- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าคือจิ้งจอกในโลกวิญญาณยุทธ์
- บทที่ 48 - สหายนักบำเพ็ญเพียรของเธอหายไปอีกแล้วนะ
บทที่ 48 - สหายนักบำเพ็ญเพียรของเธอหายไปอีกแล้วนะ
บทที่ 48 - สหายนักบำเพ็ญเพียรของเธอหายไปอีกแล้วนะ
บทที่ 48 - สหายนักบำเพ็ญเพียรของเธอหายไปอีกแล้วนะ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หลังจากเย่หนานเซียวฝึกฝนเป็นเพื่อนหม่าเสี่ยวเถาอยู่หลายวัน ทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ของฮั่วอวี่เฮ่าและหวังตงก็ปรากฏขึ้นในสนามประลอง
ทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ของฮั่วอวี่เฮ่าและหวังตงทำให้โจวอี้ตกตะลึงไปเช่นกัน หวังเหยียนก็ได้แสดงให้เห็นถึงรากฐานของปรมาจารย์ด้านทฤษฎีอย่างเต็มเปี่ยม
หลังจากการอธิบายของหวังเหยียน ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ของฮั่วอวี่เฮ่าและหวังตงก็ชัดเจนขึ้นมาก
โจวอี้ที่อยู่ข้างๆ ถามขึ้น "อาจารย์หวัง ในเมื่อพวกเขาคือการหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ที่เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากจะช่วยเสริมการฝึกฝนของกันและกันได้แล้ว ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกไหม"
หวังเหยียนหัวเราะเบาๆ "ประโยชน์ย่อมมีมากมายอยู่แล้ว แค่เพียงเรื่องการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว ก็สามารถเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะพลังของพวกเขาได้แล้ว แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังมองไม่เห็นชัดเจน แต่รออีกสักสองสามปีค่อยมาดูใหม่ ผมกล้ารับประกันเลยว่าภายในสามปี ในบรรดาคนรุ่นเดียวกันจะไม่มีใครมีระดับพลังวิญญาณเทียบเท่าพวกเขาได้แน่นอน"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แววตาฉายประกายเร่าร้อน "แต่ว่า คุณถามมาก็ไม่ผิด ความแตกต่างระหว่างทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ที่เข้ากันได้สมบูรณ์แบบ กับทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ทั่วไปก็คืออานุภาพพลังทำลายล้าง จุดนี้คุณน่าจะคิดออกอยู่แล้ว ตามกฎของทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ ยิ่งระดับความเข้ากันได้สูง อานุภาพของทักษะก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น แต่ว่า พวกเราไม่เคยเห็นระดับความเข้ากันได้ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้มาก่อน ดังนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร คงต้องรอให้เจ้าหนูสองคนนี้ค้นพบด้วยตัวเอง"
โจวอี้พยักหน้า "ขอบคุณสำหรับคำอธิบายค่ะอาจารย์หวัง เรื่องนี้พวกเราจะรายงานขึ้นไปพร้อมกันไหม"
หวังเหยียนส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่เป็นไรครับ คุณรายงานเองได้เลย"
โจวอี้ยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าให้เขา
หวังเหยียนลุกขึ้นยืน "เจ้าหนูสองคนต้องพยายามให้มากนะ หลังจากเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายแล้ว ก็ยิ่งต้องพยายามให้มากขึ้น จะมีผู้บริหารระดับสูงของสถาบันมาชมการแข่งขันของพวกเธอ และรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศในสายตาของอาจารย์อย่างพวกเราถือว่ายอดเยี่ยมมาก ห้ามพลาดเด็ดขาด เชื่อว่าในอนาคตพวกเราคงได้แลกเปลี่ยนกันอีก ถ้าพวกเธอมีปัญหาอะไรก็มาหาผมได้ ห้องทำงานของผมอยู่ชั้นสี่ อาจารย์โจว งั้นผมขอตัวก่อน"
โจวอี้เดินไปส่งหวังเหยียนจนถึงหน้าประตูห้องทำงาน ก่อนจะจากไป หวังเหยียนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงพูดขึ้นอีก "อ้อ ใช่สิ ถ้าพูดถึงทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ ผมจำได้ว่าเย่หนานเซียวกับหม่าเสี่ยวเถาแห่งสถาบันชั้นในก็เป็นผู้ครอบครองมันเช่นกัน ระดับการหลอมรวมของพวกเขาสองคนก็ค่อนข้างสูง พวกเธอไปลองถามดูได้นะ" พูดจบหวังเหยียนก็มองฮั่วอวี่เฮ่าและหวังตงอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ก่อนจะจากไป
"วันนี้ข้าเลี้ยงเอง เจ้าหนูสองคน" โจวอี้กวักมือเรียกฮั่วอวี่เฮ่าและหวังตง
"หวังตง นายว่าทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ของพี่ชายข้ากับรุ่นพี่หม่าจะเป็นยังไงนะ" ฮั่วอวี่เฮ่านึกถึงเย่หนานเซียวกับหม่าเสี่ยวเถาขึ้นมาจึงเอ่ยถาม
หวังตงเหลือบตามองฮั่วอวี่เฮ่าอย่างไม่สบอารมณ์ "ข้าไม่เคยเห็นข้าจะไปรู้ได้ยังไง แต่พี่ชายนายเป็นถึงน้ำแข็งสุดขั้ว หม่าเสี่ยวเถามีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงเพลิงสุดขั้ว ถ้าสามารถมีทักษะหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ได้ มันต้องร้ายกาจมากแน่ๆ"
โจวอี้ฟังเจ้าหนูสองคนคุยกันก็ยิ้มออกมา นางหันไปพูดกับฮั่วอวี่เฮ่า "พี่ชายของเธอก็เป็นตัวประหลาดคนหนึ่ง แทบไม่เคยเห็นเขาฝึกฝนเลย แค่เดินเล่นในสถาบันก็เจอตัวเขาแล้ว"
"จริงสิครับ อาจารย์โจว ท่านรู้จักพี่ชายของผมด้วยเหรอครับ" ฮั่วอวี่เฮ่านึกถึงวันแรกที่เย่หนานเซียวถูกโจวอี้ลากไปเป็นลูกมือ
"เขาเหรอ เป็นนักเรียนของศิษย์น้องข้าน่ะ แถมยังเป็นหัวหน้าห้องด้วย แต่ศิษย์น้องข้าแทบไม่เคยคุมเขาอยู่เลย หรือต้องบอกว่าคุมไม่ได้เลยมากกว่า" โจวอี้กล่าว
"เป็นเพราะรุ่นพี่เย่แข็งแกร่งเกินไปเหรอครับ" หวังตงถาม
"เปล่า แต่เขาหนีเก่งเกินไปต่างหาก" โจวอี้กล่าวเรียบๆ
เย่หนานเซียวที่กำลังถูกพูดถึงในตอนนี้ กำลังยืนอยู่ในห้องทำงานของอวี๋ชู น้อมรับการอบรมสั่งสอนจากอวี๋ชูอย่างสงบเสงี่ยม
"ว่าไงนะ เธอจะลาหยุด" อวี๋ชูมองเย่หนานเซียวด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
"ใช่ครับ ผมต้องออกไปทำธุระข้างนอกสักหน่อย" เย่หนานเซียวกล่าวหน้าตาเฉยไม่รู้สึกรู้สา ความจริงแล้วคุณชายเย่แค่อยากจะออกไปทำตามแผนการของตัวเองเท่านั้น
"เฮ้อ เธอก็จัดการเองแล้วกัน ไปหาท่านเหล่าเสวียนเถอะ ถ้าท่านเหล่าเสวียนอนุญาต ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว" อวี๋ชูนวดขมับที่กำลังปวดตุบๆ
"ท่านผู้เฒ่าอนุญาตเรียบร้อยแล้วครับ" เย่หนานเซียวยิ้มร่า
"..." อวี๋ชูรู้สึกปวดขมับจี๊ดขึ้นมาทันที เส้นเลือดบนหน้าผากก็ปูดโปนขึ้นมา
เย่หนานเซียวถูกอวี๋ชูไล่ออกจากห้องมา แต่คุณชายเย่กลับอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ก็แหม จะได้ออกไปเที่ยวเล่นแล้วนี่นา
เขากลับมาที่ห้องเรียนเพื่อบอกลากับเจียงน่านน่าน แน่นอนว่าเย่หนานเซียวก็หวังว่าเจียงน่านน่านจะไปด้วยกันกับเขา
แต่เจียงน่านน่านส่ายหน้า "ไม่ได้หรอก ความเร็วในการฝึกของฉันต้องเร่งขึ้นแล้ว ฉันอยากจะอยู่เคียงข้างเธอ"
"การฝึกฝนมันก็ต้องผ่อนสั้นผันยาวบ้างสิ" เย่หนานเซียวพูดขณะนั่งลงข้างๆ เจียงน่านน่าน มือใหญ่โอบรอบเอวบางของเธอ
เจียงน่านน่านเอนตัวซบลงในอ้อมกอดของเย่หนานเซียวอย่างเป็นธรรมชาติ เงยหน้าขึ้นมองเขา มือเรียวลูบไล้ไปตามพวงแก้มของเย่หนานเซียว
เย่หนานเซียวก้มหน้าลง ก่อนที่เจียงน่านน่านจะได้ทันพูดอะไร เขาก็ประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากแดงระเรื่อที่น่าหลงใหลนั้น
จูบนี้เป็นเพียงการสัมผัสแผ่วเบา ไม่ได้เนิ่นนานนัก
"ฉันจะรอเธออยู่ที่นี่นะ" เจียงน่านน่านกล่าวเสียงเบา
"วางใจเถอะ เดี๋ยวกำกลับมา" เย่หนานเซียวกระชับอ้อมกอดร่างงามในอ้อมแขนแน่นขึ้น ดื่มด่ำกับความเงียบสงบนี้อย่างเงียบงัน
คุณชายเย่ไม่ได้แค่หนีออกจากสื่อไหลเค่อไปเที่ยวเล่นเท่านั้น จุดประสงค์หลักคือไปเก็บเกี่ยวสมุนไพรเทวะ ส่วนเรื่องท่านเหล่าเสวียนน่ะเหรอ ขากลับแค่หิ้วเหล้าดีๆ มาฝากก็พอแล้ว
เย่หนานเซียววิ่งฝ่าเสียงบ่นของท่านเหล่าเสวียนออกจากสื่อไหลเค่อ เขาหยิบแผนที่ออกมากางดูทิศทางคร่าวๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางของจักรวรรดิวิญญาณสวรรค์ เย่หนานเซียวใช่ว่าจะไม่มีอุปกรณ์วิญญาณสำหรับบิน สำหรับเขาแล้ว อุปกรณ์วิญญาณสำหรับบินนั้นหาได้ง่ายดาย ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ เฉียนตัวตัว เป็นอาจารย์ที่หลอกง่าย เอ๊ย พูดคุยง่าย
ที่ไม่ใช้อุปกรณ์วิญญาณสำหรับบินก็เพราะเย่หนานเซียวไม่อยากถูกแนวป้องกันภัยทางอากาศของจักรวรรดิวิญญาณสวรรค์สกัดกั้น มันเสียเวลาอธิบาย แถมถ้าจะหนี ก็ไม่อยากสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมากเกินไป
เขารวบรวมก้อนน้ำแข็งลอยได้ไว้ที่ใต้ฝ่าเท้า เย่หนานเซียว "ลอย" ออกเดินทาง ด้วยความเร็วขนาดนี้การเดินทางไปยังจักรวรรดิวิญญาณสวรรค์ก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น
เมื่อเข้าสู่เขตแดนของจักรวรรดิวิญญาณสวรรค์ เย่หนานเซียวก็ยื่นหลักฐานแสดงตนของสถาบันสื่อไหลเค่อ ในฐานะนักเรียนของสถาบันอันดับหนึ่งแห่งทวีป ด่านชายแดนของจักรวรรดิวิญญาณสวรรค์ย่อมปล่อยให้ผ่านไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค
เย่หนานเซียวไปลงทะเบียนขอใบอนุญาตบินที่เมืองในเครือข่ายแห่งหนึ่งของจักรวรรดิวิญญาณสวรรค์ หลังจากนั้น เขาจึงสวมใส่อุปกรณ์วิญญาณสำหรับบิน บินเต็มกำลัง มุ่งหน้าตรงไปยังป่าอาทิตย์อัสดงทันที
อีกด้านหนึ่ง ณ สถาบันสื่อไหลเค่อ
หม่าเสี่ยวเถาตบเป้ยเป้ยและกลุ่มนักเรียนชายจนกระเด็น ใบหน้าเคร่งขรึม "ลุกขึ้น! พลังของพวกเธอยังอ่อนแอเกินไป การประสานงานก็แย่มาก วันนี้ต้องฝึกพิเศษ"
เป้ยเป้ยและคนอื่นๆ ได้แต่ยิ้มขื่น ลุกขึ้นไปฝึกซ้อมต่อ
ท่านเหล่าเสวียนยืนแทะน่องไก่อยู่ข้างๆ มองดูหม่าเสี่ยวเถาที่วันนี้ดูเคร่งขรึมเป็นพิเศษ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "วันนี้เจ้าเสี่ยวเถาเป็นอะไร ทำไมจริงจังขนาดนี้"
เดิมทีท่านเหล่าเสวียนตั้งใจจะมอบหมายให้นักเรียนหญิงทั้งหมดอยู่ในการฝึกของหม่าเสี่ยวเถา ส่วนตัวเขาจะฝึกนักเรียนชายเอง
ผลก็คือ หม่าเสี่ยวเถาผลักภาระการฝึกนักเรียนหญิงไปให้หลิงลั่วเฉินจนหมด ส่วนตัวเองก็มาคุมเข้มการฝึกของพวกผู้ชายอย่างเข้มงวด แม้แต่สวีซานสือที่เพิ่งเข้าร่วมได้ไม่นานก็ไม่รอด ถูกโยนเข้าไปฝึกด้วยกัน
เมื่อได้ยินเสียงโอดครวญไม่ขาดสายจากฝั่งนักเรียนชาย หลินซูซูก็มีสีหน้าหวาดกลัว ดึงชายเสื้อของเจียงน่านน่าน กระซิบเสียงเบา "พี่น่านน่าน วันนี้พี่เสี่ยวเถาดูดุจังเลย"
เจียงน่านน่านมองหม่าเสี่ยวเถา ในใจพลันเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมาอย่างประหลาด เธอส่ายหน้า ก่อนจะดึงหลินซูซูไปฝึกซ้อมต่อ
ในใจของหม่าเสี่ยวเถานั้นหงุดหงิดอย่างมาก เธออุตส่าห์ร่าเริงไปหาเย่หนานเซียวเพื่อฝึกฝน แต่เจียงน่านน่านกลับบอกว่าเย่หนานเซียวลาหยุดไปแล้ว
สหายนักบำเพ็ญเพียรของเธอ เย่หนานเซียว หายไปอีกแล้ว
หม่าเสี่ยวเถาโกรธมาก เย่หนานเซียวไม่พูดกับเธอสักคำก็หนีไป จะไปที่ไหนก็ไม่บอก
ข้า หม่าเสี่ยวเถา ตอนนี้โกรธมาก
เย่หนานเซียวที่อยู่ไกลถึงจักรวรรดิวิญญาณสวรรค์ก็จามออกมา เขายกมือขึ้นขยี้จมูก พูดอย่างสงสัย "แปลกจัง ใครบ่นถึงข้านะ"
ท่านเหล่าเสวียนเริ่มทนดูสภาพอันน่าสังเวชของฝั่งนักเรียนชายต่อไปไม่ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสิ่นฉือหยวนที่พูดมาก โดนหม่าเสี่ยวเถาอัดจนกระเด็นไปนอนแผ่บนพื้นแกล้งตายไม่ยอมวิ่งต่อ
เป้ยเป้ยยังพอทนไหว ยังคงฝืนต้านทานอยู่ ส่วนสวีซานสือได้แต่กอดวิญญาณยุทธ์ของตัวเองหดตัวอยู่มุมห้อง ปากก็พึมพำว่า "มองไม่เห็นข้า มองไม่เห็นข้า.."
ท่านเหล่าเสวียนโผล่ไปข้างกายหม่าเสี่ยวเถา ตบไหล่เธอ "เสี่ยวเถา ดูสิ นี่ก็ผ่านมานานแล้ว เจ้าคงเหนื่อยแล้วล่ะ ข้ามาคุมต่อเอง เจ้าไปพักผ่อนเถอะ"
หม่าเสี่ยวเถาเดินไปนั่งลงข้างๆ จ้องเขม็งไปที่เป้ยเป้ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ พลางคิดในใจ "เป้ยเป้ยน่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องของเย่หนานเซียวนี่นา น่าจะรู้ว่าเจ้าบ้านั่นไปไหน"
เมื่อถูกหม่าเสี่ยวเถาจ้องเขม็ง เป้ยเป้ยก็มีทุกข์แต่พูดไม่ออก สวีซานสือที่อยู่ข้างๆ ทำสีหน้าเคร่งขรึม ตบไหล่เป้ยเป้ยอย่างแรง "สหาย ข้าจะคิดถึงเจ้า"
เป้ยเป้ย "..." "คราวหน้าถ้าจะโดนอัด เจ้าต้องไปก่อนข้า"
ป่าอาทิตย์อัสดง มีพืชพรรณที่ดูบางตากว่าเมื่อเทียบกับป่าซิงโต่ว เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และผลผลิตอันล้ำค่า ป่าอาทิตย์อัสดงจึงยังคงมีชื่อเสียงติดอันดับของทวีป
ป่าซิงโต่วตั้งอยู่ใจกลางทวีป มีสภาพอากาศที่เหมาะสม อุณหภูมิคงที่ระหว่างยี่สิบถึงสามสิบองศาตลอดทั้งปี แทบไม่มีฤดูหนาว
ส่วนป่าอาทิตย์อัสดงนั้น อยู่ห่างจากป่าซิงโต่วไปทางเหนือกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร และถ้าเดินทางต่อไปทางเหนือเรื่อยๆ ก็จะสามารถเข้าสู่แดนเหน็บหนาวสุดขั้วได้
เมื่อเทียบกับป่าซิงโต่ว สิ่งมีชีวิตที่นี่ไม่ได้หลากหลายเท่า จึงทำให้ดูบางตากว่า แต่พืชพรรณที่สามารถเติบโตที่นี่ได้ ต่างก็มีความสามารถในด้านต่างๆ ที่แข็งแกร่งกว่า
จักรพรรดินีหิมะปรากฏตัวออกมาจากทะเลจิตวิญญาณของเย่หนานเซียว เดินเคียงข้างไปกับเขา
"ทำไมที่นี่ถึงมีแต่สัตว์อสูรวิญญาณสิบปี" จักรพรรดินีหิมะขมวดคิ้ว ตลอดทางที่เดินมา นางไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองออกมา สัตว์อสูรวิญญาณที่เห็นคนทั้งสองต่างก็วิ่งหนีหางจุกตูด
"ที่นี่ไม่ใช่ป่าซิงโต่วนี่นา อีกอย่าง ส่วนลึกของป่าซิงโต่วคือดินแดนอสูรที่น่าสะพรึงกลัว ถูกขนานนามว่าเป็นเขตต้องห้ามของมนุษย์เช่นเดียวกับแกนกลางของแดนเหน็บหนาวสุดขั้ว" เย่หนานเซียวกล่าว
"ฮึ่ม ก็สมควรแล้วที่มนุษย์จะถูกห้ามเข้า การเติบโตของสัตว์อสูรวิญญาณนั้นยากลำบากยิ่งนัก มนุษย์ยังไม่รู้จักเก็บเกี่ยวอย่างพอดีอีก" จักรพรรดินีหิมะกล่าวอย่างเย็นชา
เย่หนานเซียวได้แต่ยักไหล่ เขาจูงมือเล็กๆ ที่เย็นเฉียบของจักรพรรดินีหิมะ ไม่ได้รู้สึกขัดเขินอะไร พูดอย่างเคร่งครัด ตัวเขาเองก็ไม่นับว่าเป็นมนุษย์เต็มตัว อย่างมากก็แค่กึ่งคนกึ่งอสูร คำพูดนี้มันช่างฟังดูแปลกๆ
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าลองสัมผัสดูหน่อย รู้สึกถึงกลิ่นอายที่คล้ายกับน้ำแข็งสุดขั้วบ้างไหม" เย่หนานเซียมองดูพืชพรรณที่หนาทึบโดยรอบ ถ้าหากตาน้ำแข็งอัคคีหยินหยางสามารถสัมผัสได้ ก็ไม่ต้องมาเดินวนไปวนมาอยู่ที่นี่
"รู้แล้วน่า" จักรพรรดินีหิมะขานรับ นางหลับตาลงตั้งสมาธิสัมผัส
เนิ่นนาน จักรพรรดินีหิมะก็ลืมตาขึ้น มองไปยังทิศทางหนึ่ง พลางกล่าว "ทิศทางนั้นทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย นอกนั้นก็ไม่รู้สึกถึงอะไรเลย"
"ก็ได้ ไปกันเถอะ แต่เจ้ากลับเข้าไปก่อน" เย่หนานเซียวชูมือไปทางจักรพรรดินีหิมะ จักรพรรดินีหิมะ พ่นลมหายใจใส่ ก่อนจะจับมือเย่หนานเซียว แล้วกลายเป็นลำแสงสายหนึ่งกลับเข้าไปในร่างของเขา
มือเล็กๆ ของจักรพรรดินีหิมะค่อนข้างเย็นเฉียบ กุมแล้วนุ่มนิ่มสบายมือ เย่หนานเซียวมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่จักรพรรดินีหิมะชี้ มีไอหมอกน้ำแข็งจางๆ ปรากฏขึ้นรอบกายเขา
ที่ให้จักรพรรดินีหิมะกลับเข้าไปก็เพราะว่าตอนนี้นางอยู่ในสภาพคล้ายกับวิญญาณอสูร หากไปเจอเข้ากับพวกปรมาจารย์วิญญาณอสูร หรือสัตว์อสูรวิญญาณที่โจมตีจิตวิญญาณได้โดยตรง มันจะเป็นอันตรายต่อจักรพรรดินีหิมะมาก
จักรพรรดินีหิมะก็เข้าใจในสิ่งที่เย่หนานเซียวคิด รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
"คงไม่บังเอิญเจอหรอกนะ" สำหรับปรมาจารย์วิญญาณอสูรแล้ว เย่หนานเซียวเองก็ยังไม่เคยเจอ คำนวณเวลาดูแล้ว พวกเขาน่าจะยังไม่ปรากฏตัวเร็วขนาดนี้
แต่ตาน้ำแข็งอัคคีหยินหยางก็อยู่ในส่วนลึกของป่าอาทิตย์อัสดง แทนที่จะค่อยๆ งมหาไปเอง สู้ไปดูทิศทางที่จักรพรรดินีหิมะชี้ก่อนจะดีกว่า
ขณะเดียวกัน ที่สถาบันสื่อไหลเค่อ
"เป้ยเป้ย เธอน่าจะรู้ใช่ไหมว่าเย่หนานเซียวหนีไปไหน" หม่าเสี่ยวเถาจ้องเขม็งไปที่เป้ยเป้ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
เป้ยเป้ยยิ้มขื่น มองไปรอบๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็พบว่าสวีซานสือกับเสิ่นฉือหยวนหนีไปหลบอยู่หลังท่านเหล่าเสวียนนานแล้ว กำลังโบกไม้โบกมือส่งเสียงเชียร์ให้เขาสู้ๆ โดยไร้เสียง ส่วนม่อเสวียนน่ะเหรอ นอนเหยียดยาวไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นหม่าเสี่ยวเถาที่ดูเหมือนใกล้จะระเบิดเต็มที เป้ยเป้ยรีบชี้ไปทางเจียงน่านน่าน ฝืนยิ้มกล่าว "ข้าเชื่อว่า ท่านน่าจะหาคำตอบจากที่นั่นได้"
ล้อกันเล่นหรือเปล่า ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ถ้าข้ารู้ ข้าก็บอกไปนานแล้ว จะยอมโดนท่านอัดอยู่หรือ
หม่าเสี่ยวเถาเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มอ่อนโยนในทันที เดินเข้าไปหาเจียงน่านน่าน เริ่มสืบข่าว
[จบแล้ว]