เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5: เดินทางเข้าสู่ทะเลทราย

ตอนที่ 5: เดินทางเข้าสู่ทะเลทราย

ตอนที่ 5: เดินทางเข้าสู่ทะเลทราย


ตอนที่ 5: เดินทางเข้าสู่ทะเลทราย

 

อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นจากบนพื้นใต้เท้า ทำให้เฮเซคียาห์น้ำตาไหลเป็นพักๆ ด้วยความแสบตา เขาดึงชายเสื้อขึ้นเพื่อเช็ดทั้งเหงื่อและน้ำตาเค็มๆ ที่ไหลย้อยรวมกันอยู่บนข้างแก้ม พลางค่อยๆ เดินต่อไปสู่ความเวิ้งว้าง รองเท้าทำจากหนังสัตว์ที่บุด้านในไว้นุ่มและระบายอากาศเป็นอย่างดี ช่วยให้เท้าทั้งสองข้างของเขาเดินต่อไปได้โดยเขาไม่มีความย่อท้อต่อความร้อนระอุของทะเลทราย

 

เมื่อเฮเซคียาห์เดินทางเข้าสู่ทะเลทราย เขาระลึกถึงตัวมูนนี่ ทั้งผ้าคลุมที่มูนนี่มอบแก่เขา และรองเท้า เป็นสิ่งที่เขาจะขาดเสียไม่ได้ในการเดินทาง พวกมันสามารถกันความร้อนที่สูงถึง 65 องศาเซลเซียสของทะเลทรายในยามกลางวันร่วมกับกันความหนาวเหน็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาในเวลากลางคืน

 

“คำเตือน: หยุดก่อน มีบางอย่างกำลังมาทางนี้” บรอธเคลื่อนกายมาหยุดเขาโดยลอยตัวมาประชิดกับหน้าผากของเฮเซคียาห์อย่างกะทันหัน

 

เฮเซคียาห์หยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด

 

ในทะเลทราย เขาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

 

ในช่วงสงครามระหว่างมนุษย์และมัสติน สารเคมีอันตรายและอาวุธที่แผ่กัมมันตภาพรังสีถูกใช้อย่างแพร่หลายไร้ความยั้งคิดโดยมนุษย์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือพื้นที่ทะเลทรายใหม่ๆ หลายแห่ง ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นพากันวิวัฒนาการสายพันธุ์ของตัวเองเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป บางชนิดก็วิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดดเพื่อให้พ้นจากการสูญพันธุ์อย่างกะทันหัน

 

ก่อนหน้านี้เฮเซคียาห์ได้เจอฝูงมดตัวสูงเท่าระดับสะโพกของเขา และทำตามที่บรอธแนะนำคืออยู่นิ่งๆ

 

มดพวกนั้นไม่แสดงท่าทางคุกคามเขา เพราะตาบอด และเขาไม่ได้อยู่ในเส้นทางเดินของพวกมัน

 

“มันใกล้มาก”

 

“แล้วอยู่ไหนละบรอธ ฉันไม่เห็นอะไรสักอย่าง”

 

“คว้าฉันเอาไว้แล้วกำให้แน่นที่สุด” บรอธยิงคำพูดสู่สมองของเฮเซคียาห์โดยตรง

 

เขาไม่ตั้งคำถามแต่ทำตามที่บรอธบอก บรอธพาร่างกายของเขาลอยขึ้นไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหวี่ยงเขาให้พุ่งไปข้างหน้า ในจังหวะเดียวกับที่บรอธออกแรงเหวี่ยง เฮเซคียาห์ชาแปลบที่มือของเขา สาเหตุเพราะบรอธเพิ่งปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่เขา เขาปล่อยมือออกจากการจับบรอธกุมไว้แน่นอย่างกะทันหัน ปลายนิ้วชาไปหมด ขณะเดียวกันเขาไม่มีเสียงร้องสำหรับเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นนี้เพราะร่างกายทั้งหมดชาไปพร้อมกัน

 

ตุ้บ!

 

เฮเซคียาห์หล่นลงบนบางสิ่งที่ไม่ใช่พื้นทราย กระเป๋าสัมภาระใบเล็กกระเด็นหายไปอีกทาง

 

เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางส่วนหัวของสิ่งมีชีวิตที่เขากำลังอยู่บนหลังของมัน มันเชิดศีรษะขึ้นสูง ปากชี้สู่ท้องฟ้า คำรามเสียงก้องจนเฮเซคียาห์เจ็บแก้วหู

 

มันคือเต่าทะเลทราย

 

เต่าขนาดมหึมา มันเคลื่อนที่เงียบๆ และช้าๆ ใต้ผืนทราย แต่เร็วมากเมื่อขึ้นมาอยู่บนพื้น

 

มันไม่กินผัก กินแต่เนื้อเท่านั้น

 

“โทษที ถ้าบอกให้ปล่อย ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายมนุษย์จะไม่เร็วพอ เดี๋ยวลงไม่ตรงเป้า” บรอธเคลื่อนมาอยู่ใกล้

 

เฮเซคียาห์สะบัดมือของเขาให้หายชา

 

เต่าทะเลทรายเอี้ยวหัวมาด้านข้าง และเปลือกตาที่ปิดอยู่ก็เปิดออก มันคำรามเสียงก้องอย่างเกรี้ยวกราด

 

“เอาเพนดูลัมกระแทกเสียบกับกระดองเต่า” บรอธสื่อสารกับเฮเซคียาห์

 

ก่อนออกมาจากป่า เฮเซคียาห์ทำตามที่บรอธแนะนำคือฝนบางด้านของเพนดูลัมและตัวสายสร้อยซึ่งแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับโลหะอื่นๆ กับหินแปรที่หาได้ เพื่อให้คมของพวกมันทื่อลง แล้วเขาก็แขวนเพนดูลัมไว้ที่คอ

 

กี๊ซ...ซ...ซ

 

เต่าทะเลทรายร้องลั่นอย่างไม่พอใจ มันวิ่งด้วยความเร็วที่ว่องไวจนกวางยังเทียบไม่ติด

 

ตัวของเฮเซคียาห์แทบจะปลิวหล่นจากหลังของมันหลายหน

 

เขากัดฟันแน่นจับสายสร้อยของเพนดูลัมที่แม้จะทื่อลงแต่พอต้องมากำเอาไว้แน่นก็ยังบาดเข้าเนื้อเขาจนเลือดไหลโกรก

 

“มึนไหม จับไว้ก่อน อย่าปล่อยเด็ดขาด” บรอธเคลื่อนที่ทันความเร็วของเต่าทะเลทราย

 

เฮเซคียาห์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นใจ แล้วก็หายใจอีกครั้งเมื่อทนกลั้นใจต่อไม่ไหว การสูดหายใจแล้วกลั้นใจทำให้เขาไม่อาเจียนออกมา

 

เต่าทะเลทรายนิ่งไป

 

“แนะนำ: ยกฮู้ดขึ้นคลุมหัว แล้วเอาชายผ้าคลุมมาปิดปากปิดจมูก”

 

ฮูม...ม...ม

 

เต่าทะเลทรายอ้าปากแล้วหายใจเสียงดัง แล้วมันก็ค่อยๆ ขุดทรายอย่างรวดเร็วและฝังตัวมันเข้าไปในทราย เฮเซคียาห์หลับตาลงเมื่อเห็นว่าทรายกำลังจะสุมทับตัวเขา เต่าทะเลทรายเริ่มดำลงลึกไปตามทางที่มันขุด

 

เฮเซคียาห์รู้สึกถึงน้ำหนักของทรายบนร่างของเขาที่หนักขึ้นเรื่อยๆ

 

“อดทนไว้” บรอธสนทนากับเฮเซคียาห์ คงรับรู้ได้ว่าเขากำลังร้อนใจ

 

เฮเซคียาห์กัดฟันแน่นขณะถูกลากไปเรื่อยๆ ภายใต้พื้นทราย น้ำหนักของทรายที่ทับเขาไว้ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้และหายใจลำบาก พร้อมทั้งยังเจ็บไปทั่วกายที่เสียดสีกับทรายซึ่งยิ่งลึกก็ยิ่งอัดตัวแน่น

 

จู่ๆ เต่าทะเลทรายก็หยุดนิ่ง

 

เฮเซคียาห์รู้สึกว่าใต้ร่างของเขาร้อนผ่าว ความร้อนมาจากกระดองของเต่าทะเลทรายนั่นเอง เขาฉุกใจคิดถึงสิ่งที่เคยรู้มาเมื่อนานมาแล้ว เต่าทะเลทรายนั้นดูดกลืนทรายเข้าไปเรื่อยๆ ขณะที่แหวกว่ายอยู่ในทราย และมันมีกลไกการพ่นทรายออกมาทุกช่วงระหว่างอยู่ใต้พื้นทราย

 

“ดึงเพนดูลัมออกจากกระดองของมัน และเตรียมพร้อมเข้าสู่การเอาชีวิตรอดใน 10...9...8...

 

บรอธนับวินาทีถอยหลัง เฮเซคียาห์ได้เพนดูลัมมาไว้ในมืออย่างทุลักทุเล

 

เมื่อเลข 0 ดังขึ้นในหัว เฮเซคียาห์รู้สึกได้ว่ากระดองเต่าใต้ตัวร้อนฉ่า ร่างกายส่วนที่พ้นไปจากผ้าคลุมถูกความร้อนสูงทำให้เนื้อสุก ปากของเฮเซคียาห์ส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวดขณะที่มือข้างหนึ่งก็กดแนบผ้าคลุมกับหน้าแน่น เสียงร้องของเขาจึงฟังแล้วอู้อี้ และทันใดนั้นเอง เฮเซคียาห์รู้สึกถึงแรงดันมหาศาลจากกระดองเต่าอัดเข้ากับตัวเขาอย่างแรง แรงดันดังกล่าวเกิดจากทรายจำนวนมากที่ทะลักออกมาตามร่องเล็กๆ ของกระดอง

 

เฮเซคียาห์นึกถึงปลาวาฬเวลาพ่นน้ำออกมาจากกลางหลัง แต่นี่เป็นเต่าพ่นทราย ร่างกายของเขาลอยขึ้นจากใต้ทราย ขึ้นสู่ผิวทรายและลอยในอากาศ

 

ร่างกายของเฮเซคียาห์อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่สว่างจ้า และนั่นเป็นผลดีต่อเขา

 

อาการปวดแสบปวดร้อนเพราะเนื้อสุกหายเป็นปลิดทิ้ง เฮเซคียาห์รักษาตัวเองอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้คงอยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของบรอธด้วย

 

ก้มลงมองใต้ร่าง เฮเซคียาห์เห็นเต่าทะเลทรายทะลึ่งตัวขึ้นมาจากทรายพร้อมกับอ้าปากกว้าง มันคงคาดหวังเต็มที่จะได้งาบเขาเข้าปาก

 

ไปตายซะ ไอ้เต่านรก” เฮเซคียาห์ตะโกน

 

เขาหมุนกายกลางอากาศและตวัดเท้าออกไป เตะเข้าตรงจมูกของเต่าทะเลทรายอย่างแรง และกดเท้าให้แรงเตะส่งตัวของเขาให้ลอยต่อไปด้านข้าง พ้นจากรัศมีปากของเต่าทะเลทรายไปอย่างหวุดหวิด ร่างของเฮเซคียาห์หมุนราวกับลูกข่างเพื่อให้แรงส่งตัวเพิ่มสูง ก่อนจะขยับกายเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อลงสู่พื้นอย่างงดงาม

 

เต่าทะเลทรายส่งเสียงอย่างหงุดหงิด และด้วยนิสัยของมัน มันจะไม่ปล่อยให้เหยื่อรอดไปได้

 

มันหันมาหาเขา พุ่งเข้ามาราวี

 

“มนุษย์ไม่สามารถฆ่ามันได้” ข้อมูลจากบรอธทำให้เฮเซคียาห์ชะงัก

 

“แค่เอาชีวิตรอดให้ได้สินะ” เฮเซคียาห์หมุนกายกลับหลังทันควัน เขาวิ่งสุดแรงทะยานไปข้างหน้า โกยแนบโดยไม่มีความลังเลหันกลับไปดูเต่าทะเลทราย เพราะแรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนที่ของมันก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันกับเขาว่ามันยังตามมาไม่เลิก

 

“โว้ย!” เขาตะโกนลั่น ร่างกายของมนุษย์เริ่มถึงขีดจำกัด

 

“จับฉันไว้” บรอธกระแทกเข้าที่สีข้างของเขา เพื่อให้เขาหันไปสนใจ

 

“มา!” เฮเซคียาห์คว้าบรอธไว้ในมือ

 

บรอธกระชากตัวพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง เท้าของเฮเซคียาห์ลากระกับพื้นทำเอาทรายฟุ้งเป็นทาง ก่อนที่ร่างของเขาจะลอยขึ้นฟ้าไปได้ เฉียดการโดนงับจากเต่าทะเลทรายไปหวุดหวิด

 

“ยืนยัน: พบผู้ใช้เศวตศาสตรา ระบุตัวตนผู้ใช้เศวตศาสตรา มูนนี่ เมนสัน” เสียงของบรอธลอดเข้ามาในหัวของเฮเซคียาห์

 

ห๊า?” เฮเซคียาห์คาดไม่ถึง

 

แล้วเขาก็ร้องเหวอออกมาเมื่อบรอธที่พุ่งด้วยความเร็วสูงกลับหยุดค้าง และในฉับพลันมันปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่มือเขาที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

 

ร่างของเฮเซคียาห์หลุดจากการกุมมันไว้ พุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วเทียบเท่ากับความเร็วเคลื่อนที่ของบรอธก่อนหน้านี้

 

เสียงตุบตับโครมๆ ยังดังจากพื้นเบื้องล่าง เต่าทะเลทรายยังคงไล่ตามหลังมาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

เบื้องหน้า เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์แว่วมา เฮเซคียาห์ซึ่งร่างค่อยๆ ร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงไปยังพื้นทรายเบื้องล่าง พลิกกายของเขาคว่ำลง เขาก้มหน้ามองพื้นทราย แลเห็นพาหนะที่วิ่งเร็วเสียจนตาแทบจับภาพให้เห็นเป็นรูปร่างไม่ได้กำลังตรงมา

 

“ไบค์ นี่มันโชค...”

 

คำพูดติดขัด เพราะ...

 

ตามติดพาหนะที่วิ่งด้วยความเร็วสูงซึ่งเขาคาดว่าเป็นของมูนนี่ แมงป่องทะเลทรายตัวใหญ่ขนาดเท่าตึกสามชั้นวิ่งตามมา มันวิ่งไม่เร็วเท่าไบค์ แต่ก็ไล่หลังมาเรื่อยๆ ชนิดที่ถ้าไบค์หยุดจอดหรือลดความเร็วอีกหน่อย มันต้องตามทันอย่างแน่นอน

 

ฝุ่นคลุ้งตลบรอบกายและด้านหลังของแม่งป่องทะเลทรายยักษ์ตัวนั้น

 

หางตาของเฮเซคียาห์เห็นบรอธพุ่งตัวลงต่ำไปหาไบค์ที่วิ่งด้วยความเร็วสูง

 

เขาเห็นภาพสิ่งที่ควรทำในหัว

 

เมื่อมูนนี่พาไบค์มาถึงจุดที่เฮเซคียาห์อยู่ เฮเซคียาห์ลอยตัวอยู่เหนือศีรษะของมูนนี่เพียงเล็กน้อย เขารีบยื่นสองมือออกมาคว้าเข้ากับคอของมูนนี่

 

มูนนี่วิ่งต่อไปข้างหน้าโดยไม่ชะลอความเร็วไบค์ของเขาลงแม้แต่นิดเดียว

 

เบื้องหน้าของทั้งคู่ เจ้าเต่าอ้าปากออกเตรียมงับเต็มที่

 

มูนนี่บิดรถของเขาออกนอกวิถีทางตรง

 

เฮเซคียาห์รับรู้ถึงพื้นทรายที่ถากขากางเกงของเขาขณะที่ไบค์เอียงจนเกือบล้ม แล้วก็โล่งใจไป เพราะมูนนี่ทรงตัว นำไบค์กลับมาวิ่งในองศาปกติ และพุ่งทะยานต่อไปยังความเวิ้งว้างข้างหน้า

 

โครม! เสียงปะทะกันของสัตว์ร้ายทั้งสองดังขึ้นเบื้องหลัง

 

เฮเซคียาห์หันกลับไปมอง

 

เขาเห็นเต่าทะเลทรายพยายามงับส่วนหัวของแมงป่องทะเลทราย แต่แมงป่องทะเลทรายที่เกรี้ยวกราดพยายามสกัดมันเอาไว้ด้วยก้ามทั้งสอง และเฮเซคียาห์ต้องตกใจเมื่อได้เห็นภาพแมงป่องทะเลทรายบิดหัวของเต่าทะเลทรายให้หมุนอย่างผิดรูป

 

“เดี๋ยวมันคงเลาะกระดองแล้วพะวงกับการกินเต่านั่น” มูนนี่พึมพำ “ตกลงนายช่วยฉัน หรือฉันช่วยนายก็ไม่รู้”

 

“สรุป: ฉันช่วยพวกนายทั้งคู่”

 

“บรอธ นายรู้จริงๆ เหรอว่า มูนนี่กำลังมาทางนี้”

 

เฮเซคียาห์สงสัยความสามารถของบรอธ

 

“ฉันตรวจสอบข้อมูลของเขาได้ แต่ตอนแรกเขาอยู่ไกลมาก ดีนะที่เขามาทางนี้จริงๆ ไม่งั้นก็ต้องรอนายไปอยู่ในท้องมันก่อนถึงจะฆ่าเจ้าเต่านั่นได้”

 

เฮเซคียาห์กลั้นใจ กังวลว่ามูนนี่จะซักไซ้บรอธต่อ

 

แต่มูนนี่หันไปพะวงกับการขับขี่ไบค์ เป็นไปได้ว่าอาจไม่ได้ยินเสียงของบรอธก็เป็นไปได้ เสียงไบค์อาจจะดังกลบเสียงพูดของบรอธ หรือบรอธอาจจะส่งเสียงเข้ามาสู่หัวของเฮเซคียาห์โดยตรงเป็นการสื่อสารกับเขาเพียงคนเดียว

 

 

 

 

 

เฮเซคียาห์ถอนหายใจอย่างโล่งจมูก สูดอากาศบริสุทธิ์ยามหัวค่ำภายในโอเอซิสที่สวยงาม เขาเอี้ยวกายไปมองมูนนี่ที่เปลี่ยนสภาพเศวตศาสตราสุดเจ๋งซึ่งแปลงร่างเป็นพาหนะได้ กลับสู่สภาพกล่องสีเหลี่ยมสีขาวขนาดเหมาะมือ

 

“นายกำลังคิดอยู่ใช่ไหมว่าฉันจะทำอะไรให้นายกิน” มูนนี่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รู้ทันเขา

 

“นายทำอาหารอร่อย ฉันจะไม่ตั้งตารอได้ยังไง”

 

“โอเค ไหนๆ ก็ปากหวาน ฉันจะทำอะไรให้นายกิน” มูนนี่ชอบให้ชมฝีมือการทำอาหารของเขา เขาไม่รอช้าเตรียมอุปกรณ์ทำอาหาร พร้อมทั้งดึงเอาทั้งเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารอื่นๆ ออกมาพร้อมกัน ไม่นานเฮเซคียาห์ก็พบว่าตรงหน้ามีอาหารรสโอชาที่ทำจากสารพัดเนื้อสัตว์วางอยู่

 

“ไม่ค่อยมีผักนะ ผักแถวนี้ก็กินไม่ได้ ส่วนใหญ่มีพิษ”

 

“บรอธบอกฉันเหมือนกันว่าเราจะลำบากสักหน่อยเรื่องของกิน ถ้าจะกินอะไรสักอย่างต้องรอกลางคืน สัตว์ตอนกลางคืนเอามากินได้”

 

“นายตั้งชื่อมันว่าบรอธ มาจากคำว่าบราเธอร์สินะ”

 

“เดาเก่ง”

 

“เปล่า? มันบอกฉัน” มูนนี่เคาะนิ้วบนขมับของเขา แล้วกางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออก กระดกนิ้วชี้ไปยังบรอธ “มันเห่อน่าดูเลยนะ ได้ชื่อมาเนี่ย”

 

“ห๊ะ!” เฮเซคียาห์กระตุกตาขวา เหลียวไปมองเศวตศาสตราของเขาที่รีรออยู่ด้านข้างของธารน้ำใกล้ๆ แล้วเขาก็เห็นมันค่อยๆ พาตัวเองจมลงไป

 

“ว่าแต่ ตอนแรกนายยืนยันนักหนาจะไม่ตามฉันมา ดูไม่อยากมาทะเลทรายด้วย อะไรทำให้อยู่ๆ เปลี่ยนใจ” มูนนี่ดึงชีสก้อนออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขาแล้วกัดเข้าไปคำเล็กโดยไม่สนใจว่ากำลังรับประทานทรายที่เปื้อนกับก้อนชีสนั้นเข้าไปด้วย

 

“บรอธบอกกับฉันว่า มีคนที่ช่วยให้ฉันกลับเข้าไปในเมืองหลวงได้”

 

“หืม?” มูนนี่ค้างชีสก้อนไว้ในปาก สายตามองที่เฮเซคียาห์อย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินกับหู แล้วเขาก็กัดชีสเข้าไปอีกนิด “นายรู้ไหม ผู้ใช้เศวตศาสตรากี่คนถึงจะบุกเข้าไปถึงกำแพงเมืองหลวงของพวกมัสตินได้”

 

“สามสิบคนเป็นอย่างต่ำ และไม่ต่ำกว่า 20 คน ต้องเป็นผู้ใช้เศวตศาสตราประเภทอาวุธ”

 

“ฉันเคยได้ยินมาว่า ขนาดคนเป็นร้อยยังตายหมดโดยไม่ได้เข้าเมืองด้วยซ้ำ”

 

“อ้อ! ไม่ทุกครั้งหรอก” เฮเซคียาห์ส่ายหน้า เขาอ่านรายงานทุกฉบับที่พวกบรรณารักษ์เก็บรักษาไว้และรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกองกำลังของมนุษย์ในอดีต การพยายามเข้าก่อกวนหรือทำลายเผ่าพันธุ์มัสตินในเมืองหลวงของพวกเขา

 

“คนที่นายจะไปพบ เขาครอบครองสุดยอดเศวตศาสตราหรือยังไง”

 

“บรอธเคยให้ฉันเห็นภาพ เขาไม่ใช่มนุษย์ ดังนั้นไม่มีทางจะเป็นผู้ใช้เศวตศาสตราได้”

 

“พวกต่างดาวอย่างนั้นเหรอ พวกนั้นไม่มีทางช่วยเราแน่” มูนนี่ส่ายหน้า และกัดชีสเข้าปากคำโตขึ้น ก้อนชีสในมือของเขาตอนนี้เหลือเพียงขนาดเท่าหัวแม่โป้ง

 

“ฉันคิดว่าคนที่ฉันเห็นในนิมิตจากบรอธเป็นมนุษย์กลายพันธุ์” เฮเซคียาห์บรรยายลักษณะของคนที่เขาเห็นให้มูนนี่ฟัง มูนนี่เอามือข้างหนึ่งที่ไม่ได้ถือก้อนชีสไว้เกาที่ซอกคอของเขาอยู่ตลอดเวลา แล้วพอเฮเซคียาห์หมดคำพูด มูนนี่ก็หยุดเกาซอกคอแล้วหันไปอีกด้าน โยนชีสไปในความมืด

 

เฮเซคียาห์ได้ยินเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืดนั้น

 

“ผู้คุ้มครองโอเอซิส ถ้านายให้บางอย่างกับมัน นายก็พักที่นี่ได้” มูนนี่มองไปที่ความมืด

 

“ตัวอะไร”

 

“หนอนน่ะ เป็นหนอนที่จะออกมาหาอะไรกินตอนกลางคืน” มูนนี่คว้าเนื้อแห้งที่วางอยู่ตรงหน้าเฮเซคียาห์มาฉีกแล้วเอาเข้าปาก “แต่นายไม่ต้องให้เยอะนะ ให้เยอะแล้วมันกินไม่หมด”

 

“ถ้านายไม่ให้อะไรบางอย่างกับมัน จะเกิดอะไรขึ้น”

 

“มันก็จะกัดอะไรบางอย่างบนตัวของนายแหว่ง นายจะเห็นตอนตื่น อาจจะเห็นนิ้วเท้าสักนิ้ว หรือหูสักข้าง แต่ตอนมันกัด นายไม่รู้สึกตัวหรอก”

 

“ฟังดูอันตรายนะ”

 

“เชื่อฉัน มันกินนิดเดียวก็อิ่ม” มูนนี่ยิ้มให้กับเฮเซคียาห์

 

เฮเซคียาห์อยากเห็นหน้าหนอนที่มูนนี่ว่า

 

“อย่าเอาไฟไปส่องมันนะ มันออกหากินตอนกลางคืนเท่านั้น และน่าแปลกที่ถ้าเราเอาไฟไปส่องมัน มันจะแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว และถ้าอาหารที่นายเอามาไม่พอละก็ มันก็จะกินเรา แล้วก็กินกันเองจนกระทั่งเหลือตัวสุดท้าย” มูนนี่เล่าเรื่องสยองด้วยรอยยิ้ม “คือฉันเคยนะ ถูกปล้นจากคนเป็นสิบเลย พวกบ้าน่ะ ก็เลยโยนไฟไปในความมืด ตรงที่รู้ว่ามีมันอยู่ก่อนจะเผ่นป่าราบออกไปพร้อมกับวีวี่ อ้อ! ฉันหมายถึงเศวตศาสตราของฉันน่ะ ตอนนั้นพอฉันกลับมาที่นี่ตอนเช้าเห็นแต่กองกระดูกเหลืออยู่”

 

“โอเค” เฮเซคียาห์หัวเราะไม่ออก

 

“อืม...” มูนนี่หยิบเอาเนื้อแห้งไป และไม่ฉีกออกเป็นชิ้นเล็กเข้าปากด้วยมือ แต่ฉีกกัดชิ้นเนื้อด้วยฟันเพื่อแบ่งเข้าปากไปเป็นคำเล็ก คงเข้าใจว่าเฮเซคียาห์ไม่สนเนื้อก้อนนั้นเพราะเฮเซคียาห์ไม่หยิบเนื้อก้อนนั้นขึ้นมารับประทานบ้างเลย “ฉันเคยเห็นมนุษย์กลายพันธุ์แบบที่นายว่าหนหนึ่งนะ เขาเคยช่วยฉันเอาไว้ตอนที่ฉันตามหาใบโคลเวอร์สีรุ้งเจ็ดแฉก”

 

“นั่นมันยาเสพติด นายเสพยาด้วยเหรอ” เฮเซคียาห์เคยทราบมาว่า โคลเวอร์สีรุ้งทำให้นอนหลับแล้วฝันได้ตามใจปรารถนาในระยะเวลา 7 วัน แต่ถ้าคนที่ต้องการฝันเกิดถูกปลุกขึ้นมาก่อน พวกเขาจะเต้นรำไม่หยุดจนกว่าแฉกสุดท้ายของโคลเวอร์สีรุ้งจะร่วงโรย

 

“ไม่ๆ” มูนนี่ส่ายหน้า “คือฉันบอกนายแล้วว่าฉันผจญภัยไปทั่ว ขายของ แต่จริงๆ แล้ว ฉันเป็นซีคเกอร์

 

“อาชีพรับจ้างหาของน่ะเหรอ”

 

เฮเซคียาห์รู้จักอาชีพดังกล่าว มนุษย์ที่ทำอาชีพนี้พร้อมจะขโมยทุกอย่างจากทุกสิ่งในทุกหนทุกแห่งตามสั่ง

 

“ตอนแรกฉันว่าจะไม่บอกนายนะ ค่าหัวฉันสูงอยู่” มูนนี่เลียริมฝีปากแห้งๆ ของเขา และหันไปล้วงมือเข้าไปหยิบขวดน้ำในเป้ใส่สัมภาระ

 

“โอเค ฉันไม่ขายนายแน่” เฮเซคียาห์จ้องตาอีกฝ่าย “แต่นายพาฉันไปหามนุษย์กลายพันธุ์คนนั้นได้ไหม บรอธเองยังบอกพิกัดของเขาไม่ได้ ดูเหมือนเขาจะเคลื่อนที่ไปทั่วด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ ฉันรู้แค่ว่าเขาอยู่ในป่าอีกฟากหนึ่งของทะเลทราย”

 

“ใช่ เขาเร็วมาก” มูนนี่พยักหน้า แล้วยกมือขึ้นเกาซอกคอของเขา

 

เฮเซคียาห์เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี

 

“การช่วยของฉันมันไม่ฟรีนะ” มูนนี่เอียงคอมองเฮเซคียาห์ “นายต้องช่วยฉันขโมยบางอย่างมาก่อน”

 

“ขโมยอะไร จากใคร”

 

“ไข่น่ะ ไข่แมงป่องทะเลทราย” มูนนี่เบนหน้าไปมองบรอธ “ฉันรู้ว่านายจะช่วยฉันได้”

 

เฮเซคียาห์ครุ่นคิดอยู่อึดใจ แล้วเขาก็พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

 

“โอเค ฉันช่วย”

 

“ต้องอย่างนั้นสิเพื่อนยาก” มูนนี่หัวเราะร่า ตบไม้ตบมืออย่างชอบใจ แล้วเขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ดึงเศวตศาสตราของเขาแล้วเปลี่ยนรูปแบบของมันเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของชาวมัสติน

 

วีวี่เปิดเพลงในจังหวะดนตรีร็อค พร้อมกับเล่นแสงสีตระการตา เฮเซคียาห์นั่งมองมูนนี่ลุกขึ้น ในมือถือของมูนนี่มีขวดสีเงิน ในขวดน่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

มูนนี่มีท่าทีมึนๆ เขาออกลีลาท่าเต้น ปากตะโกนร่ำเพลง พลางกระดกขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยกซดเป็นระยะ

 

บรอธบินไปมารอบๆ มูนนี่ ขยับให้เข้ากับจังหวะเพลง มันเองก็ดูเหมือนครื้นเครง สนุกสนานกับดนตรีไปด้วยกัน

จบบทที่ ตอนที่ 5: เดินทางเข้าสู่ทะเลทราย

คัดลอกลิงก์แล้ว