- หน้าแรก
- ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์
- ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 001 เตาหลอมเทาเที่ย
ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 001 เตาหลอมเทาเที่ย
ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 001 เตาหลอมเทาเที่ย
ข้าขอเป็นเทพด้วยมรรคยุทธ์ 001 เตาหลอมเทาเที่ย
เบื้องหน้าของหานเจิงมืดมิดไปหมด ราวกับตกอยู่ในฝันร้าย อยากจะตื่นแต่ก็ตื่นไม่ได้
ทันใดนั้น แสงสว่างอันเลือนรางก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือวัดร้างที่ทรุดโทรม พระพุทธรูปที่ใบหน้าหายไปครึ่งหนึ่งล้มลงอยู่ข้างกาย บนนั้นยังมีคราบเลือดติดอยู่เล็กน้อย ดูแปลกประหลาดพิกล ราวกับกำลังจ้องมองมาที่หานเจิง
“ซี๊ด! เจ็บยิ่งนัก”
หานเจิงคลำศีรษะของตน แต่กลับสัมผัสได้ถึงเลือดสด ๆ เต็มมือ
ความทรงจำอันสับสนอลหม่านหลั่งไหลเข้ามาในหัว บีบบังคับให้เขายอมรับความจริงที่ว่าตนเองได้เดินทางข้ามมิติมาแล้ว
ชาติก่อนหานเจิงเป็นนักออกแบบเกมของบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง หลังจากทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ เขาก็ล้มลงบนรถไฟใต้ดินและไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย
เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ได้กลายเป็นหานเจิงแห่งโลกใบนี้ไปแล้ว
หลังจากจัดระเบียบความทรงจำในหัวแล้ว หานเจิงก็ขมวดคิ้วแน่น ส่งเสียง ‘จุ๊’ ออกมาคำหนึ่ง
“นี่มันเป็นโลกบัดซบอันใดกัน”
ต้าโจวก่อตั้งแคว้นมา 3,000 ปี ราชวงศ์ทั้งหมดก็เต็มไปด้วยบาดแผลพรุนไปหมดแล้ว
มารอสูรก่อความวุ่นวาย ลัทธิชั่วร้ายอาละวาด กบฏลุกฮือขึ้นทั่วทุกสารทิศ สำนักนิกายและตระกูลใหญ่ต่างยึดครองพื้นที่เป็นของตนเอง ประชาชนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแสนสาหัส
ในชาตินี้หานเจิงเกิดที่อำเภอหินดำ จวนมณฑลจิ้งโจว เขตซานหนานแห่งต้าโจว
มารดาเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเยาว์ ส่วนบิดาเป็นเสมียนในที่ว่าการอำเภอ ไม่มีอำนาจที่แท้จริง รับผิดชอบเพียงแค่การเขียนเอกสารเพื่อแลกกับเงินค่าแรงอันน้อยนิด
ปีที่แล้วบิดาของหานเจิงเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงให้หานเจิงที่เพิ่งอายุครบสิบแปดปีเข้าเป็นศิษย์ของสำนักยุทธ์เจิ้นเวยในอำเภอหินดำเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์
ในยุคสมัยอันวุ่นวายเช่นนี้ บัณฑิตมักอายุไม่ยืน มีเพียงพละกำลังเท่านั้นที่เป็นรากฐานในการปกป้องตนเอง
ทว่ายังไม่ทันที่หานเจิงจะสำเร็จวิชา บิดาของเขาก็ล้มป่วยและเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้
เพื่อจัดงานศพให้บิดา หานเจิงแทบจะขายทรัพย์สินของตระกูลทั้งหมด เรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว
แต่เหตุใดข้าจึงมาอยู่ในวัดร้างแห่งนี้ได้เล่า
ความทรงจำของเมื่อวานเลือนรางอย่างยิ่ง หานเจิงจำได้เพียงว่าตนเองออกจากสำนักยุทธ์หลังเลิกเรียน จากนั้นทุกอย่างก็ว่างเปล่า
หรือว่าข้าจะถูกกระแทกจนความจำเสื่อมไป
หานเจิงเหลือบมองพระพุทธรูปที่ดูแปลกประหลาดพิกลนั่น
ก่อนที่ข้าจะข้ามมิติมา คงจะพิงอยู่ข้างพระพุทธรูปที่เก่าแก่ทรุดโทรมองค์นี้ ผลคือฐานที่ผุพังทำให้พระพุทธรูปล้มลงมา ทับร่างในชาติก่อนของข้าจนตาย
หลังจากพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก หานเจิงก็ขยี้ตาอย่างแรงและมองไปข้างหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
นี่ข้าถูกกระแทกจนเห็นภาพหลอนไปแล้วหรือ
[เตาหลอมเทาเที่ยเริ่มทำงาน]
[เจ้าสามารถสังเวยวัตถุดิบใด ๆ เพื่อทะลวงผ่านวิชายุทธ์ หรือเข้าไปบำเพ็ญเพียรภายในเตาหลอมได้]
หานเจิงมองเตาหลอมทองสัมฤทธิ์ขนาดมหึมาที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า บนนั้นยังมีลายมังกรเทาเที่ยที่ดูราวกับมีชีวิตสลักไว้อยู่
กลิ่นอายอันดุร้ายน่าเกรงขามโชยปะทะใบหน้า สมจริงอย่างหาที่เปรียบมิได้
เขาขยี้ตาอีกครั้ง แต่เตาหลอมเทาเที่ยเบื้องหน้าก็ยังคงชัดเจนอย่างยิ่ง
นี่ไม่ใช่อัปเดตเกมเวอร์ชันสุดท้ายที่เขาทำหลังจากทำงานล่วงเวลาในชาติที่แล้วหรอกหรือ
ชาติก่อนหานเจิงรับผิดชอบดูแลเกมโปรแกรมเล็ก ๆ เกมหนึ่ง ที่มีเพียงการฆ่าสัตว์ประหลาดเพื่อเพิ่มระดับ เรียบง่ายและไม่ต้องใช้สมอง
เกมประเภทนี้โดยทั่วไปมีอายุสั้นมาก ไม่กี่เดือนหรืออย่างมากครึ่งปีก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว
นี่เป็นเกมแรกที่หานเจิงเป็นผู้นำในการพัฒนาด้วยตนเอง เขายังคงมีความผูกพันกับมันอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นในการอัปเดตครั้งสุดท้าย หานเจิงจึงได้ออกแบบระบบเตาหลอมเทาเที่ยอันสุดแสนจะใจดีนี้ขึ้นมา
สามารถนำวัตถุดิบระดับต่ำ อุปกรณ์ ยา และของจิปาถะต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ในกระเป๋ามาสังเวยให้แก่เตาหลอมเทาเที่ย เพื่อแลกกับการทะลวงผ่านและยกระดับทักษะได้
หรือจะสังเวยสิ่งของเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนเป็นค่าประสบการณ์สำหรับเพิ่มระดับอย่างบ้าคลั่งก็ได้
ตอนนี้ข้าเดินทางข้ามมิติมาแล้ว ระบบเตาหลอมเทาเที่ยนี่ก็ข้ามมิติตามข้ามาด้วยอย่างนั้นรึ
แต่ข้าคงไม่สามารถแบกเตาหลอมใหญ่ขนาดนี้เดินไปเดินมาตลอดเวลาได้กระมัง
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว เตาหลอมเทาเที่ยเบื้องหน้าก็หายวับไปในทันที
แต่หานเจิงสัมผัสได้ว่ามันอยู่ในใจของเขา เพียงแค่คิดมันก็จะปรากฏขึ้นมา
หานเจิงหรี่ตาครุ่นคิด ‘นิ้วทองคำของผู้ข้ามมิติหรือ นี่คือการให้ข้าฆ่าสัตว์ประหลาดเพิ่มระดับในโลกนี้อย่างนั้นรึ’
แต่ปัญหาก็คือ อย่างน้อยก็น่าจะให้ของขวัญสำหรับผู้เริ่มต้นมาบ้างสิ
ระบบเตาหลอมเทาเที่ยเป็นสิ่งที่หานเจิงสร้างขึ้นมาในช่วงท้ายของเกม
ช่วงแรกจะไปหาวัตถุดิบมากมายมาสังเวยจากที่ไหนได้ คงไม่ใช่ว่าจะให้เอาชีวิตของข้าไปสังเวยก่อนกระมัง
ทันทีที่ความคิดนี้ปรากฏขึ้น เตาหลอมเทาเที่ยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
[ตรวจไม่พบวัตถุดิบที่สามารถสังเวยได้ในขณะนี้ เจ้าสามารถใช้อายุขัย หนึ่งในประสาทสัมผัสทั้งหก หนึ่งในแขนขาทั้งห้า หนึ่งในสามดวงจิต หนึ่งในเจ็ดดวงกาย หนึ่งในอารมณ์ทั้งเจ็ด หนึ่งในความปรารถนาทั้งหก และตัวตนต่าง ๆ ที่เจ้าครอบครองอยู่เพื่อทำการสังเวยได้]
ดวงตาทั้งสองข้างบนลายมังกรเทาเที่ยที่ราวกับมีชีวิตนั้นเป็นสีแดงฉาน ปากอ้ากว้างราวกับจะกลืนกินฟ้าดิน แฝงไว้ด้วยความละโมบที่มิอาจบรรยายได้
ด้านล่างยังมีคำอธิบายที่คล้ายกับตารางคุณสมบัติในเกม
[ชื่อ: หานเจิง
ตบะ: ระดับเบิกชีพจรฟ้าประทาน (ทะลวงผ่านจุดชีพจร 41 จุด)
วิชายุทธ์และวรยุทธ์: ระดับฟ้าประทาน “วรยุทธ์คชสารเหล็ก” (ความชำนาญ 17%)
สถานะปัจจุบัน: สมองกระทบกระเทือน]
“ต้องเอาชีวิตของข้าไปสังเวยจริง ๆ หรือ แล้วสิ่งใดกันแน่ที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบสังเวยได้”
[เตาหลอมเทาเที่ยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ไม่ปฏิเสธสิ่งใด เมื่อตรวจพบวัตถุดิบที่สามารถสังเวยได้จะแจ้งเตือนเจ้า]
ตอนนี้หานเจิงรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง
หากรู้แต่แรกว่าจะมีการเดินทางข้ามมิติเช่นนี้ เขาก็ควรจะตั้งค่าเตาหลอมเทาเที่ยให้ง่ายกว่านี้อีกสักหน่อย
โบกมือให้เตาหลอมเบื้องหน้าหายไป
หานเจิงเดินออกจากวัดร้าง ท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มปรากฏสีขาวนวลของท้องปลา น่าจะเป็นยามรุ่งอรุณ
ในระยะไกลพอจะมองเห็นเมืองขนาดไม่เล็กที่ก่อขึ้นจากอิฐหินสีดำทั้งหลัง ที่นั่นก็คืออำเภอหินดำ
ข้ามาอยู่นอกเมืองได้อย่างไรกัน
ในยุคสมัยนี้ นอกเมืองนับว่าอันตรายอย่างยิ่ง
มารอสูรกินคน โจรปล้นชิงทรัพย์ การออกจากเมืองคนเดียวนับว่าอันตรายที่สุด
แม้ว่าตอนนี้ใกล้จะสว่างแล้วแต่ก็ยังไม่ปลอดภัย หานเจิงจึงรีบวิ่งตรงไปยังอำเภอหินดำอย่างรวดเร็ว
หลังจากวิ่งออกมาได้ระยะหนึ่ง หานเจิงก็หันกลับไปมองวัดร้าง เขาพลันพบว่าวัดร้างแห่งนั้นก็ดูแปลกประหลาดมากเช่นกัน
วัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งกลับประดิษฐานพระพุทธรูปเพียงองค์เดียว ด้านบนกลมด้านล่างเหลี่ยม ทั่วทั้งองค์เป็นสีแดงคล้ำด่างดวง ราวกับปากอ้ากว้างที่โชกไปด้วยเลือด
ระยะทางที่เห็นนั้นช่างไกลเกินกว่าที่คาดคิด
หานเจิงวิ่งเกือบหนึ่งชั่วยามจึงมาถึงหน้าประตูเมือง ในเวลานี้ทหารยามเพิ่งจะเปิดประตูเมือง
หานเจิงอาศัยความทรงจำในหัวเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่ทรุดโทรม ในที่สุดก็หาบ้านของตนเองจนพบ
กระท่อมอิฐสีเขียวหลังหนึ่ง พร้อมด้วยลานบ้านเล็ก ๆ
แม้จะยังนับว่าสะอาดเรียบร้อย แต่เมื่อไม่นานมานี้เพราะต้องจัดงานศพให้บิดา เขาจึงขายของมีค่าในบ้านไปเกือบทั้งหมด
ดังนั้นตอนนี้บ้านของหานเจิงจึงแทบจะเรียกได้ว่าว่างเปล่า มีเพียงเตียงนอนหนึ่งหลังเท่านั้น
เขาตักน้ำขึ้นมาถังหนึ่งเพื่อล้างบาดแผลที่ด้านหลังศีรษะ หานเจิงเหลือบมองเงาสะท้อนในน้ำในบ่อ
ชาตินี้ของข้าก็นับว่าหล่อเหลาไม่น้อย แม้จะไม่ถึงกับงดงามเป็นพิเศษ แต่อย่างน้อยก็มีคิ้วกระบี่ตาดารา ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย
เมื่อดูเวลาแล้ว ก็พบว่าชั้นเรียนเช้าของสำนักยุทธ์ใกล้จะเริ่มแล้ว
สำนักยุทธ์เจิ้นเวยแบ่งชั้นเรียนออกเป็นสองประเภท คือชั้นเรียนเช้าและชั้นเรียนใหญ่
ชั้นเรียนเช้ามีเพียงครึ่งวัน ส่วนชั้นเรียนใหญ่ที่จัดขึ้นสิบวันครั้งนั้นจะเรียนเต็มวัน
ในความทรงจำ หานเจิงเป็นคนขยันหมั่นเพียรมาก หลังจากเข้าร่วมสำนักยุทธ์มาครึ่งปี ก็ไม่เคยขาดเรียนเลยแม้แต่วันเดียว
เพราะโอกาสในการเข้าร่วมสำนักยุทธ์เจิ้นเวยนั้น บิดาของเขาต้องใช้ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดของตระกูลแลกมา
เงินสามร้อยตำลึงบวกกับรากกระดูกที่แข็งแรงสมบูรณ์ จึงจะมีคุณสมบัติเข้าสู่สำนักยุทธ์ได้
หากเจ้าเป็นคนขี้โรค ต่อให้เอาเงิน 1,000 ตำลึงมาให้ สำนักยุทธ์ก็ไม่รับเจ้าเช่นกัน
เพียงแต่ว่าแม้หานเจิงจะขยันหมั่นเพียร แต่รากกระดูกของเขากลับเรียกได้เพียงว่าธรรมดาทั่วไป
หลังจากเข้าร่วมสำนักยุทธ์ หลี่จิ้งจงก็ได้ถ่ายทอดวิชาภายในขั้นต้น “วรยุทธ์คชสารเหล็ก” ให้แก่เหล่าศิษย์ หานเจิงฝึกฝนมาครึ่งปีก็ทำได้เพียงใช้ “วรยุทธ์คชสารเหล็ก” ทะลวงผ่านจุดชีพจรไปได้สี่สิบเอ็ดจุดเท่านั้น
ส่วนศิษย์ที่ก้าวหน้ากว่าคนอื่น ๆ ล้วนทะลวงผ่านจุดชีพจรไปได้มากกว่าห้าสิบจุดแล้ว
ขณะที่กำลังจะออกจากบ้าน ท้องของหานเจิงก็ร้องขึ้นมา
แต่เมื่อค้นทั่วบ้านแล้ว หานเจิงกลับพบเพียงหมั่นโถวเย็นชืดครึ่งลูก เขากินมันกับน้ำเย็นแล้วรีบร้อนออกจากบ้านไป
อำเภอหินดำแบ่งออกเป็นสี่เขต คือตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ
บ้านของหานเจิงอยู่ในเมืองเหนือ ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ยากจน บ้านเรือนแออัดยัดเยียด ไม่ต่างจากสลัมเท่าใดนัก
ส่วนสำนักยุทธ์เจิ้นเวยนั้นตั้งอยู่ในเขตตะวันออกที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด โดยใช้ลานบ้านขนาดใหญ่สามแห่งเชื่อมต่อกันเป็นลานฝึกของสำนักยุทธ์
เมื่อหานเจิงมาถึงสำนักยุทธ์ ศิษย์ของสำนักยุทธ์เกือบทั้งหมดก็มาถึงแล้ว และกำลังรอเริ่มเรียนอยู่ที่นี่
สำนักยุทธ์เจิ้นเวยมีศิษย์ราวร้อยกว่าคน ส่วนน้อยเป็นบุตรหลานตระกูลร่ำรวย ส่วนใหญ่เป็นเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะดี
เพราะอย่างไรเสียก็มีคำกล่าวว่า ‘ยากจนเรียนอักษร ร่ำรวยฝึกยุทธ์’ ค่าเล่าเรียนของสำนักยุทธ์สูงถึงสามร้อยตำลึง ครอบครัวทั่วไปไม่มีทางจ่ายไหวอย่างแน่นอน
ครู่ต่อมา ชายวัยกลางคนอายุห้าสิบกว่าปี สวมชุดฝึกยุทธ์สีดำ ใบหน้าเหลี่ยมดูน่าเกรงขาม เดินออกมาจากด้านในของสำนักยุทธ์
ชายผู้นี้คือเจ้าสำนักยุทธ์เจิ้นเวย หลี่จิ้งจง ฉายา ‘วานรขาวทะลวงแขน’ เป็นยอดฝีมือระดับผลัดกายแต่กำเนิด
หมัดวานรขาวทะลวงแขนของเขาสามารถทุบศิลาจารึกให้แตกและต่อกรกับดาบหอกได้ ในอำเภอหินดำก็นับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่ง
หลี่จิ้งจงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ศิษย์รุ่นพวกเจ้าเข้าร่วมสำนักยุทธ์มาสั้นที่สุดก็ครึ่งปี ยาวที่สุดก็เจ็ดแปดเดือน ‘วรยุทธ์คชสารเหล็ก’ ก็น่าจะเข้าสู่ระดับเริ่มต้นกันหมดแล้ว ถึงเวลาสำหรับการทดสอบใหญ่ครั้งแรกแล้ว
เส้นทางแห่งมรรคยุทธ์หากไม่ก้าวหน้าก็มีแต่จะถดถอย หลังจากการทดสอบใหญ่ ศิษย์คนใดที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะต้องถูกขับออกจากสำนักยุทธ์
ไม่ใช่ว่าข้าไร้ความปรานี แต่เส้นทางแห่งมรรคยุทธ์นั้นโหดร้ายเช่นนี้ หากไม่มีพรสวรรค์และความมุ่งมั่น การอยู่ในสำนักยุทธ์ต่อไปก็เป็นเพียงการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”
สิ้นเสียงของเขา เหล่าศิษย์ของสำนักยุทธ์ก็ส่งเสียงฮือฮา ส่วนใหญ่ต่างตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
การถูกขับออกจากสำนักยุทธ์ไม่เพียงแต่จะเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นเพียงคนไร้ความสามารถ ไม่เหมาะกับการฝึกยุทธ์เลยแม้แต่น้อย
“เงียบ!”
หลี่จิ้งจงเดินลงจากบันได มาหยุดอยู่หน้าเสาหินที่ใช้สำหรับฝึกฝนบนลานฝึก
“มรรคยุทธ์คืออะไร มรรคยุทธ์คือสิ่งที่ขัดเกลาขึ้นมาจากเวลาและความมุ่งมั่น!
เบิกชีพจรฟ้าประทาน คือการควบแน่นกำลังภายในไว้ในจุดชีพจรของร่างกาย
ร่างกายมนุษย์มีจุดชีพจร 365 จุด สอดคล้องกับจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้า ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านจุดชีพจรได้หนึ่งจุด พลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ในขณะเดียวกันก็ยังมีเส้นลมปราณอีกสิบสองเส้นที่ควบคุมทิศทางการไหลของพลังในร่างกาย ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านเส้นลมปราณได้หนึ่งเส้น ความสามารถในการควบคุมพลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
รวบรวมพลังจากจุดชีพจรเพื่อทะลวงผ่านเส้นลมปราณทั้งสิบสองเส้น ทำให้เส้นลมปราณและจุดชีพจรหลอมรวมเป็นหนึ่ง จึงจะมีคุณสมบัติก้าวเข้าสู่ระดับผลัดกายแต่กำเนิด
ผลัดกายแต่กำเนิด ตามชื่อก็คือการหวนจากฟ้าประทานสู่แต่กำเนิด ดั่งหนอนผีเสื้อกลายเป็นผีเสื้อ สลัดทิ้งร่างกายของปุถุชน
ขั้นตอนนี้ยิ่งยากลำบากกว่า ต้องใช้กำลังภายในจากจุดชีพจรและเส้นลมปราณชำระล้างกระดูกทุกส่วนและเนื้อทุกเส้นใยในร่างกายอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้เจ็บปวดอย่างยิ่ง
ระยะต้นคือหนังทองแดงกระดูกเหล็ก ระยะกลางคือกล้ามเนื้อทองคำเส้นเอ็นหยก ระยะปลายคือโลหิตปรอทไขกระดูกเงิน
หลังจากสำเร็จขั้นยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แล้ว กายเนื้อจะบริสุทธิ์ไร้ตำหนิราวกับหยกขาว เรียกว่าอาภรณ์เซียนอัคคีวารี มีพลังที่ไม่เกรงกลัวต่อน้ำและไฟของสามัญชน
แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเก้าในสิบส่วนของผู้ฝึกยุทธ์ในชาตินี้ไม่สามารถไปถึงระดับผลัดกายสมบูรณ์ และสำเร็จอาภรณ์เซียนอัคคีวารีขั้นยิ่งใหญ่ได้
ฟ้าประทานและแต่กำเนิด เป็นเพียงก้าวแรกของการเข้าสู่มรรคยุทธ์ แต่กลับยากลำบากถึงเพียงนี้ ยากเย็นดุจดังการปีนป่ายสู่สวรรค์!”
สิ้นเสียง หลี่จิ้งจงสะบัดแขน ทุบเข้าใส่เสาหินข้างกายอย่างรุนแรง
ราวกับวานรขาวสะบัดแขน พลังลมกรรโชกส่งเสียงดังสนั่น
พร้อมกับเสียงระเบิดดังขึ้น เสาหินไม่ได้ถูกทุบจนหัก แต่กลับแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับผุยผง!
“หมัดนี้คือผลลัพธ์ของมรรคยุทธ์ตลอดสามสิบปี!”
หลี่จิ้งจงมองเหล่าศิษย์ที่ตกตะลึงจนนิ่งงัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “วันนี้ข้าจะถ่ายทอดวิชายุทธ์แขนงแรกให้แก่พวกเจ้า ‘หมัดวัชระ’
อีกสามวันให้หลัง การทดสอบใหญ่จะเริ่มขึ้น ผู้ที่ทะลวงผ่านจุดชีพจรได้ห้าสิบจุด เส้นลมปราณหนึ่งเส้น และบรรลุ ‘หมัดวัชระ’ ระดับเริ่มต้น จะถือว่าผ่านเกณฑ์!”