- หน้าแรก
- เป็นหนึ่งในใต้หล้า ด้วยระบบมือสังหาร!
- บทที่ 450 พบกันอีกครั้ง (ฟรี)
บทที่ 450 พบกันอีกครั้ง (ฟรี)
บทที่ 450 พบกันอีกครั้ง (ฟรี)
เมื่อเห็นป้ายในมือของชายหนุ่ม เมิ่งฮุยก็ตัดสินใจแล้ว
ไม่ยอมรับ!
ตายก็ไม่ยอมรับ!
ป้ายชิ้นนี้มีปัญหาแน่นอน มีปัญหาใหญ่มาก
หากตนยอมรับ ก็อาจจะเท่ากับยืนยันเรื่องที่ตนเองถูกกรรมรัดรึง
ดังนั้น เมื่อถูกถามก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ว่าจะถูกบีบคั้นอย่างไรก็ไม่ยอมรับ นั่นคือความคิดของเขา
แต่ว่า... เมื่อเสียงที่อ่อนโยนและหนักแน่นของชายหนุ่มคนนั้นดังเข้ามาในหู เขาก็เอ่ยปากออกมาโดยสัญชาตญาณ:
“ใช่”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เมิ่งฮุยกลับจมอยู่ในความสับสนลึกซึ้ง
ตามหลักแล้ว ป้ายชิ้นนี้เป็นของเขา
แต่ก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นของเขาจริงๆ... เพราะเขาก็เพิ่งจะได้ป้ายชิ้นนี้มาในวันนี้
แถมยังปรากฏขึ้นในอกเสื้อของเขาอย่างไม่ทราบสาเหตุอีกด้วย
แต่คำว่า ‘ใช่’ เมื่อครู่นี้ กลับเหมือนเป็นการยอมรับจากใจจริง
ราวกับว่าจากใจจริงของตนเอง ก็รู้สึกว่าป้ายชิ้นนี้ เป็นของตนเอง
เขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ รู้สึกว่าตนเองเหมือนจะลืมอะไรบางอย่างไป แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกอย่างไร ก็นึกไม่ออกแม้แต่เบาะแสเดียว
ส่วนชายหนุ่มเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มอย่างมีความหมาย กำลังจะเอ่ยปากพูด ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงดังขึ้น:
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เมิ่งฮุยสะดุ้งสุดตัว ใช่แล้ว ในบ้านยังมีผีสาวอยู่อีกตนหนึ่ง!
เดี๋ยวก่อน... สี่คนที่มานี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี่!?
ใช่แล้ว!
เป็นคนที่มาจากโลกที่แปดเปื้อน!
คนที่คลุกคลีอยู่ในโลกีย์ แปดเปื้อนด้วยกรรมทั้งตัว!
...นี่ นี่เรียกว่าเป็นผู้มีวาสนาหรือไม่?
ได้ยินมาว่าหากสามารถโปรดผู้มีวาสนาได้ ก็จะได้รับบุญกุศลอันยิ่งใหญ่!
ตนเองจะสามารถใช้โอกาสนี้ ตัดกรรมของตนเองได้หรือไม่?
ในใจของเมิ่งฮุยพลันเกิดความหวังขึ้นเล็กน้อย เขาพยายามรวบรวมสติ ต้องการจะเอ่ยปากเชิญคนหลายคนเข้ามา
ส่วนเรื่องที่ผีสาวถาม?
ในเมื่อเป็นผีสาว คำพูดของนาง คนอื่นจะได้ยินได้อย่างไร?
แต่เมื่อเขาเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา ก็พบว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า พลันชะโงกศีรษะมองเข้ามาข้างใน วินาทีต่อมา สีหน้าของเขาก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ:
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
คำถามของทั้งสองคน เหมือนกันทุกประการ
และหญิงสาวคนนั้นก็เลือกที่จะตอบ:
“ข้าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว มาเพื่อไล่ล่าคนผู้หนึ่ง...”
คำพูดของผีสาวตนนี้ ทำเอาเมิ่งฮุยตัวสั่นงันงกไปทั้งร่าง
สมกับที่เป็นคนจากโลกที่แปดเปื้อนจริงๆ สามารถพูดคุยกับผีสาวได้!?
เขาถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มคงจะคิดว่าเขาเชิญ จึงนำคนสามคนที่อยู่ข้างหลังเข้ามาในประตู
เมื่อเมิ่งฮุยต้องการจะห้าม ก็สายไปแล้ว
ส่วนชายคนที่มีรอยแผลเป็นบนตา ถือดาบอยู่ในมือ เมื่อมองเข้ามาในห้อง สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก:
“เป็นเจ้า!!”
จากนั้นเมิ่งฮุยก็ได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดของผีสาวตนนั้น:
“ดีล่ะ งมเข็มในมหาสมุทรกลับไม่พบ กลับมาพบเจอโดยไม่คาดฝัน!”
“ไล่ตามเจ้ามาจนถึงวัดพุทธะสวรรค์แห่งนี้ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ กลับไม่คิดว่า เจ้าจะอยู่ที่นี่!!”
เมิ่งฮุยฟังจนตาทั้งสองข้างแทบจะหลุดออกมา
ดีจริง โลกที่แปดเปื้อนมีตาทิพย์กันหมดเลยสินะ?
อีกอย่าง ฟังจากความหมายนี้แล้ว คนจากโลกที่แปดเปื้อน กับผีสาวตนนี้ยังมีเรื่องบาดหมางกันอีก?
ตอนนี้ทุกคนผูกเวรกัน เริ่มข้ามภพข้ามชาติกันแล้วหรือ?
ในใจคิดวุ่นวายไปหมด ก็เห็นชายหนุ่มรูปงามก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว:
“แม่นางโปรดระงับโทสะก่อน จะให้เกียรติข้าสักหน่อยได้หรือไม่ อย่าเพิ่งปะทะกันเลย”
เมิ่งฮุยยิ้มแหยๆ ในใจคิดว่าตนเองต้องถูกกรรมรัดรึงแน่ๆ บางทีตอนนี้เพลิงกรรมอาจจะเริ่มเผาไหม้สมองแล้วก็ได้?
มิฉะนั้น ตนเองจะได้ยินเรื่องไร้สาระมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?
จากนั้นเขาก็ได้ยินเรื่องที่เหลือเชื่อยิ่งกว่านั้น ผีสาวตนนั้นแม้ว่าในน้ำเสียงจะยังแฝงไปด้วยความโกรธ แต่กลับยอมให้เกียรติจริงๆ:
“ได้ ข้าให้เกียรติเจ้า ตอนนี้ยังไม่ฆ่ามัน แต่ชีวิตที่มันติดค้างข้าไว้ ข้าต้องทวงคืนแน่นอน!”
เมิ่งฮุยถึงบางอ้อ ผีสาวทวงชีวิตนี่เอง!
พร้อมกันนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ในใจ ขอเกียรติจากผีสาว แถมยังสำเร็จอีกด้วย พี่ชายท่านช่างหน้าใหญ่จริงๆ!
ส่วนชายที่ถือดาบ กลับมองชายหนุ่มอย่างประหลาดใจ:
“พวกท่านรู้จักกันตั้งแต่แรกหรือ?”
เมิ่งฮุยได้ยินถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า:
“เจ้า... เจ้ามองเห็นผีตนนั้นหรือ?”
“ผี?”
ชายหนุ่มชะงักไป มองไปยังมุมหนึ่งของห้อง:
“เจ้ากลายเป็นผีไปได้อย่างไร?”
“เขามึนๆ งงๆ มองไม่เห็นข้า ก็เลยคิดว่าข้าเป็นผี”
“อีกอย่าง ต่อให้บอกเขาในวันนี้ พรุ่งนี้เขาก็จะลืม”
“บอกเขาตอนเช้า กลับมาตอนเย็นเขาก็จะลืมอีก”
“ทุกครั้งที่ข้าเอ่ยปากพูดกับเขา ก็จะทำให้เขาตกใจแทบตาย สนุกดีออก”
เมิ่งฮุยฟังเสียงที่ร่าเริงเล็กน้อยของหญิงสาวคนนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ นี่สนุกมากหรือ? สนุกตรงไหนกัน?
อีกอย่าง ความจำของตนเองก็ดีมาตลอด จะขี้ลืมเหมือนที่ผีสาวตนนี้พูดได้อย่างไร
อดไม่ได้ที่จะโต้แย้งว่า:
“เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหล หากเจ้ารู้จักข้ามาก่อน ข้าจะลืมได้อย่างไร?”
“เจ้า... ช่างเถอะ พูดไปเจ้าก็จำไม่ได้อยู่ดี”
ในน้ำเสียงของหญิงสาว แฝงไปด้วยความจนใจเล็กน้อย
เมิ่งฮุยยังไม่ยอมแพ้ ก็ได้ยินหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งที่อยู่ข้างหลังชายหนุ่มก้าวเข้ามาถามว่า:
“เจ้ารู้จักแม่นางผู้นี้หรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้า:
“ท่านนี้แซ่มู่ นามมู่ถงเอ๋อร์”
“ในใต้หล้าปัจจุบัน บุตรีของจักรพรรดิเร้นลับ ซางชิวหยู หนึ่งในสามเทพห้าจักรพรรดิ”
“และยังเป็นคนที่ไล่ล่าว่านชุนฮวาอีกด้วย”
คนที่มาแน่นอนว่าเป็นฉู่ชิงและคณะ
มีว่านชุนฮวานำทาง วัดพุทธะสวรรค์หาไม่ยาก
แต่หมอกหนาทึบชั้นนั้น ก็น่ารำคาญจริงๆ
ในม่านหมอก เดินอยู่เป็นเวลานาน พวกเขาถึงได้เหยียบย่างเข้ามาในหมู่บ้านพุทธะสวรรค์แห่งนี้ เดิมทีคิดว่าจะไปทำธุระที่วัดพุทธะสวรรค์โดยตรง แต่เมื่อเดินผ่านทางนี้ ป้ายชิ้นหนึ่งก็ลอยออกมาพอดี ถูกฉู่ชิงรับไว้ในมือ
ตอนแรกยังคิดว่าเป็นชาวบ้านพบผู้บุกรุก ตั้งใจจะปรากฏตัวออกมาทำร้าย
แต่เมื่อเขามองดูให้ดีในความมืด ถึงได้พบว่านี่คือป้ายของ ‘พรรคฉื้อฮวาย’
(ถ้ายังจำกันได้ในตอนแรกๆ ผมขอเปลี่ยนจาก สำนักฉื้อฮวายเป็นพรรคฉื้อฮวายครับ)
สิ่งนี้ทำให้ฉู่ชิงต้องหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย
วันนั้นหลังจากสนทนากับฉู่หยุนเฟย เขาได้มอบหมายสามเรื่อง
เรื่องแรกคือส่งเวินโหรวกลับไปยังหมู่บ้านลั่วเฉิน
เรื่องที่สองคือไปส่งจดหมายที่จวนเทียนอิน
เรื่องสุดท้ายคือมอบป้ายของพรรคฉื้อฮวายให้ฉู่ชิง
นี่คือสำนักที่บรรพบุรุษของตระกูลฉู่อยู่ คัมภีร์โร่วฉื้อจิง*และฝ่ามือชิงฉื้อที่ฉู่ชิงฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กล้วนมาจากพรรคฉื้อฮวายนี้
(*โร่วฉวี ชิงฉวีก็เปลี่ยนเป็น ฉื้อครับ)
เพียงแต่พรรคฉื้อฮวายล่มสลายไปหลายปีแล้ว ศิษย์ในสำนักกระจัดกระจายไปทั่วยุทธภพ ต่างก็มีอาชีพที่แตกต่างกันไป หรือแม้กระทั่งสร้างสำนักที่แตกต่างกัน
แต่คนที่ยังระลึกถึงความสัมพันธ์เก่าๆ ก็ยังคงเก็บป้ายของพรรคฉื้อฮวายไว้
ในอนาคตหากเดินทางในยุทธภพ หากพบเจอกัน ระลึกถึงความสัมพันธ์ของบรรพบุรุษ ก็จะสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
นี่ก็เป็นเพราะฉู่หยุนเฟยไม่วางใจที่ฉู่ชิงจะท่องยุทธภพคนเดียว พยายามมอบสิ่งที่เขาคิดว่ามีประโยชน์ให้ฉู่ชิงมากที่สุด
ปกป้องเวินโหรวไปยังหมู่บ้านลั่วเฉิน ก็เพื่อได้รับบุญคุณจากเวินฝูเชิง
ไปส่งจดหมายที่จวนเทียนอิน ก็เพื่อได้รับการสนับสนุนหรือการคุ้มครองจากจวนเทียนอิน
วัตถุประสงค์ของการให้ป้ายนี้ ยิ่งตรงเถน
ลูกเดินทางไกลพันลี้แม่เป็นห่วง จริงๆ แล้วพ่อก็เป็นห่วง เพียงแต่พวกเขามักจะไม่พูดออกมาตรงๆ
แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ฉู่ชิงเก็บป้ายของพรรคฉื้อฮวายไว้ในใจมาโดยตลอด เพราะถ้าพูดถึงรากเหง้าแล้ว เขาก็นับว่าเป็นทายาทของพรรคฉื้อฮวายเช่นกัน
จึงได้ตามรอยที่มาของป้ายตรวจสอบดู
ผลลัพธ์ไม่คาดคิด กลับได้พบกับมู่ถงเอ๋อร์ร์
ว่านชุนฮวาฆ่าสาวใช้ของมู่ถงเอ๋อร์ นางจะไล่ล่าว่านชุนฮวา เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
แต่ฉู่ชิงก็ไม่คิดว่า นางจะก้าวเข้ามาในวัดพุทธะสวรรค์แห่งนี้
หลังจากแนะนำประวัติของมู่ถงเอ๋อร์ให้หวู่เชียนฮวนฟังแล้ว มู่ถงเอ๋อร์กลับรู้สึกอายเล็กน้อย:
“เจ้ารู้ฐานะของข้าได้อย่างไร?”
“ตอนแรกไม่รู้ ภายหลังได้พบกับอาจารย์ของท่าน”
“เอ๊ะ?”
มู่ถงเอ๋อร์ชะงักไป:
“ข้าไม่ได้ข่าวเขามานานแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?”
“น่าจะอยู่ที่ป่าหยินหยางในหนานหลิ่ง”
ฉู่ชิงก็ไม่ค่อยแน่ใจ:
“ก่อนหน้านี้เขาทำอะไรไม่รอบคอบ ถูกคนของลัทธิเทียนเสียพบเข้า ยังถูกตีขาหักทั้งสองข้าง...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ยังลังเลอยู่บ้าง
อย่างไรเสียก็เป็นอาจารย์ของนาง ได้ยินว่าโหยวจงขาหักทั้งสองข้าง หญิงสาวคนนี้คงจะเสียใจไม่น้อย
แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยังคงพูดออกมา
อย่างมากก็พูดปลอบใจอีกสองสามประโยค
กลับไม่คิดว่าเมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา มู่ถงเอ๋อร์กลับตาวาวเป็นประกาย:
“ก็บอกแล้วว่าเขาวุ่นวายไปทั่ว สักวันหนึ่งต้องถูกคนตีขาหัก ไม่ใช่พ่อข้า ก็ต้องเป็นคนอื่น”
“ไม่คิดเลย ไม่คิดเลย ว่าจะเป็นฝีมือของลัทธิเทียนเสีย”
“แต่คนของลัทธิเทียนเสียก็อารมณ์ดีเหมือนกันนะ แค่ตีขาเขาหัก แต่ไม่ได้ทำร้ายชีวิตเขา”
“ลัทธิเทียนเสียไม่ได้ใจดีขนาดนั้น แต่เป็นโหยวจงหนีไปได้”
“ขาหักแล้วยังหนีได้อีก? นี่มันวิชาอะไร?”
มู่ถงเอ๋อร์ไม่พอใจ:
“ทำไมเขาไม่สอนข้า?”
“...บุตรีของจักรพรรดิเร้นลับ ไม่ไปเรียนวิชาเทพเก้าเร้นลับ กลับไปเป็นศิษย์ของโหยวจง?”
ฉู่ชิงรู้สึกว่าตนเองไม่ค่อยเข้าใจความคิดของซางชิวหยู
ส่วนมู่ถงเอ๋อร์กลับเบ้ปาก:
“วิชาเทพเก้าเร้นลับลึกซึ้งเข้าใจยาก ฟังแล้วก็ง่วงนอน เรียนไม่ไหวจริงๆ”
ใบหน้าของมู่ถงเอ๋อร์เต็มไปด้วยสีหน้าที่น่ารังเกียจของคนที่ไม่รู้จักค่าของสิ่งที่มีอยู่
แม้แต่ฉู่ชิงก็ยังพูดไม่ออก คิดถึงต่งสิงจือและต่งยู่ไป๋ คนหนึ่งเพื่อวิชาเทพเก้าเร้นลับฝึกฝนจนตนเองกลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี อีกคนหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น เสียชีวิตไปเลย
ผลลัพธ์คือมู่ถงเอ๋อร์ที่สามารถเรียนได้จริงๆ กลับไม่อยากเรียนเลย
และความทุกข์ของนาง คนอื่นไม่สามารถเข้าใจได้ ส่วนเวินโหรวกลับพยักหน้าเห็นด้วย
บางสิ่งเรียนไม่ได้ก็คือเรียนไม่ได้จริงๆ
มู่ถงเอ๋อร์เรียนวิชาเทพเก้าเร้นลับก็เหมือนกับนางเรียนวิชาค่ายกล ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้คนง่วงนอน
เห็นแล้วก็อยากนอน แล้วจะเรียนได้อย่างไร?
ฉู่ชิงเล่าเรื่องราวของโหยวจงให้มู่ถงเอ๋อร์ฟังคร่าวๆ หญิงสาวคนนี้เมื่อครู่แสดงท่าทีเหมือนไม่ค่อยใส่ใจ แต่จริงๆ แล้วก็ยังเป็นห่วงอยู่ เมื่อได้ยินว่าในป่าหยินหยางมีผู้สันโดษหยินหยาง เป็นหมอเทวดา สามารถชุบชีวิตคนตายได้ ถึงได้วางใจลง
หลังจากนั้นฉู่ชิงก็แนะนำหวู่เชียนฮวนและเวินโหรวให้นางรู้จัก
บอกตรงๆ ว่าหวู่เชียนฮวนเป็นคู่หมั้นของเขา
มู่ถงเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะขึ้นมา:
“ที่แท้ท่านนี้คือคุณหนูใหญ่หวู่นี่เอง ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว”
หวู่เชียนฮวนชะงักไป:
“เจ้ารู้จักข้าหรือ?”
ฉู่ชิงก็มองมู่ถงเอ๋อร์อย่างมีนัยยะ
มู่ถงเอ๋อร์ถูกเขามองจนรู้สึกอายเล็กน้อย:
“ท่านเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ข้าคงถูกไอ้สารเลวของสำนักเฉินเตานั่นรังแกไปแล้ว”
“เรื่องของท่าน ข้าย่อมต้องสืบสวนอย่างละเอียด”
“ผลลัพธ์คือเมื่อสืบสวน ก็พบเรื่องที่ไม่ธรรมดามากมาย”
“อีกอย่าง นอกจากข้าแล้วยังมีคนอื่นกำลังสืบสวนสถานการณ์ของท่านอยู่... เดาว่าท่านเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ ไม่ปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่แท้จริง ย่อมต้องมีเหตุผลที่บอกไม่ได้”
“ดังนั้นจึงรีบให้คนช่วยปิดบัง”
“แล้วเจ้าสืบสวนได้อะไรมาบ้าง?”
ฉู่ชิงยิ้มถาม
“ประมาณ... ที่สืบสวนได้ ก็สืบสวนมาหมดแล้ว”
“แต่ว่า เรื่องนี้พูดได้หรือ?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็เหลือบมองว่านชุนฮวา
ว่านชุนฮวารู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟมานานแล้ว ที่แท้ ฉู่ชิงมั่นใจขนาดนี้ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล เขากับมู่ถงเอ๋อร์รู้จักกันมาก่อน? แถมยังเป็นบุญคุณหนี้ชีวิตอีกด้วย
ไม่แปลกใจเลยที่ต่อหน้าบุตรีของจักรพรรดิเร้นลับผู้นี้ ถึงได้มีหน้ามีตาขนาดนี้
ฉู่ชิงโบกมือ:
“ช่างเถอะ เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉู่ชิงก็ให้เวินโหรวปิดประตู
ถึงได้หันสายตาไปมองเมิ่งฮุย:
“เขาเป็นอะไรไป?”
“เขาหรือ... สถานการณ์ของเขาต้องเริ่มจากวัดพุทธะสวรรค์แห่งนี้”
มู่ถงเอ๋อร์กล่าวเบาๆ:
“ข้าไล่ล่าเจ้าโจรนั่น...”
ว่านชุนฮวาได้ยินถึงตรงนี้ ก็เกาหน้า ถอนหายใจ
มู่ถงเอ๋อร์ก็เหลือบมองเขา แล้วพูดต่อ:
“พลัดหลงเข้ามาในวัดพุทธะสวรรค์แห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ข้าคำนวณเส้นทางของเขา รู้ว่าเขาเดินมาทางนี้ คาดว่าเขาน่าจะอยู่ในวัดพุทธะสวรรค์แห่งนี้”
“จึงได้อยู่ที่นี่ชั่วคราว”
“แต่คนในวัดพุทธะสวรรค์แห่งนี้ แปลกประหลาดมาก”
“พวกเขาถูกเสียงสวดมนต์ล่อลวงลุ่มหลง สูญเสียจิตใจของคนปกติ กลายเป็นหุ่นเชิดของวัดพุทธะสวรรค์”
“ทุกครั้งที่เห็นข้า ก็จะให้ข้าศรัทธาในพระโพธิสัตว์...”
“ข้าเป็นสาวงามบริสุทธิ์ ยังไม่ได้แต่งงาน จะบวชโดยไม่ทราบสาเหตุได้อย่างไร?”
มู่ถงเอ๋อร์ฮึ่มเสียงหนึ่ง:
“แต่หลังจากปฏิเสธ พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ วันละสามครั้ง มาถามตามเวลา ข้าทนไม่ไหวจริงๆ จึงได้ใช้วิธีเล็กๆ น้อยๆ”
“ทำให้พวกที่สติปัญญาไม่สมบูรณ์เหล่านี้ เหมือนกับใบไม้บังตา ทั้งๆ ที่ข้าอยู่ที่นี่ พวกเขากลับมองไม่เห็น”
“ข้าจึงได้ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านพุทธะสวรรค์แห่งนี้ ต้องการจะหาเจ้าโจรนั่น”
“แต่หาแล้วหาเล่า ก็ไม่พบ... กลับพบเด็กคนนี้โดยไม่คาดคิด”
“ในใจของเขาดูเหมือนจะมีความยึดติดบางอย่าง แตกต่างจากคนที่หลงทางไปโดยสิ้นเชิง เขามักจะสลับไปมาระหว่างความทรมานและการยอมจำนน”
“และประเด็นสำคัญ อยู่ที่ป้ายชิ้นนั้น”
“นั่นคือป้ายของพรรคฉื้อฮวาย... ข้าเคยสืบสวนท่าน รู้ที่มาของพวกท่านดังนั้น คนที่สามารถถือป้ายชิ้นนี้ได้ ก็ถือว่ามีความสัมพันธ์กับท่านอยู่บ้าง”
“ข้าจึงได้ให้ความสนใจเขามากขึ้นเล็กน้อย”
“ภายหลังพบว่า เขาก็เหมือนคนอื่นๆ หลงทางไปโดยสิ้นเชิง”
“และต้นตอของเรื่อง ก็เพราะว่า เขา ในการ ‘ยอมจำนน’ ครั้งหนึ่ง ได้โยนป้ายชิ้นนี้ทิ้งไป”
“ข้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าคนผู้นี้อาจจะมีศักยภาพที่จะ ‘ตื่นขึ้นมา’ ได้ จึงได้พยายามปลุกเขาขึ้นมาทีละน้อย”
“ปัจจุบันดูเหมือนจะได้ผลดี แต่ว่า จากที่เขา จนถึงตอนนี้ยังมองไม่เห็นข้า ต้องการจะปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาโดยสิ้นเชิง ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ”
ฉู่ชิงครุ่นคิด:
“ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้น”
“อืม? ท่านมีวิธี?”
มู่ถงเอ๋อร์ถาม
ฉู่ชิงก้าวไปอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮุย ตอนนี้เขาหลับตาทั้งสองข้าง ปากก็พึมพำว่า:
“กรรมจงสลายไป กรรมจงสลายไป กรรมจงสลายไป!!”
ฉู่ชิง: “...”
(จบบท)