เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 32 Level 7

ตอนที่ 32 Level 7

ตอนที่ 32 Level 7


ตอนที่ 32 Level 7

 

หน้าประตูทางเข้าศูนย์วิจัยพลังวิญญาณ เคนเซย์กับเฟย์นะที่เพิ่งเดินทางมาถึงหยุดชะงักเมื่อพบว่าหัวหน้าหน่วย K-1กับ K-2 ยืนรออยู่ตรงนั้นแล้ว เป็นข้อตกลงกันตั้งแต่การสอบปากคำคราวก่อนแล้วว่า  ในวันที่เฟย์นะมาตรวจสอบพลังจะมีผู้มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

หลังจบการทักทายสั้นๆ ทั้งสี่ก็เดินเข้าไปด้านใน ขณะที่หัวหน้าหน่วย K-1 ชวนคุยไปด้วย

“เรียกอาวุธได้รึยัง”

เฟย์นะอึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป

“ยังเลยค่ะ”

“การไม่ได้ปะทุพลังแบบธรรมชาติมันไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ อย่ากดดันกันแบบนี้สิ”

เคนเซย์พูดเสริมขึ้นมาช่วยหญิงสาวข้างตัว

“กดดันอะไรกัน ฉันก็แค่ถามเฉยๆ เรื่องนั้นรู้ดีอยู่แล้วน่า”

“ว่าแต่พรุ่งนี้ก็ถึงงานแต่งงานแล้วสิ อันที่จริงกองปราบก็ใจร้ายไปนะที่ให้มาศูนย์วิจัยวันนี้ รอให้เสร็จหลังงานแต่งงานก่อนก็ได้”

คำพูดหัวหน้าหน่วย K-2 ทำเอาวงสนทนาเงียบกริบ เจ้าตัวเองก็เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าเผลอพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมา จนท้ายเคนเซย์จึงตัดจบแค่ว่า

“ถึงจะไม่ได้จัดใหญ่โตอะไรแต่ก็อย่าลืมมาให้ได้นะครับ”

สภาพส่วนหน้าของศูนย์วิจัยพลังวิญญาณก็เหมือนกับออฟฟิศทั่วไป ทั้งสี่เดินผ่านจุดนั้นไปตรงเข้าไปส่วนที่ลึกกว่าในทันที แต่ยิ่งเดินเข้าไปไกลแค่ไหนเฟย์นะก็ยิ่งได้เห็นสิ่งแปลกตามากขึ้นเรื่อยๆ

“ส่วนหน้าของที่นี่เป็นออฟฟิศบริหารทั่วไปน่ะ เดินเข้าไปด้านหลังก็จะเจอแผนกวิจัยที่แบ่งออกเป็นสองแผนกใหญ่ คือแผนกวิจัยอุปกรณ์ กับแผนกวิจัยพลังวิญญาณ ที่จริงถ้าเข้าประตูอีกด้านจะมีแผนกอบรมที่อยู่ติดกัน ธาวินเองก็กำลังไปยืมห้องที่นั่นเพื่อเรียนรู้การใช้พลังนักสะกดวิญญาณ”

เคนเซย์อธิบายเกี่ยวกับที่แห่งนี้คร่าวๆ ให้ผู้ที่เพิ่งมาเคยมาได้ฟัง ซึ่งเฟย์นะเพียงพยักหน้ารับหรืออย่างมากก็ตอบ “อืม” เท่านั้นเอง

ตั้งแต่ทิมจากไปแล้วจริงๆ และเฟย์นะรับปากแต่งงานเข้าตระกูล ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ไม่เคยได้พูดคุยอะไรกันเลยหากไม่ใช่ธุระสำคัญจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกัน หญิงสาวคงไม่ใช่ฝ่ายที่จะเริ่มคุยก่อนอยู่แล้ว เคนเซย์เองก็ไม่ได้ฝืนบังคับหรือพยายามตอแยอะไรเธอเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุดทุกคนก็เดินมาถึงยังที่หมาย เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็มีชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกาวน์สีขาวตัวยาวกำลังรออยู่ในห้อง พร้อมกับผู้ช่วยซึ่งเป็นหญิงสาวร่างอวบอีกคน

“มากันแล้วซะที เริ่มกันเลยมั้ย”

เจ้าของห้องวิจัยกล่าวต้อนรับด้วยการชวนเริ่มต้นทำงานอย่างไม่ให้เสียเวลา

“ใจเย็นๆ สิครับคุณลูเธอร์ รีบตลอดเลยนะ”

หัวหน้าหน่วย K-2 พูดขึ้น แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้รับความสนใจ ลูเธอร์เดินมาหยุดตรงหน้าเฟย์นะ ก่อนจะขยับแว่นตาก้มหน้าลงจ้องใกล้ๆ จนหญิงสาวสะดุ้งตกใจจนก้าวถอยหลังไปเล้กน้อย

“จ้องอะไรขนาดนั้นครับ”

เสียงเรียบนิ่งของเคนเซย์ออกอาการไม่พอใจอย่างชัดเจน

“ก็แค่อยากเห็นหน้าชัดๆ เห็นว่ามีพลังประหลาดขนาดนั้นเลยสงสัยว่ามีอะไรอย่างอื่นที่ประหลาดอีกมั้ย มานอนตรงนี้สิ”

ลูเธอร์ถอยออกไปโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะทำหน้าหรือรู้สึกอะไร ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนคุณลุงหน้าดุ เดินไปยังสิ่งที่คล้ายกับเครื่องซีทีสแกนขนาดใหญ่ที่เหมือนต้องส่งคนเข้าไปทั้งตัว

หัวหน้าหน่วยทั้งสองที่ติดตามมาได้แต่ถอนใจ ก่อนจะเดินไปหาเก้าอี้นั่งรอตามที่หาได้ในห้องนั้น

เฟย์มองแท่นนอนหน้าเครื่องตรวจแล้วกังวลขึ้นมาแปลกๆ รู้สึกเหมือนจะถูกจับทดลองอะไรสักอย่างที่น่ากลัวแบบพวกในภาพยนตร์ที่ดูมา จนเคนเซย์เดินไปข้างหน้าเป็นเพื่อนส่งถึงหน้าแท่นนอนนั่นแหละ หญิงสาวถึงได้เหยียดตัวนอนหงายลงตรงนั้นเสียที

“ก่อนอื่นขอทบทวนที่มาของพลังนี้ก่อน ก่อนหน้านี้คุณมีพลังอีกแบบแต่ตอนนี้เพราะพิธีชำระวิญญาณพลังในร่างกายถึงเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมไปแล้วใช่มั้ย”

ลูเธอร์เอ่ยขึ้นขณะที่สวมอะไรบางอย่างคล้ายกับหมวกกันน็อกให้กับเฟย์นะ สาวร่างอวบผู้ช่วยเริ่มติดบางอย่างที่แขนกับขาคล้ายกับเครื่องวัดชีพจร

“เอ่อ...น่าจะอย่างนั้นนะคะ”

เฟย์นะตอบในขณะที่พยายามสำรวจซ้ายขวาว่าตัวเองถูกทำอะไรไปบ้าง

“เสียดายจริง แต่ก็เอาเถอะ งั้นสายพลังในตัวคุณคงเป็นสายสลายพลังวิญญาณเหมือนพวกบ้านยูคิฮารุแล้ว ก่อนอื่นขอวัดค่าพลังก่อนละกัน”

เมื่อเตรียมการเสร็จอย่างว่องไว แท่นนอนนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปภายในเครื่องสแกนทันทีจนแทบไม่ทันได้ตั้งตัว

เคนเซย์ยืนกอดอกถอนใจอยู่ตรงนั้น เขาเองก็ไม่ค่อยชอบมาที่นี่เท่าไรนัก อันที่จริงคุณลูเธอร์ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอก เพียงแต่ท่าทางไม่เป็นมิตรกับใครเลยนั่นแหละที่เห็นทีไรแล้วหงุดหงิดทุกที

“พลังของเธอเป็นยังไงบ้าง เกราะพลังแตกออกตอนทำพิธีนั่นสินะ ออร่าพลังถึงได้แรงแบบนี้”

ลูเธอร์ที่ยืนรออยู่ด้านข้างกันถามเคนเซย์ขึ้น

“คงจะอย่างนั้นครับ แต่ก็คงถึงจังหวะพอดีแล้วเหมือนกัน เพราะดูเหมือนที่หน่วยผมก็มีงานใหญ่รอให้ต้องใช้พลังพวกนี้พอดี”

เมื่อได้คำตอบที่ต้องการเสร็จสรรพ คำถามก็ถูกเปลี่ยนเรื่องในทันที

“พ่อแม่จริงๆ ของเฟย์นะเป็นใคร”

“ผมเองก็ไม่รู้ รู้เท่าทุกคนนั่นแหละว่าเธอเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวนักปราบปรามครอบครัวหนึ่ง พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเฟย์มาจากไหนเหมือนกันเพราะเธอถูกทิ้งไว้หน้าประตูบ้านตั้งแต่ตอนยังเป็นทารก”

“คงกลายเป็นทารกปกติไม่แสดงพลังแปลกๆ นั่นไปแล้วสินะ ไม่งั้นพ่อแม่บุญธรรมคงตายไปตั้งแต่เริ่มอุ้มเข้าบ้านแล้ว”

“ก็...คงจะอย่างนั้นครับ”

ได้ยินคำถามนี้แล้วก็มีอีกประเด็นที่เคนเซย์กัลวลใจเป็นอย่างมาก การที่เฟย์นะใช้ชีวิตเป็นคนปกติมาได้เกือบยี่สิบปี เพราะมีใครสักคนที่ทำเกราะพลังครอบเธอไว้อย่างแน่นอน ใครกันที่มีพลังทำถึงขนาดนั้นได้ มิหนำซ้ำยังเป็นการสร้างเกราะพลังขั้วตรงข้ามกัน ต่างกับเกราะพลังของเขาที่เป็นประเภทการระงับการใช้พลังส่วนหนึ่งไว้เฉยๆ

“ผมสีทองนั่นเป็นสีธรรมชาติรึเปล่า”

คำถามจากลูเธอร์ยังคงมีต่อ

“ครับ...เหมือนจะใช่อย่างนั้น”

“ไอ้คนร้ายที่พวกเธอตามหาตอนนี้ได้ยินว่ามีผมสีทองใช่มั้ย”

“...…”

หนนี้เคนเซย์ไม่ตอบ แทบไม่อยากนึกถึงข้อเท็จจริงบางอย่างที่มีสิทธิ์เป็นไปได้มากเหลือเกิน

“ถ้าตอนที่ประชุมใหญ่คราวก่อน หน่วยของเธอบอกว่าเจ้าคนร้ายผมทองนั่นปล่อยดิคเคนส์ประดิษฐ์ได้จริง ดูจากพลังของเฟย์นะในคลิปนั่นแล้ว…”

ตื๊ดดด เสียงเตือนของเครื่องมือดังขึ้นเป็นสัญญาณการสิ้นสุดการตรวจสอบ

“หัวหน้าคะ!”

ผู้ช่วยสาวร่างอวบร้องเรียกลูเธอร์อย่างแตกตื่น ทั้งเจ้าของชื่อทั้งเคนเซย์รีบเดินไปดูแผงวัดค่าพลังที่แสดงขึ้นบนจอแสดงผลของเครื่องในทันที แม้แต่หัวหน้าหน่วยทั้งสองก็วิ่งเข้ามาดูด้วย

“นี่มัน...ปรินท์ออกมาดูชัดๆ ซิ”

ผู้ช่วยรีบทำตามที่หัวหน้าบอก เคนเซย์เองก็ได้แค่ขมวดคิ้วเมื่อมองเห็นขีดพลังและตัวเลขที่ปรากฏออกมา...

- - - - - -

ซึ่งหมายความว่าวัดค่าพลังไม่ได้นั่นเอง

“เครื่องเสียรึเปล่าครับ”

หัวหน้าหน่วย K-1 ถามขึ้นอย่างแตกตื่นเช่นกัน

“ไม่มีทาง เมื่อเช้ายังใช้ทดสอบอยู่เลย”

“งั้นผลแบบนี้แปลว่าอะไร หมายถึงวัดค่าพลังไม่ได้จริงๆ เหรอครับ คือมากจนเครื่องวัดไม่ไหว หรือน้อยจนเครื่องตรวจหาไม่เจอ”

ในขณะที่หัวหน้าหน่วย K-1 กำลังซักไซ้ เสียงของเฟย์นะที่กลับออกมาจากเครื่องตรวจแล้วก็ดังแทรกขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”

ทุกสายตาหันไปมองเจ้าของค่าพลังปริศนานี้ในทันที หญิงสาวสะดุ้งเหมือนตัวเองทำอะไรผิด จนเคนเซย์เป็นคนเดินเข้าไปหาแล้วช่วยผู้ช่วยสาวอวบแกะอุปกรณ์เหล่านั้นออกด้วย

“ผมลองบ้าง จะได้ดูว่าเครื่องนี่ยังใช้งานได้จริงมั้ย เพิ่งปลดพลังมาพอดีเลย”

เฟย์นะยังคงมองเคนเซย์ด้วยสีหน้างุนงงเมื่อเดินลงจากแท่นนอน ยังไม่มีใครอธิบายอะไรกับเธอทั้งนั้นจนกระทั่งเครื่องมือตรวจค่าพลังเริ่มต้นทำงานใหม่อีกครั้ง

“คุณโชคดีมาก”

อยู่ๆ ลูเธอร์ก็พูดขึ้นมากลางวง

“คะ...หมายถึงฉันเหรอคะ”

“ก็คุณนั่นแหละ เพราะตอนที่พลังของคุณระเบิดออก ถ้าไม่ใช่เคนเซย์ที่ทำพิธีนั้นไว้ ต่อให้เป็นเขา หรือเขา” ลูเธอร์ชี้ไปทางหัวหน้าหน่วย K-1 กับ K-2 ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กัน “ก็ไม่มีทางทำพิธีนี้สำเร็จได้ ดูจากคลิปตอนที่คุณอาละวาดมีแค่เคนเซย์เท่านั้นแหละที่มีพลังพอจะทำแบบนั้นได้ นอกนั้นตายเปล่าแน่นอน”

“เอ๊ะ… เอ่อ...คลิปนั่น หมายถึงมีคลิปวิดีโอตอนที่ฉันใช้พลังประหลาดๆ นั่นเหรอคะ”

“มีคนของหน่วยเราถ่ายไว้ได้น่ะ เพราะคุณถูกระบุว่าเป็นดิคเคนส์ระดับ6 ที่ไม่ปรากฏมาหลายร้อยปีแล้ว ยังไงก็ต้องเก็บมาเป็นกรณีศึกษาไว้”

เมื่อเฟย์นะกำลังจะอ้าปากถามขอดูบ้าง เพราะสงสัยมานานแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ แต่ในตอนนั้นเสียงเตือนของเครื่องวัดพลังก็ดังขึ้นพอดี ทุกคนก็เลยดูจะหันไปสนใจที่หน้าจอแสดงผลของเครื่องกันหมด

99999

คือตัวเลขที่แสดงขึ้นท่ามกลางความตกตะลึง

“เจ้าเด็กบ้านั่นมันเป็นฝันร้ายของดิคเคนส์ชัดๆ”

ลูเธอร์พึมพำออกมาพลางนึกย้อนนึกระดับพลังในหัว ปริมาณพลังวิญญาณที่ถูกวัดแล้วแสดงเป็นตัวเลขแบบนี้ มีลำดับขั้นที่ใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลก

 

0 - 1000

คือผู้คนทั่วไปที่มองเห็นวิญญาณได้ด้วยตาเปล่า แต่ไม่มีได้มีการปะทุพลังวิญญาณ

 

Lv.1 = 1001 - 5000

เป็นระดับพลังระดับต่ำ ค่อนข้างน้อยจนไม่สามารถทำอะไรได้มาก แม้จะปะทุพลังวิญญาณแต่ก็มักจะเลือกใช้ชีวิตตามปกติ หรือทำงานในส่วนอื่นที่ๆไม่ต้องออกภาคสนาม

 

Lv.2 = 5001 - 10,000

เป็นระดับพลังขั้นต้น ที่มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อได้

 

Lv.3 = 10,001 - 20,000

Lv.4 = 20,001 - 30,000

เป็นช่วงระดับพลังที่พบได้มากที่สุดในบรรดานักปราบวิญญาณทุกสาย

 

Lv.5 = 30,001 - 50,000

เป็นระดับสูงสำหรับนักปราบวิญญาณทั่วไป ระดับหัวหน้าหน้าหน่วยต่างๆ ในกองปราบวิญญาณ

 

Lv.6 = 50,001 - 100,000

ระดับพลังขั้นสูงสุดที่หายาก หรือจะเรียกว่าแทบไม่มีอยู่ในในโลกเลยมากกว่า

 

สมัยอายุเจ็ดปี เคนเซย์เคยมาตรวจวัดพลังที่นี่และได้ค่าตัวเลขราวๆ 70,000 ทำลายสถิติสูงสุดที่มีในตอนนั้นลงไปอย่างราบคาบ การบันทึกค่าพลังเป็นสถิติที่ส่งต่อกันทั่วโลกเพื่ออัพเดตข่าวสาร แต่นับจากนั้นก็ไม่มีใครค่าพลังสูงเกินกว่าเคนเซย์อีกแล้ว

เด็กชายจำเป็นถึงขนาดต้องผนึกพลังเกือบครึ่งหนึ่งไว้เพื่อไม่ให้ร่างกายรับภาระหนักจนเกินไป ต่อปฏิกิริยาตอบสนองต่อดิคเคนส์ในวัยที่ยังไม่พร้อมเต็มที่

เกือบสิบสามปีต่อมา ในตอนนี้เคนเซย์ก็ได้ทำลายสถิติเดิมของตัวเองลงอีกครั้ง เป็นตัวเลขที่หมิ่นเหม่เกือบจะเลยขีดจำกัดจนทำให้วัดค่าพลังไม่ได้อยู่รอมร่อ

เคนเซย์ยิ้มกริ่มเมื่ออกมาจากเครื่องแล้วเห็นค่าพลังวิญญาณของตัวเอง

“เครื่องไม่ได้เสีย แปลว่าค่าพลังของเฟย์นะไม่ได้วัดผิด ถ้ามองจากวิธีการสืบทอดพลังของบ้านผม  กับค่าพลังของผมที่วัดได้หมิ่นเหม่เมื่อกี้แล้ว มันก็มีความเป็นไปได้สูงนะครับ มันเป็นอย่างที่ผมคิดใช่มั้ยคุณลูเธอร์”

“ใช่ นี่เป็นเรื่องใหญ่แล้วจริงๆ ก่อนหน้านี้มีแค่สองคนในคาเรมหรือจริงๆ อาจจะเป็นในโลกที่มีพลังในเลเวล6 นั่นก็คือเธอกับทแม่ของเธอเท่านั้น การสืบทอดพลังของตระกูลยูคิฮารุจะแสดงผลสูงสุดกับผู้หญิงมากกว่า ทายาทที่เกิดออกมาทุกรุ่นก็เลยมีพลังสูงทุกคน ถ้าพลังของเธออยู่ถึงจุดสุดท้ายของเลเวล6 แล้ว  พลังของเฟย์นะคงจะอยู่ในเลเวล7 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน เครื่องตรวจเลยวัดค่าพลังไม่ได้”

แววตาสีหน้าความแตกตื่นถึงขีดสุดฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของทุกคนแม้แต่ลูเธอร์ที่พูดออกมาเอง ยกเว้นเคนเซย์ที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว และอดไม่ได้ที่จะยิ้มกริ่มภาคภูมิใจในตัวเองขึ้นมา

“เอาล่ะ ทดสอบอย่างต่อไปกัน!”

ลูเธอร์ตื่นเต้นขึ้นมาในทันที ดูมีไฟทำงานลุกท่วมราวกับพบของเล่นแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอ เขารีบกุลีกุจอเข้าไปเตรียมการอะไรบางอย่างในห้องกระจกใสขนาดใหญ่ประมาณสนามเทนนิส

“เอ่อ… ช่วยอธิบายให้เข้าใจด้วยได้มั้ยคะ ฉันเป็นอะไรรึเปล่า”

เคนเซย์หันไปอธิบายกับเฟย์นะที่ถามขึ้นงุนงง

“ทุกคนตื่นเต้นเพราะพลังของเธออยู่ในระดับสูงสุดที่ไม่เคยพบมาก่อนน่ะ”

เท่าที่จับใจความได้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น แต่มันมีความหมายอย่างอื่นแฝงอยู่เหมือนพิธีกรรมบ้าๆ นั่นหรือเปล่าหญิงสาวได้แต่ขมวดคิ้วถามกลับอย่างกังวลใจ

“แล้วนั่นมันเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี”

“ต้องดีแน่อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเธอตั้งเป้าหมายอยากจะเป็นนักปราบวิญญาณ เอ่อ…”

ชายหนุ่มก้มลงมาใกล้กระซิบที่ข้างหูเฟย์นะเบาๆ

“ถ้าอยากเป็นนักปราบวิญญาณล่ะก็ เธอแย่งตำแหน่งหัวหน้าหน่วย K-1 ได้สบายเลย”

พูดจบเคนเซย์ก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะชวนหญิงสาวให้เดินตามเข้าไปในห้องกระจกทดสอบพลัง

“เฟย์นะยังเรียกอาวุธวิญญาณไม่ได้ครับ ทดสอบแค่ภูมิต้านทานไปก่อน เอาไว้ถ้าทำได้แล้วผมจะพามาใหม่”

เคนเซย์รายงานข้อมูลให้ลูเธอร์ฟังแทนเสร็จสรรพ แล้วหันไปบอกกับเฟย์นะในขณะที่ลูเธอร์และผู้ช่วยเตรียมการเสร็จแล้วและออกจากห้องไป

“ยืนเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร การทดสอบจะวัดผลว่าเธอมีภูมิต้านทานดิคเคนส์มากแค่ไหน เผื่อว่าอยากจะเข้าทำงานในกองปราบจะได้จัดหน่วยให้ถูก”

“อ้าว วัดแค่ค่าพลังเมื่อกี้ไม่พอเหรอ”

“มันมีเงื่อนไขอื่นอีกน่ะ บางคนพลังเยอะมากก็จริง แต่ถ้าเป็นพวกมีประสาทสัมผัสทางวิญญาณไวมากๆ มันก็ทำให้พลังด้านลบเข้าถึงตัวได้มากกว่าปกติเหมือนกัน”

เฟย์นะนิ่งมองเคนเซย์เงียบๆ ก่อนจะหันหน้ากลับ ปฏิกริยาตอบรับที่ชายหนุ่มคุ้นเคยไปแล้ว แม้จะเจ็บแปลบอยู่ทุกครั้งที่โดนเมินแต่เขาก็พยายามไม่ใส่ใจ มันช่วยไม่ได้หรอก เพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เรื่องมันซับซ้อนแบบนี้ด้วย

เคนเซย์หยิบกุญแจมือประจำตัวของตัวเองออกมาพร้อมกับรีโมทควบคุม ก่อนจะใส่มันไว้ที่ข้อมือตัวเองทั้งสองข้างแล้วถือรีโมทไว้เอง

“ทำไมต้องใส่กุญแจมือ”

“มันคือกุญแจมือที่ควบคุมไม่ให้ใช้พลังวิญญาณได้น่ะ เดี๋ยวอีกหน่อยห้องทดลองจะปล่อยดิคเคนส์ประดิษฐ์ออกมา แต่เธอยังเรียกอาวุธวิญญาณไม่ได้ฉันก็เลยจะอยู่ด้วยเผื่อมีอะไรผิดพลาด”

“ดิคเคนส์ หมายถึงวิญญาณสีดำที่ดูดพลังชีวิตคนน่ะเหรอ ทำไมมันมาอยู่ที่นี่ได้”

“เราจะเริ่มกันแล้ว คุณเฟย์นะ เลเวลของค่าพลังวิญญาณคิดมากจากค่าพลังของดิคเคนส์ที่เคยวัดไว้ได้แล้วทำเป็นสถิติไว้ ตอนที่คุณมีพลังของดิคเคนส์คุณถูกระบุว่าเป็นระดับ6 และผลวัดค่าพลังเมื่อกี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คุณจะกลายเป็นผู้ที่มีพลังวิญญาณเยอะที่สุดในโลก ดังนั้นเราจะลองใช้ดิคเคนส์ประดิษฐ์หลายรูปแบบเพื่อลองดูว่าคุณจะมีพลังต้านทานได้มากแค่ไหน และในจำนวนคร่าวๆ ว่าเจอได้มากที่สุดกี่ตัว”

เสียงของลูเธอร์ดังขึ้นจากลำโพงที่ติดอยู่ภายในห้องกระจกใส เคนเซย์สวมเฮดโฟนที่ติดไมค์เพื่อเอาไว้สื่อสารกับผู้ที่อยู่ข้างนอกได้ทันที

“พร้อมมั้ย”

ชายหนุ่มหันไปถามหญิงสาวข้างตัว แม้เฟย์นะจะรู้สึกไม่พร้อมแต่ก็คงต้องพร้อมอยู่ดี เพราะพวกเขาจะเริ่มทดสอบกันแล้ว

“จะไม่เป็นไรแน่ๆ ใช่มั้ย”

เฟย์นะถามด้วยความหวั่นใจ

“ถ้าเลเวล7 อย่างเธอเป็นอะไรไปเพราะดิคเคนส์ประดิษฐ์กากๆ พวกนี้ มนุษยชาติคงสิ้นหวังแล้ว”

เฟย์นะเกือบจะหัวเราะกับประโยคนั้น ถ้าไม่ติดว่าอยู่ๆ กลุ่มก้อนคล้ายลูกไฟวิญญาณสีดำปรากฏขึ้นทั่วทั้งห้อง แม้ทั้งสองจะยังไม่ได้ตอบรับความพร้อมออกไปก็ตาม

เงาร่างสีดำกว่าครึ่งร้อยพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มหญิงสาวในทันที!

จบบทที่ ตอนที่ 32 Level 7

คัดลอกลิงก์แล้ว