- หน้าแรก
- ตำนานเลือด ขุนนางกูหลง
- บทที่ 54 ลงโทษ! นางคือคนบาปของทั้งตระกูล ?
บทที่ 54 ลงโทษ! นางคือคนบาปของทั้งตระกูล ?
บทที่ 54 ลงโทษ! นางคือคนบาปของทั้งตระกูล ?
บทที่ 54 ลงโทษ! นางคือคนบาปของทั้งตระกูล ?
สิ้นคำ องครักษ์ก็ก้าวเข้ามาลากตัวสวีโหรวจงออกไป
“ท่านแม่ ! ท่านพ่อ ! !” เสียงร้องของนางแหลมสูง เจ็บปวดจนฉีกขาดหัวใจ
ฮูหยินสวีจึงได้แต่โอบกอดบุตรชาย สวีหมิงเจิง ที่นั่งคุกเข่ากับพื้น น้ำตาไหลพรากโดยไร้เสียงสะอื้น
เว่ยกั๋วกงเบือนหน้าหลบไป ไม่อาจทนมองภาพนั้นได้
มีเพียงสวีจิ้งหยางที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง สายตาของนางจับจ้องไปยังสวีโหรวจงที่ถูกลากออกไป ภาพนั้นทำให้นางอดระลึกถึงชาติปางก่อนมิได้...
ครั้งนั้น เพียงเพราะจะส่งนางไปแต่งยังแคว้นอวี๋โจว มารดาก็ยอมกรอกยาพิษกร่อนกระดูกให้ น้องชายยังลงมือทำลายสองมือของนางเอง
ในวันคล้ายวันเกิดของมารดา องค์หญิงใหญ่เสด็จมาอวยพร นางจึงอาศัยโอกาสนั้นวิ่งเข้าไปขอความเมตตา เปิดเผยชาติกำเนิด บอกเล่าความทุกข์ยาก ขอให้องค์หญิงช่วยชีวิตตน
แต่ในเวลานั้น…สวีโหรวจงพูดสิ่งใดออกมา ?
นางสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอก ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน แสร้งร้องไห้ตาแดงพลางกล่าวว่า “พี่หญิงใหญ่ไม่อาจยอมรับการจากไปของพี่ชายได้จนเสียสติ อาการก็เลวร้ายลงเรื่อย ๆ”
คำพูดนั้นตามมาด้วยเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้น นางเอาแต่ร้องเรียก “พี่ใหญ่” ด้วยความเศร้าโศก ผู้คนจึงพากันเข้าไปปลอบโยน จนสวีจิ้งหยางถูกขับไล่ลากออกไปโดยบ่าวรับใช้
ชั่วขณะนั้น นางเต็มไปด้วยความชิงชัง เพราะนางได้ยกทุกสิ่งทุกอย่างให้สวีโหรวจงแล้ว แต่เหตุใดอีกฝ่ายยังไม่ยอมเว้นแม้เพียงเส้นทางให้มีชีวิตรอด ?
วันนี้ ความทุกข์กลับมาตกที่สวีโหรวจงบ้างแล้ว…นางจะลิ้มรสความสิ้นหวังเช่นเดียวกันหรือไม่ ?
สวีจิ้งหยางหยิบยื่นความตายให้นางโดยทันที นี่ถือว่าเมตตาแล้ว หาใช่การทรมานอย่างช้า ๆ ไม่
ทันใดนั้น เสียงของแม่นมชิงก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ ! บ่าวจับตัวคนร้ายได้แล้ว !”
นางลากสาวใช้ผู้หนึ่งเข้ามา เป็นหมิ่นเอ๋อร์ คนสนิทที่ติดตามรับใช้สวีโหรวจงมาหลายปี หมิ่นเอ๋อร์ถูกผลักลงไปที่พื้น ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นร่างไร้ลมหายใจของหมอหลวงตรงหน้า นางก็กรีดร้องสุดเสียง
แม่นมชิงทิ้งกองเอกสาร หลักฐาน ทั้งตั๋วเงินและจดหมายลงกับพื้น “องค์รัชทายาท เรื่องที่หมอผู้นั้นถูกซื้อตัวหาได้เกี่ยวกับคุณหนูโหรวจงไม่ บ่าวบังเอิญพบหมิ่นเอ๋อร์แอบกลับเรือน แล้วกลิ่นควันไฟลอยออกมา เข้าไปตรวจจึงพบว่านางพยายามเผาทำลายหลักฐาน โชคดีที่จับได้ทัน หากไม่เช่นนั้นคงหลุดรอดไปแล้ว !”
สวีจิ้งหยางเลิกคิ้วเรียว สายตาเย็นเฉียบ
บรรดาองครักษ์ก็รีบเก็บหลักฐานขึ้นถวายให้องค์รัชทายาททรงตรวจสอบ พระองค์ก้มลงพลิกดูหลายแผ่น ก่อนหยุดสายตาที่หมิ่นเอ๋อร์
“เหตุใดเจ้าต้องทำถึงเพียงนี้ ?”
หมิ่นเอ๋อร์คุกเข่าโขกศีรษะจนเลือดไหล “บ่าว…บ่าวต้องการเงินไปรักษามารดาที่บ้าน จึงร่วมมือกับหมอคิดหาหนทาง แต่บ่าวไม่ได้จงใจทำร้ายคุณหนูโหรวจง บ่าวผิดไปแล้ว ได้โปรดเมตตาด้วย !”
องค์รัชทายาททอดพระเนตรไปทางเว่ยกั๋วกง “เช่นนั้น ความผิดทั้งหมดก็ตกอยู่กับบ่าวผู้นี้ คุณหนูโหรวจงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”
เว่ยกั๋วกงหัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก ได้แต่ประคองตนเองเอ่ยว่า “กระหม่อม…ทุกอย่างแล้วแต่พระทัยขององค์รัชทายาทเถิดพ่ะย่ะค่ะ !”
พระองค์หันมาถามสวีจิ้งหยาง “แล้วคุณหนูใหญ่คิดเห็นประการใด ?”
สวีจิ้งหยางเข้าใจดีว่าหมิ่นเอ๋อร์ยอมออกมารับผิดเพื่อช่วยให้โหรวจงหลุดพ้น แต่หากโหรวจงไม่ตาย ก็ใช่ว่านางจะไม่อาจกำจัดได้
นางใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจ ก็ตัดสินใจเด็ดขาด “หากน้องสาวโหรวจงมิได้ผิดจริง ย่อมไม่สมควรถูกประหาร เพียงแต่ในฐานะนาย กลับปล่อยให้บ่าวคนสนิทก่อเรื่องใหญ่ เช่นนี้ย่อมมีพิรุธอยู่บ้าง กระหม่อมขอทูล เสนอให้ส่งนางไปอยู่ที่เรือนนอกชายเมือง ถือเป็นการลงโทษเพคะ”
องค์รัชทายาทพยักพระพักตร์ “ความคิดของเราก็เหมือนกัน”
ตรัสจบก็กวาดพระหัตถ์ให้ประหารหมิ่นเอ๋อร์ทันที
จากนั้นพระองค์ก็มีพระบัญชาให้ส่งสวีโหรวจงไปอยู่เรือนนอกชานเมืองอันห่างไกล
เว่ยกั๋วกงสะท้านไปทั้งร่าง รีบสั่งเสียงสั่น “รับพานางไปเดี๋ยวนี้เลย ! พ่อบ้าน ! พ่อบ้าน !”
บ่าวรับใช้รีบเข้ามากดบ่าของสวีโหรวจงที่ไร้เรี่ยวแรง นางถูกผลักให้ก้าวออกไปอย่างโซซัดโซเซ ก่อนจาก นางยังหันไปมองสวีหมิงเจิงอีกครั้ง ดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตานั้นสลักลึกในใจเขามิรู้ลืม
ฮูหยินสกุลสวีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นางไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก เวลานี้นางหมดสิ้นหนทางต่อต้านใด ๆ ทำได้เพียงยอมให้สวีจิ้งหยางเป็นผู้ตัดสินทุกอย่าง
องค์รัชทายาทยังทรงสั่งให้หวังอี้อันดูแลสุขภาพของเว่ยกั๋วกง หากมีโรคก็รักษา หากไม่มีก็ให้บำรุงรักษาไว้
แล้วพระองค์ก็หันไปถามสวีจิ้งหยาง “ก่อนออกเดินทาง เราอยากไปกราบบูชาดวงวิญญาณท่านแม่ทัพเสินเซ่อ สักหน่อย ไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่จะสะดวกหรือไม่ ?”
เว่ยกั๋วกงรีบตอบแทบไม่ทันหายใจ “จิ้งหยาง เจ้าพาองค์รัชทายาทไปที่ศาลบรรพชนเถิด”
สวีจิ้งหยางรับคำ แล้วพาพระองค์ไปยังห้องบูชาบรรพชน โดยที่ป้ายวิญญาณของแม่ทัพเสินเซ่อตั้งอยู่สูงสุด เบื้องหน้าของเหล่าบรรพชน
องค์รัชทายาททอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ดูจะพอพระทัยนัก
พระองค์จุดธูปสามดอก กราบลงด้วยความเคารพ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่กับแม่ทัพเสินเซ่อเป็นพี่น้องร่วมครรภ์มารดา ทั้งรูปโฉมและนิสัยยังคล้ายคลึง ท่านยังเคยติดตามพี่ชายไปอยู่ชายแดนด้วย ?”
“สามปีเพคะ” สวีจิ้งหยางตอบด้วยถ้อยคำที่นางเตรียมไว้แต่แรก
องค์รัชทายาทพยักหน้าเบา ๆ “พี่ชายเช่นนั้นย่อมรักและปกป้องเจ้าอย่างที่สุด”
นางเพียงยิ้มบาง “พี่ใหญ่รักข้าเสมือนรักตนเอง”
พระองค์ทอดถอนพระทัยอย่างเข้าใจ “เราก็มีพี่น้อง ย่อมรู้ความรู้สึกนั้นดี หากพี่ชายของเจ้ามาเห็นเจ้าถูกกลั่นแกล้งในวันนี้ เขาคงสะเทือนใจไม่น้อย”
สวีจิ้งหยางยิ้มจาง ๆ ตอบอย่างแผ่วเบา “หม่อมฉันไม่รู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งเลยเพคะ บิดาเข้มงวด มารดาเมตตา น้องชายขยัน ทุกสิ่งล้วนดีงาม”
องค์รัชทายาทลอบสังเกต สีพระพักตร์เผยแววแปลกใจ แต่ไม่ตรัสอะไรต่อ เพียงประทับรอยยิ้มไว้ ดวงเนตรมองนางอย่างลึกซึ้ง ก่อนเสด็จจากไป
สวีจิ้งหยางส่งเสด็จจนรถม้าลับตา รอยยิ้มเย็นสงบพลันกลายเป็นความเยียบเย็นจับขั้วหัวใจ
นางหันกายเดินไปตามระเบียงยาว ยังมีเรื่องต้องสะสางต่อ
ในเวลานั้นหานลู่ก็ปรากฏกายขึ้น ถามเสียงเบา “คุณหนูใหญ่ ยังต้องให้หมอหลวงถงเข้ามาอีกหรือไม่เจ้าคะ ?”
“ไม่จำเป็นแล้ว อีกครู่หนึ่งเมื่อคนซาลง เจ้าพาเขากลับไปเถิด และช่วยบอกท่านอ๋องให้เข้าใจ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไมรัชทายาทจึงเสด็จมาทันทีเช่นนี้”
หานลู่รีบรับคำแล้วจากไป
สวีจิ้งหยางก้าวเข้าห้องของบิดา เสียงร้องสะอื้นแผ่วเบาลอยออกมา เมื่อเดินอ้อมฉากกั้น นางก็เห็นร่างสูงแปดฉือของเว่ยกั๋วกงทรุดนั่งพิงเตียง ร่ำไห้จนแทบอาเจียน
ร่างหมอหลวงถูกลากออกไปแล้ว แต่เลือดที่ไหลรดพื้นยังทิ้งรอยแดงฉ่ำ
เว่ยกั๋วกงเงยหน้าขึ้น ตวาดเสียงก้อง “จิ้งหยาง ! เจ้าลูกอกตัญญู ! เจ้าทำให้ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดในวันนี้ ! !”
สวีจิ้งหยางตอบเรียบเฉย “เหตุใดท่านพ่อจึงด่าว่าลูก ? หรือเป็นข้าที่เรียกหมอหลวงมาแสร้งรักษา ?”
เว่ยกั๋วกงนิ่งเงียบไป
น้ำเสียงอ่อนโยนของสวีจิ้งหยางกลับแหลมคมดังคมมีด “ท่านพ่อหาได้ขาพิการไม่ แต่กลับบังคับให้ลูกสาวออกไปรบแทน เรื่องนี้ใครเป็นผู้ก่อขึ้น ?”
“มารดาเจ้า…” เว่ยกั๋วกงตอบเสียงพร่า
“นั่นย่อมชัดเจนแล้ว นั่นคือความผิดใหญ่หลวง การแสร้งพิการเพื่อหลบเลี่ยงสนามรบ คือโทษถึงตาย !”
เว่ยกั๋วกงร่างสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นท่วมตัว
นางก้าวเข้าไปอีก “แม้แต่การเรียกหมอมาแสร้งตรวจอาการ และไฟที่เผาเรือนของพานอี้เหนียง…ท่านพ่อก็มิใช่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ลงมือ ?”
สายตาของเว่ยกั๋วกงค่อย ๆ กระจ่างขึ้น “เป็นมารดาเจ้าจริง ๆ …”
สวีจิ้งหยางหยิบกระดาษพู่กันจากโต๊ะขึ้นมา ยื่นไปให้บิดา “หากท่านพ่อปรารถนาจะตั้งกฎระเบียบจริงจัง กำจัดรากเน่าเสียไม่ให้เกิดขึ้นอีก เช่นนั้น…ท่านพ่อควรเขียนหนังสือหย่าเสียเถิด”