เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 90 รับ (ฟรี)

บทที่ 90 รับ (ฟรี)

บทที่ 90 รับ (ฟรี)


เบื้องหน้าของมู่ถงเอ๋อร์ ปรากฏร่างของผู้อาวุโสสองคนซึ่งมีผมขาวดำปะปนกัน

เพียงแต่คนหนึ่งผมซีกซ้ายเป็นสีดำ ซีกขวาเป็นสีขาว ส่วนอีกคนกลับตรงกันข้ามพอดี

เมื่อได้ฟังวาจาของมู่ถงเอ๋อร์ ผู้เฒ่าทั้งสองจึงสบตากันคราหนึ่ง ผู้เฒ่าผมซีกซ้ายดำซีกขวาขาวเอ่ยขึ้นว่า

“พวกข้าจะรีบไปสืบความบัดเดี๋ยวนี้”

“มิต้อง”

มู่ถงเอ๋อร์โบกมือปฏิเสธ

“ข้ารู้สึกอยู่เสมอว่าเขาคงมิใช่คนที่จะจมปลักอย่างไร้ชื่อเสียง ในอนาคตอาจมีโอกาสได้พบพานกันอีก”

“จริงสิ ครานี้เขาช่วยชีวิตข้าไว้ พวกท่านว่าคราหน้าเมื่อพบกัน ข้าควรจะมอบสิ่งใดให้เขาเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณดี?”

ผู้อาวุโสผมซีกขวาดำซีกซ้ายขาวทำหน้าลำบากใจเล็กน้อย

“คุณหนู พวกเราเกรงว่าจะมิอาจอยู่ที่นี่เนิ่นนานเกินไปได้ นายท่านมีคำสั่งให้ท่านรีบกลับไปโดยเร็วที่สุด”

“ไม่กลับ ไม่กลับเด็ดขาด! เอาแต่กักขังข้าอยู่ทุกวี่ทุกวัน ข้าไม่อยากกลับไปหรอก!”

มู่ถงเอ๋อร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ สีหน้าเต็มไปด้วยความขัดขืน

ผู้อาวุโสผมซีกซ้ายดำซีกขวาขาวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาว่า

“แต่ว่า...นายท่านจับตัวท่านโหยวไปแล้วขอรับ”

“กล่าวว่าหากคุณหนูยังไม่ยอมกลับไปอีก เขาจะจัดการหักขาท่านโหยวเสีย ดูสิว่าเขายังจะกล้าปลุกปั่นให้คุณหนูเที่ยวเล่นในยุทธภพอีกหรือไม่”

“หา?”

มู่ถงเอ๋อร์เบิกตากว้าง

“ท่านพ่อทำเช่นนี้ได้อย่างไร?”

“ท่านอาจารย์ทำผิดอันใดกัน?”

“เอ่อ...”

ผู้อาวุโสทั้งสองสบตากันคราหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างสงบปากสงบคำ

มู่ถงเอ๋อร์เอ่ยอย่างจนใจ

“ช่างเถิด ช่างเถิด กลับก็กลับ ข้าจะปล่อยให้ท่านอาจารย์ถูกท่านพ่อหักขาจริงๆ ได้อย่างไรกัน ท่านอาจารย์ชอบกระโดดโลดเต้นถึงเพียงนั้น หากถูกหักขาไป...จะมิแย่เอาหรอกหรือ?”

“กลับไปก็ดีเหมือนกัน จะได้ถือโอกาสไปขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์ ว่าควรจะมอบสิ่งใดให้ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของข้าดี”

“ท่านได้พบเห็นของวิเศษล้ำค่าทั่วหล้า ย่อมต้องคิดออกเป็นแน่!”

“พวกเราไปกันเถอะ!”

นางเป็นคนประเภทนึกจะทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นทันที พอคิดได้ดังนี้แล้ว พลันไม่ต้องการจะหยุดอยู่แม้แต่น้อย ปรารถนาเพียงจะจากไปโดยเร็วที่สุด

ผู้อาวุโสทั้งสองมองหน้ากันไปมา ดูเหมือนจะคุ้นชินกับอุปนิสัยของคุณหนูมู่ถงเอ๋อร์เป็นอย่างดีแล้ว

แต่ก่อนจะไป ยังคงเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง

“คุณหนู เรื่องของสำนักเฉินเตา...หากท่านชื่นชอบของวิเศษที่ชีกวนเตรียมไว้ พวกเราสามารถไปชิงมันกลับมาให้ท่านได้”

“ชีกวนกล้าล่วงเกินท่าน สมควรตายหมื่นครั้ง แม้นมันจะตายไปแล้ว แต่สำนักเฉินเตายังคงอยู่ ต้องการให้พวกเรา...”

“ช่างมันเถอะ”

มู่ถงเอ๋อร์โบกมือ

“เขาเคยบอกไว้ว่าของสิ่งนั้นไม่สะอาด เช่นนั้นก็อย่าได้ไปข้องแวะเลย”

“สำนักเฉินเตา...เจียงเฉินเตาหายตัวไป ดูเหมือนว่าในช่วงเวลานี้เขาจะมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง พวกท่านส่งคนไปสักสองคนคอยจับตาดูความเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ ก็พอ”

“อ้อ คอยดูแลเขาอยู่เบื้องหลังด้วย อย่าปล่อยให้ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของข้าต้องประสบเหตุไม่คาดฝันเป็นอันขาด”

ผู้อาวุโสทั้งสองสบตากัน

ก่อนหน้านี้ พวกเขาเพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ การ ‘ล่า’ ที่ชีกวนกล่าวอ้างนั้นก็อยู่ในสายตาของพวกเขามาโดยตลอด

หากมิใช่เพราะพบว่าฉู่ชิงก็อยู่ด้วย ป่านนี้พวกเขาคงลงมือไปนานแล้ว

หลังจากได้เห็นฝีมือของฉู่ชิงแล้ว ก็เข้าใจได้ทันทีว่าวรยุทธ์ของชายหนุ่มผู้นี้สูงส่งอย่างยิ่ง การจะหาคนไปคอยดูแลอยู่เบื้องหลังนั้นมิใช่เรื่องยาก

เพียงแต่เกรงว่าจะถูกคนผู้นี้ล่วงรู้เข้า...ถึงเวลานั้นหากเขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นศัตรู กลับจะยิ่งสร้างความยุ่งยากโดยใช่เหตุ

การจะลอบสังเกตการณ์เขาโดยไม่ให้เขารู้ตัว อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นผู้มีฝีมือระดับเดียวกับพวกเขาทั้งสองคนจึงจะทำได้

ทว่าคำพูดเหล่านี้พวกเขากลับมิได้เอ่ยบอกต่อมู่ถงเอ๋อร์ เพียงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย

หลังจากนั้น คนทั้งสาม หนึ่งนำหน้าสองตามหลัง ก็ทะยานร่างจากไป

ครั้นเมื่อพวกเขาจากไปแล้ว ร่างเงาสายหนึ่งพลันค่อยๆ ก้าวออกจากเงามืด

สวมอาภรณ์สีดำสนิท สวมหน้ากากสีขาว

ฉู่ชิงถือกระบี่ชิงเย่ ทอดสายตามองไปยังทิศทางที่คนทั้งสามจากไปอย่างเงียบงัน

ในแววตาฉายประกายสั่นไหวไม่แน่ไม่นอน

“มีคนลอบซุ่มดูอยู่จริงๆ ...เกือบจะหลอกข้าได้สนิทแล้ว

“สองคนนี้เป็นผู้ใดกัน?”

“จอมโจรเทวะอันดับหนึ่งในใต้หล้า โหยวจง ผู้รวบรวมดวงดาวเก้าชั้นฟ้าไว้ในมือเดียว ยังถูกจับกุมตัวได้”

“แล้วมู่ถงเอ๋อร์ผู้นี้มีสถานะใดกันแน่?”

วรยุทธ์ของผู้อาวุโสทั้งสองสูงส่งอย่างยิ่ง วิชาซ่อนเร้นกายก็ล้ำเลิศเป็นที่สุด

หากมิใช่เพราะตอนที่ฉู่ชิงพามู่ถงเอ๋อร์จากมา พวกเขาได้เผยกลิ่นอายออกมาวูบหนึ่งจนฉู่ชิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ป่านนี้เขาก็คงมิอาจล่วงรู้ได้

ถึงกระนั้น หลังจากนั้นตลอดช่วงเวลาที่ฉู่ชิงซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง รอคอยให้ชีกวนโคจรพลัง แล้วเฝ้ามองมันไปหาเจียงเฉินเตา ฉู่ชิงก็มิได้ค้นพบคนทั้งสองนี้เลย

ในใจบังเกิดความสงสัย ฉู่ชิงจึงจงใจแสร้งจากไปแล้วย้อนกลับมา

“ยอดฝีมือถึงเพียงนี้กลับเชื่อฟังคำสั่งของมู่ถงเอ๋อร์ทุกประการ ราวกับเป็นบ่าวรับใช้ในบ้าน”

“ชาติกำเนิดของนาง...แซ่มู่...”

ฉู่ชิงเคยเป็นมือสังหารอยู่ที่เนี่ยจิ้งถาย องค์กรนักฆ่าย่อมต้องมีข่าวกรองอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เขาจึงพอจะมีความรู้เกี่ยวกับยอดฝีมือสายต่างๆ ทั่วหล้าอยู่บ้าง

ยอดฝีมือแซ่นี้มิใช่ว่าไม่มี แต่ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดบรรลุถึงขั้นนี้ได้เลย

ชั่วขณะนี้ยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่านางมีที่มาเช่นไร

แต่เขาก็มิได้ครุ่นคิดเรื่องนี้นานนัก ในเมื่อมู่ถงเอ๋อร์จากไปแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่ายุติลงแล้ว

ยุทธภพกว้างใหญ่ไพศาลนัก คาดว่าในอนาคตคงไม่มีวาสนาได้พบพานกันอีก

เขาพลันหันกายก้าวเข้าสู่ความมืดมิด เพียงชั่วครู่เดียว ก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมฝูหยุนแล้ว

เปลี่ยนกลับมาสวมเสื้อผ้าของตนเอง เช็ดล้างกระบี่ชิงเย่ให้สะอาด ทาด้วยยาปี้ถีเกา ล้วเก็บเข้าฝัก จากนั้นจึงใช้แถบผ้าพันไว้อย่างดี

เขาจึงออกจากห้องแล้วมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของ ‘เจียงเฉินเตา’

ผลักประตูเบาๆ บานประตูก็เปิดออกตามแรงผลัก

บนเตียงว่างเปล่าไร้เงาคน แต่บนพื้นกลับมีเข็มสะกดจุดที่ยังติดอยู่กับโซ่ตรวนและหน้ากากเหล็กที่ถูกเปิดออกตกอยู่เกลื่อนกลาด

เข็มสะกดจุดนั้นแม้เรียกว่าเข็ม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นตะปูเหล็กสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดเท่านิ้วมือ ยาวถึงสามชุ่น

ฉู่ชิงเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาอย่างครุ่นคิด

ภารกิจที่ยังทำไม่ลุล่วง และการแจ้งเตือนภารกิจที่ยังไม่ได้รับและยังไม่ได้ปฏิเสธ พลันปรากฏขึ้นพร้อมกัน

[ภารกิจ: สังหารผู้บงการที่ก่อโศกนาฏกรรม ณ หมู่บ้านชิงซี]

[ภารกิจปรากฎ: สังหารเป่ยอู๋จี๋!]

[จะรับหรือไม่?]

มุมปากของฉู่ชิงปรากฏรอยยิ้มขึ้น นับตั้งแต่วันนั้นที่ห้องลับใต้ดินในค่ายวายุทมิฬ ‘เจียงเฉินเตา’ เสนอให้เขาสังหารเป่ยอู๋จี๋ จนกระทั่งการแจ้งเตือนนี้ปรากฏขึ้นมา

เขาก็คอยจับตาดูมาตลอดว่าการแจ้งเตือนนี้จะหายไปหรือไม่

ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า การแจ้งเตือนยังคงอยู่เสมอมา เว้นเสียแต่ว่าฉู่ชิงจะยอมละทิ้งมันไปด้วยตนเอง

“รับ”

ฉู่ชิงได้ตัดสินใจเลือกแล้ว

สถานการณ์ของภารกิจนี้ สำหรับฉู่ชิงแล้วนับว่าค่อนข้างพิเศษ

สถานการณ์ในปัจจุบันก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นแล้ว

หากจะบอกว่า ‘เจียงเฉินเตา’ ที่ถูกขังอยู่ในค่ายวายุทมิฬคือเป่ยอู๋จี๋ เช่นนั้นแล้ว คนที่หลอมดาบเทพจิตแตกที่หมู่บ้านชิงซี ก็มีเพียงเจียงเฉินเตาตัวจริงเท่านั้นที่เป็นไปได้

ชีกวนรับคำสั่งจากเขา รับผิดชอบเรื่องนี้

จึงได้เกิดโศกนาฏกรรมสังเวยดาบด้วยชีวิตของชาวบ้านกว่าหกร้อยคนทั่วทั้งหมู่บ้านชิงซี

มิหนำซ้ำ เขายังเป็นผู้ริเริ่มแปลงโอสถในค่ายวายุทมิฬ เพาะปลูกผลโลหิต หลอมยาเทพโลหิต

ปล่อยปละละเลยให้ประมุขใหญ่สังหารชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมต่างๆ นานาขึ้นในเมืองเล็กๆ แห่งนั้น

มิต้องสงสัยเลยว่า คนผู้นี้สมควรตาย!

ทว่า เมื่อสืบสาวไปถึงต้นตอ สาเหตุหลักของเรื่องทั้งหมดนี้ยังคงมาจากเป่ยอู๋จี๋แห่งลัทธิเทียนเสีย

เมื่อดูจากการกระทำของลัทธิเทียนเสียในเมืองเทียนหวู่แล้ว เป้าหมายของคนกลุ่มนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

เมื่อครั้งนั้นที่เป่ยอู๋จี๋เสาะหาเหล็กเทพครวญเพื่อหลอมดาบเทพจิตแตก แท้จริงแล้วมันเพื่อสิ่งใดกัน?

คนกลุ่มนี้ลอบปั่นป่วนสถานการณ์อยู่เบื้องหลัง ดูเหมือนจะต้องการก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ให้ปะทุขึ้น

ทิศใต้ของสำนักเฉินเตาติดกับเมืองเทียนหวู่ ทิศเหนือห่างออกไปหนึ่งร้อยยี่สิบแปดลี้คือตำหนักธุลีโปรย (ชื่อยังไม่แน่นอนนะครับ)

หากที่นี่เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นจริง คลื่นลมแห่งความโกลาหลย่อมต้องแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ

อีกทั้งด้วยความพิสดารของดาบเทพจิตแตก อาจจะดึงดูดผู้คนมากมายให้มาแย่งชิงดาบปีศาจเล่มนี้...

ถึงเวลานั้นแล้ว พายุโลหิตระลอกแล้วระลอกเล่าก็คงยากจะหลีกเลี่ยงได้

หากปราศจากภารกิจ ฉู่ชิงอาจยังลังเลอยู่บ้างว่าจะสังหารเขาดีหรือไม่ ทว่าบัดนี้กลับไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดอีกต่อไป

“เป่ยอู๋จี๋และเจียงเฉินเตาหายตัวไปพร้อมกัน เรื่องนี้ย่อมต้องมีความเกี่ยวพันกันอยู่เป็นแน่”

“ตอนนี้วิธีที่ง่ายที่สุด คือบุกเข้าไปในสำนักเฉินเตา แล้วก่อเรื่องให้พลิกฟ้าคว่ำปฐพีโดยตรง”

“แต่หากทำเช่นนั้น... ก็มิต่างอันใดกับการเปิดโปงร่องรอยของตนเองก่อนเวลาอันควร”

“หากดาบเทพจิตแตกอยู่ในมือของเจียงเฉินเตา เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ เขาจะยังปรากฏตัวอีกหรือไม่”

“หากไม่สามารถทำลายดาบเล่มนี้ต่อหน้าผู้คนทั่วใต้หล้า เกรงว่ามันจะยังคงชักนำให้ผู้คนมากมายแห่แหนกันเข้ามาช่วงชิง”

ฉู่ชิงกลับมาถึงห้องของตนเองแล้วรินน้ำให้ตัวเองหนึ่งถ้วย

หลังจากปล่อยให้ความคิดตกตะกอน เขาก็ตัดสินใจได้ในที่สุด

“สำนักเฉินเตากำลังเผชิญวิกฤตสี่ด้าน เกรงว่าเจียงเฉินเตาคงจะฝากความหวังไว้กับดาบเทพจิตแตกเป็นอย่างยิ่ง”

“ครั้งนี้ที่เมืองเฉินเตาจัดงานชุมนุมอันดับหนึ่งในใต้หล้าขึ้นมา คงมิแคล้วต้องการใช้ประโยชน์จากดาบเทพจิตแตกทำเรื่องบางอย่างเป็นแน่...”

“ในการชุมนุมครั้งนี้ ดาบเทพจิตแตกจะต้องปรากฏตัวอย่างแน่นอน เจียงเฉินเตาอดทนมาสามปี เป่ยอู๋จี๋ถูกกักขังมาสามปี”

“ความแค้นทั้งมวล จะต้องถูกสะสางในงานชุมนุมอันดับหนึ่งในใต้หล้าครานี้”

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จงรอให้งานชุมนุมเริ่มขึ้น แล้วสังหารคนทั้งสองต่อหน้าผู้คนทั่วใต้หล้าเสีย”

“ทำลายดาบเทพจิตแตก!!”

การกระทำนี้ค่อนข้างเสี่ยงอยู่บ้าง เพราะบางส่วนเป็นเพียงการคาดเดา ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

ทว่าต่อให้การคาดเดาจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เขาก็ยังมีวิธีแก้ไข

เวินโหรวนับเป็นยอดบุคลากรที่หาได้ยากที่สุดในใต้หล้าอย่างแท้จริง

บัดนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียดายที่จะต้องส่งเวินโหรวกลับตระกูลลั่วเฉินแล้ว

แม้ท้ายที่สุดแล้วเป่ยอู๋จี๋จะไม่ปรากฏตัวในการชุมนุมอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่ตราบใดที่มีเวินโหรวอยู่ ฉู่ชิงก็มิเคยกังวลว่าเขาจะหนีรอดไปได้

“รอให้เรื่องนี้จบลงเสียก่อน แล้วค่อยส่งเวินโหรวไปที่บ้านลั่วเฉิน”

ฉู่ชิงวางถ้วยชาลง พลางใช้นิ้วหัวแม่มือลูบปลายนิ้วเบาๆ

“ถึงเวลาที่ต้องประลองฝีมือกับเนี่ยจิ้งถายดูสักตั้งแล้ว...”

ก่อนหน้านี้ที่ต้องปิดบังชื่อแซ่ ก็เพราะกังวลการไล่ล่าของเนี่ยจิ้งถาย

บัดนี้การไล่ล่าก็คงยังดำเนินต่อไป เพียงแต่น่าเสียดายที่ฉู่ชิงซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี

นักฆ่าอย่างทวนโลหิตที่เคยไล่ล่าเขาในคืนนั้น ศพของพวกมันถูกทิ้งไว้โดยไม่มีการจัดการใดๆ หลังจากนั้นเขาก็กังวลว่าเนี่ยจิ้งถายจะสามารถค้นพบเบาะแสจากเพลงกระบี่ของเขาได้

ทุกครั้งที่ใช้กระบี่เร็วสังหารคน เขาจึงทำลายศพและร่องรอยทุกครั้ง

เพราะกระบี่ของเขารวดเร็วเกินไป บาดแผลที่เกิดจากเพลงกระบี่ชนิดนี้แตกต่างจากบาดแผลที่เกิดจากการใช้กระบี่ของผู้อื่น

คนธรรมดาอาจมองไม่ออก แต่เนี่ยจิ้งถายย่อมมองเห็นความแตกต่างได้อย่างแน่นอน

ฉู่ชิงจัดการเก็บกวาดร่องรอยทั้งหมดอย่างหมดจดเกลี้ยงเกลา

ส่งผลให้ ‘กระบี่ภูติ’ ราวกับหายสาบสูญไปจากโลกใบนี้

แต่ ณ บัดนี้ ฉู่ชิงกลับเริ่มจะคิดถึงพวกเขาขึ้นมาบ้างแล้ว

ด้วยวรยุทธ์ของเขาในตอนนี้ ต่อให้หนึ่งในเจ็ดสิบสองยอดฝีมือบนจูเฉียป่าง ปรากฏตัวขึ้น ก็อาจมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา

และหลังจากสังหารเป่ยอู๋จี๋และเจียงเฉินเตาแล้ว

วรยุทธ์ของเขาก็จะก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

อย่างน้อยก็จะเชี่ยวชาญเคล็ดวิชามากขึ้น สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ที่มาจากเนี่ยจิ้งถายได้อย่างสุขุมเยือกเย็น

“ก่อนหน้านี้ที่ต้องหลบซ่อนก็เพราะกลัวว่าฝีมือจะยังไม่แกร่งกล้าพอ บัดนี้ฝีมือก็พัฒนาขึ้นมามากแล้ว ดูเหมือนว่าจะได้เวลาออกไปอวดบารมีสักระลอกแล้ว”

“อีกอย่าง การหลบซ่อนตลอดไปก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา คงจะกลับไปเมืองเทียนหวู่ไม่ได้ไปชั่วชีวิตกระมัง...”

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็เผลอยกมือขึ้นลูบไล้ริมฝีปากของตนเองโดยไม่รู้ตัว

พอคิดถึงเมืองเทียนหวู่ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงแม่นางผู้บุ่มบ่ามคนนั้น

ร่องรอยที่นางทิ้งไว้บนริมฝีปากของเขาจางหายไปนานแล้ว...

แต่การกระทำที่ดูซื่อๆ เซ่อๆ นั้น กลับราวกับประทับอยู่ในใจ

เมื่อนึกถึงท่าทีที่นางเดินแขนขาข้างเดียวกันกลับไปในวันนั้น มุมปากของฉู่ชิงก็เผลอยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

เขารีบส่ายศีรษะ

“ไม่ได้ ไม่ได้ จะมาเสียเพราะอิสตรีได้อย่างไร”

“นักฆ่า... ไร้ซึ่งความรู้สึก!”

หลังจากตักเตือนตนเองในใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ขึ้นไปนอนบนเตียง ในใจค่อนข้างสับสนวุ่นวาย คืนนี้จึงไม่ได้โคจรลมปราณ

เขานอนหลับไปเช่นนั้นทั้งคืน

รุ่งเช้าวันต่อมา ฉู่ชิงไปรวมตัวกับเวินโหรวและคนอื่นๆ

เมื่อรู้ว่าชายชราหน้ากากเหล็กหายตัวไป ทั้งโม่ตู๋ฉิงและเปียนเฉิงต่างก็ตกตะลึง ยังคิดจะช่วยฉู่ชิงตามหา

แต่ฉู่ชิงกลับบอกว่าไม่จำเป็นแล้ว

แม้จะไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของฉู่ชิงขายยาอันใด แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ยืนกรานที่จะทำต่อ

คณะเดินทางทำราวกับไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ควรจะกินก็กิน ควรจะดื่มก็ดื่ม

เพียงแต่ระหว่างรับประทานอาหาร ก็ได้ยินข่าวสารลอยมา

“ได้ยินว่าเมื่อคืนนี้ที่สำนักเฉินเตาเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น”

“ผู้อาวุโสสาม ฝ่ามือฉุดเมฆา ชีกวน ถูกคนฆ่าตายแล้ว!”

ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วโรงเตี๊ยม เวินโหรวมองไปยังฉู่ชิงเป็นคนแรก

เดิมทีเปียนเฉิงยังคงตกตะลึงกับข่าวนี้ แต่เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเวินโหรว เขาก็อดมิได้ที่จะมองไปยังฉู่ชิงด้วยความประหลาดใจเช่นกัน

ความเชื่อใจที่เขามีต่อฉู่ชิงนั้น มาจากฉู่ฝานและเวินโหรว

เมื่อฉู่ฝานไม่อยู่ เวินโหรวย่อมต้องมีความเข้าใจในตัวฉู่ชิงอยู่ไม่น้อย

นางคงไม่มองฉู่ชิงเช่นนี้โดยไม่มีเหตุผลเป็นแน่ หรือว่า... คนที่สังหารชีกวนคือเขา?

หากเป็นเช่นนั้นจริง น้องชายของศิษย์พี่สามผู้นี้ คงจะร้ายกาจกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก

ฝ่ามือฉุดเมฆามิใช่คนธรรมดาสามัญ การที่เขาสามารถสังหารชีกวนได้ เกรงว่าวรยุทธ์คงจะอยู่เหนือกว่าฉู่ฝานเสียอีก

มิน่าเล่าฉู่เทียนจึงวางใจให้เขามาคุ้มกันศิษย์น้องเล็ก

ข่าวสารยามเช้า นอกจากเรื่องที่ชีกวนถูกสังหารแล้ว ยังมีเรื่องที่ชิงหลิง หนึ่งในสามยอดพธูแห่งหนานหลิ่งหายตัวไปอีกด้วย

มีคนเห็นว่าเมื่อคืนนี้นางได้ไปยังสำนักเฉินเตา

ชีกวนถูกสังหาร ชิงหลิงหายตัวไป

จึงมีคนเริ่มสงสัยว่าเป็นชิงหลิงที่ฆ่าชีกวน

แต่หอเยียนจือเป็นหอคณิกา ไม่ใช่รังของนักฆ่า สตรีที่ขายรอยยิ้มในหอโคมแดงจะไปทำการค้าที่ต้องฆ่าคนได้อย่างไร?

ดังนั้นจึงมีคนคาดเดาอีกว่า ชิงหลิงอาจจะไม่ใช่ชิงหลิง

แต่เป็นใครบางคนปลอมตัวมาเพื่อประสงค์ร้าย

การคาดเดาและถกเถียงต่างๆ นานาดังขึ้นไม่ขาดสาย ยังมีคนกังวลว่าเมื่อชีกวนตายแล้ว งานชุมนุมอันดับหนึ่งในใต้หล้าจะยังคงจัดขึ้นตามกำหนดเดิมได้หรือไม่?

คำตอบที่ได้คือ งานชุมนุมอันดับหนึ่งในใต้หล้าเป็นประกาศจากหลัวเฉิง

ชีกวนกับเขามิได้ลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร เขาจะตายหรือไม่ตาย แล้วมันเกี่ยวอันใดกับการจัดงานชุมนุมอันดับหนึ่งในใต้หล้าเล่า?

ทุกคนจึงได้วางใจลงอีกครั้ง

ทว่าในบรรดาข่าวสารทั้งหมด กลับไม่มีข่าวการหายตัวไปของเจียงเฉินเตาเล็ดลอดออกมาเลย

เรื่องนี้นับว่าน่าขบคิดอยู่ไม่น้อย

อาจจะเป็นเพราะคนของสำนักเฉินเตาปิดข่าวนี้ไว้

หรืออาจจะเป็นเพราะ... เจียงเฉินเตาไม่ได้หายตัวไปเลยตั้งแต่แรก

หลายคนกินไปฟังไป รู้สึกว่าข่าวสารเหล่านี้ช่างเป็นกับแกล้มชั้นดี

และในขณะนั้นเอง เสียงกีบม้าที่วิ่งอย่างรวดเร็วก็ดังขึ้นมาจากบนถนน พร้อมกับเสียงร้องอุทานของสตรีหลายคน

“หยุดมัน... หยุดมันไว้!!”

“อย่าให้มันหนีไปได้!!”

ฉู่ชิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วสบตากับเวินโหรวโดยไม่รู้ตัว

เหตุใดจึงฟังดูคุ้นหูเช่นนี้?

ราวกับว่าเคยได้ยินคำพูดเดียวกันนี้จากที่อื่นมาก่อน?

ทั้งสองคนพร้อมใจกันวางตะเกียบลง เดินมาที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม แล้วเข้าไปผสมโรงกับฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์

ก็เห็นม้าขาวตัวหนึ่งกำลังวิ่งสุดฝีเท้าอย่างแท้จริง ถนนในเมืองเฉินเตาค่อนข้างแคบ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการวิ่งฝ่าฝูงชนของมันเลย

ครั้งนี้ในปากของมันคาบเอี๊ยมสีแดงตัวเล็กๆ ไว้ ดวงตาทั้งสองข้างกลอกไปมาอย่างลุกลิก ดูเหมือนกำลังมองหาบางสิ่งอยู่

ชั่วครู่ต่อมา ดวงตาของมันก็พลันสว่างวาบขึ้น มันวิ่งสองก้าวก็มาถึงหน้าร้านสุราแห่งหนึ่ง

เจ้าของร้านกำลังชะเง้อคอดูเรื่องสนุกอยู่พอดี แต่แล้วม้าขาวตัวนั้นก็มาถึงตรงหน้าเขา ปากของมันคลายออก เอี๊ยมตัวน้อยก็ร่วงลงสู่มือของเขา

เจ้าของร้านทำหน้าฉงนงงงวย ก็เห็นม้าขาวตัวนั้นเชิดคอให้เขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 90 รับ (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว