เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 ลูกพี่ลูกน้องเสี่ยงไฟจนบาดเจ็บ แต่กลับได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

บทที่ 75 ลูกพี่ลูกน้องเสี่ยงไฟจนบาดเจ็บ แต่กลับได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

บทที่ 75 ลูกพี่ลูกน้องเสี่ยงไฟจนบาดเจ็บ แต่กลับได้รับการเลื่อนตำแหน่ง


บทที่ 75 ลูกพี่ลูกน้องเสี่ยงไฟจนบาดเจ็บ แต่กลับได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

“อวี้เกอเอ๋อร์ ?”  สวี่จิ้งหยางเลิกคิ้วมองอย่างประหลาดใจ

ประตูถูกจางกวนฉาเปิดออก เขายืนอยู่ด้านหน้า ส่วนข้างหลังตามมาด้วยสวีหมิงอวี้

ทันทีที่เข้ามา สวีหมิงอวี้ก็รีบสาวเท้าเข้าไปหา  “พี่หญิง ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ?”  เขามองนางอย่างห่วงใย ก่อนหันไปมองพี่รอง สวีหมิงเจิงที่นั่งอยู่ด้านใน

สวีจิ้งหยางส่ายศีรษะเล็กน้อย

จางกวนฉาค้อมกาย พร้อมกล่าวอย่างสุภาพ  “คุณหนูใหญ่สวีและคุณชายสี่ต้องลำบากใจอยู่พักหนึ่ง แต่บัดนี้ความจริงกระจ่างแล้ว ทั้งสองสามารถออกไปจากจวนหลวงได้”

เมื่อก้าวออกจากจวนหลวง ก็พบว่าด้านนอกมีรถม้าเรียงรายอยู่เป็นแถว บรรดาองครักษ์ถือคบไฟส่องสว่างจนหน้าประตูสว่างไสวประหนึ่งกลางวัน

เว่ยกั๋วกงและฮูหยินสวีเฝ้ารออยู่เนิ่นนาน พอเห็นสองพี่น้องปรากฏตัว ก็รีบวิ่งเข้ามาเป็นกลุ่มแรก โผเข้ากอดสวีหมิงเจิงแน่น

“ลูกเอ๋ย อย่ากลัวเลย ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว กลับไปกับแม่เถิด !” ฮูหยินสวีสะอึกสะอื้น

สวีเหลียงซื่อและท่านลุงใหญ่ก็ตรงเข้ามาหาสวีจิ้งหยาง  “เจ้าต้องทนลำบากนัก เคราะห์ดีที่เรื่องทั้งหมดถูกพิสูจน์แล้ว ว่ามิได้เกี่ยวข้องกับเจ้ากับหมิงเจิง มิหนำซ้ำยังนับว่ามีความชอบเสียอีก”

“ความชอบ ?”  สวีจิ้งหยางแสร้งทำหน้ามึนงง

สวีเหลียงซื่อเพียงยิ้ม พลางกล่าวว่า “กลับไปจวนแล้วค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ละเอียด”

ขณะนั้นก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  “หมิงอวี้ เรื่องพี่หญิงของเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วกระนั้นหรือ ?”

สวีหมิงอวี้รีบยกยิ้มตอบอย่างนอบน้อม  “พี่หยุนเซิน ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ”

จากนั้นเขาก็เอ่ยแนะนำให้พี่หญิงของเขารู้จักในทันที  “พี่หญิง ท่านผู้นี้คือ ลู่หยุนเซิน ขุนนางตำแหน่งใหญ่แห่งกองทหารองครักษ์หลวง”

บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์สีน้ำเงินอมเทา บุคลิกสงบมั่นคง ใบหน้าชวนมองราวอายุยี่สิบต้น ๆ ยกมือคารวะ

“ท่านคงตกใจเเย่แล้ว”

สวีจิ้งหยางรีบตอบคำนับคืน  ทว่าในใจกลับสะดุ้งเงียบ ๆ   ลู่…สกุลลู่  สกุลเดียวกับฮองเฮา !

แม้ตอนนี้ลู่หยุนเซินจะยังมิได้โดดเด่น แต่ชื่อของเขา นางจำได้แม่นยำ เขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของฮองเฮา และในอนาคต…จะก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทหารองครักษ์

ชายหนุ่มผู้นี้ แม้ท่าทีจะดูสุภาพเรียบร้อย แต่แท้จริงแล้วฝีมือไม่ธรรมดาเลย

เเล้วสวีหมิงอวี้ไปเกี่ยวข้องกับคนตระกูลลู่ได้อย่างไร ?  คิดเเล้วนางก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

สวีหมิงอวี้ก็ได้เเต่ยิ้มอธิบาย  “โชคดีที่มีพี่หยุนเซินช่วย ข้าเพียงเล่าเรื่องของพี่หญิงให้เขาฟัง แล้วเขาก็รีบจัดการฝากฝังให้ตรวจสอบ จึงสามารถคลี่คลายความจริงภายในเวลาเพียงสี่ชั่วยามได้”

ลู่หยุนเซินยิ้มบาง  “โจรในคืนเทศกาลโคมไฟล้วนเป็นบุรุษทั้งสิ้น คุณหนูใหญ่สวีก็เพียงถูกพัวพันเท่านั้น ย่อมมิอาจมีส่วนร่วมได้”

สวีจิ้งหยางระงับความคิดในใจ คงไว้เพียงท่าทีสงบ  “รบกวนท่านต้วยเว่ยแล้ว”

ลู่หยุนเซินกลับเพียงหัวเราะเบา  “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้าขอไม่ปิดบังเลยก็เเล้วกัน ที่จริงเเล้วข้าชื่นชมชื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่เสินเช่อมานานมาก เเละการได้รู้จักสวีหมิงอวี้ก็เป็นวาสนาของข้าเช่นกัน”

เพียงแลกคำพูดไม่กี่ประโยค จากนั้นสวีจิ้งหยางก็เดินทางกลับพร้อมครอบครัว

ลู่หยุนเซินก็ได้เเต่มองตามหลังพวกเขาไป แววตาที่เคยยิ้มละมุนกลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งน่าคาดเดา

เมื่อมาถึงรถม้า สวีจิ้งหยางกลับเลือกขึ้นรถม้าของสวีเหลียงซื่อ ไม่ได้นั่งไปกับเว่ยกั๋วกงและฮูหยินสวี

ทันทีที่ขึ้นมานั่งบนรถ นางก็รีบถามไถ่ถึงความเป็นมา สวีเหลียงซื่อจึงได้เล่ารายละเอียดให้นางฟัง

“คนของกรมอาญาและกรมพิพากษาตรวจค้นเจอเรือไม้ผุ ๆ ของหลิวซาน ภายในมีเสื้อผ้าเปื้อนเลือดสองชุด และดาบใหญ่เปื้อนเลือด”

“ยังมีการสืบต่อไปจนพบว่าหลิวซานเคยนำหยกประจำตัวของสวีหมิงเจิงไปจำนำ ซึ่งยืนยันได้ว่าพวกมันจับตัวสวีหมิงเจิงไว้ก่อนหน้านี้”

“อู๋ฮุยบาดเจ็บสาหัส ตั้งแต่ถูกจับมาก็ยังไม่ฟื้น ท้ายที่สุดก็เสียเลือดมากเกินไป ก่อนจะตายคามือหมอ”

“แต่พยานหลักฐานทั้งจากบ่อน โรงสุรา และร้านตีเหล็ก ล้วนยืนยันตรงกันว่า พวกมันวางแผนตั้งแต่ก่อนคืนเทศกาลโคมไฟ เเละยังมีการเตรียมหน้ากากปกปิดตัวตน”

สวีเหลียงซื่อสรุปเสียงหนักแน่น  “ด้วยหลักฐานชัดเจนเช่นนี้ จึงไม่ผิดแน่ว่าโจรสองคนที่ก่อคดีใหญ่เเล้วหลบหนีอยู่นาน ก็คือหลิวซานกับอู๋ฮุยนั่นเอง”

นางถอนหายใจต่อ  “พรุ่งนี้เมื่อความจริงถึงหูฝ่าบาท เจ้าย่อมได้รับพระราชทานรางวัลแน่นอน ทั้งเจ้าและสวีหมิงเจิงล้วนมีความชอบในเรื่องนี้”

สวีจิ้งหยางฟังแล้ว คิ้วยังคงขมวดมิได้คลาย  แม้ผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่ตนวางไว้ แต่กลับมีสิ่งไม่คาดคิด  นั่นก็คืออำนาจของฝ่ายฮองเฮากลับเข้ามาแทรกแซงเร็วกว่าที่ควร

เดิมที นางกับเซียวเหอเย่ได้เตรียมการไว้แล้ว โดยการเชื่อมสัมพันธ์คนในราชสำนัก เพื่อค้ำประกันให้นางพ้นผิด คาดว่าจะต้องรออีกสักหนึ่งถึงสองวัน  ทว่า ตอนนี้ กลับเป็นฝ่ายตระกูลลู่ที่รีบยื่นมือเข้ามาก่อน

นางจึงหันไปถามสวีหมิงอวี้  “เจ้าเป็นเพียงทหารกองทัพลำดับที่สาม (ปิงจื้อตุ้ย) ปกติควรลาดตระเวนแค่รอบนอกพระราชวัง เหตุใดถึงได้ไปสนิทสนมกับลู่หยุนเซินได้ ?”

สวีหมิงอวี้ยิ้มเจื่อน  “ข้ายังมิได้เล่าให้พี่หญิงฟัง ครั้งหนึ่งตำหนักถงเจิ้งเกิดเพลิงไหม้ในยามดึก ข้าเผลอวิ่งเข้าไปดับไฟจนถูกเผา ผู้บัญชาการเห็นความกล้าหาญเข้า จึงเลื่อนตำแหน่งข้าไปที่กองทัพลำดับที่ 4 (ติงจื้อตุ้ย)”

“ทีมนี้มีหน้าที่ลาดตระเวนเขตหอสมุดในวัง แม้เข้าไปถึงหกตำหนักไม่ได้ แต่ก็ทำให้ข้ามีโอกาสได้รู้จักกับพี่หยุนเซินเข้า”

สวีจิ้งหยางเบิกตา “เจ้าถูกไฟลวก ? เมื่อไหร่กัน ให้พี่ดูแผลหน่อย”

สวีเหลียงซื่อจึงถอนหายใจ พลางกล่าวว่า  “เขาดื้อรั้นนัก ไม่ยอมบอกเพราะเกรงเจ้าจะดูแคลน”

สวีหมิงอวี้หัวเราะแห้ง ๆ “เป็นแผลเล็กน้อย”  เขาเลิกแขนเสื้อ เผยรอยแผลเป็นยาวเท่านิ้วชี้ตรงข้อศอกด้านนอก รอยนั้นแม้หายแล้วแต่ยังเห็นได้ว่าครั้งหนึ่งผิวหนังถูกเผาไหม้จนพอง

สวีจิ้งหยางขมวดคิ้ว “ตำหนักถงเจิ้งว่างเปล่า ต่อให้ถูกไฟเผาก็มิได้เสียหายอันใด เหตุใดเจ้าต้องเสี่ยงเข้าไปเช่นนี้ ?”

สวีหมิงอวี้จึงตอบอย่างหนักแน่น  “เพราะเหล่าทหารองครักษ์ต่างทำงานเต็มที่ หากข้าต้องการมีชื่อเสียง ก็จำเป็นต้องกล้าเสี่ยงมากกว่าผู้อื่น”

สวีจิ้งหยางมองประกายในดวงตาของเขา พลันรู้สึกสงสารเจือชื่นชม  “อวี้เกอเอ๋อร์ ข้ามิได้ห้ามเจ้าสร้างมิตรสหาย แต่จงจำไว้เถิด ว่าบุญคุณคือหนี้ที่ชดใช้ยากที่สุด อย่าได้รีบไปพึ่งตระกูลลู่ หากวันหนึ่งต้องตอบแทน เกรงว่าเราจะเสียมากกว่าที่คิด”

หมิงอวี้รับฟังอย่างจริงจัง เขาพยักหน้า  “ข้าจะจำคำพี่หญิงไว้ ครั้งนี้เป็นความผิดของข้าเอง หากข้ามีฝีมือพอ ก็คงไม่ต้องไปขอร้องผู้อื่นแบบนี้”

สวีจิ้งหยางยิ้มอ่อน  “เจ้าเก่งมากแล้ว ข้ามิเคยผิดหวังในตัวเจ้าเลย”

ท่านลุงใหญ่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็รีบพยักหน้าเสริม  “ใช่แล้ว ยามคับขันย่อมต้องหันหาผู้ช่วย การกระทำของหมิงอวี้ครั้งนี้ก็ไม่ผิด”

สวีเหลียงซื่อรีบตบแขนสามีเบา ๆ “พูดให้ลูกสาวโกรธไปได้ นางก็มีเหตุผลของนาง”

เมื่อกลับถึงจวน ฮูหยินสวีก็รีบตรงไปยังเรือนของสวีหมิงเจิง ลงมือหวีผมให้ลูกชายด้วยตนเอง เเต่เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนหน้าผากของเขาก็หลั่งน้ำตาออกมาอีก

พลันสายตาเหลือบเห็นสวีหมิงเจิงกำลังเล่นลูกแก้วสองเม็ดอยู่ในมือ นางจึงถามว่า “หมิงเจิง นี่ใครให้เจ้าหรือ ?”

เด็กน้อยตอบโดยไม่เงยหน้ามอง “พี่หญิง”

ฮูหยินสวีประหลาดใจ “นางให้เจ้าทำไมกัน ?”

หมิงเจิงกำลังจะพูด แต่กลับรีบยกมือปิดปาก ส่ายหัวไม่ยอมตอบ

ฮูหยินสวียิ่งรู้สึกแปลกใจขึ้นมาในใจ  เรื่องราวในค่ำคืนนี้ แม้ทุกอย่างดูประหนึ่งพี่หญิงใหญ่ของเขาบริสุทธิ์ แต่สัญชาตญาณของนางกลับบอกว่า ทั้งหมดนี้…มิอาจตัดขาดจากการวางแผนของสวีจิ้งหยางได้เลย

หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน เว่ยกั๋วกงเองก็สะทกสะท้านใจหนัก

ในตอนที่เขากำลังดื่มยาบำรุงจิตใจอยู่นั้นเอง สวีจิ้งหยางก็ปรากฏตัวขึ้น

ชุนอวิ๋นจึงรีบลุกขึ้นคำนับ

เว่ยกั๋วกงเหลือบมองลูกสาวด้วยความขุ่นเคือง  “นังลูกอกตัญญู เจ้ายังกล้ามาที่นี่อีกหรือ ! วันนี้ข้าไม่ด่าว่าก็ถือว่าเจ้าโชคดีแล้ว !”  เสียงตำหนิรุนแรงดังขึ้นทันที

ทว่าดวงตาของสวีจิ้งหยางกลับสงบนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน  “ท่านพ่อ วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งจะต้องเรียน เรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงความเป็นความตายของทั้งครอบครัว”

ชามยาในมือของเว่ยกั๋วกงเกือบจะร่วง เขาหน้าซีดเผือดอีกครั้ง

บัดนี้เขาเกรงที่สุดก็คือ  ทุกครั้งที่นางเอ่ยปาก มักมีเรื่องใหญ่โตตามมาเสมอ “ยังมีสิ่งใดที่เจ้าปกปิดเราอยู่อีกหรือ !”

จบบทที่ บทที่ 75 ลูกพี่ลูกน้องเสี่ยงไฟจนบาดเจ็บ แต่กลับได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว