เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 96 มังกรคำรามสะท้านเก้าชั้นฟ้า (ฟรี)

บทที่ 96 มังกรคำรามสะท้านเก้าชั้นฟ้า (ฟรี)

บทที่ 96 มังกรคำรามสะท้านเก้าชั้นฟ้า (ฟรี)


“เจียงเฉินเตา? ชะตาของเขามิใช่ใกล้จะขาดแล้วหรอกหรือ?”

“ดาบเล่มนั้นมันอะไรกัน?”

“ปราณดาบแกร่งกล้านัก... สมแล้วที่เป็นยอดดาบวิเศษ!”

“ดาบเทวะเช่นนี้ ต้องเป็นของข้าเท่านั้น!!”

ท่ามกลางความโกลาหล พลันปรากฏร่างหลายสายทะยานขึ้นจากพื้น พุ่งตรงไปยังเวทีสูง

หนึ่งในนั้นตวาดลั่น:

“ไอ้แก่สารเลว ใกล้จะตายอยู่แล้ว ดาบเล่มนี้เจ้าไม่คู่ควร!!”

กล่าวจบก็ซัดฝ่ามือออกไป พาให้เกิดลมกรรโชกหวีดหวิว พลังฝ่ามือดุจดั่งสายน้ำยาวไกลที่โอบอุ้มดวงตะวันอัสดง จู่โจมลงไปอย่างกึกก้อง

แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง ประกายดาบที่มืดมิดดั่งน้ำหมึก ลึกล้ำปานห้วงอเวจี ก็ตวัดกวาดผ่านกลางอากาศ

ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!!!

ยอดฝีมือหลายคนที่หมายจะชิงดาบจิตแตกด้วยท่าทีฮึกเหิม เมื่อยังไม่ทันได้รู้ตัวว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายก็พลันถูกสะบั้นเอวจนขาดเป็นสองท่อน!

โลหิตและซากศพกระเด็นไปคนละทิศละทาง ย้อมเวทีสูงจนฉานฉ่ำ

เจียงเฉินเตาถือดาบพาดอก พลันหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง:

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!!

“ดี ดี ดี สมแล้ว สมแล้วที่เป็นดาบเทพจิตแตก

“ไม่เสียแรงที่ข้าผู้นี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ใช้เวลากว่าสามปีเต็มจึงหลอมมันขึ้นมาสำเร็จ!

“มีดาบเทวะเล่มนี้คอยหนุนส่ง สำนักเฉินเตา*ของข้าย่อมต้องยิ่งใหญ่เหนือผู้คนนับหมื่นแสนเป็นแน่!!”

(*จากนี้ขอใช้ทับศัพท์แทนนะครับ)

สิ้นเสียง คมดาบพลันชี้ไปเบื้องหน้า นัยน์ตาทั้งคู่ของเจียงเฉินเตาปรากฏประกายสีดำจางๆ กวาดมองไปทั่วร่างของผู้คนในที่นั้น

แววตาของเขาลุ่มลึก ทุกคนที่ถูกเขามอง ต่างรู้สึกราวกับกำลังจ้องมองลงไปในห้วงอเวจีอันมืดมิด

“เจียงเฉินเตา... เจ้าจัดงานชุมนุมยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งใต้หล้านี้ขึ้นมาเพื่อการใดกันแน่?”

ฟางเทียนรุ่ย ประมุขพันธมิตรผู้ทรงธรรมเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“เพื่อการใดรึ?”

เจียงเฉินเตาหัวเราะอย่างสำราญใจ:

“ผู้ใดสวามิภักดิ์จักเจริญรุ่งเรือง ผู้ใดขัดขืนจักดับสูญ วันนี้พวกเจ้ามีเพียงสองทางเลือก คือคุกเข่าสวามิภักดิ์ หรือ...ใช้โลหิตของพวกเจ้าเป็นเครื่องสังเวยดาบ!”

“เหลวไหลสิ้นดี”

ฟางเทียนรุ่ยสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง:

“ในที่ชุมนุมวันนี้ นอกจากพันธมิตรผู้ทรงธรรมของข้าแล้ว ยังมีหอสดับคลื่นและหุบเขาเมฆาเหิน

“อีกทั้งสำนักไท่อี้และหอเยียนหยู่ก็ส่งศิษย์มาร่วมงานด้วย

“นอกเหนือจากนี้ ยังมีจอมยุทธ์ไร้สำนักอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งในหมู่พวกเขานั้นมีพยัคฆ์ซ่อนมังกรเร้นอยู่มากมาย

“ยอดฝีมือมากมายเพียงนี้ การจะทำลายล้างสำนักเฉินเตาของเจ้าก็ง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ แค่เจ้าเพียงผู้เดียว ยังกล้าเอ่ยว่าผู้ใดสวามิภักดิ์จักเจริญรุ่งเรือง ผู้ใดขัดขืนจักดับสูญอีกรึ?

“เจียงเฉินเตา ชะตาใกล้ขาดแล้วจึงได้แต่เพ้อฝันเพื่อสนองความทะเยอทะยานของตนเองเช่นนั้นรึ?”

“ภายใต้ดาบเทพจิตแตก ผู้ใดจะกล้าอาจหาญเรียกตนเองว่ายอดฝีมือ?”

เจียงเฉินเตาแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา:

“ประมุขฟาง กล้าก้าวขึ้นมาทดสอบดูหรือไม่ล่ะ?”

ฟางเทียนรุ่ยกำลังจะเอ่ยวาจา ก็ได้ยินเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมาเสียก่อน:

“ประมุขฟางช้าก่อน! ดาบเทพจิตแตกสามารถปั่นป่วนสติสัมปชัญญะของผู้คน ทำให้ผู้ที่ต่อกรกับมันมีสติปัญญามืดบอดว่างเปล่า อย่าได้ผลีผลามเป็นอันขาด”

ฟางเทียนรุ่ยมองตามเสียงไป สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย:

“ที่แท้ก็คือแม่นางตู้จากหอเยียนหยู่นี่เอง?

“แต่ข้าไม่ทราบว่า เหตุใดแม่นางตู้จึงได้ล่วงรู้เรื่องดาบเทพจิตแตกนี้เป็นอย่างดี?”

“มิกล้ากล่าวว่าล่วงรู้ดี เพียงแต่ประสบพบเจอมาโดยบังเอิญเท่านั้น”

ตู้หานเยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม:

“ระหว่างทางมาที่นี่ พวกเราบังเอิญได้เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งนามว่าชิงซี...”

นางเล่าเรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอร่วมกับฉู่ชิงและคนอื่นๆ ในคืนนั้นที่หมู่บ้านชิงซี ด้วยถ้อยคำที่สั้นกระชับที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้วยพลังลมปราณที่ไม่ธรรมดาของนาง ทำให้เสียงของนางดังไปทั่วทุกสารทิศ ทำให้ทุกคนในที่นั้นได้รับรู้ว่า ดาบเทพจิตแตกเล่มนี้หลอมขึ้นมาจากชีวิตมนุษย์ ต้องสังเวยชีวิตผู้คนกว่าหกร้อยชีวิตทั้งหมู่บ้านชิงซี เพื่อหลอมดาบปีศาจเล่มนี้ขึ้นมา

เจียงเฉินเตาถือดาบด้วยมือข้างเดียว ใช้แขนเสื้อปัดฝุ่นบนตัวดาบเบาๆ

เขาปล่อยให้ตู้หานเยียนเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านชิงซีออกมาโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพียงแต่ประกายสีดำในดวงตาของเขากลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น

ส่วนผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อได้ฟังคำพูดของตู้หานเยียน สีหน้าของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป

บ้างก็ชิงชังการกระทำของเจียงเฉินเตาจนเข้ากระดูกดำ พลอยรังเกียจดาบจิตแตกไปด้วย

แต่ก็มีบางคนที่แม้จะไม่พอใจการกระทำของเจียงเฉินเตา แต่ก็ยังคงมุ่งหมายที่จะครอบครองดาบจิตแตกให้ได้

ยังมีบางคนที่ถึงกับเห็นด้วยกับการกระทำของเจียงเฉินเตา รู้สึกว่าชีวิตของชาวบ้านธรรมดาก็เปรียบดั่งแมลงเม่า ตายไปก็แล้วไป หากสามารถใช้มันแลกมาซึ่งอำนาจและความเป็นใหญ่ได้ การตายของพวกเขาก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

แววตาของเจียงเฉินเตาขยับเล็กน้อย ไอสีดำหลายสายกำลังแทรกซึมเข้าไปในตาขาวของเขาอย่างช้าๆ ทว่าตัวเขาเองกลับดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงเรื่องนี้เลย:

“หมู่บ้านชิงซี? หมู่บ้านชิงซีเป็นเพียงสถานที่หลอมดาบ... แค่ชีวิตคนหกร้อยคน จะหลอมดาบเทพจิตแตกขึ้นมาได้อย่างไร?”

ตู้หานเยียนเดิมคิดว่าโศกนาฏกรรมที่หมู่บ้านชิงซีนั้น เพียงพอที่จะสั่นสะเทือนยุทธภพได้แล้ว

แต่เมื่อได้ฟังคำพูดของเจียงเฉินเตา ดูเหมือนว่าเรื่องราวมันจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นมาก?

นางอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ว่า:

“เจ้า... เจ้าพูดเรื่องอันใด? หรือว่าก่อนหน้านี้... ยังมีผู้อื่นต้องสังเวยคมดาบอีก?”

“มากเกินไป.”

เจียงเฉินเตานับนิ้วราวกับกำลังคำนวณ แต่สุดท้ายก็โบกมืออย่างรำคาญใจ:

“นับไม่ถ้วน คำนวณไม่ไหว... มากเกินไปแล้ว”

“เป็นไปไม่ได้”

ตู้หานเยียนโพล่งแย้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว:

“หากมีคนมากมายเพียงนี้ต้องตายภายใต้แผนการอันชั่วร้ายของเจ้า เหตุใดพวกข้าจึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน?”

แต่ทันทีที่นางถามคำถามนี้ออกไป ตู้หานเยียนก็เข้าใจในบัดดล

เหตุผลที่เจียงเฉินเตาป่าวประกาศว่า ‘ชะตาใกล้ขาด’ ปล่อยให้หลัวเฉิงและชีกวนเข่นฆ่ากันเอง จนทำให้ดินแดนในอาณัติของสำนักเฉินเตาแทบจะร้างผู้คน ราษฎรต้องระหกระเหินพลัดถิ่น

สาเหตุที่แท้จริง ก็เพื่อปกปิดความจริงที่ว่าเขากำลังใช้ชีวิตของราษฎรมาหลอมดาบ

ทุกคนที่ได้เห็นสภาพในดินแดนของสำนักเฉินเตา สิ่งเดียวที่พวกเขาจะนึกถึงก็คือความขัดแย้งระหว่างชีกวนและหลัวเฉิง

ใครเลยจะคาดคิดได้ว่า ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น มีอีกกี่ชีวิตที่ต้องตายไปเพราะดาบจิตแตกเล่มนี้?

เมื่อคิดถึงดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนที่สังเวยให้แก่ดาบเล่มนั้น ตู้หานเยียนก็กำหมัดแน่น:

“เจียงเฉินเตา... ต่อให้เจ้าต้องตายหมื่นครั้งก็มิอาจชดใช้ความผิดนี้ได้!!!”

“ตายหมื่นครั้งรึ? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!!”

เจียงเฉินเตาหัวเราะก้อง:

“ณ บัดนี้ ทั่วทั้งใต้หล้า ใครจะสังหารข้าได้!?”

ฟางเทียนรุ่ยค่อยๆ หลับตาลง จากนั้นก็ยื่นมือออกไป พลันมีคนส่งทวนเหล็กเล่มหนึ่งมาให้

เขารับทวนเล่มนั้นไว้ในมือ แล้วเงยหน้ามองเจียงเฉินเตา:

“ข้าสังหารได้!”

สิ้นเสียงฝีเท้าก็พลันทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ ประกายทวนรวมตัวเป็นจุดเดียว จู่โจมลงมาอย่างกึกก้อง

เจียงเฉินเตาถูกจิตสังหารนี้ครอบงำ พลันเงยหน้าขึ้น ประกายสีดำในดวงตาดูเหมือนจะจางลงไปส่วนหนึ่ง

แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง มันก็กลับมาครอบงำนัยน์ตาของเขาอีกครั้ง

เขาตวัดดาบขึ้นรับ ได้ยินเพียงเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นคราหนึ่ง

ปราณดาบและประกายทวนปะทะกันตรงจุดศูนย์กลาง

เสียงใสกระจ่างดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน

และสิ่งที่ดังตามมาก็คือเสียงมังกรคำรามกึกก้อง!

จากนั้น ณ จุดที่ปะทะกันเป็นศูนย์กลาง ระลอกคลื่นพลังขนาดมหึมาที่แผ่ไอร้อนสีดำขาวก็ระเบิดออกไปทั่วทุกทิศทาง

ผู้คนที่อยู่ใกล้ที่สุดย่อมต้องรับเคราะห์ก่อนใคร ร่างของพวกเขาถูกพลังนี้ซัดจนลอยกระเด็น

เมื่อตกลงสู่พื้นก็ยังคงมึนงงไม่รู้ทิศทาง รู้สึกเพียงว่าในหัวว่างเปล่าไปหมด

ส่วนผู้ที่อยู่ไกลออกไป แม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่ก็ยังรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด ยากที่จะรวบรวมสมาธิเพื่อคิดสิ่งใดได้

ในขณะเดียวกัน ก็มีร่างหนึ่งลอยละลิ่วถอยหลังกลับไป

นั่นคือฟางเทียนรุ่ยผู้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ร่างของเขาลอยถอยหลังไป เมื่อร่วงลงสู่พื้นก็ใช้มือยันไว้จึงจะควบคุมร่างได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถหยุดยืนได้อย่างมั่นคง

เขาพลิกทวนเหล็กในมือ ได้ยินเสียง ฉูด ฉูด ฉูด ปัง ปัง ปัง

ปลายด้ามทวนครูดไปกับพื้นจนเกิดเป็นร่องลึก

ลากยาวไปถึงสองจั้งกับอีกสองส่วนสิบ จึงจะหยุดร่างได้อย่างทุลักทุเล

ขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับว่าในหัวของเขามีคนนับร้อยนับพันกำลังร่ำร้องตะโกนก้องพร้อมกัน ทำให้เขาทุกข์ทรมานจนมิอาจทานทน

ยิ่งไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองที่ปะทะกับเจียงเฉินเตา กลับพ่ายแพ้ยับเยินเพียงแค่การประมือเดียว

“ยังคงซาบซึ้งกับความรู้สึกเมื่อครู่อยู่รึ?”

เสียงของเจียงเฉินเตาพลันดังขึ้นจากเบื้องหลัง สีหน้าของฟางเทียนรุ่ยพลันแปรเปลี่ยน เขารู้สึกเพียงว่าในหัวมีเสียง ‘หึ่ง’ ดังขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเลือนหายไปจนหมดสิ้น

ไม่รู้ว่านี่คือวันเวลาใด ไม่รู้ว่าตนอยู่ที่แห่งหนใด ไม่รู้ว่าตนกำลังจะทำสิ่งใด...

ได้แต่ยืนนิ่งตะลึงมองดาบของเจียงเฉินเตาที่ถูกยกขึ้นสูง ก่อนจะฟาดฟันลงมาอย่างเหี้ยมโหด

เคร้ง เคร้ง!

พลันบังเกิดเสียงโซ่ตรวนดังขึ้น ในชั่วพริบตาที่ดาบของเจียงเฉินเตากำลังจะฟาดฟันลงมา ลำคอและข้อมือของเขาก็ถูกโซ่ตรวนพันธนาการไว้จนหมดสิ้น

พลันได้ยินเสียงตะโกนกึกก้อง:

“ขึ้นมาหาข้า!!!”

โซ่ตรวนพลันตึงเหยียด พลังมหาศาลส่งผ่านมา ร่างของเจียงเฉินเตาทั้งร่างถูกโซ่ตรวนนี้กระชากจนลอยออกไป

แต่ในวินาทีถัดมา ร่างของเขากลับพลิกหมุนกลางอากาศ คมดาบฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน

ผู้ที่ใช้โซ่ตรวนพันธนาการผู้อื่นยังไม่ทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คมดาบก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ในสมองยังไม่ทันได้สับสนวุ่นวาย ศีรษะก็ดูเหมือนจะหลุดจากบ่าเสียแล้ว

เงาร่างสองสายจากซ้ายขวาพลันพุ่งเข้ามาในเวลาพอดีพอดิบพอดี คนหนึ่งกดไหล่ซ้าย อีกคนกดไหล่ขวาของเจียงเฉินเตา กดร่างของเขาจากกลางอากาศลงสู่พื้นดินโดยตรง

เจียงเฉินเตาคำรามอย่างเดือดดาล พลังภายในทั่วร่างสั่นสะเทือน คนทั้งสองพลันถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป กระอักโลหิตออกมาเป็นสาย มองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก:

“กำลังภายในของเขาทรงพลังถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”

สองคนที่ลงมือ ล้วนเป็นศิษย์ของหอสดับคลื่น

หอสดับคลื่นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสำนักเฉินเตา หลายปีมานี้เคยปะทะกับเจียงเฉินเตามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

เกี่ยวกับประมุขสำนักเฉินเตาผู้นี้ พวกเขาย่อมเข้าใจดีกว่าคนทั่วไปมากนัก

แต่คาดไม่ถึงว่า วันนี้กลับยังคงคาดการณ์ผิดพลาด

พวกเขาทั้งสองไม่เพียงแต่ควบคุมเจียงเฉินเตาไว้ไม่ได้ ซ้ำยังถูกพลังภายในของอีกฝ่ายกระแทกจนบาดเจ็บสาหัสลุกไม่ขึ้น

กำลังภายในของเฒ่าผู้นี้เหนือกว่าที่เขาเคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้ไกลนัก

ร่างของเจียงเฉินเตาพลันลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่ทันได้เงื้อดาบ ก็มียอดฝีมืออีกหลายคนปรากฏกายขึ้น

ในเมื่อเจียงเฉินเตาต้องการให้พวกเขาตายที่สำนักเฉินเตา เช่นนั้นวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการสังหารเจียงเฉินเตา หรือเพื่อครอบครองดาบเทพจิตแตก ศึกครั้งนี้ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้

ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งลานประลองก็เต็มไปด้วยฝุ่นทรายและก้อนหินที่ปลิวว่อน ปราณแท้จริง ประกายดาบ และปราณกระบี่นานาชนิดสาดกระจายไปทั่ว

เจียงเฉินเตากวัดแกว่งดาบเทพจิตแตกในมือ ร่ายรำเพลงดาบวายุพันลี้ทวนทิศทะยานร่างเข้าสู่ใจกลางฝูงชน

ทุกครั้งที่ลงดาบ คู่ต่อสู้จะพลันแข็งค้างไป ยังดีที่มีคนอื่นคอยช่วยเหลือ มิเช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าผู้ใดที่เผชิญหน้ากับเจียงเฉินเตาตามลำพัง ล้วนมีแต่ต้องตายสถานเดียว

แต่ถึงกระนั้น เพียงชั่วครู่เดียว ทุกคนต่างก็มีบาดแผลฉกรรจ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า

“ไม่ได้การ...เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้การแล้ว”

ตู้หานเยียนบ้วนโลหิตออกมาคำหนึ่ง นางรู้ดีว่าเมื่อคนเหล่านี้ต้องเผชิญหน้ากับดาบเทพจิตแตก ช่างรู้สึกอับจนหนทางอย่างแท้จริง

ดาบเล่มนี้พิสดารเกินไป เพียงประมาทเล็กน้อยก็อาจต้องจบชีวิตลงด้วยคมดาบ

บัดนี้ความเป็นความตายล้วนอยู่ในกำมือของผู้อื่น หากปราศจากเพลงดาบเสียงสวรรค์เจ็ดกฎของเฉาชิวผู่แล้ว ผู้ใดจะสามารถต่อกรกับเขาซึ่งหน้าได้?

ในขณะที่จิตใจกำลังสับสนเลื่อนลอย พลันรู้สึกว่าฟ้าดินไร้ซึ่งสีสัน อากาศโดยรอบหยุดนิ่ง...สมองแข็งทื่อราวกับก้อนหิน ไม่ว่าจะสั่งการอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน

โดนอีกแล้ว...

ตู้หานเยียนเข้าใจในใจ แต่ภายใต้อิทธิพลของดาบเทพจิตแตก พริบตาเดียวก็ลืมเลือนไปอีกครั้ง

ตูม! พลังมหาศาลสายหนึ่งพุ่งเข้าปะทะ

ตู้หานเยียนพลันรู้สึกตัวขึ้นมา ลืมตาขึ้นมอง กลับพบว่าตนเองถูกใครบางคนกระแทกจนกระเด็นออกไป

ส่วนคนที่กระแทกนางนั้น ร่างกายได้ถูกดาบเทพจิตแตกฟาดฟันผ่านไปแล้ว ยังไม่ทันตกถึงพื้น ร่างก็กลายเป็นสองท่อน

ตู้หานเยียนโกรธจัด:

“เจียงเฉินเตา!!!”

เจียงเฉินเตามิได้สนใจคำพูดของตู้หานเยียนเลยแม้แต่น้อย ดาบเทพจิตแตกในมือพลิกหมุน เสียง ‘หึ่ง’ ดังขึ้นพร้อมกับฟาดฟันไปยังฟางเทียนรุ่ย

ฟางเทียนรุ่ยรู้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี ทวนเหล็กในมือพลันยกขึ้นขวางตรงหน้า

ได้ยินเพียงเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นคราหนึ่ง

พลังอันแข็งแกร่งพลันทะลวงเข้าสู่ทั่วร่าง

ประกายดาบสีดำสนิทราวกับน้ำหมึก ไอสังหารอันแหลมคมน่าพรั่นพรึง กดดันฟางเทียนรุ่ยจนต้องถอยหลังไม่หยุด ทุกย่างก้าวที่ถอยออกไป ในปากของเขาก็จะพ่นโลหิตออกมาคำหนึ่ง

ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไป พื้นดินก็พลันระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

นี่ไม่ใช่เป็นเพียงความคมกล้าของดาบเทพจิตแตกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกำลังภายในที่เจียงเฉินเตาสั่งสมมาตลอดหลายปีจากการพึ่งพายาเทพโลหิต

ทำให้ฟางเทียนรุ่ยมิอาจต้านทานได้เลย

ไม่รู้ว่าถอยไปกี่ก้าว ในที่สุดเขาก็พอจะยืนหยัดได้มั่นคง สติสัมปชัญญะทั้งหมดในสมองกำลังเลือนหายไป ต้องการจะโคจรพลังภายใน...แต่พลังภายในควรจะโคจรอย่างไรกันแน่?

เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น ความสิ้นหวังก็บังเกิด

แต่ฟางเทียนรุ่ยก่อตั้งพันธมิตรผู้ทรงธรรม ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์หรือพลังใจล้วนเหนือกว่าคนทั่วไปนัก

สองเท้าของเขายืนหยัดมั่นคง ปลายเท้าขยับเคลื่อน สองมือใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดกุมทวนเหล็กไว้แน่น ยิ่งกว่านั้นยังกัดปลายลิ้นของตนเอง ความรู้สึกเจ็บปวดและกลิ่นคาวเลือดในปาก ทำให้สมองของเขากลับมาปลอดโปร่งขึ้นชั่วขณะ

พลันบังเกิดเสียงมังกรคำรามดังขึ้นจากภายในร่างของเขา ปราณแท้จริงสายแล้วสายเล่าดึงรั้งอาภรณ์ทั่วร่างให้สะบัดไหวโดยไร้ลม

โคจรผ่านเอวเข้าสู่แขนทั้งสองข้าง ไหลผ่านแขนทั้งสองเข้าสู่ทวนเหล็ก

เสียงมังกรคำรามดังก้องไปทั่วฟ้าดิน ทวนเหล็กในมือของเขาในยามนี้ราวกับไม่ใช่สิ่งของไร้ชีวิตอีกต่อไป แต่กลับกลายร่างเป็นมังกรตัวหนึ่ง!

‘หัวมังกร’ พลิกหมุน หอบเอาคลื่นพลังอันไร้ขอบเขตพุ่งเข้าใส่เจียงเฉินเตาอย่างบ้าคลั่ง!

ปลายทวนจี้เข้าใส่ดาบเทพจิตแตก!

คลื่นพลังมหาศาลม้วนตลบไปทั่วแปดทิศ ทันทีที่ทวนนี้ถูกใช้ออกไป พื้นดินก็พลันแตกละเอียดราวกับมังกรที่ถูกกักขังทะยานขึ้นสู่สวรรค์ ทุกส่วนที่เคลื่อนผ่านล้วนแหลกสลาย

ฟางเทียนรุ่ยเปล่งเสียงตะโกนก้อง:

“มังกรคำรามเก้าชั้นฟ้า!!!”

ในยามนี้ รอบข้างไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้ได้

ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือพเนจร หรือตู้หานเยียนแห่งหอเยี่ยนหยู่ เฉินซื่อหงแห่งหอสดับคลื่น...ล้วนยากจะเข้าใกล้

มิเช่นนั้นแล้ว จะต้องถูกทวนกระบวนท่านี้ดูดเข้าไปอย่างแน่นอน

ไม่เพียงแต่จะช่วยไม่ได้ ซ้ำยังมีโอกาสถูกฟางเทียนรุ่ยทำร้ายโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย

ครืนนนน!!

เสียงดังสนั่นราวกับอสนีบาตดังก้องไปทั่วทั้งลานประลอง ทวนกระบวนท่านี้ประหนึ่งมังกรปรากฏกายอย่างแท้จริง ทุกหนแห่งที่มันเคลื่อนผ่านล้วนมีแต่เสียงแตกสลาย

แม้เจียงเฉินเตาจะถือดาบเทพจิตแตกอยู่ในมือ แต่ในยามนี้ก็ถูกทวนกระบวนท่านี้กดดันจนทำได้เพียงถอย ถอยแล้วถอยเล่า!

ถอยไปทั้งสิ้นสิบกว่าจั้ง พลังของทวนกระบวนท่านี้จึงค่อยสลายไปจนหมดสิ้น

ร่างของเจียงเฉินเตาหยุดนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองฟางเทียนรุ่ยที่ถือทวนเหล็ก อาภรณ์ทั่วร่างขาดรุ่งริ่ง

เขายืนอยู่ที่นั่น เส้นผมยุ่งเหยิง สองตาสาดประกายราวกับสายฟ้า จ้องมองมาที่ตนเอง

เจียงเฉินเตาพลันนิ่งอึ้ง:

“ข้า...ข้าเป็น...

“ไม่ ไม่ใช่!!

“นี่มันไม่ถูกต้อง! เจ้าหลอกข้า!!”

ดูเหมือนในชั่วพริบตานั้นเขาจะพลันได้สติกลับคืนมา ประกายสีดำในดวงตาเลือนหายไป สะบัดมือหมายจะโยนดาบเทพจิตแตกในมือทิ้ง

แต่ดาบเทพจิตแตกกลับราวกับติดหนึบอยู่บนมือของเขา ไม่ว่าเขาจะสะบัดอย่างไร ดาบเล่มนี้ก็ไม่ยอมหลุดออกจากมือแม้แต่น้อย

กลับกัน ความมืดดำในดวงตาของเขากลับแผ่ขยายออกมาอีกครั้ง ในชั่วพริบตา ในดวงตาทั้งสองของเขาก็ไม่ปรากฏให้เห็นสีขาวอีกต่อไป

ตัวดาบสั่นสะท้านเล็กน้อย พลันเกิดประกายคมกล้าที่แหลมคมกว่าเดิมหลายเท่าตัวระเบิดออกจากร่างของเขา

ทุกคนที่เห็นเขา ล้วนรู้สึกว่าในยามนี้สิ่งที่พวกเขาเห็นหาใช่คนไม่...แต่เป็นดาบเล่มหนึ่งที่ถูกชักออกมาจากห้วงอเวจี

ความสิ้นหวังผุดขึ้นในใจ หากเจียงเฉินเตาก่อนหน้านี้เป็นเช่นนี้แล้วไซร้ บัดนี้ในสนามประลองคงไม่มีผู้ใดรอดชีวิตอีกต่อไป!

“ตายแน่...”

ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่เอ่ยสองคำนี้ออกมา

วินาทีถัดมา ก็ได้ยินเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นคราหนึ่ง

เจียงเฉินเตาที่อยู่เบื้องหน้า พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย...

(จบบท

จบบทที่ บทที่ 96 มังกรคำรามสะท้านเก้าชั้นฟ้า (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว