาชีพที่เขาคุ้นเคยที่สุดอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย : นักเวท (Mage)
เกมนี้แบ่งอาชีพหลักออกเป็นทั้งหมดห้าสาย ได้แก่ : นักเวท, นักรบ, นักล่า, โจร และนักบวช
นอกเหนือจากนี้ ในเกมยังมีอาชีพเสริมพิเศษที่ซ่อนอยู่อีกมากมาย ซึ่งอาชีพเสริมเหล่านี้จำเป็นต้องให้ผู้เล่นออกตามหาและได้รับสืบทอดมาด้วยตนเอง
อาชีพเสริมที่ซ่อนอยู่เหล่านี้มีทั้งอัศวินมังกรที่ทรงพลัง, ราชันย์เวทสายฟ้า, ผู้พิทักษ์, ผู้อัญเชิญ และอื่นๆอีกมากมาย…และที่สำคัญคืออาชีพเสริมที่ซ่อนอยู่ส่วนใหญ่นั้นมีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ก็ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อผู้คนได้รู้ว่ายังมีการดำรงอยู่ของอาชีพเสริม เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอาชีพเสริมจึงกลายเป็นของล้ำค่าประเมินมิได้ ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างยินดีที่จะจ่ายทรัพย์สมบัติที่คนธรรมดาทั้งชาติก็หาไม่ได้ เพื่อแลกกับอาชีพเสริมเพียงอาชีพเดียว
และหลินอี้เองก็ประสบเคราะห์กรรมจากการที่เขาได้รับไอเทมสืบทอดอาชีพเสริม ‘ผู้เรียกวิญญาณ (Spirit Summoner)’ นี่แหละ
จนถึงตอนนี้หลินอี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมจู่ๆตัวเองถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้
ในความทรงจำของเขา ตอนนั้นตนเองก็แค่เห็นใครบางคนในหอพักหยิบปืนขึ้นมาเล็งใส่ แล้วก็เผลอหลับตาลงตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง…พอรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
…
ในตอนนั้นเอง เอลฟ์ผู้ชี้นำก็ได้เอ่ยถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง
“ต่อไป กรุณาตั้งชื่อตัวละครของคุณด้วยค่ะ”
หลินอี้อดที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากไม่ได้ เขาเอ่ยชื่อที่อยู่กับตัวเองมาตลอดสามปีออกมาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เฟิง...หัว”
ติ๊ง! ชื่อตัวละครไม่ซ้ำ สร้างสำเร็จ กรุณายืนยันเพื่อเข้าสู่เกมหรือไม่?
มัน...ใช้ได้จริงๆด้วย!
หลินอี้ตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดตัวลอย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อและความตกตะลึง
ในวินาทีนี้ หลินอี้อยากจะออกจากเกมในทันทีเพื่อพิสูจน์ความคิดในใจของตัวเอง
ทว่าหลินอี้ก็กลัวว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่ง เขากลัวว่าหากออกจากเกมไปแล้ว จะต้องกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ตนเองไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะต่อต้าน
หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดหลินอี้ก็ตัดสินใจฝืนใจเลือก “เข้าสู่เกม”
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น หลินอี้ก็รู้สึกว่าเบื้องหน้าพลันมืดดับลง และแล้วเขาก็มาปรากฏตัวอยู่บนลานกว้างที่จอแจแห่งหนึ่ง
หลินอี้กวาดสายตามองไปรอบๆในขณะนี้บนลานกว้างเต็มไปด้วยผู้คนมากมายราวกับภูเขาและทะเล
เมื่อมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ก็จะเห็นชายหญิงนับไม่ถ้วนในชุดผ้าธรรมดากำลังเบียดเสียดกันอยู่บนลานกว้าง พวกเขากำลังพูดคุยถกเถียงกันอย่างออกรส พร้อมกับมีเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นเป็นระยะๆ
ภาพที่แสนคุ้นตานี้ เมื่อสามปีก่อนหลินอี้ก็เคยประสบกับมันมาแล้วครั้งหนึ่ง
เพราะว่าในตอนนั้นคือวันเปิดทดสอบเกมออนไลน์แห่งศตวรรษอย่าง 《ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า》 ที่เกิดจากความร่วมมือของนานาชาติ
และเมื่อความทรงจำเมื่อสามปีก่อนในหัวของเขาหลอมรวมเข้ากับภาพที่เห็นในปัจจุบัน หลินอี้ก็รู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันที
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกลวงกันแน่
ทว่าในตอนนี้ หลินอี้กลับต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่ทำให้ตัวเขาเองยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่เลย นั่นก็คือ...เขาได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่จริงๆ!
แถมยังเป็นการย้อนกลับมาในวันเปิดทดสอบของเกม 《ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า》 อีกด้วย
“เฮ้! พี่ชาย ขอทางหน่อยนะ ขอบคุณ”
“คนเยอะชะมัดเลย ที่นี่แน่นไปหมด แล้วเราจะทำอะไรกันต่อล่ะเนี่ย?”
“ไม่รู้สิ ขนาดเควสต์เริ่มต้นยังไม่มีเลย โคตรห่วยเลยว่ะ”
“ไปๆๆรีบออกจากที่นี่กันก่อนดีกว่า คนเยอะเกินไปแล้ว”
“ใช่ๆๆเบียดออกไปก่อนค่อยว่ากัน”
ในขณะที่หลินอี้กำลังตกตะลึงกับเรื่องที่ตัวเองได้เกิดใหม่ เสียงจอแจรอบทิศทางก็พลันดังเข้ามาในหูของเขา
พอได้สติกลับมา หลินอี้ก็อดที่จะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจไม่ได้ เขาหัวเราะจนผู้คนรอบข้างคิดว่าไอ้หมอนี่คงจะบ้าไปแล้ว
กว่าหลินอี้จะระบายอารมณ์ตื่นเต้นจนหมดสิ้น จิตใจของเขาก็ค่อยๆสงบลง
เขามองดูมือทั้งสองข้างของตัวเอง มองดูทุกสิ่งทุกอย่างรอบกาย แล้วหวนนึกถึงชีวิตก่อนที่จะเกิดใหม่ ซึ่งเป็นชีวิตที่ขี้ขลาดและอ่อนแอเพราะความธรรมดาสามัญของตน...
“ถ้าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริงล่ะก็...”
ประกายตาอันเฉียบคมพลันวาบขึ้นในดวงตาของหลินอี้
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของผู้คนรอบข้าง หลินอี้เดินตรงไปยังนอกหมู่บ้านโดยไม่สนใจแม้แต่น้อย
หลินอี้ที่เคยมีประสบการณ์ในช่วงเปิดทดสอบมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมรู้ดีว่า เกมนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคำแนะนำสำหรับผู้เล่นใหม่หรือคู่มือการเล่นอะไรทั้งนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ล้วนต้องอาศัยให้ผู้เล่นเรียนรู้และค้นพบด้วยตัวเอง
สำหรับช่วงเลเวล 1 ถึง 10 ในหมู่บ้านเริ่มต้นนั้น จริงๆแล้วมันคือช่วงเวลาที่บริษัทเกมมอบให้ผู้เล่นใหม่ทุกคนได้ทำความคุ้นเคยกับการควบคุมและเนื้อหาต่างๆของเกมนั่นเอง
สิ่งที่หลินอี้ต้องทำในตอนนี้ก็คือ รีบอัปเลเวลให้ถึงสิบให้เร็วที่สุด แล้วออกจากหมู่บ้านเริ่มต้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลัก
เพราะที่นั่นยังมีการสืบทอดของ ‘ผู้เรียกวิญญาณ’ รอตนเองอยู่
บอกตามตรงว่าตอนนี้หลินอี้อยากจะออกจากเกมไปดูเวลาในโลกแห่งความเป็นจริงใจจะขาด เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่จริงๆหรือไม่
แต่ท้ายที่สุด หลินอี้ก็เลือกที่จะถอย…เพราะถ้าหากมันเป็นเรื่องโกหก หลินอี้ก็ยอมที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกจอมปลอมนี้ต่อไปเสียดีกว่า
อันที่จริง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือหลินอี้กำลังรออยู่...เกมนี้มีการจำกัดเวลาเล่น ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ต่อให้หลินอี้ไม่อยากออก เขาก็จะถูกระบบบังคับให้ออฟไลน์อยู่ดี
ในขณะที่ผู้เล่นจำนวนมากยังคงสับสนว่าจะทำอะไรต่อไปดี หลินอี้ก็ได้เดินมาถึงมุมเปลี่ยวแห่งหนึ่งแล้วเปิดหน้าต่างสถานะตัวละครของตนเองขึ้นมา
ตัวละคร: เฟิงหัว
เลเวล: 1
ค่าประสบการณ์: 0/100
อาชีพ: นักเวทฝึกหัด
ค่าพลังชีวิต: 100/100
ค่าพลังเวท: 100/100
ค่ากายภาพ: +5
ค่าความแข็งแกร่ง: +5
ค่าสติปัญญา: +5
ค่าความว่องไว: +5
พลังโจมตีกายภาพ: 5-15
พลังโจมตีเวทมนตร์: 5-15
พลังป้องกันกายภาพ: 15
พลังป้องกันเวทมนตร์: 15
ค่าโชค: +5
ทักษะ: ลูกไฟ (Fireball): รวบรวมพลังความคิดยิงลูกไฟไปยังเป้าหมายที่กำหนด สร้างความเสียหายเวทมนตร์และติดสถานะเผาไหม้ ทำให้เป้าหมายเสียพลังชีวิต 1 หน่วยต่อวินาที เป็นเวลา 3 วินาที; เวลาร่าย: 1.5 วินาที; ใช้พลังเวท: 20; คูลดาวน์: 10 วินาที
….
ในเกมนี้ผู้เล่นทุกคนจะมีค่าสถานะเริ่มต้นเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงคุณจะสูงต่ำอ้วนผอม เป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม
อย่างน้อยที่สุดในจุดนี้ก็ตรงตามที่ทางผู้พัฒนาได้โฆษณาเอาไว้ นั่นคือการทำให้ผู้เล่นทุกคนที่เข้าสู่เกมได้เริ่มต้นจากจุดสตาร์ทเดียวกันอย่างเท่าเทียมและไม่ลำเอียง
ส่วนในอนาคตจะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและความสามารถของแต่ละบุคคลโดยสมบูรณ์
สำหรับฉากหลังของเกม 《ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า》 นั้นถูกตั้งค่าไว้ว่า:
ในทวีป ‘ลาฟาม’ แห่งนี้ เดิมทีเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์ต่างๆเกือบร้อยเผ่าพันธุ์ พวกเขาใช้ชีวิตสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นในดินแดนของตนเอง โดยมีระบบการใช้ชีวิตและวิถีแห่งการอยู่รอดที่เป็นเอกลักษณ์
ถึงแม้ว่าระหว่างบางเผ่าพันธุ์อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
โดยภาพรวมแล้วอาจกล่าวได้ว่าทุกเผ่าพันธุ์ต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และก็เป็นเช่นนี้เรื่อยมาเป็นเวลานานนับพันปี
แต่แล้วในศักราชแห่งการสร้างโลกปีที่ 5001 เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ได้อุบัติขึ้น และเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกใบนี้ไปโดยสิ้นเชิง
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเผ่าปีศาจ ได้เป่าแตรแห่งสงครามให้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งทวีปที่เคยเงียบสงบและร่มเย็นแห่งนี้
และหลังจากนั้นภายใต้การสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมของเหล่าปีศาจ เผ่าพันธุ์ต่างๆก็ได้ล้มหายตายจากไปจากสายตาของผู้คนทีละเผ่า ทีละเผ่า
จนกระทั่งเมื่อผู้คนตระหนักได้ว่า กองทัพปีศาจไม่ใช่สิ่งที่เผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งจะสามารถรับมือได้โดยลำพัง...
ในที่สุด ณ ศักราชแห่งการสร้างโลกปีที่ 5003 กองทัพพันธมิตรร้อยเผ่าต่อต้านปีศาจก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
หลังจากนั้นจึงเป็นมหาสงครามแห่งยุคสมัยที่ยาวนานถึงสิบปีเต็มระหว่างกองทัพพันธมิตรร้อยเผ่าและเผ่าปีศาจ
สงครามครั้งนี้ส่งผลให้ยอดฝีมือของร้อยเผ่าล้มตายจนแทบจะหมดสิ้น กระทั่งเผ่าพันธุ์อีกหลายสิบเผ่าก็ต้องสูญสลายไปในสงครามครั้งนี้ด้วย
ในขณะเดียวกัน เผ่าปีศาจเองก็ถูกร้อยเผ่าต่อต้านอย่างสุดชีวิต จนต้องล่าถอยกลับไปยังแดนปีศาจในที่สุด
ทว่าในตอนนั้นกองทัพพันธมิตรร้อยเผ่าก็หมดเรี่ยวแรงที่จะไล่ตามสังหารไปยังแดนปีศาจแล้ว จึงทำได้เพียงเลือกทางเลือกที่ดีรองลงมา นั่นคือการรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ของร้อยเผ่าเพื่อผนึกประตูมิติที่เชื่อมต่อกับแดนปีศาจเอาไว้
และด้วยประการฉะนี้ แม้ว่าร้อยเผ่าจะได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นกลับหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง
หลังจากพักฟื้นและซ่อมแซมเป็นเวลาหลายร้อยปี เผ่าพันธุ์ที่เหลือรอดก็ค่อยๆฟื้นคืนกำลังวังชากลับมาได้บ้าง
ทว่าในตอนนั้นเอง ข่าวร้ายก็ได้มาเยือนอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จู่ๆตามมุมต่างๆของทวีปลาฟาม ก็มีอสูรเวทจำนวนมากผุดขึ้นมา แล้วออกอาละวาดทำลายล้างเมืองต่างๆที่อยู่โดยรอบ
แม้ว่าความแข็งแกร่งของอสูรเวทเหล่านี้จะไม่ได้สูงส่งอะไรนัก ทว่าผู้คนกลับกังวลว่านี่อาจจะเป็นลางบอกเหตุว่าเผ่าปีศาจกำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง
และร้อยเผ่าที่เหลือรอดอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่สามารถต้านทานการรุกรานของกองทัพปีศาจได้อีกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้เอง
นักปราชญ์ที่เหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่คนของเผ่ามนุษย์ จึงจำต้องยอมสละชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน เพื่อใช้วิชา “มหาอัญเชิญ” อัญเชิญผู้กอบกู้จากต่างโลกมา เพื่อปกป้องดินแดนที่กำลังจะตกอยู่ในไฟสงครามอีกครั้ง และต่อต้านการกลับมาของเผ่าปีศาจ
และผู้เล่นทุกคนก็จะจุติลงมาในโลกใบนี้ ในฐานะของผู้กอบกู้
และทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือฉากหลังของโลกที่ทาง 《ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า》 ได้ประกาศไว้ในช่วงเปิดทดสอบนั่นเอง
…………
สถานที่ที่หลินอี้อยูในตอนนี้คือหมู่บ้านเริ่มต้นแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนของเผ่ามนุษย์ มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านชิงเหอ’
ในขณะที่ผู้เล่นส่วนใหญ่กำลังสับสนว่าจะทำอะไรต่อไปดี...จะมีก็แต่เพียงผู้เล่นเก่ามากประสบการณ์บางส่วนเท่านั้นที่จะรีบวิ่งออกจากลานกว้างเป็นอันดับแรก เพื่อหาที่เก็บเลเวล
ไม่ว่าจะเป็นเกมไหนก็ตาม การเลือกที่จะเก็บเลเวลเป็นอันดับแรกนั้นย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ผิดอย่างแน่นอน…และ 《ความรุ่งโรจน์แห่งเทพเจ้า》 ก็ไม่แตกต่างเช่นกัน ในช่วงที่ยังอยู่ในหมู่บ้านเริ่มต้น การกำจัดมอนสเตอร์คือหนทางเดียวในการเพิ่มเลเวล
ต้องรอจนกว่าจะเลเวลสิบเสียก่อน ถึงจะสามารถเดินทางไปยังเมืองหลักเพื่อเปลี่ยนอาชีพได้ และในเมืองหลักนั่นแหละถึงจะมีภารกิจต่างๆนานา รอให้คุณไปทำ
แน่นอนว่าหลังจากเลเวลสิบแล้ว ยังมีการเปิดดันเจี้ยนระดับต้นอีกสองแห่ง คือดันเจี้ยนเดี่ยวและดันเจี้ยนทีม…เพราะฉะนั้น ทรัพยากรและอุปกรณ์สำคัญบางอย่างในเกม นอกเหนือไปจากบอสโลกและกิจกรรมพิเศษแล้ว หากคนธรรมดาอยากจะได้มาครอบครอง ดันเจี้ยนก็คือหนทางที่ดีที่สุดนั่นเอง
และหลังจากที่เกมเปิดให้บริการไปได้สักพัก ก็จะมีคำพูดหนึ่งที่แพร่หลายออกไปว่า: ต้องเข้าไปในเมืองหลักเสียก่อน เกมนี้ถึงจะเรียกว่าได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
หลินอี้ไม่ได้ไหลไปตามกระแสแล้วมุ่งหน้าไปฆ่าฝูงไก่นอกหมู่บ้านเหมือนคนอื่น แต่เขากลับเดินลึกเข้าไปในป่าอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ แต่หลินอี้ก็ยังต้องเคารพกฎของเกม เขาสามารถทำได้เพียงเก็บเลเวลอย่างซื่อสัตย์จนกว่าจะถึงเลเวลสิบ แล้วจึงค่อยออกจากที่นี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลัก
มีเพียงการเดินทางไปยังเมืองหลักเท่านั้น หลินอี้ถึงจะมีโอกาสไปรับอาชีพเสริมที่ซ่อนอยู่ซึ่งนำพาหายนะมาสู่ตนเองนั่นก็คือ : ผู้เรียกวิญญาณ
ถ้าถามว่าผู้เรียกวิญญาณคืออะไร?
คุณอาจจะเข้าใจได้ว่ามันคือผู้อัญเชิญ (Summoner) ในเวอร์ชันที่แข็งแกร่งกว่า เพราะเขาไม่เพียงแต่จะสามารถอัญเชิญอสูรเวทมาต่อสู้เพื่อตนเองได้เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเขาเองก็ยังเป็นจอมเวทลึกลับ (Arcane Mage) ที่ทรงพลัง และครอบครองเวทมนตร์ลึกลับที่แข็งแกร่งอีกด้วย
…………
ระหว่างทาง หลินอี้สังเกตเห็นว่ามีผู้เล่นจำนวนมากที่คิดเหมือนกับเขา ทุกคนต่างก็พยายามเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆเพื่อหลีกหนีจากฝูงชนที่แออัด
แต่แล้วทันใดนั้น หลินอี้ก็สังเกตเห็นเงาจางๆของดาบไม้เล่มหนึ่งปรากฏอยู่บนตัวกระต่ายปีศาจที่เพิ่งจะเกิดใหม่ข้างๆเขา
ยังไม่ทันที่หลินอี้จะได้มองให้ชัดเจน กระต่ายปีศาจตัวนั้นก็ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจนร่างแหลกสลาย กลายเป็นลำแสงสีขาวหายวับไป…แล้วดาบไม้เล่มนั้นก็ตกลงบนพื้นข้างๆเท้า ทว่าในเวลาไม่นานมันก็ถูกใครบางคนเก็บไปอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน
การค้นพบนี้ทำให้หลินอี้ถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ…และในขณะที่หลินอี้กำลังคิดว่าตนเองอาจจะตาฝาดไป ณ ที่ไม่ไกลนัก เงาจางๆของรองเท้าผ้าคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนตัวกระต่ายปีศาจอีกตัว
ในวินาทีต่อมา หลังจากที่กระต่ายปีศาจตัวนั้นถูกสังหารอย่างทารุณ ข้างๆซากของมันก็มีรองเท้าผ้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้น จากนั้นก็มีเสียงห้าวๆตะโกนดังขึ้นมา
“ของดรอป! ของดรอปโว้ย!”
หลินอี้มองดูชายร่างใหญ่คนนั้นเก็บรองเท้าผ้าขึ้นไปอย่างตกตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
หลังจากนั้น หลินอี้ก็ได้เห็นเงาจางๆของอุปกรณ์หรือวัตถุดิบปรากฏขึ้นบนตัวกระต่ายปีศาจอย่างต่อเนื่อง และหลังจากที่กระต่ายปีศาจเหล่านี้ตายลง อุปกรณ์และวัตถุดิบที่เป็นเงาเหล่านั้นก็จะดรอปลงมาทั้งหมดไม่มีขาดตกบกพร่อง
ในทางกลับกัน กระต่ายปีศาจตัวที่ไม่มีเงาใดๆปรากฏบนตัว พอตายไปแล้วก็ไม่มีอะไรดรอปออกมาเลยแม้แต่อย่างเดียว
การค้นพบนี้ทำให้หลินอี้เกิดลางสังหรณ์ที่น่าอึดอัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นั้น หลินอี้ก็อดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้าเดินลึกเข้าไปในป่า
นักรบคนหนึ่งที่มีไอดีชื่อว่า “ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้” เมื่อเห็นหลินอี้ ก็อดที่จะหัวเราะเยาะไม่ได้:
“ไอ้หนูนี่ไม่รักชีวิตรึไงวะ เลเวล 1 แท้ๆยังกล้าเดินเข้าไปในเขตของสไลม์เลเวล 4 แถวนั้นมีแต่มอนสเตอร์ที่โจมตีก่อนทั้งนั้นเลยนะเว้ย!”
ข้างๆชายคนนั้น นักเวทอีกคนที่มีไอดีชื่อว่า “ตระกูลดังหล่อบรรลัย” เหลือบมองไอดีของหลินอี้แวบหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
“ช่างมันเถอะน่า ตรงนั้นกวางเกิดแล้ว รีบไปลากมาเร็วเข้า เราต้องรีบอัปให้ถึงเลเวล 2 แล้วออกจากที่นี่ ไม่งั้นอีกเดี๋ยวคนจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ” ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้เบ่งกล้ามแขนขึ้น
“ได้เลย! ดูดาบทวารของฉันซะ!”
แผล่บ!
ดาบไม้เล่มหนึ่งฟันฉับเข้าที่บั้นท้ายของกวางปีศาจ ตัวเลข “-11” ลอยขึ้นมาจากหัวของมัน
กวางปีศาจที่รู้สึกว่าตนเองถูกลบหลู่ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที มันใช้ขาหลังดีดเข้าใส่ร่างของตระกูลดังฯ ที่หลบไม่ทันอย่างจัง ส่งผลให้เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว
ตัวเลข “-31” ลอยขึ้นมาบนหัวของเขา ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้สูดลมหายใจเข้าลึก
“ดาเมจแรงขนาดนี้เลยเหรอ!”
ตระกูลดังหล่อบรรลัยเห็นดังนั้นก็ส่ายหัวถอนหายใจ: “เลิกเล่นได้แล้ว นี่มันไม่ใช่เกมออนไลน์กากๆที่เราเคยเล่นกันนะ”
“ฉันว่าเมื่อกี้ถ้านายตั้งใจจริงๆก็น่าจะหลบได้นะ” ตระกูลดังหล่อบรรลัยพูดไปพลาง ในขณะที่แถบเวทมนตร์ของเขาก็ร่ายจนเสร็จสิ้นพอดี
“ลูกไฟ!”
ลูกไฟลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่กวางปีศาจอย่างจัง
“-23”
“-1”
“-1”
“-1”
ตอนนั้นเอง ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้เพิ่งจะตั้งสติได้ เขาพูดอย่างเขินๆว่า: “แหม ก็มันไม่ทันตั้งตัวนี่หว่า ต่อไปฉันจะระวังให้มากกว่านี้”
ในตอนนั้น กวางปีศาจได้หันไปโจมตีตระกูลดังหล่อบรรลัยที่สร้างความเสียหายได้มากกว่าแทน ตระกูลดังหล่อบรรลัยม้วนตัวหลบการพุ่งชนของกวางปีศาจได้อย่างทุลักทุเล
กวางปีศาจหันกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งเข้าใส่ตระกูลดังหล่อบรรลัยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างอื่นได้อีกต่อไป มันสาบานว่าจะต้องทำให้มนุษย์ที่บังอาจมาเผาก้นของมันต้องชดใช้ให้ได้
แต่ในตอนนั้นเอง ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้ก็เข้ามาช่วยได้ทันเวลาพอดี เขาตะโกนออกมาอย่างเด็กไม่รู้จักโตว่า
“กินเพลงดาบไร้เทียมทานพิฆาตอัสนีของฉันซะ!”
“-12”
เมื่อรู้สึกว่าบั้นท้ายของตัวเองถูกจู่โจมอีกครั้ง กวางปีศาจก็หันหัวกลับมาอย่างเกรี้ยวกราด แล้วพุ่งเข้าใส่ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้ทันที
ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้ที่เตรียมตัวระวังอยู่แล้ว สามารถหลบการพุ่งชนของกวางปีศาจไปได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นตระกูลดังหล่อบรรลัยก็รีบลุกขึ้นมาร่ายเวทต่อ
อีกไม่นาน กวางปีศาจผู้น่าสงสารตัวนี้ก็ล้มลงกลายเป็นค่าประสบการณ์ให้กับทั้งสองคนอย่างไม่ยินยอมใจชช ภายใต้การประสานงานอันยอดเยี่ยมของพวกเขา
ในวินาทีที่กวางปีศาจล้มลง ตระกูลดังฉันไม่ร้องไห้ก็ใช้มือยันเข่าอย่างเหนื่อยหอบแล้วบ่นออกมาว่า
“เกมนี้มันสมจริงเกินไปแล้วไม่ใช่เหรอวะ? ขนาดความเหนื่อยยังรู้สึกได้เลยเนี่ย มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
“จริงๆแล้วถ้าเราระวังกว่านี้อีกหน่อย เราก็น่าจะจัดการกวางตัวนั้นได้ง่ายกว่านี้”
เมื่อได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่สมจริงของเกมนี้ ตระกูลดังหล่อบรรลัยก็อดที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความทึ่งไม่ได้: “เกมนี้ต้องเป็นหนึ่งในปาฏิหาริย์แห่งประวัติศาสตร์วงการเกมของมนุษยชาติอย่างแน่นอน”
เมื่อนึกถึงภาพมหาสงครามอันยิ่งใหญ่ที่ทางผู้พัฒนาเคยบรรยายไว้ ตระกูลดังหล่อบรรลัยก็รู้สึกเลือดในกายพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
และในขณะเดียวกันนั้นเอง หลินอี้กำลังปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบเชียบ เขามองดูกลุ่มสไลม์สามถึงห้าตัวที่อยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลนัก ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า
“เอาแกนี่แหละ!”
หลินอี้จับจ้องไปที่สไลม์ตัวหนึ่งที่มีเงาจางๆของกางเกงขายาวปรากฏอยู่บนตัว แล้วเริ่มร่ายคาถาลูกไฟ...
(จบตอน)