- หน้าแรก
- จุดสูงสุดแห่งอำนาจ เริ่มต้นจากผู้ถูกคัดเลือกเข้าส่วนกลาง
- บทที่ 15 ความพ่ายแพ้ของหวังเฉิน
บทที่ 15 ความพ่ายแพ้ของหวังเฉิน
บทที่ 15 ความพ่ายแพ้ของหวังเฉิน
หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เวทีเสวนาจะเปิดฉากขึ้น บุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดคนหนึ่ง ก็ได้เดินทางมายังคณะนิติศาสตร์
จางชวิน รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคแห่งมหาวิทยาลัยเยียนจิง ผู้ดูแลงานด้านกิจการนักศึกษาของทั้งมหาวิทยาลัย
จางชวินคือผู้นำระดับมหาวิทยาลัย ปกติแล้วหาตัวจับยากราวกับมังกรที่เห็นหัวไม่เห็นหาง
การมาคณะนิติศาสตร์ในครั้งนี้ของเขา อ้างว่ามาเพื่อ "ตรวจเยี่ยมงานกิจการนักศึกษา" แต่ทุกคนรู้ดีว่า เขามาเพื่อเวทีเสวนาว่าด้วยกระบวนการนิติรัฐที่กำลังโด่งดังอยู่นั่นเอง
ท่านคณบดีเฉียนและเลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำคณะมาต้อนรับด้วยตนเอง โดยมีจางเหว่ยในฐานะตัวแทนอาจารย์ที่ปรึกษาเดินตามอยู่ด้านหลัง
พวกเขาไม่ได้ไปที่ห้องประชุมเพื่อฟังรายงาน แต่ตรงมายังสำนักงานสภานักศึกษาทันที
ภายในห้องทำงาน สมาชิกคณะกรรมการเตรียมงานกำลังเร่งเตรียมงานขั้นสุดท้ายกันอย่างขะมักเขม้น บนผนังเต็มไปด้วยแผนผังกำหนดการ รายชื่อแขกรับเชิญ และแบบร่างโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์
จางชวินมองภาพความวุ่นวายที่เป็นระเบียบนี้ พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "นักศึกษาเฉินเจี๋ยคือคนไหนรึ" จางชวินเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
เฉินเจี๋ยซึ่งกำลังหารือเรื่องการจัดลำดับที่นั่งแขกรับเชิญกับหลี่เซียงอยู่ เมื่อได้ยินเสียงก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
เขามองเห็นท่านคณบดีเฉียนและผู้นำคณะ ก็เข้าใจสถานการณ์ในบัดดล เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจจนเกินงาม หรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เพียงแค่เดินเข้าไปต้อนรับอย่างสงบนิ่ง ไม่เจียมตัวหรือหยิ่งยโส ใบหน้ามีรอยยิ้มที่สดใสแต่ก็สุขุม
"สวัสดีครับท่านเลขาฯ จาง สวัสดีครับท่านคณบดีเฉียน สวัสดีครับอาจารย์ทุกท่าน ผมเฉินเจี๋ยครับ"
จางชวินพินิจพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างสนใจ ดูมีชีวิตชีวา คล่องแคล่ว ดวงตาสว่างไสวและแน่วแน่ มีวุฒิภาวะที่สุขุมเยือกเย็นซึ่งหาได้ยากในคนวัยเดียวกัน
"ไอ้หนุ่ม ไม่เลวเลยนะ" จางชวินกล่าวชื่นชม "เวทีเสวนาที่พวกคุณจัดกันเนี่ย ผมได้ยินเรื่องนี้ในที่ประชุมบริหารมหาวิทยาลัยด้วยนะ เป็นความคิดที่ดีมาก วิสัยทัศน์กว้างไกล ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานกิจการนักศึกษาของเยียนจิงเราเลย"
นี่ถือเป็นการประเมินที่สูงอย่างยิ่งยวด ท่านคณบดีเฉียนและเลขาธิการคณะกรรมการพรรคต่างก็ยิ้มออกมาอย่างรู้สึกเป็นเกียรติไปด้วย
"ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณทางมหาวิทยาลัยและผู้นำคณะที่สนับสนุนเป็นอย่างดีครับ พวกเราเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงานในรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น" เฉินเจี๋ยยังคงถ่อมตน ไม่ลืมที่จะยกความดีความชอบให้เบื้องบน
จางชวินหัวเราะฮ่าๆ ชี้ไปที่รายงานวิเคราะห์ภูมิหลังแขกรับเชิญฉบับลายมือที่แปะอยู่บนผนัง แล้วถามว่า "นี่ก็ฝีมือนายเหรอ" รายงานฉบับนั้น ก็คือฉบับที่เฉินเจี๋ยเตรียมไว้เพื่อโน้มน้าวจางเหว่ยและท่านคณบดีเฉียนในตอนนั้นนั่นเอง
"เป็นแค่การวิเคราะห์คร่าวๆ ที่ผมทำไว้ในช่วงเริ่มต้นเตรียมงานครับ" เฉินเจี๋ยตอบ
"ไม่คร่าวๆ ไม่คร่าวเลยสักนิด" จางชวินส่ายหน้า "การที่สามารถมองหาจุดทะลวงในการเชิญแขกรับเชิญระดับเฮฟวีเวทจากมุมมองของการสืบทอดทางวิชาการและสายใยทางอารมณ์ได้ ความเข้าใจลึกซึ้งขนาดนี้ มันเกินขอบเขตของแกนนำนักศึกษาไปแล้ว นักศึกษาเฉินเจี๋ย เธอเป็นคนมีความคิด และก็มีวิธีจัดการด้วย"
เขาหันไปพูดกับท่านคณบดีเฉียนว่า "เหล่าเฉียน คณะนิติศาสตร์ของคุณนี่ มีหน่ออ่อนที่ดีมากนะ ต้องบ่มเพาะเป็นพิเศษล่ะ!" ท่านคณบดีเฉียนรีบพยักหน้าเห็นด้วย ในใจยิ่งชื่นชมเฉินเจี๋ยมากขึ้นไปอีก
จางชวินกล่าวให้กำลังใจทุกคนอีกสองสามประโยค ก็เดินทางกลับท่ามกลางการห้อมล้อมของทุกคน เขามาอย่างกะทันหันและก็ไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงยี่สิบนาที แต่แรงสั่นสะเทือนที่เขาทิ้งไว้ในสำนักงานสภานักศึกษานั้น มหาศาลนัก
การที่ผู้นำระดับมหาวิทยาลัยลงมาให้การรับรองด้วยตนเอง นี่ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับนักศึกษาหรือองค์กรนักศึกษาใดๆ ก็ตาม และทุกคนก็รู้ดีว่า เกียรติยศนี้ เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เป็นของเฉินเจี๋ย
หวังเฉินยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของกลุ่มคน มองเฉินเจี๋ยที่ถูกเหล่าคณาจารย์ห้อมล้อมอยู่ตรงกลางและกำลังตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว ความไม่เต็มใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ในใจ ก็สลายกลายเป็นความรู้สึกสิ้นไร้หนทางอย่างสุดซึ้ง
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บนเวทีแห่งมหาวิทยาลัยเยียนจิงแห่งนี้ เขาไม่ใช่นักสู้ในระดับเดียวกับเฉินเจี๋ยอีกต่อไปแล้ว
ในจังหวะนั้นเอง เฉินเจี๋ยก็หันกลับมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงอ่อนโยนและถ่อมตน ไม่ได้แสดงความหยิ่งผยองหรือพึงพอใจใดๆ ออกมาจากการที่ได้รับคำชมจากผู้นำมหาวิทยาลัย
เฉินเจี๋ยกวาดตามองทุกคนในห้องทำงานที่มีสีหน้าแตกต่างกันไป สายตาของเขมาหยุดอยู่ที่หวังเฉินเป็นคนสุดท้าย แล้วกล่าวว่า "ประธานครับ การตรวจเยี่ยมของท่านเลขาฯ จางเมื่อครู่ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันผลงานของพวกเรา แต่ยังเป็นการตั้งความคาดหวังที่สูงขึ้นกับพวกเราด้วย พวกเราจะหย่อนยานไม่ได้แม้แต่น้อย ต้องใช้ความพยายามสองร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อรับประกันความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ของเวทีเสวนาครั้งนี้ จะทำให้ผู้นำมหาวิทยาลัยผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด"
เขาไม่ได้พูดถึงผลงานของตนเอง แต่กลับเปลี่ยนคำรับรองของผู้นำมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นแรงกระตุ้นและความรับผิดชอบของทีมทั้งหมด และยังยกระดับเรื่องนี้จากชัยชนะส่วนตัวของเฉินเจี๋ย ขึ้นไปสู่ระดับ "ภารกิจทางการเมือง" ที่คณะกรรมการเตรียมงานทั้งชุดต้องทำให้สำเร็จ
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนตื่นจากความตื่นเต้นและชื่นชมเมื่อครู่ กลับมารู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งบนบ่า
ริมฝีปากของหวังเฉินขยับ เขามีปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณที่อยากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อรักษาอำนาจประธานของตนเองไว้ แต่พอคำพูดมาถึงปาก ก็กลับกลายเป็นเสียงสนับสนุนแห้งๆ ว่า "ใช่ เฉินเจี๋ยพูดถูก ทุกคน... ทุกคนต้องฮึดสู้เข้าไว้!"
เขาได้สูญเสียคุณสมบัติที่จะต่อบทสนทนากับเฉินเจี๋ยไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ทุกคำพูดของเฉินเจี๋ย ล้วนยืนอยู่บนจุดที่เขาก้าวไปไม่ถึง หากตนเองยังคิดจะเล่นตุกติกอะไรเล็กๆ น้อยๆ อีก ก็จะดูเหมือนเด็กและไม่รู้จักกาลเทศะอย่างยิ่ง
เฉินเจี๋ยทำราวกับมองไม่เห็นความกระอักกระอ่วนของหวังเฉิน เขาหันไปทางทุกคน "ทุกคนครับ ผมเสนอให้เรียกประชุมคณะกรรมการเตรียมงานฉบับขยายทันที เพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์ของท่านเลขาฯ จาง ไปยังทุกคณะทำงานย่อย ให้ถึงตัวทุกคน ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป มาตรฐานการทำงานของพวกเราต้องยกระดับขึ้นอีกขั้น ทุกขั้นตอน ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น!"
"ฉันเห็นด้วย!" หลินเวยเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นขานรับ สายตาที่เธอมองเฉินเจี๋ยเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น "เห็นด้วย!" "เห็นด้วย!" หลี่เซียง หวังเล่อเล่อ... หัวหน้าทีมย่อยทุกคน ต่างแสดงการสนับสนุนโดยไม่ลังเล
บารมีของเฉินเจี๋ยในวินาทีนี้ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งใดๆ มาเสริมอีกต่อไป เขาคือเสาหลักที่ค้ำจุนทีมนี้อย่างแท้จริง
หวังเฉินมองภาพที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันเป็นหนึ่งเดียวนี้ เขารู้ดีว่าหากตนเองยังไม่โอนอ่อนไปตามสถานการณ์ เกรงว่าแม้แต่ความสง่างามชิ้นสุดท้ายก็จะมลายหายไปสิ้น
"ดี! เอาตามนี้!" หวังเฉินพยายามรวบรวมกำลังใจ พยายามทำให้เสียงของตนเองฟังดูเหมือนผู้นำจริงๆ "ผมขอประกาศ สมาชิกคณะกรรมการเตรียมงานทั้งหมด อีกสิบนาที ไปเจอกันที่ห้องประชุมใหญ่!"
...
สิบนาทีต่อมา ณ ห้องประชุมที่ใหญ่ที่สุดของคณะนิติศาสตร์ สมาชิกคณะกรรมการเตรียมงานทั้งหมดก็มากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา หวังเฉินนั่งในตำแหน่งประธาน โดยมีเฉินเจี๋ยและหลินเวยนั่งขนาบข้าง
หวังเฉินกระแอมไอ กล่าวเปิดประชุมตามธรรมเนียมอย่างว่างเปล่าไปย่อหน้าหนึ่ง จากนั้นก็หันไปทางเฉินเจี๋ย "ลำดับต่อไป ขอให้รองประธานเฉินเจี๋ยของเรา มาตีความเจตนารมณ์ของท่านเลขาฯ จางโดยละเอียด และมอบหมายงานสำหรับขั้นตอนต่อไปครับ"
เขา "รู้จักกาลเทศะ" เป็นอย่างดี ด้วยการส่งต่ออำนาจในการนำประชุมไปให้ทั้งหมด
เฉินเจี๋ยไม่ปฏิเสธ เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าห้อง เขไม่ได้ถือสคริปต์ใดๆ สายตาที่สุขุมกวาดมองทุกคนในที่ประชุม "สหาย และเพื่อนนักศึกษาทุกคน เมื่อสักครู่ประธานหวังเฉินได้ถ่ายทอดแก่นความคิดหลักของการประชุมแล้ว นั่นก็คือ 'ยกระดับมาตรฐาน และต้องไม่มีข้อผิดพลาด'"
"แปดคำนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก อะไรคือ 'ไม่มีข้อผิดพลาด' นั่นหมายความว่าพวกเราต้องคาดการณ์ปัญหาในรายละเอียดทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น และเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้าครับ"