เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Money Monster Episode VIII [นายธนาคารแห่งความมืด]

Money Monster Episode VIII [นายธนาคารแห่งความมืด]

Money Monster Episode VIII [นายธนาคารแห่งความมืด]


Money Monster

Episode VIII

[นายธนาคารแห่งความมืด]

 

หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว โลกภายนอกเป็นเช่นไรและเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไลท์ไม่ได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย ถาดอาหารที่นำมาเสิร์ฟยังเต็มไปด้วยกับข้าวที่เย็นชืดแทบไม่ได้รับการแตะต้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจ้องไปเรื่อยเปื่อยหวนคิดถึงความทรงจำที่ผ่านมา

ภาพของพ่อแม่ น้องชาย น้องสาวฝาแฝดวนเวียนในหัวซ้ำไปซ้ำมาไม่มีหยุด เขาอยากร่ำไห้แต่ก็เหนื่อยจะทำจนใจแทบขาด จมปลักอยู่กับความเศร้าแบบไร้จุดหมาย ช่างเป็นความทรมานที่ยากจะลืมเลือน

“จะทำยังไงดี...” ไลท์โอดครวญอย่างแผ่วเบา ทั้งหดหู่และสับสนหนทางจะไปต่อ เขาซุกหน้าลงหมอนอย่างสิ้นหวัง ทว่า กลับมีเสียงหนึ่งดังที่ข้างหู

“ก็ทำสัญญาสิครับ” เป็นเสียงของผู้ชายกระซิบที่ข้างหู ไลท์ดีดตัวสะดุ้งไปชิดกำแพงอย่างแตกตื่น สายตาของเขาเพ่งเล็งไปที่อีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวงเต็มพิกัด เมื่อกดปุ่มฉุกเฉินเพื่อจะเรียกคนอื่นเข้ามาก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ

“กดไปก็ไม่มีประโยชน์ครับท่านไลท์ เพราะในห้องนี้มีแต่พวกเราเท่านั้น และจะไม่มีใครเห็นหรือรับรู้การสนทนาของกระผมกับท่านอย่างแน่นอน”

“คุณป็นใคร” ไลท์หรี่ตาถาม

“โอ้ กระผมช่างเสียมารยาทซะจริง กระผมมีชื่อว่า[อเดมัส]เป็นนายธนาคารแห่งความมืดครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” อเดมัสเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงราว190เซนติเมตร สวมชุดสูทสีดำทั้งตัว ผิวกายสีขาวซีดราวซากศพ ใบหน้ายิ้มละไมที่ให้ความรู้สึกน่าขนลุกราวกับภาพวาด รอบกายแฝงไปด้วยกลิ่นอายบางอย่างที่เหมือนกับเคยรู้จักมาก่อน

ความรู้สึกแบบนี้มันยังไงกันนะ?

เหมือนพวกกรีดเลย

“นายธนาคารแห่งความมืด..เป็นพวกเดียวกับกรีดหรือโบรกเกอร์งั้นเหรอ”

“ไม่ใช่ครับ กระผมเป็นผู้รับใช้ของท่านมาม่อน” อเมดัสเอ่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม แต่ดวงตาของไลท์กลับเบิกกว้างออก เขาพุ่งตัวเข้ากระแทกใส่ชายสวมสูทจนล้มลงกับพื้น ใช้ร่างกายกดอีกฝ่ายพร้อมบีบคออย่างสุดแรง

“งั้นเหรอ! เพราะแกส่งจดหมายและเหรียญบ้าอะไรก็ไม่รู้มาให้ฉัน ครอบครัวของฉัน ครอบครัวของฉันเลยต้องตาย!” ใบหน้าของไลท์บิดเบี้ยวไปด้วยโทสะเพิ่มแรงบีบที่คอให้มากยิ่งขึ้น แต่อเมดัสกลับไมได้แสดงท่าทีขัดขืนเลยแม้แต่น้อย ยังคนรอยยิ้มอันไร้รสชาติไว้ดังเดิม

‘เจ้าหมอนี่’

“แหม เปล่าประโยชน์ครับท่านไลท์ ต่อให้เอาลูกตะกั่วมาเป่าหัวผมในระยะเผาขน ท่านก็ไม่มีทางเห็นเลือดผมสักหยดอยู่ดี ฟุฟุฟุ” อเมดัสหัวเราะด้วยท่าทีอันเยือกเย็น ไลท์กระตุกคิ้วอย่างเจ็บใจก่อนจะปล่อยมือออกอย่างเชื่องช้า

“ทำไมถึงส่งเหรียญมาให้ฉัน..” ไลท์ถามอย่างแผ่วเบา

“ชะตากรรมของท่านเป็นที่ต้องการของท่านมาม่อนครับ”

“ชะตากรรมของฉันมันมีค่ามากมายขนาดนั้นเลยเหรอ”

“แน่นอนสิครับ!” อเดมัสยิ้มกว้างและดีดนิ้วเสียงดังเปราะหนึ่งที เพียงพริบตาเดียวร่างของนายธนาคารแห่งความมืดก็หายวับไปจากพื้น

‘หายไปแล้ว!’

“แต่เพราะท่านไม่ยอมใช้เหรียญสักที เลยกลายเป็นหน้าที่ของพวกผมที่จะมาโน้มน้าวท่าน” เสียงของอเดมัสดังมาจากด้านหลัง ไลท์รีบหันขวับไปมองที่ต้นทางเสียงดีๆ พบว่าเจ้านั่นมานั่งจิบกาแฟบนเก้าอี้โยกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“โน้มน้าว..งั้นเหรอ”

“ครับ ที่จริงนายธนาคารแห่งความมืดอย่างเรามีหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยดำเนินการ ผู้ให้คำปรึกษา หรือกระทั่งเป็นนักทวงหนี้ แต่หน้าที่หลักของเราก็คือการเป็น[พนักงานฝ่ายขาย] และ [จัดการธุรกรรมการเงิน] การโน้มน้าวให้ชิพเตอร์กลายเป็นโบรกเกอร์คืองานหลักของเรา”

“...”

“มีคำถามอะไรรึเปล่าครับ?”

“ไม่”

“ถ้าเช่นนั้นกระผมของเข้าประเด็น” อเดมัสเอ่ยและเสกสมุดปกหนาเล่มใหญ่ออกมาเปิดดูกลางอากาศ

“ด้วยอำนาจของชะตากรรมที่ท่านมีในตอนนี้ ท่านสามารถคืนชีพให้กับครอบครัวของท่านได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ก็มีเหตุผลบางประการที่ทำให้ท่านไม่ยอมใช้เหรียญเสียที พอจะบอกได้หรือไม่ว่าด้วยเหตุใด?” อเดมัสเอ่ยถาม ส่งผลให้ชายหนุ่มเงียบงันไปครู่หนึ่ง

ไลท์ลุกขึ้นไปนั่งบนเตียงก่อนจะค่อยๆ นึกทบทวน หนึ่งวันมานี้มีคนหลายคนที่เข้ามาพูดโน้มน้าวให้เขาอย่าเพิ่งใช้เหรียญ ไม่ว่าจะเสนอของมีค่ามากมาย ส่งผู้หญิงสวยๆ มาพูดจาเกลี้ยกล่อม แต่ไลท์ก็หาได้สนใจไม่ ฉะนั้นเหตุผลที่ยังไม่ใช้เหรียญไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำพูดหว่านล้อมนั่นแน่ๆ

“ให้ผมเดา เพราะคุณไม่มั่นใจใช่ไหมล่ะครับ?”

“!” หัวใจของไลท์เต้นแรงวูบหนึ่ง

“เพราะว่าคุณได้เห็นการต่อสู้ระหว่างโบรกเกอร์กับกรีดมาแล้ว และได้ฟังเกี่ยวกับเงื่อนไขหลังทำสัญญาไปเป็นที่เรียบร้อย เลยรู้สึกไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะส่งเงินให้ได้ทุกเดือน ใช่หรือไหม?”

“....”

“แสดงว่าใช่จริงๆ ด้วยสินะครับ” อเมดัสยิ้มอีกครั้งอย่างผู้มีชัย ไลท์ได้แต่แน่นิ่งไม่ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างที่อเดมัสพูดเกือบทั้งหมด

ไลท์ได้เห็นการต่อสู้ของเมซูลมาแล้ว แถมยังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายตั้งหลายครั้ง ต่อให้ได้พลังมา เขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำได้เทียบเท่าโบรกเกอร์คนอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการหาเงินมาส่งทุกเดือนแบบไม่ขาด

หากไม่สามารถส่งเงินติดต่อกันสามเดือน ความปรารถนาทั้งหมดจะถูกริบคืนนั่นคือสิ่งที่ไลท์รู้มาจากเมซูล หากเขาขอให้ครอบครัวกลับคืนมาแต่หาเงินส่งไม่ได้ขึ้นมาล่ะ? ครอบครัวของเขาจะต้องหายไปอีกตลอดกาล

ไม่มีหลักประกันอะไรว่าถ้าใช้เหรียญแล้ว ครอบครัวของเขาจะคงอยู่ไปตลอดกาล เขาอยากใช้เหรียญแต่ไม่กล้าพอ เสมือนมีขุนทรัพย์มากองอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถก้าวเข้าไปเอาได้เพราะไม่รู้ว่า เส้นทางตรงหน้าจะมีกับดักซุกซ่อนไว้หรือไม่

หากพลาดพลั้งแม้แต่ก้าวเดียว ทุกอย่างจะต้องสูญเปล่าไปทั้งหมดเหมือนการต่อโดมิโน

‘อึดอัดจัง’

“ฟุฟุ” อเดมัสแอบแสยะยิ้มขึ้นมาแวบหนึ่ง

‘ดูเหมือนนิสัยที่ชอบคิดอะไรให้รอบคอบจะเป็นตัวปัญหาสินะครับ แต่เพราะเป็นคนแบบนี้ท่านมาม่อนเลยชอบ’ อเดมัสคิดในใจก่อนจะดีดนิ้วให้สมุดปกหนาหายไปและเป็นการเรียกสติของชายหนุ่มให้กลับคืนมาอีกด้วย

“ท่านต้องการหลักประกันสินะครับ!”

“...”

“นี่แกอ่านใจฉันได้ใช่ไหม”

“นายธนาคารแห่งความมืดต้องมีทักษะเพียบพร้อมครับ พวกกระผมต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าเพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด และขอแสดงความยินดีให้แก่ท่านไลท์อย่างสุดซึ้ง เพราะพวกเรามีสุดยอดข้อเสนอสุดวิเศษมาให้ท่านแล้วครับ!”

“ว่าไงนะ” ไลท์ทำสีหน้าประหลาดใจก่อนจะสังเกตเห็นรอยยิ้มของอเดมัสเปลี่ยนไป ไม่ใช่รอยยิ้มอันจืดชืดไร้รสชาติอีกต่อไป แต่มันแฝงไปด้วยกลิ่นอายเร้นลับ

“เพราะมีลูกค้าของเราจำนวนไม่น้อยที่ชะตากรรมมีอำนาจสูงมาก แต่คำขอของพวกเขาช่างเล็กน้อยจนน่าเสียดาย ท่านมาม่อนเลยคิดนโยบายสุดฉลาดปราดเปรื่อง”

“ว่ามา เร็วๆ เข้า”

“อย่างที่ท่านทราบอยู่แล้ว ว่ายิ่งคำขอยากเท่าใดหนี้สินที่ท่านต้องแบบรับก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในกรณีที่มีหนี้สินมากเกินไป ทางเรามีตัวช่วยสุดวิเศษเพื่อสนับสนุนให้เป็นกรณีพิเศษ ยิ่งมีหนี้สินมากเท่าไหร่ การ์ดคู่หู อาวุธ ชุด ความสามารถพิเศษก็จะมีความแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”

“เป็นการทำให้ชิพเตอร์มีความมั่นใจที่จะใช้เหรียญมากขึ้นสินะ...”

“ใช่แล้วครับ! สมกับเป็นท่านไลท์ สติปัญญาช่างปราดเปรื่องเสียนี่กระไร”

“แบบนั้นมันก็..” ไลท์หยุดคิดครู่หนึ่ง

การได้รับตัวช่วยอาจเพิ่มความสะดวกในการหาเงินมากยิ่งขึ้น แต่มันจะมากน้อยสักแค่ไหนกัน? อันนี้ไลท์ก็ไม่ทราบ มันคลุมเครือเกินไป บางทีอาจเป็นกลลวงที่อเดมัสกับมาม่อนใช้หว่านล้อมก็ได้ เพราะอย่างไรดูเหมือนฝั่งนั้นจะต้องการชะตากรรมของเขามาก

‘เดี๋ยวก่อนนะ?’

“อเดมัส” ไลท์เอ่ยชื่อของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก ทำให้นายธนาคารแห่งความมืดเอียงตัวขานด้วยรอยยิ้มว่า

“ครับ?”

“ชะตากรรมของฉันพิเศษมากไหม”

“มากสิครับ”

“มากขนาดไหน”

“มากชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์เลยครับ”

“ถ้างั้น..ไม่คิดเหรอว่าข้อเสนอที่ฉันสมควรได้รับควรพิเศษชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์?”

“!!!” อเดมัสถึงกับเบิกตากว้างให้แก่คำพูดของชายหนุ่ม ใบหน้าอันหม่นหมองของไลท์กลับฉายสีสันเป็นประกายขึ้นในทันที ดวงตาสีน้ำเงินจดจ้องมาที่ตนราวกำลังจับผิดสังเกต ส่งผลให้เขายิ้มที่มุมปาก

‘พอมองเห็นโอกาสก็เปลี่ยนไปอย่างกันคนละคน ใช้ประโยชน์จากความต้องการของเราเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตัวเองมากขึ้นงั้นหรือครับ สมแล้วที่ท่านมาม่อนต้องการเป็นพิเศษ’

“นอกจากอาวุธ การ์ด ชุด ความสามารถติดตัว ฉันคิดว่าควรมีอะไรเพิ่มขึ้นมาสักหน่อย เช่นการ์ดหายากหลายๆ ใบ โบนัสเมื่อกำจัดกรีดได้มากขึ้น เพิ่มความสามารถที่ได้เปรียบในการต่อสู้ มีโอกาสจับได้การ์ดดีๆ มาขึ้นมือตามที่ใจต้องการเป็นบางครั้ง อะไรเทือกนี้”

“อืม..ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวกระผมขอไปหารือกับท่านมาม่อนเสียก่อน”

‘สำเร็จ ต้องต่อรองเพิ่มอีกสักหน่อย’ ไลท์คิดในใจ

“กระผมขอตัวสักครู่ นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากกระผมขอรับ” อเดมัสลุกขึ้นยืนตรงก่อนจะโน้มตัวทำความเคารพ ทิ้งปืนพกให้ไลท์หนึ่งกระบอกไว้บนโต๊ะแล้วอันตรธานหายไปในอากาศ

“หนีไปซะแล้ว..” ไลท์กล่าวพึมพำอย่างเสียดายก่อนจะลุกไปหยิบปืนกระบอกนั้นมาไว้ในมือ

‘ถึงอะไรจะยังไม่แน่นอน แต่อย่างน้อยถ้าใช้เหรียญเราก็มีตัวช่วยให้เหนือมากกว่าโบรกเกอร์คนอื่นๆ ถ้าทำได้โอกาสที่จะสร้างความมั่นคงจนส่งเงินได้ทุกงวดก็เป็นไปได้ เราต้องรอดูก่อนว่าอเดมัสกับมาม่อนจะมีข้อเสนอพิเศษอะไรมาให้เราบ้าง’

‘ตอนนี้เหลือเวลาอยู่ประมาณสองสามวันก่อนเหรียญจะหมดอำนาจ ยิ่งเวลาใกล้หมดพวกนั้นก็จะยิ่งตื่นตัว ที่เราต้องทำคือรอคอยอย่างใจเย็นเท่านั้น’

 

          ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามทีตามด้วยเสียงไขกุญแจดังจากด้านนอก กลไกรักษาความปลอดภัยเริ่มปลดออกทีละขั้นก่อนจะถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นผู้มาเยือนอันแสนจะแปลกตาจำนวนหนึ่ง

กลุ่มคนสวมชุดสีน้ำตาลเข้มก้าวเข้ามาภายในห้องก่อนที่จะมีสมาชิกในพันธมิตรบางส่วนตามหลังมาติดๆ ไลท์หรี่สายตามองผู้มาใหม่ด้วยท่าทีระมัดระวังแล้วซ่อนปืนพกไว้ที่ด้านหลัง

“ยินดีที่ได้รู้จัก ชื่อของฉันคือโจนาธาน หวังว่าจะเป็นมิตรต่อกัน” ชายรุ่นใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมาด้านหน้าสุดและเอ่ยแนะนำตัว เขาแต่งตัวแตกต่างจากคนอื่นๆ เล็กน้อย ดูเหมือนจะเป็นคนมีอำนาจสูงคนหนึ่ง สังเกตจากการที่พวกพันธมิตรค่อนข้างมีท่าทีประหม่าต่อเขา

“ผมชื่อไลท์ ลินสตอร์ม”

“ไลท์ ลินสตอร์ม เป็นชื่อที่ดี” โจนาธานเอ่ย

“มีธุระอะไร”

“พวกเราแค่อยากพบเธอเป็นการส่วนตัว ที่จริงน่าจะเรียกว่าฉันคนเดียวมากกว่า คนอื่นแค่ตามมาด้วยเฉยๆ”

“คนธรรมดาแบบผมมีอะไรให้เชยชมงั้นหรือ”

“ก็แค่อยากเห็นหน้าเท่านั้น ไม่ได้มีเหตุผลแอบแฝงอะไรเลยจริงๆ ทำไมเราถึงไม่อยากเห็นคนที่ต้องปกป้องคุ้มครองล่ะ? จริงไหม”

“ปกป้องคุ้มครอง...”

“ใช่” โจนาธารยิ้มเล็กน้อยก่อนที่คำพูดต่อไปจะทำให้พวกตนต้องผงะ

“น่าแปลกใจ ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกคุมขัง” สิ้นเสียงของไลท์สายตาสบประมาทนับสิบคู่ก็พุ่งมาใส่เขาเป็นตาเดียวกัน โจนาธานเผยรอยยิ้มที่มุมปากอย่างเป็นเลศนัย

“ความปลอดภัยของชิพเตอร์เป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก เราต้องปกป้องคุ้มครองเธอจนกว่าเหรียญจะหมดสิ้นอำนาจ มาตรการรักษาความปลอดภัยต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ ถ้านั่นทำให้รู้สึกไม่สบายใจก็คงต้องขอให้ทำใจสักหน่อย”

“อีกเหตุผลก็คือ สะดวกต่อจับตาดูพฤติกรรมสินะ” ไลท์ลดสายตาต่ำลงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาหวาดมองจับสังเกตปฏิกิริยาต่อทุกคนภายในห้อง เขาพบว่าทุกคนนิ่งสนิทไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรอีกเลย

‘ยอมรับกันแล้วสินะ เราถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างที่คิดจริงๆ’

โบรกเกอร์พวกนี้ต้องการให้ไลท์ไม่ใช้พลังของเหรียญจนกว่าอำนาจของมันจะหมดลงเพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากรให้มากที่สุด เพื่อการนั้นเลยต้องส่งคนมาเกลี้ยกล่อมและจับตาดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด และเหมือนกลุ่มของโจนาธารจะไม่ใช่หนึ่งในพันธมิตรและมีอำนาจสูงกว่า

ดูเหมือนอำนาจของเหรียญที่เขาถือครองอยู่จะรุนแรงมากจนดึงดูดกรีดให้เข้ามามหาศาล ภายนอกคงกลายเป็นสงครามขนาดย่อมๆ ไปแล้ว เลยต้องหาคนมาช่วย

“พูดความจริงเถอะ ทำไมถึงเข้ามาหาผมถึงที่นี่”

“ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรจริงๆ ฉันแค่อยากมาดูว่าคนที่ดึงดูดกรีดได้มากขนาดนี้จะมีหน้าตาเป็นยังไง” โจนาธานยักไหล่หัวเราะตอบอย่างร่าเริง แต่คนที่อยู่ด้านหลังกลับยังคงทำสีหน้าเคร่งขรึมอยู่

“ก็มีหน้าตาเป็นอย่างที่เห็น กลับไปเถอะ ทางนี้กำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ รู้หรือยัง ว่าครอบครัวผมตายหมดแล้ว”

“ขอแสดงความเสียใจด้—”

“เฮ้ย! ไอ้ชิพเตอร์สวะ คนอุตส่าห์ท่อมาถึงที่ ทำให้ไม่เห็นจะซาบซึ้งบุญคุณพวกเราเลยสักนิดฟะ” ชายผมทองคนหนึ่งก้าวขึ้นมาตรงหน้าและมองต่ำลงมาที่ไลท์ด้วยสายตาเหยียดหยาม ทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาในทันที

“จัสติน อย่าพูดจาเสียมารยาท” โจนาธานเอ่ยเตือน แต่ชายผมทองเมินหน้าหนีไปทางอื่นไม่เชื่อฟังคำพูดเลยสักนิด

“คนพูดจาเสียมารยาทคือมันต่างหาก อะไรวะนั่น อยู่ในห้องเล็กเป็นรูหนู แค่ครอบครัวตายทำเป็นนั่งซึม เห็นแล้วรกหูรกตาชะมัด” จัสตินเดินเข้ามาใกล้ไลท์และยื่นหน้าเข้ามาจ้องเขม่ง สายตาของไลท์คมกริบขึ้นในบัดดลและจ้องกลับไปอย่างหาญกล้า ทำให้ชายผมทองไม่สบอารมณ์เล็กน้อย

“มองอะไรของแก อยากมีปัญหานักรึไง”

“เอาอีกแล้วนิสัยเสียของเจ้าจัสติน”

“แหย่ชิพเตอร์แล้วมันสนุกตรงไหนกัน” เพื่อนร่วมงานคนอื่นแอบซุบซิบกันลับหลัง ดูเหมือนว่าชายที่ชื่อจัสตินจะมีนิสัยชื่นชอบการแหย่ชิพเตอร์ทำให้คนพวกนี้ไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดใจอะไรเลย

โจนาธานได้แต่ยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีจะเข้ามาห้ามเลยแม้แต่นิดแถมแอบยิ้มที่มุมปากเล็กๆ อีกด้วย

‘ทำไมถึงยิ้ม?’

“มองมาทางนี้สิวะ ไอ้ชิพเตอร์สวะนี่” จัสตินพ่นถ้อยคำขยะให้ไลท์กลับมาสนใจ

“รู้ไว้ซะด้วยว่าถ้าไม่ใช่เพราะโบรกเกอร์อย่างพวกฉันคอยฆ่ากรีดให้ ชิพเตอร์แบบพวกแกตายเป็นหมาข้างถนนไปนานแล้ว สำนึกไว้ซะพวกเราเป็นบุญคุณขนาดไหน เอ้า! ทำไมยังไม่ก้มกราบอีก”

“เหรอ ฉันไม่เห็นจำได้สักคำว่าขอให้ช่วย”

“หา?”

“นอกจากโบรกเกอร์ที่พาฉันมาที่นี่ ฉันไม่เคยพูดสักคำเดียวว่าขอให้ช่วย แน่จริงก็ปล่อยฉันให้ออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกสิ”

“ไอ้เวรนี่!” จัสตินทำใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดกระชากคอไลท์ขึ้นกระแทกเข้ากับพนังกำแพง คนอื่นเห็นท่าไม่ดีคิดจะเข้าไปห้ามแต่โจนาธานยกมือขึ้นมาขวางเอาไว้ก่อนจะส่งเสียงแผ่วบางว่า “ปล่อยให้ทำไป” ทำให้คนเหล่านั้นพยักหน้าเบาๆ เป็นการรับทราบ

“ชิพเตอร์อย่างฉันคือทรัพยากรของพวกโบรกเกอร์ทุกคน ไม่ใช่ฉันที่ต้องเป็นคนขอให้ช่วย แต่เป็นโบรกเกอร์ต่างหากที่ต้องขอให้ฉันอยู่ ขอโทษนะ แต่ไพ่ฉันดีกว่า”

“แก!!” จัสตินว้ากเสียงดังลั่น ทำให้ไลท์เกิดสะดุ้งขึ้นด้วยความหวาดหวั่น ใบหน้าของชายผมทองที่เด่นสง่าไปด้วยออร่าผู้ดี บัดนี้บูดเบี้ยวจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลยแม้แต่น้อยจนแอบผิดหวังนิดๆ ที่ยุแยงง่ายเกินคาด

“หึหึ นั่นสินะ แต่ว่า! ถึงให้แกตายไม่ได้แต่ถ้าทรมานล่ะก็ง่ายนิดเดียว ฉันจะซ้อมแกจนต้องร้องขอชีวิต ขอแค่แกไม่ตายพวกฉันก็ไม่แคร์ว่าแกจะเป็นยังไง ไอ้ชิพเตอร์สวะ ลองลิ้มรสชาติของพลังฉันหน่อยเป็นไง!” จิสตินแสยะยิ้มและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นโหมดต่อสู้ แต่ในพริบตาที่กำลังจะดึงการ์ดขึ้นมาในมือบนหน้าผากกลับมีอะไรบางอย่างที่เย็นเฉียบคล้ายโลหะจ่อกระบาลในระยะเผาขน

ปืนพกสีเงินที่ไลท์เก็บซ่อนไว้ด้านหลังถูกชักขึ้นมาเล็งตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ร้อนถึงพวกพันธมิตรที่สับสนกันยกใหญ่ที่ไม่รู้ว่าชิพเตอร์ที่อยู่ในการดูแลของตนพกอาวุธได้อย่างไร

เหงื่อบนใบหน้าของจิสตันไหลพรากเมื่อนิ้วของอีกฝ่ายจ่อที่ไกลปืนอยู่รอมร่อ ใบหน้าอันเรียบเฉยและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของไลท์ทำให้ไม่กล้าปริปากเลยแม้แต่คำเดียว

โบรกเกอร์ได้รับพลังที่สามารถฟื้นฟูความเสียหายได้รวดเร็วและทนอาการบาดเจ็บได้มากกว่าคนทั่วไปก็จริง แต่หากลูกตะกั่วเจาะสมองก็ว่าไปอย่าง ต้องตายอย่างแน่นอน

“กะ..แกจะยิงหัวฉันงั้นเรอะ แน่จริงก็ลองทำดูสิ ถ้าฉันตายขึ้นมา เหรียญแกหมดอำนาจเมื่อไหร่ได้เห็นดีแน่ เพราะพรรคพวกของฉันคงไม่ปล่อยเอาไว้ให้ขายหน้าหรอก”

“เหรอ?” ไลท์เอียงคอทำเป็นไม่ประสีประสา

“แต่ฉันไม่กลัวตายหรอก..ครอบครัวฉันตายหมดแล้ว ถ้าได้ฆ่าสวะสักคนก่อนไปเยี่ยมพวกเขาก็ไม่เลว ดีเหมือนกันใช่ไหม? คุณโบรกเกอร์สวะ”

“แก!!!!!”

“จัสติน! เลิกเล่นอะไรไร้สาระได้แล้ว ไปที่ไหนก็ขายขี้หน้า” โจนาธานที่ดูมาสักพักเดินพรวดเข้ามากระชากคอเสื้อของจัสตินให้ล้มไปกระแทกพื้นที่ด้านหลัง เขาค่อยหันมาคุยกับไลท์

“ขอโทษที่คนของเราเสียมารยาท ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาทโปรดรับนี่ไว้” โจนาธานเอ่ยกับไลท์อย่างนอบน้อมไม่มีทางทีเหยียดหยามผิดกับจัสตินลิบลับ เขาล้วงเอานามบัตรสีทองจากกระเป๋าควักมายื่นให้ไลท์ ชายหนุ่มทำตัวไม่ถูกคิดว่าจะถูกหาเรื่องเพิ่มเลยรับมันมาแบบมึนงง

“นี่คือนามบัตรของฉัน หากได้กลายเป็นโบรกเกอร์เหมือนกันก็จงอย่าเกรงใจที่จะโทรมา ในกรณีที่มีโอกาสได้ใช้ล่ะนะ” โจนาธารเอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะสะบัดแขนส่งสัญญาณให้กลับ เหล่าคนชุดเขียวพากันผงกศีรษะเดินตามหลังของผู้เป็นหัวหน้าไป จัสตินหันมามองไลท์ด้วยสายตาเคียดแค้นหนึ่งทีก่อนจะสะบัดร่างถอยกลับไป

ไลท์ถอนหายใจหลังการเยี่ยมเยือนจบลง เขาถูกโบรกเกอร์ของกลุ่มพันธมิตรสอบถามว่าเอาอาวุธมาจากไหน เลยบอกไปว่ามันวางอยู่บนชั้นหนังสือ เลยวุ่นวายกันยกใหญ่จนต้องค้นกันทั่วห้องว่ามีอาวุธซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่ และไอ้หน้าไหนเอาอาวุธอันตรายมาวางในห้องของชิพเตอร์

เพราะเหมือนพวกโบรกเกอร์จะไม่อยากให้ไลท์ฆ่าตัวตาย

 

หลังจากเดินออกไปสักพักโจนาธารเดินยิ้มด้วยท่าทางอารมณ์ดี ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพูด

[ชิพเตอร์คนนั้นเป็นยังไงบ้าง]

“ตอนแรกคิดอยากจะมาดูว่าคนที่เหรียญมีอำนาจมากกว่าบอสของพวกโรเกียร์มีหน้าตาเป็นยังไง แต่เหมือนจะได้เห็นโชว์ที่สุดยอดเข้าให้แล้ว”

[ยังไง?]

“ในตอนแรกได้ยินจากพันธมิตรพวกนี้ว่าหมอนั่นมีสภาพซังกะตาย ซึมเศร้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เหมือนจะยังคงสตินึกคิดได้แถมฉลาดเอาเรื่อง ถ้าเป็นโบรกเกอร์คงชวนเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว”

[หึหึ ถ้าอย่างนั้นก็น่าสนใจ..]

“ใช่ ฉันพนันสิบล้านเหรียญ เจ้านี่ต้องกลายเป็นโบรกเกอร์แน่”

[ฉันขอผ่าน]

เพราะฉันก็อยากให้เขาเป็นโบรกเกอร์เร็วๆ เหมือนกัน

          บุคคลปริศนากล่าวทิ้งท้ายก่อนที่เขาจะยกโทรศัพท์ลงพื้นโต๊ะ สายตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่าง รอคอยความเป็นไปและการกำเนิดของผู้มีพรสวรรค์คนใหม่

ตำแหน่งบนยอดสูงที่ไม่เคยสั่นคลอน แม้จะทำเยี่ยงไรก็มิเกิดการเปลี่ยนแปลง การที่มีคลื่นลูกใหญ่ปรากฏตัวขึ้น คือความน่าสนใจสูงสุดของราชาผู้เบื่อหน่าย

จบบทที่ Money Monster Episode VIII [นายธนาคารแห่งความมืด]

คัดลอกลิงก์แล้ว