เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่23: หานตง

บทที่23: หานตง

บทที่23: หานตง


บทที่23: หานตง

คฤหาสน์สกุลงักแบ่งเป็นเป็นหกจวน สามสิบหกห้อง

หนึ่ง จวนกลางมีโถงรับแขกขนาดใหญ่ไว้ต้อนรับผู้มาเยือน

สอง จวนทิศเหนือเป็นที่พักของท่านย่าฝู งักฮัวและเสี่ยวจือที่ต้องค่อยอยู่รับใช้ใกล้ชิด นับเป็นจุดฮวงจุ้ยมังกรของคฤหาสน์ ประหนึ่งเป็นที่อยู่ของผู้นำครอบครัว

สาม จวนตะวันออก ที่พักของงักหลิวกับงักเจียง สถานที่รับแสงแรกของวัน

สี่ จวนตะวันตกคือที่รับรองแขก อยู่ใกล้กับป่าต้องห้าม เป็นจุดเชื่อมโยงและที่ที่แสงสุดท้ายของวันดับสิ้น

ห้า จวนทิศใต้แยกห่างออกมามีความเป็นส่วนตัวสูงจึงเป็นที่พักของงักโยวที่สติไม่สมประกอบดี

แต่ละจวนต่างมีบ่าวอาศัยอยู่ตามสัดส่วนยกเว้น สถานที่สุดท้ายซึ่งอาจไม่นับได้ว่าเป็นจวน ตัวสถานที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอาคารสูงคล้ายหอคอย มันถูกเรียกอีกชื่อว่าคุศิลา ใครในคฤหาสน์ของทำผิดจะถูกจองจำอยู่ที่นี่ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย

หานตงแน่ใจว่าไป่ยู่ถูกขังอยู่ในนั้น

อากาศแปลงเปลี่ยนรวดเร็วราวกับอาเพศจากช่วงสายแจ่มใสมีแดดแรงบัดนี้กลับหม่นหมองท้องฟ้าเป็นสีดำมืดเพราะเมฆครึ้ม หานตงเดินเรียบกำแพงระวังหลัง มองรอบด้านให้มั่นใจว่าไร้ผู้คนในระแวดนั้นจึงลอบเข้าไปในหอคอยดังกล่าว

ภาพในอากาศอับชื้นค่อนข้างมืดทึบเพราะไม่มีช่องหน้าต่าง มีเพียงรูที่ถูกเจาะไว้รอบๆ ตามกำแพงที่อยู่ด้านบนเพื่อระบายอากาศ แสงแดดไม่อาจส่องเข้ามาได้มาก ยิ่งในเวลาที่ฝนจะตกเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องคาดหวัง ความสว่างที่คอยนำทางได้มาจากคบไฟที่ถูกจุดวางไว้ตรงประตูทางเข้าออก

หานตงไม่ได้หยิบมันเพื่อเป็นแสงนำทางในการค้นหาไป่ยู่ เพราะทางเดินมีเพียงเส้นเดียว จึงไม่ยากในการเดิน แต่ก็ไม่ง่ายในการหลบซ่อน หากมีคนเฝ้าระวังอยู่ด้านใน การคิดเผื่อไม่หี้อกฝ่ายรู้ตัวน่าจะเป็นการดีมากกว่า

เดิมหานตงเป็นคนซานซี ที่บ้านค้าขาย ฐานะปานกลาง ตัวเขาเป็นบุตรชายคนที่สามของครอบครัวจึงไม่ได้ถูกบีบบังคับหรือคาดหวังให้สืบทอดกิจการ หานตงที่ถูกเลี้ยงดูอย่างอิสระจึงชอบเที่ยวเล่น ฝึกวรยุทธ์มากกว่าใช้สมองคิดคำนวณ เขามีความสามารถพอตัว โดยเฉพาะวิชาตัวเบาถึงขนาดก่อนที่จะแขนขาด ความสามารถในด้านนี้แทบจะเทียบเท่าลูกพี่ที่ตนนับถืออย่างโจวหม่าจง

ด้วยความที่เป็นวรยุทธ์ ไม่ชอบคิดคำนวณและรักความยุติธรรม ทำให้เมื่อเติบใหญ่ขึ้นหานตงตัดสินใจที่จะเป็นเจ้าหน้าที่มือปราบ ที่บ้านไม่คัดค้านเขาจึงไม่พบอุปสรรคใดในการใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ

ทว่าเมื่อได้ทำงานอย่างที่หวังจนสมใจ หานตงกลับพบว่ามันไม่ได้เหมือนอย่างที่ตัวเองคิด การเป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเฉาเกา ไม่สวยงามเช่นที่หวัง เขาไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องพิทักษ์ประชาชนอย่างต้องการ กลับกันเสียด้วยซ้ำเมื่อตัวเองต้องรับคำสั่งให้ไปเก็บค่าคุ้มครองรีดไถชาวบ้านประหนึ่งคล้ายตัวเองเป็นโจร

ก่อนที่จะสิ้นหวังกับงานที่ใฝ่ฝันจนถอดใจเลิกทำและจากลากลับเมืองเกิด โจวหม่าจงก็ได้ถูกย้ายมาประจำการที่อำเภอเพื่อรับตำแหน่งรองหัวหน้ามือปราบ นิสัยของเขาแตกต่างและการเป็นแบบอย่างจูงใจให้หานตงไม่ตัดใจในการพิทักษ์ประชาชน ซึ่งสักวันเราคงจะได้กล่าวถึงเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้งว่าเหตุการณ์ ณ ขณะนั้นเป็นเช่นไร

แต่ ณ เวลานี้เรื่องราวในครั้งนั้นทำให้หานตงนับถือลูกพี่ของเขาอย่างสุดใจ หากต้องลุยน้ำก็ยินยอม หรือต้องฝ่ากองไฟเขาก็ยินดี ไม่คิดรักชีวิต แม้จะต้องตาย น่าเสียดายที่การต่อสู้กับเหล่าผีร้ายในคดีผีไร้ร่างทำให้ต้องสูญเสียแขนไป

เขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์...

ถึงอย่างนั้นโจวหม่าจงก็ไม่เคยหมดความหวังในตัวเขา หานตงมีโอกาสที่จะได้ฟื้นวรยุทธ์ใหม่อีกครั้ง หากไม่เกิดเรื่องกับผู้มีพระคุณอีกคนที่ช่วยรักษาชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่สูญเสียแขนไป ฉะนั้นนี่จึงเป็นภารกิจที่เขายิ่งยินดีจะทำ เพื่อช่วยไป่ยู่ออกมา

กำแพงหินรอบด้านส่งไอเย็นมากกว่าเดิมจนสัมผัสได้ หานตงเงี่ยหูฟังจนได้ยินเสียงจึงรู้ว่าตอนนี้ฝนตกแล้ว เสียงใครคนหนึ่งขยับตัวบิดขี้เกียจและหาวจนเสียงดัง ทำให้หานตงชะงักฝีเท้าแล้วหยุดยืนอยู่นิ่ง

จริงอย่างคาดมีคนเฝ้าอยู่ตามที่คิดไว้ ไม่นึกว่างักหลิวจะรอบคอบหรือจะเรียกให้ถูกคือหวาดระแวงขนาดนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้เกิดความสามารถของหานตงที่แม้จะเสียแขนไปในขนาดนี้

ชายหนุ่มเตะหินที่อยู่บริเวณนั้นจนเกิดเสียงดังขึ้น

“ใครน่ะ!?” บ่าวที่เฝ้ายามร้องทัก

หานตงถีบกำแพงสลับไปมาอย่างพลิ้วไหวขึ้นไปเกาะขอบยึดตัวอยู่ที่ด้านบน ความมืดภายในหอคอยกลับช่วยใหการพลางตัวยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น

เมื่อไม่มีเสียงตอบบ่าวที่เฝ้ายามจึงเดินออกมาดู เขาส่องคบไฟในมือไปทั่วบริเวณแต่ไม่เห็นใคร โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าอีกฝ่ายอยู่เหนือหัวไปไม่กี่วา

“สงสัยจะหูฝาด เมื่อไหร่อาไห่จะมาเปลี่ยนเวรสักที หิวจะแย่แล้ว คุณชายใหญ่ก็เหลือเกิน คุกศิลาแข็งแกร่งขนาดนี้ใครมันจะแหกหนีออกไปได้ ระแวงไม่เข้าเรื่องจริงๆ”

ระหว่างบ่นและเดินกลับอย่างไม่ระวัง หานตงกระโดดลงมาจากที่ซ่อนอย่างแผ่วพลิ้วประชิดด้านหลังของอีกฝ่ายจนไม่รู้ตัว ก่อนที่จะสลบไปอย่างง่ายดายเพราะการสกัดจุดให้หลับที่ลำคอ

หานตงประคองร่างบ่าวที่ไม่ได้สติให้ไปนอนฟุบที่โต๊ะ ก่อนจะหยิบกุญแจเพื่อเปิดประตูกั้นชั้นแรกเข้าไปด้านใน

หอคอยเป็นอาคารสูง หานตงไม่แน่ใจว่ามันมีกี่ชั้น หวังในใจว่าไป่ยู่จะอยู่ที่ชั้นล่างนี่ ไม่งั้นคงยุ่งยากพอสมควร

“ท่านไป่ยู่ ท่านไป่ยู่ อยู่ที่นี่ไหม” เขาเรียกเสียงเบาปานกระซิบเพราะเกรงว่าจะทำให้คนเฝ้ายามตื่น

 

........................................

 

ไป่ยู่นั่งพิงกำแพงท่าทางเหนื่อยล้า ส่วนหนึ่งเพราะถูกงักหลิวทำร้าย อีกส่วนเพราะร่างกายยังไม่ได้กินอะไรแม้กระทั่งน้ำ แต่สาเหตุใหญ่มาจากการที่เขารับปราณความมืดเข้าสู่ร่างกาย การไม่ขยับตัวจึงเป็นการฟื้นฟูกำลังที่ดีที่สุดในเวลานี้

งักเจียงนิ่งมอง ชายหนุ่มเพียงคนเดียวที่มองเห็นตนในเวลานี้ สีหน้าของเขาแม้จะไม่สามารถแสดงออกถึงความกังวลได้ แต่ในใจเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกนั้น

เรื่องที่ท่านย่าฝูพูดกับเสี่ยวจือ เรื่องที่งักฮัวลอบเข้าไปในป่าอีกครั้ง แม้แต่เรื่องที่งักหลิวเปลี่ยนไปเป็นคนละคนใช้อำนาจ เจ้าเล่ห์และสั่งเจ้าหน้าที่มือปราบเข้าไปในป่า หรือกระทั่งเรื่องที่ยังไม่มีใครเจอตัวงักโยว ที่เรื่องล้วนน่ากงัวล

น่าเสียดายที่เขากลายเป็นวิญญาณแล้วไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ไกลเกินกว่าพื้นที่ของคฤหาสน์ ไม่เช่นนั้นเขาคงได้ตามงักฮัว หรือพวกเจ้าหน้าที่มือปราบเข้าไปในป่าเพื่อตามหางักโยวด้วยตัวเอง แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งที่เขาทำได้ มีแค่การฟัง ฟังทุกคนพูดแล้วเอามาเล่าให้ไป่ยู่รู้เท่านั้น

“เจ้าได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วคิดว่ายังไง” งักเจียงเอ่ยขึ้นทำลายความสงัดที่เงียบงันปกคลุมทั้งสองอยู่นาน

“มีหลายสิ่งยังขาดหาย จนไม่อาจวิเคราะห์ได้ สิ่งสำคัญในตอนนี้คือต้องหางักโยวให้เจอ ให้รู้แน่ชัดว่าเขาเป็นหรือตาย และนั่นจะทำให้เราเข้าใจว่าทำไม คนร้ายต้องนำเขาไปซ่อน” ไป่ยู่ตอบทั้งที่ยังหลับตา

“เขาไปอยู่ที่ไหนกันนะ หมดว่าพวกมือปราบจะเจอเขาในป่านั่น” งักเจียงรำพัน

“ท่านควรตัดความห่วงนั่นออกไป ความรู้สึกนั้นมันจะทำให้ท่านไปสู่ปรโลกยากขึ้น”

งักเจียงได้ฟังยินโศกศัลย์ก่อนจะนึกขันในตนเอง ตอนมีชีวิตถึงห่วงใยใครก็ไม่เกินเงินทองและตัวเอง เวลานี้ไร้ชีวิตควรห่วงตัวเองให้เป็นภพที่ควรกลับห่วงใยในลมหายใจของคนอื่น ชีวิตแสนสั้นช่างเล่นตลกกับโชคชะตา

อยู่ๆ ไป่ยู่พลันลืมตาขึ้น เขาขยับตัวเดินมาที่หน้าประตูเหล็ก

“อะ อะไรหรือ?”

“เงียบก่อน” ไป่ยู่ตอบ งักเจียงหยุดนิ่งไม่ส่งเสียง ไม่แม้กระทั่งจะหายใจ

“ท่านไป่ยู่ ท่านไป่ยู่ อยู่ที่นี่ไหม” เสียงเบาราวกระซิบของหานตงดังแผ่วพลิ้วมาตามสายลม

“มีคนมาช่วยเจ้าแล้ว” งักเจียงกล่าวอย่างยินดี

ไป่ยู่เคาะประตูเหล็กให้เกิดเสียงเบาๆ หานตงได้ยินเสียงนั้นจึงเดินตามไปจนได้เจอคนที่ต้องการ

“ท่านไป่ยู่!”

“พี่หานตง พี่จงส่งท่านมาใช่ไหม”

“ใช่ ลูกพี่ส่งข้ามา ทะ ท่านรู้ได้ยังไง”

ไป่ยู่แค่ยิ้มแล้วหันไปมองงักเจียงเล็กน้อย เขาแน่ใจว่าจะมีคนมาช่วยเขาแน่นอนตั้งแต่ตอนที่คุณชายรองบอกรูปประพรรณสัณฐานของมือปราบที่นำกำลังมาตามหางักโยว หากงักหลิวนำร่างไป่หลงส่งให้เจ้าเมืองหัวอันแล้วหม่าจงตามเข้ามาในคฤหาสน์ นั่นย่อมแปลได้ว่า หม่าจงต้องรู้แน่ชัดว่าเขาอยู่ที่นี่หาจะต้องหาทางช่วยแน่นอน

“เปิดประตูก่อนเถอะ มีหลายเรื่องที่ข้าต้องรีบทำ ท่านเจอท่านพี่ไป่หลงแล้วใช่ไหม”

คำถามสุดท้ายที่ไป่ยู่ถามไป ทำให้หานตงชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติรีบไขประตูให้โดยเร็ว พอประตูเปิดออกไป่ยู่รีบถามย้ำทันที

“ตอบข้า เจอท่านพี่ไป่หลงแล้วใช่ไหม?”

หานตงมีสีหน้าลำบากใจ

“จะ เจอแล้ว”

“เขาอยู่ที่ไหน?”

“ทะ ที่...”

“อาเจ๋อ คุณชายใหญ่ให้มาเฝ้ายาม ไม่ใช่ให้มาหลับยาม อะไรกัน นั่งเฝ้าแค่นี้เจ้าก็แอบอู้งานแล้ว ถ้าคุณชายใหญ่รู้เข้านะ เจ้าได้เป็นฝ่ายต้องถูกขังอยู่ในนี้แทนแน่ อาเจ๋อ ตื่นสิ ตื่น! อาเจ๋อ!”

เสียงบ่าวอีกคนที่มาส่งเสียงปลุกดังขัดบทสนทนาของไป่ยู่และหานตงเสียก่อน

“ทำไงดี” งักเจียงถามด้วยท่าทีร้อนรนทั้งที่ความจริงไม่มีใครมองเห็นเขานอกจากไป่ยู่

“ที่นี่มีทางออกอื่นอีกไหม” ไป่ยู่ถามงักเจียง ทว่าหานตงไม่รู้นึกว่าถามตน

“มีทางออกทางเดียว แต่มีทางขึ้นด้านบน” หานตงตอบ

“มี ด้านบนมีช่องหน้าต่างอยู่ ข้าเคยเห็นตอนเด็ก คิดว่าทางนั้นน่าจะกระโดดออกไปจากหอคอยนี่ได้” งักเจียงบอก

“งั้นไปด้านบนกัน” ไป่ยู่ตัดสินใจ ทั้งหมดจึงเดินออกจากคุกศิลา

ร่างกายบอบช้ำขยับไม่ได้ดังใจคิด ไป่ยู่เดินสามก้าวหยุดหายใจหอบ หานตงพะวงเพราะเวลาไม่คอยท่า

“อาเจ๋อตื่นสิ! อาเจ๋อ!” เสียงคนปลุกเริ่มร้อนรนเมื่อเห็นเพื่อนที่นอนหลับไม่ยอมตื่นจึงเริ่มเขย่าตัวอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

“ท่านไป่ไหวไหม”

“ไหว ไปเถอะ”

สองคนเดินมาถึงหน้าบันไดที่จะพาไปชั้นถัดไป พลันที่ด้านข้างนั่นมีทางลงไปชั้นใต้ดิน ไป่ยู่คล้ายได้ยินเสียงใครบ้างคนร้องโหยหวนคร่ำครวญอยู่ หานตงกำลังจะขึ้นไปด้านบนแต่ไป่ยู่ห้ามไว้

“ช้าก่อนพี่หานตง”

“มีอะไรหรือ ท่านไป่”

“ข้าได้ยินเสียงคนจากด้านล่าง” สิ้นคำ หานตงก็ได้ยินเสียงนั้นในทันที สองคนมองหน้ากันไป่ยู่พยักหน้าเป็นเชิง หานตงขยับเท้าก้าวลงมาอย่างเข้าใจ

 

............................................

 

ฝนตกลงมาแล้ว เมฆดำมืดครึ้มปกคลุมทั่วนภา จากเม็ดฝนเบาบางที่โปรยปรายกลายเป็นห่าฝนโหมกระหน่ำคล้ายม่านน้ำตกจนมองทั่วบริเวณได้ยากยิ่ง

เฉินหลินนึกห่วงคนที่เข้าไปในป่า ระหว่างกังวลสายตาพลันเห็นกลุ่มคนเดินออกมา ยิ่งใกล้ยิ่งชัดว่าเป็นโจวหม่าจงและพรรคพวกที่เข้าไป

“คุณชาย ทุกคนออกมาแล้ว!” เฉินหลินตะโกนขึ้นอย่างดีใจ งักหลิวที่เผลอนั่งสัปหงกสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขารีบลุกมาดู เมื่อเห็นสภาพอากาศจึงตะโกนสั่งพวกบ่าว

“ไปเตรียมน้ำชา น้ำอุ่น ผ้าแห้งมาให้ทุกคน” ระหว่างสั่งสายตาพลันเลื่อนไปเห็นงักฮัวที่อยู่ในสภาพกึ่งเปลือยเดินปะปนอยู่ในคณะ

ความคิดที่จะถามถึงงักโยวเลือนหายไปทันที มีแต่ความตระหนกตกใจที่เห็นน้องสาวตนเองในสภาพนั้น งักหลิวพุ่งตรงออกจากจวน ผลักหม่าจงที่อยู่ใกล้สุดอย่างเต็มแรง แต่กำลังน้อยนิดไม่อาจเคลื่อนไม้ใหญ่ หม่าจงไม่สะเทือนแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ชะงักไป กลับเป็นงักหลิวที่ต้องเซถอยไปแทน

ทุกคนต่างตกใจจนหยุดนิ่ง สีหน้างักหลิวท่าทางเอาเรื่อง เขากระชากแขนน้องสาวให้มาอยู่ใกล้ตัว

“เจ้าทำอะไรน้องข้า!!” คุณชายใหญ่ตวาดลั่นแต่เสียงกลับถูกกลบกลืนด้วยห่าฝน

หม่าจงไม่ตอบคำ หันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่มือปราบพาร่างของอาเหวินเข้าไปหลบในห้องโถงใหญ่ก่อน ทุกคนทำตามจนบริเวณนั้นเหลือเพียงหม่าจง ซาเถียน งักหลิว งักฮัวและเฉินหลินที่วิ่งตามออกมา

“คุณชายใหญ่ใจเย็นๆ ก่อน ทุกอย่างไม่ได้มีอะไรน่ากังวล”

“หุบปากของเจ้าไปเลย!” งักหลิวตะคอกใส่เจ้าเมืองอย่างไม่ไหวหน้า ก่อนหันไปตะเบ็งเสียงถามด้วยความเดือดดาลกับหม่าจงซ้ำอีกครั้ง “ข้าถามเจ้าตอบมา?!”

หม่าจงตวัดแขนใช้หลังมือตบหน้าใส่งักหลิวจนสะบัด คุณชายใหญ่ เฉินหลิน ต่างตระหนก ในขณะที่ซาเถียนรู้สึกตกใจยิ่งกว่า

หม่าจงส่งสายตาให้เฉินหลินเป็นเชิงบอกว่าให้นางพางักฮัวเข้าไปดูแลที่ด้านใน เฉินหลินเข้าใจและทำตาม

“เจ้า!!” งักหลิวหันกลับมามองหน้ามีเลือดไหลซึมออกจากมุมปาก หม่าจงมองตอบไม่หลบสายตา

“นี่สำหรับที่เจ้าก้าวร้าวใส่เจ้าหน้าที่ขั้นสูงอย่างใต้เท้าเถียนและนี่สำหรับที่เจ้าที่ไร้หัวคิดไม่ห่วงใยน้องตัวเอง”

ครานี้หม่าจงตวัดมือกลับทำให้งักหลิวหน้าสะบัดไปอีกทางจนล้มลงไปกับพื้น ซาเถียนรีบเอาตัวเข้าขวาง

“พอแล้ว รองหัวหน้าจงพอได้แล้ว คุณชายใหญ่เป็นอะไรไหม” เจ้าเมืองหันไปประคองงักหลิวให้ลุกขึ้น

ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด อาไห่ บ่าวคนหนึ่งวิ่งฝ่าฝนเข้ามากกลางวงด้วยท่าทีร้อนรน

คะ คุ คุณชายใหญ่! คุณชายใหญ่! พวกเราเจอคุณชายเล็กแล้ว”

ข่าวที่กล่าวแจ้งทำให้ทุกคนหันไปมองอย่างสนใจ

 

จบบทที่ บทที่23: หานตง

คัดลอกลิงก์แล้ว