เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7: ภารกิจส่งไข่แมงป่องทะเลทราย (II)

ตอนที่ 7: ภารกิจส่งไข่แมงป่องทะเลทราย (II)

ตอนที่ 7: ภารกิจส่งไข่แมงป่องทะเลทราย (II)


 

ตอนที่ 7: ภารกิจส่งไข่แมงป่องทะเลทราย (II)

 

เฮเซคียาห์หมุนกายจากประตูกลับมาทำความรู้จักห้องแรกภายในคฤหาสน์ เบื้องหน้าของเขา ที่สุดทางเดิน ลึกเข้าไปมีบันไดใหญ่ ขั้นบันไดที่เห็นเป็นทางเดียวทอดยาวขึ้นไปสู่ชานพักบันไดกว้างซึ่งขยายพื้นที่ออกไปทั้งซ้ายและขวา บันไดที่เชื่อมแต่ละด้านของชานพักบันได ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ล้วนนำทางผู้คนไปยังชั้นสอง

 

เฮเซคียาห์แตะฮู้ดที่ปิดคลุมศีรษะของเขาเอาไว้ นึกจะปลดออก แต่แล้วเขาก็ลังเลและยกเลิกความคิดไป

 

มูนนี่ยืนอยู่ตรงสุดทางเดินของห้อง

 

“ชั้นสองมีหลายห้อง ห้องสมุด ห้องนั่งเล่น...” เขาแนะนำคฤหาสน์ชั้นบนอย่างคร่าวๆ ทีท่าสบายๆ ราวกับทั้งคฤหาสน์เป็นของเขาเอง

 

มือของมูนนี่ข้างหนึ่งวางไว้บนหัวของราวบันไดด้านที่อยู่ใกล้มือ

 

คฤหาสน์หลังนี้คงมีคนคอยดูแลทำความสะอาดเป็นอย่างดี ราวบันไดไม้สนถูกขัดจนมันวาว โคมระย้าทั่วห้องได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน และพรมกำมะหยี่สีแดงสด ไม่มีร่องรอยของการเปรอะเปื้อน ลายดอกไม้พันด้วยเถาวัลย์ปักด้วยด้ายสีเหลืองบนพรมบริเวณตรงกลางห้องและด้านข้างขนาบกับกำแพงห้องทั้งสองด้านเป็นทางยาวไม่ซีดจาง

 

“นี่!”

 

เสียงตวาด กระชากสติของเฮเซคียาห์ให้หันไปมองด้านขวามือของเขา

 

ตอนแรกเฮเซคียาห์มัวแต่พุ่งความสนใจไปยังบรรยากาศแปลกใหม่ที่ประตูและโถงด้านหน้า เขาเลยไม่เห็นว่า ทางด้านข้างมีช่องกระจกบานเลื่อนปิดและเปิดได้ ขนาดพอให้ยื่นศีรษะลอดผ่าน คนที่อยู่ในห้องเบื้องหลังช่องกระจกเป็นผู้หญิงสูงวัยที่ผมสีเทาถูกรวบตึง ดวงตาข้างหนึ่งของเธอฝ้าฝาง จมูกงองุ้มเป็นตะขอ ผิวเหี่ยวย่นบนใบหน้ามีรอยฝ้าและกระเต็มไปหมด

 

“หน้าตาไม่คุ้นเคย ต้องการให้ช่วยอะไรไหม” เสียงของเธออู้อี้ คงเพราะเหลือฟันในปากอยู่น้อยซี่

 

เฮเซคียาห์นิ่ง เขากำลังคิดหาการโต้ตอบที่เหมาะสม

 

อีกฝ่ายอ่อนวัยกว่า(มาก) เพียงแค่หน้าแก่

 

“เอ่อ ไม่ครับ คือผมตามเพื่อนมา”

 

“นั่นแหละ ยิ่งต้องกังวล ไอ้หนุ่มนั่นมันแนะนำได้แต่เรื่องฉิบหายๆ”

 

“อ้าว! ยายแก่ หยุดเลย! หยุดคำพูดไว้เลย” มูนนี่เดินย้อนกลับมาทำสีหน้าเอาเรื่องใส่หญิงชรา

 

“ระวังตัวไว้หน่อยก็แล้วกัน ไอ้เด็กเวรนี่ลากเพื่อนมาทีไร ครั้งต่อไปก็ได้ข่าวว่าตายแล้วทู๊กที

 

คำพูดของหญิงชราทำให้เฮเซคียาห์ตกใจ

 

เขามองหน้ามูนนี่ที่ขบริมฝีปากล่างและยกมือเกาที่ซอกคออย่างว้าวุ่นใจ

 

“มันไม่ใช่ความผิดของฉันนะยาย ผู้ใช้เศวตศาสตรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงอยู่แล้ว” มูนนี่เดาะลิ้นเล่นเมื่อพูดจบ แล้วเขาก็ขยับมาโอบไหล่เฮเซคียาห์และออกแรงรั้งให้เดินไปด้วยกัน “ยายแก่นี่คอยดูแลคฤหาสน์หลังนี้ เห็นว่าเจ้าของคฤหาสน์จ้างมา หนังเหี่ยวๆ ดูไม่มีประโยชน์อะไรแต่เป็นผู้ใช้เศวตศาสตราเหมือนกัน”

 

“ผู้ใช้เศวตศาสตรา?” เฮเซคียาห์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสนเท่ห์ เหลียวกลับไปมองทางกระจกบานเลื่อน แต่พบว่ามันปิดลงแล้ว และเขาไม่สามารถเห็นได้ว่าหญิงชรากำลังทำอะไรอยู่ในห้อง

 

อย่างไรก็ตาม เขาทันเห็นทางหางตาขณะหมุนใบหน้ากลับมาจ้องมูนนี่ว่ามีประตูอยู่ทางฝั่งขวามือ มันน่าจะพาพวกเขาไปพบหญิงชราในห้องชั้นในซึ่งเป็นอีกด้านของกระจกบานเลื่อนได้

 

“ยายแก่เป็นนักคิดค้นอาวุธ ถ้านายต้องการอาวุธดีๆ เจ๋งๆ ก็กลับมาหาได้ แต่ยายแก่ขี้งกมาก ระวังไว้ว่านายต้องจ่ายเธออย่างแพงชนิดหมดตูด”

 

“แล้วที่เธอว่า นายพาคนไปตาย?” เฮเซคียาห์เริ่มเคลือบแคลงว่ามูนนี่จะมีแผนหลอกใช้เขา

 

เศวตศาสตราประเภทเสริมสร้างเชาว์ปัญญาอย่างบรอธ ไม่ล้ำเลิศและเหมาะกับการต่อสู้เท่ากับเศวตศาสตราอื่นๆ เพราะมันเป็นสายสนับสนุน แต่ก็กล่าวได้ว่าในการรบกับชาวมัสติน มนุษย์ไม่มีโอกาสชนะเลยถ้าไม่มีสมาชิกในกลุ่มที่ครอบครองเศวตศาสตราประเภทนี้

 

นอกจากนี้ เศวตศาสตราประเภทเสริมสร้างเชาว์ปัญญายังช่วยหาเงินได้มาก เพราะสามารถค้นหาแหล่งทรัพยากรต่างๆ หรือวางกลยุทธ์เพื่อขโมย โจมตี หรือหลบหนีที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

 

“ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ก็อย่างที่ฉันบอก นายเป็นผู้ใช้เศวตศาสตรา นายก็เสี่ยงตายสูงกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว นอกจากนั้นการหาที่นี่เจอ นายก็ต้องเป็นพวกที่อยากโค่นล้มมัสติน ไม่ก็ใช้ประโยชน์จากเศวตศาสตราในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะรับจ้างทั่วไป รับจ้างหาของทั่วราชอาณาจักรอย่างฉัน หรืออาสาสมัครไปช่วยทำอะไรที่มันเสี่ยงๆ” มูนนี่กดมุมปากลงข้างหนึ่ง กลอกตามองบนและถอนหายใจ ดูรำคาญใจกับสายตาของเฮเซคียาห์ที่จ้องไปที่ตัวเองอย่างจับผิด

 

“ถ้านายหลอกใช้ฉันทำอะไรบ้าๆ ละก็ ฉันไม่ตายง่ายๆ แน่ และจะเอาคืนให้สาสม” เฮเซคียาห์ขู่ไว้ก่อน

 

มูนนี่ถอนหายใจแรงๆ อีกครั้ง คลายมือที่กอดคอเขาออก และเดินนำไปก่อน ไปวางเท้าข้างหนึ่งลงบนบันไดขั้นแรก มือจับหัวของราวบันไดไว้ขณะเอี้ยวกายกลับมามองหน้าเขา

 

“ฉันไม่เคยหลอกใช้ใครหรอก” เสียงของมูนนี่ดังข้ามห้อง

 

“เอาไว้ฉันพิสูจน์เองแล้วกัน” เฮเซคียาห์ไม่ใช่คนไร้สมอง ในชีวิตของเขา เขาเคยเห็นการหลอกใช้ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเองมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ระหว่างในหมู่มัสตินด้วยกันเองก็ใช่จะไม่เกิดขึ้นเลย เขาจึงรู้ว่ามีเพียงเวลาเท่านั้นที่พิสูจน์ให้เห็นความจริงใจของมูนนี่ได้

 

“ก็ตามใจนาย อ้อ ทางด้านนั้นเป็นบาร์กับห้องอาหาร” มูนนี่เบนใบหน้าไปทางประตูฝั่งซ้ายมือก่อนถึงตัวบันได

 

เฮเซคียาห์เดินมาจนอยู่ด้านหน้าของประตูที่มูนนี่บอก เขาได้ยินเสียงดนตรีแว่วมาจากด้านใน

 

เสียงหัวเราะของหนุ่มสาวสองคนดังแทรกขึ้นมาทางด้านหลัง เฮเซคียาห์เบี่ยงกายหันกลับไปมองที่ประตูทางเข้า เห็นคนแปลกหน้าชายและหญิงเพิ่งเดินเข้ามา พวกเขาสวมเพียงกางเกงหนังที่รัดท่อนขาแน่นเปรี๊ยะ ท่อนบนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยรอยสัก ห่วงกลมร้อยประดับอยู่เต็มไปหมดบนริมฝีปากปากและปีกจมูกของพวกเขา ทั้งคู่ทำผมทรงสกินเฮด เส้นผมเป็นสีดำ ดูเหมือนไม่ได้ผ่านการย้อมสี

 

“เฮ้! มูนนี่ แวะมาด้วยเหรอ งานล่าสุดของนายทำอะไรมา” ผู้ชายยกมือซ้ายตบแก้มซ้ายของเขาเบาๆ แล้วยื่นมาหามูนนี่ แขนอีกข้างยกโอบไหล่ผู้หญิงที่เป็นแฟนสาว

 

มูนนี่เดินมาจับมือกับอีกฝ่าย เฮเซคียาห์จึงกลายเป็นหลบไปอยู่ด้านหลังของมูนนี่ไปโดยปริยาย

 

“เก็บไข่แมงป่องทะเลทราย” มูนนี่ตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

 

“เจ๋งนี่เพื่อน! ไอ้ไข่บ้านั่น งานบ้าแบบนั้นใครให้มาวะเนี่ย” คนชวนคุยเรื่องงานหัวเราะพร้อมกับเขย่ามือมูนนี่ราวกับคนบ้า

 

“ยังไม่รู้ตัวมันเลย แต่ก็นะ ใครแคร์ แค่ทำได้ แล้วจ่ายเงินมาก็พอ

 

จบประโยคของมูนนี่ ทั้งมูนนี่และคู่รักชาวมนุษย์สุดแนวก็หัวเราะไปพร้อมกันราวกับคนบ้า

 

“เดี๋ยวนายจะพาเพื่อนขึ้นไปสำรวจด้านบนใช่ไหม” สายตาของผู้ใช้เศวตศาสตราที่ดูเพ้อๆ เหมือนพี้ยา มองซอกแซกข้ามไหล่ของมูนนี่มาที่เฮเซคียาห์

 

เฮเซคียาห์ยิ้มแหยตอบ

 

“ว่าแต่...” คนหัวเกรียนที่มองเฮเซคียาห์จู่ๆ ก็ชะงัก ย่นหัวคิ้วเข้าหากัน แล้วโน้มกายลงมาเพื่อจ้องเฮเซคียาห์ใกล้ๆ

 

มูนนี่เดินมาบังตัวเฮเซคียาห์ไว้

 

“เฮ้! ก็แค่คล้ายใช่ไหม ตัวมันไม่ได้เรืองแสง คงไม่ใช่หรอกเนอะ” คนที่จ้องเขม็งยืดกายขึ้น เจรจากับมูนนี่ด้วยน้ำเสียงระแวง

 

“เออ ไม่ใช่” มูนนี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้างแต่แฝงความต้องการปกป้องเอาไว้ “ไอ้นี่ไม่ใช่มัสตินหรอก มันแค่ไม่ค่อยสบาย ตัวขาวๆ ดูซีดๆ ประหลาดๆ”

 

“อะ เหรอ” คนฟังยอมรับฟังคำอธิบาย แต่ท่าทีเกร็งตัวและจังหวะหายใจไม่ได้ผ่อนคลายลง ดูเหมือนยังแคลงใจอยู่

 

มูนนี่ยิ้มเผล่ให้อีกฝ่าย

 

ดวงตาของผู้ใช้เศวตศาสตราผู้ชายจ้องเฮเซคียาห์อย่างไม่เป็นมิตร เขาเดินไป แต่ยังคงเอี้ยวศีรษะมาจ้องเฮเซคียาห์ ส่วนมูนนี่เอาแต่ส่งยิ้มหวานตาม

 

เมื่อคู่รักสุดแนวหายลับเข้าไปในบาร์และประตูปิดลงตามหลังพวกเขาแล้ว มูนนี่หุบยิ้มแล้วหันมามองเฮเซคียาห์ด้วยสีหน้าและแววตาโล่งใจ

 

“เกือบไป! นายโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้นะ ดันหล่อผิดธรรมชาติไปหน่อย”

 

“ก็นะ” เฮเซคียาห์พยักหน้า

 

เขายกมือขึ้นจับฮู้ดข้างหนึ่งของตัวผ้าคลุม และกำผ้าไว้ในมือแน่นขณะที่มูนนี่หันหลังให้และเดินนำขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง สายตาของคู่รักชาวมนุษย์ที่มองมาที่เขาเมื่อครู่ทำให้เขาตื่นตัวและเคร่งเครียด

 

ไม่ผิดแน่! พวกนั้นต้องเคยฆ่าชาวมัสตินสำเร็จมาแล้วไม่น้อย

 

 

 

“การเป็นเพื่อนกับมนุษย์ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” บรอธเอ่ยกับเฮเซคียาห์ที่นั่งเหม่อบนเก้าอี้กลมข้างหน้าต่างที่เปิดอยู่ อากาศข้างนอกหนาวจนถ้าคนอยู่ใกล้หน้าต่างเป็นมนุษย์ คงต้องรีบปิดหน้าต่างลง แต่สำหรับชาวมัสตินทั่วไปหรือเฮเซคียาห์แล้ว อุณหภูมิเท่ากันนี้กลับทำให้รู้สึกเย็นสบายมากกว่า

 

“ถูกต้องซะที่ไหน...”

 

“นายก็เริ่มชอบพวกเขาขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ” บรอธเอาส่วนมุมของมันเคาะอย่างแรงกลางหน้าผากของเฮเซคียาห์ ทำเอาเขาร้องออกมาเพราะความเจ็บ “โดยเฉพาะมูนนี่ นายเห็นเขาเป็นเพื่อน”

 

“ไม่!” เฮเซคียาห์ปัดมือไล่บรอธไปให้พ้นหน้าเขา น้ำเสียงแฝงความหงุดหงิด “แค่เจอกันแป๊บเดียว”

 

“ช่วงเวลาสั้นๆ อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนๆ หนึ่งไปตลอดชีวิตได้” บรอธวางตัวของมันเองที่ขอบหน้าต่าง

“...”

 

“เฮ้...” บรอธส่งเสียง

 

เฮเซคียาห์เอาแต่นิ่งงัน

 

เขาคิดว่าช่วงเวลาสั้นๆ ที่บรอธเอ่ย คือเวลาคืนเดียวที่เขาเปลี่ยนจากชาวมัสตินเป็นมนุษย์ และตอนนี้เขาหวนระลึกและคิดถึงราชินีเอสเธอร์ผู้ให้กำเนิดเขา

 

เขาเริ่มจดจำเธอได้เมื่อช่วงอายุราวๆ ขวบกว่า ภาพแรกที่เขาจดจำได้ คือเธอจุ๊บหน้าผากของเขาเบาๆ หลังกลับจากการช่วยราชาองค์ก่อนว่าราชการ ในวันนั้นเธอยกตัวเขา เหวี่ยงโยกไปมาจนทำให้เขาหัวเราะลั่น

ชาวมัสตินเติบโตช้ากว่ามนุษย์ พวกเขาใช้เวลาอยู่นานเกือบ 10 ปีกว่าจะเดินและพูดได้เท่ากับทารกอายุ 1 ขวบ ในช่วงเวลาแบบนั้นสมองอาจเติบโตไปก่อนและเข้าใจหลายเรื่องได้ดี แต่ยังต้องพึ่งพาคนที่เป็นพ่อและแม่ตลอดเวลาในการเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เฮเซคียาห์มีความทรงจำจากการเห็นเธอทุ่มเทเสียสละเลี้ยงดูเขาในช่วงเวลานั้นอัดแน่นอยู่ในสมอง

 

“ไม่ว่ายังไง ฉันก็หันหลังให้ชาวมัสตินไม่ได้” เฮเซคียาห์ถอนหายใจอย่างไม่สบายใจ “ต่อให้ฉันกลับไปเป็นชาวมัสตินไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากฆ่าพวกเขา”

 

“ฉันเข้าใจ แต่นายเป็นผู้ใช้เศวตศาสตรา นี่คือเส้นทางชีวิตของนาย”

 

“...”

 

เฮเซคียาห์ไม่คิดว่าการเถียงกับบรอธเรื่องความต้องการของเขาซึ่งไม่ตรงกับจุดประสงค์การกำเนิดของบรอธจะมีบทสรุปที่สร้างความพอใจให้กับเขา

 

“ฉันเชื่อว่าวันหนึ่งนายต้องฆ่าพวกเขา” บรอธพูดย้ำสิ่งที่ถือเป็นฝันร้ายของเฮเซคียาห์

 

“... ไม่”

 

เขาลุกขึ้นยืนแล้วพาตัวเองขึ้นเตียงเพื่อตัดบท

 

เมื่อเข้าสู่นิทรา เฮเซคียาห์ค่อยๆ แหวกว่ายเข้าสู่ห่วงลึกของความฝัน เขาเห็นมือของกษัตริย์องค์ก่อน คนที่เขาเคยหวาดกลัวที่สุดในชีวิตยื่นเข้ามา และมาบีบคอเขา เขาดิ้นรนในความฝัน ดิ้นรนอย่างแรงก่อนจะรู้สึกได้ถึงหลังที่กระแทกอย่างจัง

 

“นายเป็นอะไรมากหรือเปล่า” มูนนี่เปิดประตูห้องน้ำออกมาถามเขาที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นห้อง

 

“อ้าว กลับมาแล้วเหรอ” เฮเซคียาห์ลุกขึ้นนั่ง เขาครางเบาๆ ในคอ เจ็บหลัง หลังคงกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรงเพราะเตียงที่นอนอยู่เป็นเตียงที่ยกสูงขึ้นจากพื้นมาก เพื่อให้นักเดินทางสามารถเก็บสัมภาระไว้ใต้เตียงได้

“ฉันได้พิกัดส่งของมาแล้ว เขาไม่มีคนมารับ แต่ให้ฉันไปส่งของถึงที่ ค่ำนี้” มูนนี่ตอบขณะกลับเข้าไปในห้องน้ำ

 

“นายจะให้ฉันรอนายอยู่ที่โรงแรมไหม” เฮเซคียาห์ลุกขึ้นยืน เขาหาวหวอด

 

ภายนอกโรงแรม ท้องฟ้าสว่างจ้า ตอนนี้คงสายมากแล้ว แต่ถ้าให้เฮเซคียาห์นอนต่อ เขาก็นอนได้

 

“ไปด้วยกัน นายช่วยฉัน ฉันควรให้เครดิตนายด้วย”

 

“ให้แค่เครดิตใช่ไหม ไม่แบ่งของตอบแทน” เฮเซคียาห์ไปยืนเกาะขอบประตูห้องน้ำ มองเพื่อนโกนหนวด

 

“ฮะๆ แบ่งสิ” มูนนี่เอ่ยในสิ่งที่เฮเซคียาห์คาดไม่ถึง แล้วยกมือขึ้นลูบคางที่เกลี้ยงเกลา ตามองเข้าไปในกระจกด้านหน้า “แต่แค่ 1 ใน 4 นะ เพราะอีกส่วนถือว่านายจ่ายฉันเพื่อจ้างให้ไปตามหาไอ้มนุษย์กลายพันธุ์ที่นายเล่าให้ฟัง

 

“โอเค! ดีลว่ะเพื่อน” เฮเซคียาห์ยิ้มร่า เขาหมุนกายเดินกลับไปที่หน้าต่าง

 

ในตอนกลางวันอากาศของหมู่บ้านแห่งนี้ต่างไปจากตอนกลางคืนลิบลับ อุณหภูมิกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป และไม่หนาวเกินไป เด็กชายคนหนึ่งบนถนนหน้าโรงแรมสังเกตเห็นเขา เฮเซคียาห์ได้ยินเสียงผิวปากยาวๆ เรียกร้องความสนใจ พร้อมกับมือของอีกฝ่ายที่โบกไปมา

 

ดวงตาของเฮเซคียาห์ว่างเปล่า เขาปิดหน้าต่างลง

 

“เด็กนั่นชอบนายจริงๆ ทักทายทุกครั้งที่เห็นนาย นายออกไปข้างนอกก็วิ่งมาชวนคุยตลอด” บรอธวางตัวเองลงบนเตียง

 

“น่ารำคาญ” เฮเซคียาห์เดินไปหยิบถุงใส่สัมภาระของตัวเองมาตรวจสอบ

 

มูนนี่ช่วยหาถุงสัมภาระให้เขาใหม่ พร้อมทั้งช่วยหาของใช้จำเป็นเพื่อเฮเซคียาห์จะพกติดตัวไปได้ตลอดการเดินทางโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนเมื่อตอนมอบให้

 

“นายน่าจะรับเด็กสักคนมาเลี้ยง เมืองนี้เด็กกำพร้าเต็มไปหมด”

 

“พูดอะไรออกมา” เฮเซคียาห์หยุดมือ จ้องเศวตศาสตราของเขา “มัสตินไปเลี้ยงมนุษย์ บ้าไปหน่อยไหม”

 

“นายเป็นมนุษย์ต่างหาก มนุษย์ใหม่แกะกล่องที่ต้องเรียนรู้การเป็นมนุษย์ที่ดี”

 

“ไปตายซะ!”

 

“วิเคราะห์: นายต้องตายไปก่อน”

 

“อยู่เงียบๆ ฉันเก็บของอยู่”

 

“โอเค”

 

 

“ยืนยัน: มีผู้ใช้เศวตศาสตราในพิกัดดังกล่าว” บรอธรายงานกับเฮเซคียาห์หลังจากตรวจสอบพิกัดที่มูนนี่ได้มา

 

“แล้วคนที่ชื่อเรการ์ด เขาเป็นคนยังไง” เฮเซคียาห์อดถามไม่ได้

 

เขาเพิ่งเข้าใจความสามารถของบรอธเพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เศวตศาสตราของเขาสามารถสอดแนมเศวตศาสตราของคนอื่นได้ โดยบรอธสามารถบอกเขาให้รู้ถึงพลังของเศวตศาสตราที่กำลังเผชิญหน้าอยู่หรือที่อยู่ในรัศมีใกล้เคียง และที่สำคัญบรอธสามารถรู้ได้ถึงรายละเอียดด้านบุคลิกภาพของเจ้าของเศวตศาสตราดังกล่าว และคาดคะเนจากข้อมูลที่สอดแนมได้ ว่าคนๆ นั้นมีแนวโน้มเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับเฮเซคียาห์

 

อย่างไรก็ตาม บรอธเตือนเขาว่าข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของเศวตศาสตราที่มันแจ้งให้เขารับทราบได้ อาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากเศวตศาสตราบางอันไม่ได้ถูกใช้อย่างสม่ำเสมอหรือมีผู้ใช้งานร่วมกันหลายคน หรือบุคลิกภาพของเจ้าของสับสนเพราะอาการทางจิตเวช ทำให้ข้อมูลในหน่วยความจำของเศวตศาสตราอื่นที่บรอธเข้าสอดแนมเป็นข้อมูลที่ไม่มีความชัดเจน

 

“รายงาน: ไม่ใช่คนดี” บรอธตอบกลับมาด้วยเสียงเนิบๆ

 

เฮเซคียาห์สังหรณ์ใจไม่ดี

 

“อย่าคาดหวังอะไรจากคนจ้างงาน” มูนนี่สั่งสอนเขา

 

เฮเซคียาห์ยักไหล่ เขาไม่คาดหวังอะไรจากพวกมนุษย์มากนักหรอก

 

ตอนนี้พวกเขาโดยสารในยานสำหรับเดินทางเคลื่อนที่ในป่าของชาวมัสติน ยานนี้มีลักษณะเป็นท่อยาวเหมือนหนอน ใช้ดินตามธรรมชาติเป็นพลังงาน ระหว่างเคลื่อนที่ยานจะดูดดินขึ้นมาจากพื้นป่าเพื่อมาปรับเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีพิเศษให้เกิดเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ สสารที่มากับดินที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้จะถูกเก็บไว้ในกล่องกากเชื้อเพลิงซึ่งมูนนี่สามารถดึงออกมาภายหลังเพื่อเทกากต่างๆ คืนสู่ป่า โดยส่วนมากเป็นพวกก้อนหินที่ยังไม่ผุพังดี รากไม้ หรือซากวัตถุโบราณที่ประกอบด้วยธาตุที่ไม่พบในดินทั่วไป

 

“คำเตือน: ที่นั่นอาจมีคนที่พวกนายต้องให้ความช่วยเหลืออยู่” บรอธให้ข้อมูลที่ไม่ได้ขอ

 

“ใครกันล่ะ” มูนนี่ปรับระดับอุณหภูมิในยานให้เย็นลงอีกหน่อย “ถ้าจะมีใครตายที่นั่นก็ปล่อยให้ตายไปเถอะ”

 

“เออ ถ้านายไม่ยุ่ง ฉันก็ไม่ยุ่ง” เฮเซคียาห์เออออ เขาไม่อยากมีปัญหากับมูนนี่

 

บรอธไม่ได้ให้รายละเอียดพวกเขามากไปกว่านั้น

 

ยานตัวหนอนเคลื่อนตัวต่อเนื่องไปยังพิกัดที่ถูกตั้งค่าไว้ เมื่อมันเจอต้นไม้หรือก้อนหินกีดขวางทางอยู่ และยากจะผ่านไปได้ มันมุดตัวลงดินเหมือนกับไส้เดือนเพื่อชอนไชลงไปใต้ดินสักครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับขึ้นมายังพื้นด้านบน

 

บนหน้าจอควบคุมยาน หน้าปัดแสดงค่านับถอยหลังจากค่าคะเนตั้งต้นว่า พวกเขาจะใช้เวลาเดินทางกว่า 3 ชั่วโมงจึงจะถึงจุดหมาย

 

เฮเซคียาห์เหลือบมองมูนนี่ที่เอนกาย ปิดตาลงและฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ด้วยอุปกรณ์เล่นเพลงที่เป็นแบบสติกเกอร์ขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ใช้แปะลงไปในหู ผู้ใช้เศวตศาสตราหลายคนมีความสามารถในการร้องเพลงและผลิตแผ่นสติกเกอร์ดังกล่าวเพื่อขายให้แก่ผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ

 

เฮเซคียาห์ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เขาพกสติกเกอร์แบบเดียวกันมาด้วย

 

เสียงร้องเพลงของผู้หญิงคนหนึ่ง หวานเอื้อน อ่อนช้อย อยู่ในหูของเขา เธอใส่อารมณ์ในการร้องเพลงที่มีท่วงทำนองดนตรีที่อ่อนโยนระคนกับเศร้าโศก เธอร้องโดยใช้ภาษาหนึ่งของมนุษย์ที่เฮเซคียาห์เข้าใจเป็นอย่างดี เขาจึงฟังอย่างซาบซึ้งดื่มด่ำในเนื้อเพลงที่มีสาระเกี่ยวกับการเรียกร้องเสรีภาพของมนุษย์ที่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนกที่ถูกขังอยู่ในกรง

 

“นายน่าจะฟังร็อค” มูนนี่เอียงศีรษะมาคุยกับเขา

 

“นั่นมันรสนิยมนาย ฉันชอบฟังกีต้าร์อคูสติกมากกว่า”

 

“พวกอคูสติกนี่ มันดนตรีหน่อมแน้ม ฟังแล้วอ่อนปวกเปียกยังไงไม่รู้”

 

“เรื่องของนาย” เฮเซคียาห์กรอกตา เขาเบี่ยงกายหันหน้าไปอีกทาง

 

มูนนี่ไม่ยุ่งกับเขาต่อ

 

...แต่สักพัก เฮเซคียาห์ก็ได้ยินมูนนี่ตะโกนแหกปากลั่น ครวญครางพร่ำร้องดนตรีร็อคเหมือนกับคนบ้า เขย่าขา ทุบมือกับหน้าจอบังคับยาน โหวกเหวกโวยวายสุดๆ

 

ท้ายที่สุดเฮเซคียาห์เลยดึงสติกเกอร์เล่นเพลงออกมาทิ้งแม้ว่าจะเสียดายเหลือเกิน สติกเกอร์พวกนี้เป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ทิ้งแล้วทิ้งเลย

 

เฮเซคียาห์เอายางใส่หูเพื่อป้องกันเสียงรบกวนมายัดใส่หูแทน

 

แล้วเขาก็แกล้งหลับ ก่อนที่มูนนี่จะพยายามโน้มน้าวให้เขาโยกหัวเหมือนเมากาวไปพร้อมกัน

จบบทที่ ตอนที่ 7: ภารกิจส่งไข่แมงป่องทะเลทราย (II)

คัดลอกลิงก์แล้ว