เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 16 พิธีชำระวิญญาณ

ตอนที่ 16 พิธีชำระวิญญาณ

ตอนที่ 16 พิธีชำระวิญญาณ


ตอนที่ 16

พิธีชำระวิญญาณ

“เอ่อ...ผมไม่มีเงินจ่ายนะครับ”

ธาวินมองแซนด์วิชไส้กรอกชีสหน้าตาน่ารับประทานที่เรียงกันอยู่ในกล่องบนมือตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างหวั่นใจ เขาเพิ่งฟื้นขึ้นมาเมื่อเช้าหลังจากสลบไปเกือบสามวัน และขณะนี้ยังอยู่ในห้องพักฟื้นที่แผนกแพทย์วิญญาณ

แม้จะเป็นเรื่องจริงที่เขาไม่มีเงิน ไม่มีอะไรติดตัวมาจากไทยเลย แต่อย่างน้อยก็หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากพี่สาวผู้น่ารักที่ตัวเล็กกว่าตัวเอง แต่แล้ว...

“ไม่เป็นไร เอาไว้หายดีแล้วค่อยมาทำงานใช้คืนก็ได้ แต่วันนี้ยกให้ฟรีก็แล้วกันนะ เป็นของขวัญที่เพิ่งหายดี”

โซอีตอบกลับเสียงเรียบ แม้ใบหน้าของเธอจะดูเป็นมิตรขึ้นไม่เอาแต่ทำหน้าบึ้งหน้าตายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ธาวินก็ยังทำตัวไม่ค่อยถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่สาวคนนี้เช่นเคย

“เอ่อ ขอบคุณครับ ว่าแต่คนอื่นๆ ไปไหนหมดเหรอฮะ”

เมื่อเห็นโซอีนั่งอยู่เพียงคนเดียวในห้องพักฟื้นเด็กหนุ่มจึงถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะไม่เคยนึกเลยว่าจะเจอโซอีเป็นคนแรก อันที่จริงต่อให้เขาฟื้นแล้วโซอีไม่ได้มาเยี่ยมก็คงจะไม่แปลกใจด้วยซ้ำ

“คุณฟอแกนด์ คุณเอ็ดเวิร์ดกับชาเกลเข้าประชุมใหญ่ของกองปราบ เฮคเตอร์ตรวจสภาพตาอยู่ในห้องตรวจ ส่วนเคนเซย์ คือเมื่อคืนเหมือนจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เหมือนเคนเซย์จะเป็นคนคลี่คลายสถานการณ์ได้แต่เขาก็ต้องนอนพักฟื้นที่บ้านเหมือนกัน”

“ไอ้พวกนั้นบุกมาอีกแล้วเหรอฮะ พี่เคนเป็นอะไรมากรึเปล่า”

“เปล่าหรอก คราวนี้ดูเหมือนไม่ใช่นะ ฉันก็ยังไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไหร่ เอาไว้รอถามจากคุณเอ็ดเวิร์ดก็แล้วกัน ส่วนเคนเซย์ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก เมื่อวานเฮคเตอร์บอกว่าเขาคงจะแค่ใช้พลังมากเกินไปจนหมดสติก็เลยต้องพักฟื้นน่ะ”

“ไม่เป็นอะไรก็แล้วไป” เด็กหนุ่มอมยิ้มออกมาอย่างสบายใจก่อนจะกัดของกินเข้าปากเป็นคำแรก “อร่อยจัง... อร่อยยังกับพวกตามร้านดังขายที่ห้างใหญ่ๆ เลย”

โซอีอมยิ้มเมื่อถูกชมเรื่องรสชาติ สิ่งที่เธอรู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอ เสียงประตูห้องเปิดออกในตอนนั้นพอดี แล้วก็เป็นคุณหมออนาเซียที่พาเฮคเตอร์เดินเข้ามาในห้อง

“ทางนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ รอน้ำเกลือกระปุกนี้หมด ธาวินก็น่าจะออกจากแผนกแพทย์วิญญาณได้เลยเหมือนกัน ฉันขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะ”

เสียงแพทย์หญิงคนสวยทิ้งท้ายไว้ก่อนที่ประตูห้องจะปิดลงอีกครั้ง โซอีลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะพาเฮคเตอร์มานั่งแทนที่ตัวเอง แล้วหาเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงข้างๆ

“ตาเป็นยังไงบ้าง เอาแซนด์วิชหน่อยมั้ย”

โซอีถามอาการเฮคเตอร์ เมื่อชายหนุ่มพยักหน้ารับเธอก็หยิบของกินออกจากกล่องพลาสติกแล้วใส่มือเขาไว้ให้

“ดีขึ้นแล้ว ไม่น่าเกินสามสี่วันนี้น่าจะเอาผ้าปิดตาออกได้แล้วล่ะ”

ชายหนุ่มตอบพร้อมกับกัดแซนด์วิชเข้าไปเต็มคำ แล้วหันไปถามธาวินด้วยน้ำเสียงอู้อี้

“แล้วนายเป็นไงบ้าง ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย”

ธาวินหันมองพี่ชายพี่สาวทั้งสองสลับกันไปมา บรรยากาศที่ดูเหมือนว่าเขาเป็นส่วนเกินนี่มันคืออะไร

“น้อยใจจัง ทีกับผมละจะเก็บตังให้ทำงานชดใช้ ทีกับพี่เฮคเตอร์ทำไมถึงได้กินฟรี”

โซอีหันไปมองธาวินที่พึมพำขึ้นในทันที หัวคิ้วของหญิงสาวตัวเล็กขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจนัก

“คนในหน่วยเคซีโร่ทำอะไรเพื่อพวกเราตั้งเยอะแยะ เฮคเตอร์บาดเจ็บตั้งแต่ตอนไปคฤหาสน์นั่นก็เพราะพยายามปกป้องพวกเรานะ นี่ก็เป็นของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันทำให้พวกเขาได้ แล้วเธอทำอะไรล่ะธาวิน เงินไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้า คนเราต้องทำงานสิถึงจะมีเงินซื้อของกินของใช้ได้ คิดว่าตัวเองเป็นเด็กแล้วทุกคนต้องดูแลตลอดเวลาไม่ได้นะ”

สองหนุ่มต่างวัยเงียบอึ้งไปชั่วขณะ อันที่จริงธาวินเพียงแค่จะล้อเล่นเท่านั้น ไม่คิดว่าจะโดนดุด้วยความจริงจังแบบนี้เลย

“เอ่อ...ขอโทษครับ”เด็กหนุ่มได้แต่เอ่ยออกมาอย่างจนใจ

“เธอนี่ก็...เขาเพิ่งหายดี อย่าเพิ่งเข้มงวดเลย ขี้บ่นแบบนี้เดี๋ยวก็แก่ไวหรอก”

“แก่ได้ก็ดีสิ ฉันอยากหัวหงอกจะแย่แล้ว”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ เฮคเตอร์ได้ยินเสียงปิดฝากล่องพลาสติก นั่นแปลว่าเขาคงจะอดกินชิ้นต่อไปแล้ว

“ก็ได้ๆ ขอโทษด้วยฉันมันปากไม่ดีเอง”

ธาวินมองทั้งสองอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์นัก แต่ไม่กล้าถามมากความเรื่องนี้ต่อเพราะเกรงว่าอาจจะโดนดุกลับได้ทุกเมื่อ

“ว่าแต่...เห็นคุณหมอบอกว่านายออกจากแผนกพักฟื้นได้แล้ว จะเก็บของเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับไปที่ออฟฟิศเลยมั้ย คงจะเย็นๆ โน่นแหละกว่าหัวหน้าจะได้พานายกลับไปที่พัก หรืออยากกลับไปก่อนรึเปล่าฉันไปส่งได้นะ”

“ขืนนายพาเขาไปส่งตอนนี้มีหวังธาวินได้นอนที่นี่ต่อ กลับไปรอคุณฟอแกนด์ที่ออฟฟิศดีกว่ามั้ย” โซอีเสนอแนะขึ้น เมื่อนึกถึงสภาพดูไม่จืดของตัวเองในวันนั้นแล้วก็ชวนให้เห็นใจธาวินที่เพิ่งอาการดีขึ้นจนลุกจากเตียงได้

“อะ จริงด้วยไม่ได้การละ วันหลังฉันต้องเริ่มพานายฝึกวาร์ปบ้าง เผื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาจะได้พาไปไหนมาไหนได้ง่าย”

“มันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอฮะ”

“สยองพอๆ กับโดนดิคเคนส์ดูดพลังชีวิตนั่นแหละ โซอียังสลบไปเกือบวันตอนได้ลองครั้งแรก”

“โธ่พี่...ผมเพิ่งฟื้นจากที่นอนไปสามวัน ให้ผมลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างเถอะฮะ”

“ฮะฮะฮะ ล้อเล่นน่ะ ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก ลุกขึ้นเก็บของเถอะ”

“แต่เมื่อกี้คุณหมอสั่งให้รอให้น้ำเกลือกระปุกนี้หมดก่อน กว่าจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก พวกพี่กลับไปก่อนเลยก็ได้เดี๋ยวผมตามไปเอง จำทางได้แล้ว”

“เก่งมาก กลับเองคนเดียวได้นะ” เฮคเตอร์แอบเปิดตาออกมาแล้วยกมือแตะบ่าเด็กหนุ่มเป็นไปสองสามทีเป็นการชื่นชม

“ได้สิ ผมโตแล้วนะ”

“ตอนอายุเท่านายฉันก็คิดว่าฉันโตแล้วเหมือนกันนั่นแหละ จนเจอคนที่โตกว่าจริงๆ แล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเองปัญญาอ่อนมากที่คิดว่าตัวเองโตแล้ว ฮะฮะฮะ”

เฮคเตอร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมพร้อมจะกลับเรียบร้อยแล้ว

“กินแซนด์วิชให้หมดซะนะ จะได้มีแรง”

โซอีลุกขึ้นจากเก้าอี้เช่นกัน และทันทีที่หญิงสาวร่างเล็กยื่นมือไปจับมือของเฮคเตอร์ไว้ เงาร่างของทั้งสองก็หายไปจากตรงนั้นในทันที

 

บรรยากาศออฟฟิศของหน่วยเคซีโร่ในเช้านี้เต็มไปด้วยความเงียบสงบ เมื่อคนส่วนใหญ่ไปเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เคนเซย์เองก็ยังไม่ฟื้นและนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

เฮคเตอร์พาโซอีหายตัวกลับมายังหน้าโซฟา ก่อนที่หญิงสาวจะช่วยพาเขาไปนั่งพัก

“ค่อยยังชั่วนะที่ธาวินฟื้นพอดี ขืนนอนนานกว่านี้คุณเอ็ดเวิร์ดบอกว่าน่าจะเข้าข่ายผิดปกติแล้ว”

โซอีพูดจบแล้วก็เดินตามไปนั่งข้างๆ เฮคเตอร์ เธอหยิบขนมที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาขึ้นมากิน ชูครีมรสหวานนุ่มลิ้นสร้างความสุขเล็กน้อยประจำวันได้เช่นเคย

“นั่นสิ แบบนี้คงไม่น่าห่วงอะไรมาก เธอเองก็ใจดีกับเขาสักหน่อยเถอะ ดูแล้ว...ก่อนมาที่นี่สภาพความเป็นอยู่เขาไม่น่าจะดีเท่าไหร่ หัวหน้าบอกว่าตอนเจอกันครั้งแรกนี่คือ ไปช่วยเขาได้ทันพอดีจากตอนกำลังโดนทำร้ายร่างกาย”

“เขาโดนแกล้งที่โรงเรียนเหรอ”

“เปล่า...น่าจะเป็นที่บ้านมากกว่า”

โซอีใจหายวาบทีเดียวเมื่อได้ฟัง มิน่า...เจ้าเด็กไทยนั่นถึงได้ไม่ดูโหยหาการกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย

“ฉันจะใจดีกับเขามากขึ้น แต่ยังไงก็ต้องให้มาช่วยทำงานบ้างนะ ถ้าติดนิสัยคิดว่าทุกอย่างได้ฟรีหมดตัวเขานั่นแหละที่จะลำบาก”

“ก็จริงของเธอนั่นแหละแต่ค่อยเป็นค่อยไปก็ดี พวกเราผ่านจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรๆ มานานแล้ว แต่เขาเหมือนเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง”

ฟังเฮคเตอร์พูดจบแล้วโซอีก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จะว่าไป...เธอยังไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเขาสักอย่างเดียว

“เฮคเตอร์ นายมาจากไหน นายไม่ใช่คนคาเรมตั้งแต่เกิดใช่มั้ย ตอนไปส่งเค้กด้วยกันนายพูดภาษาอังกฤษคล่องเลย ไม่ใช่สำเนียงแบบอังกฤษแท้ด้วย เคยอยู่อเมริกาเหรอ”

“เรื่องฉันไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ห่วงเจ้าเคนมากกว่าตอนนี้ไม่รู้เป็นยังไงบ้าง คงต้องไปเยี่ยมสักหน่อยละ”

เฮคเตอร์เลี่ยงตอบคำถามที่เกี่ยวกับตัวเองอย่างเห็นได้ชัด เอาเถอะ...ที่จริงเธอเองก็ไม่ชอบให้ใครมาถามเรื่องในอดีตเหมือนกัน โซอีเชื่อว่าไม่ช้าไม่นานเธอก็คงจะได้รู้เองนั่นแหละ

“นั่นสิ เรื่องเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยสินะ ดูวุ่นวายกันใหญ่เลย”

“ใช่ เราไม่เคยเจอกรณีแบบนี้มาก่อนเลย เรื่องยาวแน่ๆ งานนี้”

ชายหนุ่มตอบกลับแล้วเหยียดตัวลงเอนพิงกับโซฟาราวกับหมดแรง หญิงสาวร่างเล็กก็หันไปมองคนข้างตัว ไม่รู้ว่าเพราะเขาปิดตาอยู่เลยขยับตัวทำอะไรมากไม่ได้หรือเปล่า แต่หลังกลับจากคฤหาสน์ชาผีสิงนั่นเขาก็ดูซึมลงไปอย่างเห็นได้ชัด พออยู่ที่พักก็เอาแต่ซ้อมชกมวยอย่างเอาเป็นเอาตายจนเธอต้องบังคับให้เขาพักผ่อนเสียบ้าง

กลับกัน... ตัวเธอเองต่างหากที่ดูร่าเริงผิดปกติ ทั้งๆ ที่คนที่ควรเศร้าซึมน่าจะเป็นเธอมากกว่าไหม

“พิธีชำระวิญญาณคืออะไรเหรอ เห็นพูดๆ กันว่าเคนเซย์ทำพิธีนั่นให้เพื่อนของเขาเมื่อคืนนี้”

“พิธีชำระวิญญาณเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวของนักปราบวิญญาณน่ะ มันเหมือนเป็นคาถาพิเศษที่มีติดตัวมาตั้งแต่เริ่มต้นปะทุพลัง นักปราบวิญญาณทุกคนสามารถทำพิธีนี้ได้ พิธีนี้จะชำระล้างวิญญาณของคนที่เราทำพิธีให้บริสุทธิ์ เป็นคาถาล้างวิญญาณที่แรงที่สุดแล้ว”

“อ๋อ เหมือนใช้พลังล้างสีดำให้กลับเป็นขาวแบบแรงๆ สินะ”

“ใช่ แล้วมันก็เป็นการถ่ายโอนพลังวิญญาณของตัวเองให้กับอีกคน เหมือนเอาวิญญาณของเราผูกไว้กับวิญญาณของคนอื่น ต่อให้เราตายไปแล้ววิญญาณส่วนหนึ่งของเราก็จะยังอยู่กับคนคนนั้น คนที่ได้รับการทำพิธีนั้นถ้าเป็นคนธรรมดาก็จะปะทุพลังวิญญาณเป็นนักปราบวิญญาณด้วย ส่วนมากก็จะกลายเป็นสายเดียวกับคนที่ทำพิธีให้นั่นแหละ แต่ถ้าเป็นนักปราบวิญญาณด้วยกันเองอยู่แล้วมันก็เหมือนการอัพเกรดพลังให้เพิ่มมากขึ้น”

“หืม... ไหนเห็นชอบบ่นกันว่านักปราบวิญญาณขาดแคลน ทำไมต้องทำพิธีให้คนกันเองด้วยล่ะ ก็ทำให้คนธรรมดาสิ เผื่อจะได้มีคนเพิ่มบ้างไง”

“ใช้มั่วๆ ไม่ได้หรอก เพราะชั่วชีวิตของนักปราบวิญญาณคนหนึ่งจะสามารถทำพิธีนี้ได้แค่ครั้งเดียวกับคนคนเดียวเท่านั้น”

“......อย่างนี้นี่เอง มันก็เลยดูเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเคนเซย์ที่ทำแบบนั้นสินะ”

“ถ้าเป็นนักปราบวิญญาณทั่วไปแบบพวกเราคงไม่เท่าไหร่หรอก แต่เพราะเคนเซย์เป็นทายาทสายตรงคนเดียวของตระกูลยูคิฮารุด้วย เขาแบกรับอะไรมากกว่าที่พวกเรานึกไว้เยอะเลยล่ะ เมื่อคืนนี้ ต่อให้หนทางแบบที่เคนเซย์ทำจะเป็นหนทางเดียวที่จะยุติเรื่องแบบไม่มีใครตายได้ก็ตาม ถึงจะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยไม่มีใครใช้พลังนี้ก็จะไม่มีใครโทษใคร มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลขั้นสูงสุดของนักปราบวิญญาณน่ะ ไม่มีใครบังคับใครให้ทำพิธีนั้นได้”

“ถ้าทำได้แค่ครั้งเดียวทั้งชีวิตมันก็สำคัญจริงๆ นั่นแหละ เป็นฉันก็คงเก็บเอาไว้ใช้กับคนที่คิดว่า... อ๊ะ อย่างนี้นี่เอง ผู้หญิงคนนั้นคงเป็นคนที่น้องเล็กของเราแอบชอบสินะ”

“ก็คงจะอย่างนั้น ไม่งั้นคงไม่มีทางทำแบบนี้หรอก”

“แล้วนายเคยทำพิธีนั้นให้ใครไปรึยัง”

“ไม่เคย แล้วชีวิตนี้ก็ไม่คิดจะทำให้ใครด้วย”

ห้องเงียบสงัดขึ้นมาทันที สีหน้าของโซอีในตอนนี้จะเรียกว่าอึ้งจนช็อกก็คงได้ เมื่อคำพูดนี้ของชายหนุ่มส่งผลต่อเธออย่างน่าเหลือเชื่อ โซอีได้แต่จ้องมองเฮคเตอร์อยู่อย่างนั้น แม้สีหน้าจะไม่แสดงอะไรแต่อยู่ๆ ภายในใจของหญิงสาวกลับเจ็บแปลบจนน้ำตาแทบทะลักออกมา โซอีรู้สึกเหมือนตื่นจากฝันดีที่เผลอหลงใหลไปมีความสุขอยู่ชั่วขณะ เหมือนคนที่ตกจากการลอยได้บนท้องฟ้าให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริงบนพื้นดิน

เธอก็แค่ถอดใจกับการใช้ชีวิตไปแล้ว เขาก็แค่สร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้เธอว่าสักวันทุกอย่างจะดีขึ้น แล้วเธอก็แค่เผลอแสดงความอ่อนแอจนเอ่ยปากขอความช่วยเหลือที่ไม่เคยคิดว่าจะมีใครยื่นมันมาให้

ที่ผ่านมาเธอปล่อยตัวปล่อยใจกับเขาถึงขนาดนี้ได้ยังไง

จะคาดหวังอะไรจากคนที่เพิ่งได้พบกันไม่นานแบบนี้กัน...

จริงสินะ...เขาก็แค่คนขี้สงสาร ที่คงทนเห็นความบัดซบของชีวิตเธอไม่ได้ก็เลยอยากจะช่วยเหลือเท่านั้น มันคงไม่มีอะไรมากกว่านั้นอีกแล้ว ไม่มีทาง...

“น่าอิจฉาผู้หญิงคนนั้นของเคนเซย์จัง ความรู้สึกของการได้เป็นคนสำคัญของใครสักคนนี่มันเป็นยังไงกันนะ”

โซอีเอ่ยทิ้งท้ายไว้ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา

“เดี๋ยว”

หลังได้ยินเสียงที่ซึมลงแปลกๆ เฮคเตอร์ก็แกะผ้าปิดตาออกแล้วจับต้นแขนของโซอีไว้ได้ทัน

หญิงสาวร่างเล็กหยุดชะงัก รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ

มือของเฮคเตอร์อุ่นอยู่เสมอ เธอรู้สึกได้ถึงสัมผัสอันอบอุ่นจากมือนั้นได้อย่างชัดเจน หมู่นี้ที่เธอหัวเราะได้บ่อยๆ ก็คงเป็นเพราะเขานั่นแหละ แต่เธอจะไม่อ่อนแออีกแล้ว ร้องไห้แล้วยังไง ร้องไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา มันก็แค่ทำให้เธอดูน่าสงสารในสายตาเขามากขึ้นเท่านั้นเอง

“ปล่อย” โซอีหันกลับไปสั่งเสียงเรียบ ใบหน้ามึนตึงนั้นกลับมาเป็นโซอีคนเดิมอย่างที่เป็นเสมอมา

“เอ่อ...เสียงเธอฟังดูแปลกๆ เลยนึกว่าโกรธอะไร”

“นายไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย มีอะไรที่ฉันต้องโกรธด้วย”

“ฟังเสียงดูก็รู้แล้วว่าเธอโกรธ อยู่ดีๆ เป็นอะไรไป”

เฮคเตอร์ไม่ยอมปล่อยและจ้องหน้าคาดคั้นต่อ จนท้ายโซอีก็ถอนใจด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย และตัดสินใจได้ในตอนนั้นว่าควรจะทำอะไรกับชีวิตต่อดี อย่างน้อยก็เพื่อตัดปัญหาที่ต้องมานั่งเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้

“ถ้าเบื่อเพราะไม่ได้ทำอะไรก็ทำงานหน่อยก็แล้วกัน ช่วยพาฉันไปห้องประชุมใหญ่ของพวกนายที ฉันตัดสินใจได้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอะไร”

“เธอจะทำอะไร”

โซอีถอนใจอีกครั้งแล้วจ้องหน้าเฮคเตอร์ด้วยความเงียบ วิธีการกดดันแบบเดิมๆ ที่ทำให้ชายหนุ่มยอมแพ้เช่นเคย

“ฉันก็แค่พยายามหาวิธีกลับบ้านที่อังกฤษให้ได้เร็วขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง”

จบบทที่ ตอนที่ 16 พิธีชำระวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว