- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 71 น้องชายถูกทำร้าย จนกลายเป็นคนโง่งม
บทที่ 71 น้องชายถูกทำร้าย จนกลายเป็นคนโง่งม
บทที่ 71 น้องชายถูกทำร้าย จนกลายเป็นคนโง่งม
บทที่ 71 น้องชายถูกทำร้าย จนกลายเป็นคนโง่งม
จู๋อิ๋งรีบจะเข้าไปขวาง แต่สวีจิ้งหยางยกมือห้ามไว้
ในดวงตาของสวีหมิงเจิงปรากฏแววซุกซนราวกับเด็ก เขายื่นมือไปแตะต้องต่างหูมุกของสวีจิ้งหยาง ลูบไปลูบมาไม่หยุด
“อาเจิงชอบหรืออยากได้หรือไม่ ?”
“อื้ม ๆ !” สวีหมิงเจิงพยักหน้าแบบซื่อ ๆ
สวีจิ้งหยางถอดต่างหูทั้งสองข้างออกมา ยื่นส่งให้เขาโดยตรง
น้องชายที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจนาง บัดนี้กลับสนใจเพียงการรื้อแยกต่างหู เล่นหยิบไข่มุกสองเม็ดบนพื้นนั่งเขย่าไปมาอยู่ตรงนั้น ปากยังหัวเราะ “เฮ่ เฮ่” เหมือนเด็กน้อย ไร้เค้าของคนปกติแม้แต่น้อย
หลายวันที่ไม่ได้พบเขา ครั้นได้เจออีกครั้ง เขากลับผอมลงไปมาก แผลที่หน้าผากกลายเป็นรอยแผลเป็นสีชมพูเนื้อ เส้นผมตรงนั้นขาดเเหว่งไป ใส่เพียงเสื้อผ้าหยาบๆ ดูไม่ต่างจากชาวบ้านยากไร้ ไม่มีวี่แววของคุณชายตระกูลกั๋วกงเลยแม้แต่น้อย
สวีจิ้งหยางหันไปถามเว่ยกั๋วกงผู้เป็นบิดา “ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับอาเจิงกันแน่ ?”
เว่ยกั๋วกงได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหัว ไม่เอ่ยคำตอบ
บุรุษใบหน้ากลม ขาวซีด ดวงตาเล็กยกมือขึ้นอธิบายว่า “คุณชายรองศีรษะกระแทกอย่างแรง หมอหลวงตรวจแล้ว บอกว่าตอนนี้จิตใจสติปัญญาเหมือนเด็กห้าขวบเท่านั้นเอง”
เสียงสนทนายังไม่ทันจบ สวีเหลียงซื่อ ฮูหยินใหญ่ซึ่งรีบเร่งมาทันทีที่ได้ยินข่าวว่าสวีหมิงเจิงกลับมา ก็ถึงกับตกใจเมื่อก้าวเข้าประตู
“อะไรนะ ? ศีรษะได้รับบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ ?” นางอุทานด้วยความตระหนก
ฮูหยินรองสะอื้นโหยหวน พลันพุ่งเข้ามาจับคอสวีจิ้งหยางแน่น “เป็นเจ้านั่นแหละที่ทำร้ายอาเจิง ! เจ้าตั้งใจให้เขากลายเป็นคนโง่งมใช่หรือไม่ !”
เหล่าสาวใช้รีบกรูเข้าไปดึงแยก “ฮูหยิน ได้โปรดปล่อยเถิด!”
“น้องสะใภ้รอง จะทำร้ายเด็กได้อย่างไรเล่า ?” สวีเหลียงซื่อเอ่ยห้ามเสียงดัง พร้อมดันนางออกไป รีบเข้ามายืนขวางอยู่หน้าสวีจิ้งหยาง
แต่แทบถัดไปชั่วพริบตา ฮูหยินรองกลับเงื้อมือฟาดตบอย่างแรง พลาดเป้าสวีจิ้งหยางไปโดนลำคอสวีเหลียงซื่อแทน จนเกิดรอยแดงเถือก
สวีจิ้งหยางรีบเข้าไปพยุง “ท่านป้า ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ?”
สวีเหลียงซื่อเอามือลูบคอแล้วส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไร” จากนั้นจึงหันไปพูดกับฮูหยินรอง “น้องสะใภ้รอง เจ้าสงบสติอารมณ์เสียเถิด ! เรื่องอาเจิง ทุกคนก็เจ็บปวดใจ แล้วมันเกี่ยวอันใดกับจิ้งหยางเล่า ?”
แต่ฮูหยินรองกลับกรีดร้องเสียสติ “ข้าจะไปฟ้องทางการ ! ต้องให้คนมาลงโทษนาง !”
เว่ยกั๋วกงโกรธจนลุกพรวดชี้หน้าด่าภรรยา “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ! บ้านนี้ยังไม่พอวุ่นวายอีกหรือไง !”
แม่นมชิงเห็นอย่างนั้นจึงรีบเข้ามาพยุงนางออกไป
“ท่านพี่ !” ฮูหยินรองร้องไห้ทรุดกายลง “อาเจิงถูกทำร้ายโดยจิ้งหยาง ! นางลูกทรพีผู้นี้ตั้งใจจะตัดสายเลือดของท่านให้ขาดสะบั้น !”
ดวงตาของเว่ยกั๋วกงเต็มไปด้วยความโกรธและความตกตะลึง แต่ก็หันไปตวาด “เพ้อเจ้อ !”
บุรุษดวงตาเล็กใบหน้าขาวรีบค้อมกาย “แท้จริงแล้วคุณชายรองถูกเบียดกระแทกในงานเทศกาลโคมไฟ ผู้คนแตกตื่นเหยียบย่ำจนได้รับบาดเจ็บ หาใช่เป็นฝีมือของคุณหนูใหญ่ไม่”
เว่ยกั๋วกงถลึงตาใส่ “ได้ยินหรือไม่ ! เขาถูกคนเบียดเสียดจนได้รับบาดเจ็บ!”
ในใจของเขาไม่เคยคิดเลยว่าสวีจิ้งหยางจะมีความกล้าลงมือกับน้องชายแท้ ๆ ของตนเอง
ทว่าฮูหยินรองกลับอึดอัดแทบอกแตก ไม่กล้าเปิดเผยความจริงว่าสวีหมิงเจิงเป็นฝ่ายคิดทำร้ายนางก่อนแต่ถูกเล่นงานกลับจนตัวเองเสียหายหนัก ยิ่งได้ยินสามีออกหน้าปกป้องสวีจิ้งหยาง นางก็ยิ่งขมขื่นอยากตาย
“เจ้า…เจ้า…” นางเพิ่งจะยกมือชี้หน้าลูกสาว พลันดวงตากลับขาวโพลน ล้มสลบลงไป
“ฮูหยิน ! ไม่ดีแล้ว โรคหัวใจกำเริบ !” แม่นมชิงร้องออกมาด้วยความตกใจ
ทั้งห้องโกลาหล สวีเหลียงซื่อจึงรีบสั่งให้คนยกฮูหยินรองกลับเรือน และไปตามหมอมาตรวจ
ระหว่างนั้น สวีจิ้งหยางก็ได้เเต่เฝ้ามองน้องชายอย่างสงบ
สวีหมิงเจิงกลับเอาแต่จ้องแม่ที่ถูกหามออกไปด้วยสายตาฉงน ราวกับไม่เข้าใจเหตุการณ์ ไม่นานก็หันกลับไปหมอบเล่นมุกบนพื้นต่อ ราวกับสิ่งรอบตัวไม่มีความหมายใด ๆ
เว่ยกั๋วกงมองบุตรชายผู้โง่งมแล้วก็ได้เเต่กุมขมับ “เหตุใดจึงเกิดเรื่องแบบนี้ !”
สวีจิ้งหยางหันไปถามบุรุษนั้น “ท่านคือผู้ใด ?”
เขากล่าว “ข้านามอู๋ฮุย วันนั้นเห็นคุณชายรองสลบกลางถนนไร้ผู้เหลียวแล จึงนำกลับไปรักษาอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นเขาไม่รู้สึกตัวเลย”
จากคำบอกเล่า อู๋ฮุยเป็นผู้ช่วยชีวิตสวีหมิงเจิง คอยดูแลรักษาจนฟื้น แต่สติปัญญากลับถอยหลังราวกับเด็ก และไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านตนเองเลย เขาจึงจำต้องเก็บเลี้ยงไว้จนหายดี
“วันนั้นข้าออกไปซื้อข้าวสาร พอเห็นประกาศตามหาคนหาย ถึงได้รู้ว่าคุณชายรองเป็นบุตรชายของท่านกั๋วกง จึงรีบนำมาส่งคืน”
สวีจิ้งหยางไม่เชื่อแม้สักนิด ถึงไม่เคยเห็นหน้าชายผู้นี้ นางก็คาดได้ว่าเขาเป็นพวกเดียวกับหลิวซาน ทั้งที่วันนั้นควรถูกโยนถ่วงแม่น้ำ แต่กลับมีชีวิตรอดมา
เมื่อตั้งสติได้ นางก็สงบเฉย
เว่ยกั๋วกงจึงซักถามต่อ “ประกาศหาตัวติดไปตั้งเดือนหนึ่งแล้ว เหตุใดถึงเพิ่งเห็น ?”
อู๋ฮุยรีบคุกเข่า “บ้านข้าอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล ข่าวสารไม่สะดวกนัก ขอท่านกั๋วกงโปรดให้อภัย”
สวีเหลียงซื่อจึงรีบเอ่ยปลอบ “ตอนนี้สิ่งสำคัญคือหาทางเชิญหมอหลวงจากวังมาตรวจอาเจิงโดยละเอียด”
“ก็ได้! ทำได้เพียงเท่านี้แล้ว” เว่ยกั๋วกงถอนหายใจ แล้วหันมาจ้องสวีจิ้งหยางด้วยความหงุดหงิด “ในฐานะบุตรสาวคนโต เจ้าไร้ประโยชน์นัก ! เจ้าไม่เพียงไม่ช่วยเหลือน้อง ยังทำให้ทั้งบ้านต้องซวย ! หากวันนั้นเจ้าพาน้องชายกลับมาพร้อมกัน จะเกิดเรื่องมากมายเช่นนี้หรือ !”
ความขุ่นมัวทำให้เขามองใครก็ขวางหูขวางตาไปหมด
เมื่อเห็นอู๋ฮุยยังยืนอยู่ จึงตวาด “ข้าให้เงินค่าตอบแทนเจ้ายี่สิบตำลึงแล้ว จะยืนเซ่ออยู่ทำไม รีบไสหัวไป !”
“ขอรับ” อู๋ฮุยรับคำ แต่พอหันไปลาสวีหมิงเจิงว่า “คุณชายรอง นี่คือบ้านของท่านแล้ว โปรดพักผ่อนเถิด”
ไม่คาดคิด สวีหมิงเจิงกลับกอดแขนอู๋ฮุยร้องไห้โวยวาย “ข้าไม่ให้ท่านอาฮุยไป ! อย่าไป ! อยู่กับข้าเถิด !”
เว่ยกั๋วกงโมโหจนแทบระเบิด “เจ้าลูกอกตัญญู ! ปล่อยมือ แล้วมาหาข้าเดี๋ยวนี้ !”
แต่สวีหมิงเจิงกลับดิ้นเร่า ๆ จะตามอู๋ฮุยไปให้ได้ ไม่สนใจแม้แต่บิดาแท้ ๆ
สวีจิ้งหยางจึงสบตาสวีเหลียงซื่อ ต่างคนต่างเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
อู๋ฮุยทำท่าอับจนยิ้มขื่น ก่อนหันไปหาเว่ยกั๋วกง “ท่านกั๋วกง ข้าว่า…”
เว่ยกั๋วกงกำหมัดขึ้นหมายจะตี แต่สุดท้ายก็ตกค้างกลางอากาศ
แม้โกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่เขาก็รู้ดีว่าต่อให้ลูกชายโง่งมสักเพียงใด เขาก็คือสายเลือดคนเดียวที่เหลืออยู่ ตีไม่ลงจริง ๆ
สุดท้ายเขาก็ได้แต่สะบัดมืออย่างเกรี้ยวกราด “ไร้ประโยชน์สิ้นดี !”
แต่คำด่านั้นเขากลับเหวี่ยงไปยังสวีจิ้งหยาง เพราะไม่กล้าด่าหรือลงโทษลูกชายแท้ ๆ ของตน
ทว่าสีหน้าของสวีจิ้งหยางกลับไร้คลื่นอารมณ์ มีเพียงรอยเย้ยหยันเล็กน้อยที่แวบผ่านดวงตา
สวีเหลียงซื่อจึงขมวดคิ้ว “น้องรอง เจ้าจะไปว่าจิ้งหยางทำไม นางไร้ความผิดสิ้นดี”
เว่ยกั๋วกงปวดหัวไม่อยากถกเถียงอีก จึงหันไปสั่งอู๋ฮุยเสียงหงุดหงิด “ในเมื่อคุณชายรองพอใจเจ้ามากนัก เจ้าก็อยู่รับใช้เป็นคนรับใช้ชั้นต่ำ แต่หากเขาเป็นอะไรอีกแม้แต่น้อย ข้าจะส่งเจ้าเข้าคุกเป็นคนแรก !”
อู๋ฮุยเผยยิ้มบาง “ข้าขอขอบคุณท่านกั๋วกงยิ่งนัก”
สวีเหลียงซื่อจึงรับหน้าที่จัดการเรื่องราวต่อไป ส่วนสวีจิ้งหยางก็ได้พาคนของนางกลับเรือนไป
เมื่อประตูปิดลง หานลู่ก็รีบเอ่ย “เขาคือคนเดียวกับหลิวซานที่อยู่บนเรือเล็กวันนั้นแน่นอน เป็นเขาที่ช่วยคุณชายรองเอาไว้”
แม่นมหลิวพูดเสียงเย็น “คนผู้นี้ ไม่ควรปล่อยให้มีชีวิตอยู่นะเจ้าคะ”
สวีจิ้งหยางนิ่งคิดอยู่ครู่ ฆ่าอู๋ฮุยไม่ยาก แต่หลิวซานยังซ่อนตัวอยู่ หากอู๋ฮุยตาย หลิวซานอาจโผล่มาอาละวาดอีกก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ใครจะรู้ว่าพวกเขามีหลักฐานเอาผิดนางมากน้อยเพียงใด ? หรือเบื้องหลังยังมีผู้ใดชักใยอีก ?
ขณะนางกำลังครุ่นคิด เสียงของจู๋อิ๋งก็ดังขึ้นนอกเรือนอย่างดุดัน “ที่นี่คือเรือนคุณหนูใหญ่ เจ้าจะมาทำอะไร ?”
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงของอู๋ฮุยที่เต็มไปด้วยเจตนาไม่ดี “คุณชายรองยืนยันจะนำต่างหูมุกมาคืนให้คุณหนูใหญ่ ข้าจึงได้พามาด้วย”
แม่นมหลิวเอ่ยเสียงต่ำ “เขามากดดันคุณหนูแน่ ๆ”
หานลู่ตาวาวด้วยโทสะ “คุณหนูใหญ่ ปล่อยให้บ่าวไปจัดการเถิดเจ้าค่ะ รับรองไม่ให้เปื้อนเลือดในเรือนนี้แน่นอน !”