เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 25 ห้วงเวลาที่หยุดหมุน

ตอนที่ 25 ห้วงเวลาที่หยุดหมุน

ตอนที่ 25 ห้วงเวลาที่หยุดหมุน


ตอนที่ 25 ห้วงเวลาที่หยุดหมุน

 

“ดีใจที่ไม่เป็นอะไรนะครับ…คุณชุน”

ลินจิพึมพำนั่งข้างชุนซึ่งหมดสติ สองตามองท้องฟ้า ริมฝีปากผุดยิ้มอ่อน ๆ

แสงอาทิตย์กระทบร่างของเพกัสจากอีกฝั่ง เกิดเป็นเงาบดบังให้ทั้งสอง

แม้ความรู้สึกของลินจิจะคลุมเครือ เพราะบังเอิญเจอคู่หมั้นของชุน และต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจ แต่ช่วงเวลาตามลำพังสองคนกับชุนนั้น ไร้ความเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในราวกับเวลาหยุดหมุน ลินจิไม่อยากยึดติดกับภาพที่ผ่านมา เพราะคนเรามักทุกข์เสมอ เมื่อไม่อยู่กับปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงสลัดอารมณ์ด้านลบทิ้ง แม้จะไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ตาม

“…โอย”

เสียงดังอยู่ข้าง ๆ เหมือนชุนจะได้สติแล้ว

“อ๊ะ!”

ลินจิละสายตาจากท้องฟ้าทันที

“…อึก…โอย”

ชุนร้องโอดโอยเปลือกตาสั่นระริกก่อนจะลืมตา เมื่อเห็นเพกัสอยู่ตรงหน้า เขาก็ดีดตัวลุกคว้าดาบทันที

“อ้า! ไม่ได้นะครับคุณชุน เพกัสเป็นพวกของเรานะครับ”

ลินจิพุ่งตัวเข้าปราม ทว่าชุนซึ่งยังไม่ฟื้นตัวดีก็ทรุดเข่าล้มลง

“…”

ปลายดับปักผืนดิน เนื้อตัวสั่นเทิ้ม เมื่อมั่นใจว่าม้าอสูรไม่ใช่ศัตรู เขาจึงทิ้งตัวลงนั่งช้า ๆ ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก

ลินจิมองบุรุษผู้ห้าวหาญในสภาพลูกหมาซมซานตาปริบ ๆ

จู่ ๆ ความคิดแปลก ๆ แล่นเข้ามาในสมอง รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นมาบนใบหน้า

แม้จะเป็นห่วงชุน แต่พอนึกถึงภาพชุนกับคู่หมั้นก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

“อ๊ะ! ไม่ลุกขึ้นมาล่ะครับ”

“…!”

ชุนกัดฟัดแกร็ก ปวดไปทั้งตัว เห็นแค่นี้ไม่รู้หรือไงว่าต้องช่วยพยุง

“ตาบอดหรือไง! มัวยืนทำอะไรอยู่”

“อ๋อ…”

ลินจิแสร้งอ้าปากร้องเป็นตัว ‘O’ อย่างนึกขึ้นได้ ก่อนจะตอบว่า “ได้สิ”

พริบตาที่ยื่นมือออกไป ชุนก็ค่อย ๆ ยื่นมือข้างหนึ่งมา ทว่าลินจิก็ดึงแขนกลับในทันที

“โอ๊ย!”

ชุนล้มคว่ำอย่างโอดครวญ

“อ๊ะ!”

ลินจิเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ เขาแค่ต้องการแกล้งชุนให้เสียหลักเล็กน้อยเท่านั้น ไม่คิดว่าชุนจะหมดเรี่ยวแรงขนาดนี้

“นี่…เจ้า”

เส้นเลือดปนขมับปูดออกมาราวกับจะระเบิด ชุดกัดฟันกรอดพยายามลุกขึ้นมาแต่ก็ไม่สำเร็จ

…หน็อย ไอ้ตัวแสบไม่เห็นหรือไงว่าเขาบาดเจ็บอยู่ แบบนี้จงใจกลั่นแกล้งกันชัด ๆ

ขณะที่ลินจิยืนมองสีหน้าเกรี้ยวกราดของชุนอยู่นั้น ขาข้างหนึ่ง ก็ถูกกระชากจนล้มลงไป

“อ้า…”

เมื่อร่างเอนสู่พื้น แขนกำยำก็คล้องคอลินจิด้วยท่าเฮดล็อกทันที มือหนึ่งบีบเข้าที่แก้มจนริมฝีปากปริออกมา

“เมื่อกี้เจ้าทำอะไร…”

เสียงพูดกัดฟันฟังดูสยดสยอง

“อื้อ…อื้อ”

ปากเจ่อที่ถูกมือหนาบีบร้องขอความช่วยเหลือ

ตอนนั้นดวงตาสีเพลิงของเพกัสจับจ้องมายังทั้งสองอย่างสนใจ เกือกม้าห่อหุ้มเพลิงสว่างไสวพลันก้าวเข้ามา เพกัสนำหัวของมันมุดเข้าแทรกระหว่างกลางราวกับจะช่วยลินจิ

“…!”

ชุนเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ ปล่อยมือทันที ส่วนลินจิก็รีบตะเกียกตะกายออกมา อีกมือสัมผัสพื้นพยุงตัวไว้ อีกมือลูบคอหอบหายใจแฮ่ก ๆ

“ฮี่ ๆ”

เพกัสเดินเข้าหาลินจิใช้ใบหน้าคลอเคลีย ชุนเห็นเช่นนั้นจึงกอดอก ขมวดคิ้วมองทั้งสองอย่างสงสัย

“นี่…เจ้าน่ะ”

ลินจิยังไม่เลิกหายใจหอบ เมื่อครู่ชุนรัดคอเขาแน่นจนแทบจะขาดใจ

“นี่!”

เสียงตะคอกดังจนเพกัสกระดิกหู มันเหลียวมองมายังชุนราวกับไม่พอใจ

“ข้าไม่ได้เรียกเจ้า …เจ้าม้าหน้าโง่ ข้าเรียกเทพเจ้าต่างหาก!”

คิ้วหนาขมวดเกร็ง เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ จังหวะนั้นเพกัสก็อ้าปาก

แสงสีแดงส่องประกายสว่างไสว

“…!”

“อ้า… ไม่ได้นะเพกัส”

ด้วยความตกใจ ลินจิจึงรีบกระโจนตัวไปกอดคอห้ามเพกัสทันที

“…!”

ใบหน้าข่มขู่ของชุนกลายเป็นหน้าเหวอ แผ่นหลังเอนพิงรูปปั้นเสือ กางแขนออกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ดูไม่เป็นท่า

โชคดีที่เพกัสหยุดการโจมตี ในสภาพแบบนี้ ชุนซึ่งยังไม่ฟื้นตัวดีหากโดนเพลิงของม้าอสูรเข้าไปอาจไม่รอด

เมื่อตั้งสติได้ ชุนก็นั่งขัดสมาธิพร้อมกอดอก หลับตาก้มหน้าอย่างผู้ทรงภูมิ ก่อนจะเงยหน้าก็ทำท่าทีเป็นสุขุมดังเดิมเพื่อกลบเกลื่อนท่าทีตกใจเมื่อครู่ ทว่าใบหน้านั้นก็ยังซีดเผือดไม่หาย แม้ภายนอกจะแสร้งทำเป็นเข้มแข็งแบบผู้ใหญ่ แต่ภายในนั้นอาจบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“ครับ”

ลินจิขานรับยิ้ม ๆ มองคนที่เพิ่งฟื้นป่วยอย่างขบขัน ก่อนจะเปลี่ยนมานั่งท่าเดียวกับชุน จากนั้นก็ปิดปากหลุดหัวเราะออกมาดัง “คิก”

“อะไร! เจ้าขำอะไร”

ใบหน้าซีดเผือดเมื่อครู่ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฝาด

“ก็แหม… ท่าตกใจเมื่อกี้ของคุณชุนมันตลกน่ะครับ”

ว่าแล้วลินจิก็ถอยห่างจากเพกัส ขยับก้นเข้าไปหาชุน กระทั่งเข่าชิดกัน

“ช่วยเขยิบไปห่าง ๆ ได้มั้ย”

เขาดันไหล่ลินจิเหมือนเขี่ยของสกปรกไปให้พ้น ๆ

“เหวอ ใจร้ายจัง”

ถึงจะอย่างนั้นเข่าของทั้งสองก็ยังติดกันอยู่ดี

“คราวนี้จะตอบข้าได้รึยัง ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“ก็…”

คนตอบเงยหน้าพลางใช้นิ้วชี้จิ้มคางทำท่านึก

“ของแบบนี้มันต้องคิดกันด้วยเหรอไง!”

เสียงแข็งกระด้างราวกับคนไร้หัวจิตหัวใจ ดวงตาของชุนเปลี่ยนเป็นเย็นชา

สงสัยว่าลินจิคงจะเล่นมากไปเสียแล้ว

เมื่อชุนสังเกตเห็นบาดแผลบนเนื้อตัวของตนที่หายไป เขาก็พอเดาได้ว่าลินจิคงใช้เวทรักษาให้ตอนที่หมดสติ

“ยังไงก็ขอบใจที่ช่วย…”

“…”

ลินจิหันมามองเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เขาก็เงียบ

“อะไรกัน… เจ้าช่วยข้าไว้ไม่ใช่เหรอ”

คนพูดหลับตา กอดอกแล้วเบือนหน้าหนี ทำท่าประมาณว่า ‘เชอะ’ แต่ไม่ถึงกับสะบัดหน้าให้เห็นชัด

สำหรับลินจิแล้ว แม้จะเป็นคำขอบคุณของชุนซึ่งนานทีมีครั้ง แต่มันก็เป็นประเด็นที่เขาอยากเลี่ยง อันที่จริงจะปล่อยให้ชุนเข้าใจว่าตนเป็นคนช่วยเขาไว้ก็ได้ แต่ทำแบบนั้นมันก็คล้ายกับการขโมยความดีความชอบของคนอื่น อย่างที่เรียกว่า ‘ปาดหน้าเค้ก’

คิดได้เช่นนั้นลินจิจึงก้มหน้าถอนหายใจเสียงดังจนไหล่ห่อ

“เป็นอะไรของเจ้า”

คนรอคำตอบเปิดตาข้างหนึ่ง เหล่มองลินจิซึ่งมีท่าทีเปลี่ยนไป ตอนนั้นลินจิก็ตัดสินใจที่จะตอบได้แล้ว

“นี่… คุณชุน”

“…”

“…”

ทั้งสองมองตากันสามวินาที

แล้วลินจิก็เริ่มพูด

“ผมไม่ได้เป็นคนช่วยไว้หรอกครับ คุณยูต่างหาก”

ได้ยินชื่อคู่หมั้น ดวงตาของชุนก็เบิกกว้าง

“ยู… งั้นเหรอ”

ลินจิพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเบือนหนีไปทางอื่น พลางใช้ปลายนิ้วชี้เขี่ยพื้นเล่นอย่างเหม่อ ๆ

ปฏิกิริยาของชุนที่มีต่อชื่อของยูเมื่อครู่ ทำให้ลินจิพอจะเดาได้ว่า ‘ชุนเองก็คงคิดถึงยูสินะ’

ทว่าชุนกลับถามต่ออย่างไม่ใส่ใจกับชื่อนั้น

“แล้วเจ้าล่ะ…เป็นยังไงบ้าง”

“เอ๊ะ”

ลินจิเงยหน้าขึ้นมา เขาอารมณ์ดีขึ้นทันทีเมื่อได้ฟังน้ำเสียงนุ่มละมุนอย่างหาฟังได้ยาก ไม่บ่อยนักที่ชุนจะถามด้วยคำถามเช่นนี้

เมื่ออีกฝั่งมองมา ลินจิก็ก้มหน้าลงเหมือนเดิม พลางใช้ปลายนิ้วโป้งทั้งสองข้างเขี่ยกันไปมาบนตัก

“อุรามิมันชิงดวงจิตของเทพบุตรคิกิไปเป็นตัวประกัน จากนั้นก็สั่งให้คิกิปลดผนึกเพกัส เพื่อที่จะให้เพกัสลักพาตัวผมไปหามันน่ะครับ”

ว่าแล้วลินจิก็เงยหน้าขึ้นมา แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบใบหน้า ขี้เถ้าและเขม่าที่เปรอะเปื้อนปรากฏบนหน้าขาวอย่างชัดเจน ดวงตาทอประกายสีส้มอ่อน ๆ

“เป้าหมายของอุรามิคือการดูดกลืนทั้งผมและเพกัสเข้าไป แล้วตอนนี้อุรามิก็ยังไม่ตายครับ”

ชุนขมวดคิ้วแล้วมองไปยังเพกัส ลินจิเห็นแบบนั้นจึงตะลีตะลานรีบกางแขนอธิบาย

“พะ…เพกัสไม่ใช่ศัตรูนะครับ แถมยังช่วยตอนที่ผมตกลงมาจากถ้ำด้วย จู่ ๆ ตอนที่สู้กับอุรามิแล้วเกือบจะโดนดูดเข้าไปในโพรงปีศาจ ก็มีมังกรแสงสี่ตัวโผล่ออกมาจากดวงจิตของคิกิที่อุรามิกลืนเข้าไป”

ได้ยินเช่นนั้นชุนจึงเข้าใจ ดวงจิตของคิกิถูก ‘คลื่นมังกรธาตุคำราม’ ของตนทำลายล้างไปแล้ว

สายลมพัดใบไม้แห้งปลิวว่อนบนพื้น ตอนนั้นลินจิก็เล่าต่อ

“พอร่างของอุรามิสลาย ถ้ำก็ถล่มลงมา ถ้าเพกัสไม่ช่วยไว้ผมคงตกลงมาตายแล้ว”

มือหนาจับคางพลางหันมองม้าอสูรอย่างพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะเอาลงแล้วหันกลับมา

“แล้วเจ้าไม่เป็นไรมากใช่มั้ย”

ชุนเงื้อมมือไปด้านหน้า จังหวะนั้นลินจิก็ผงะถอยตัวเล็กน้อย อีกฝั่งชอบรังแกจนเขากลัวไปเองเสียแล้ว

“ขอ…ขอโทษ”

โทนเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน พร้อมเอามือลง

ลินจิส่ายหน้า ฝืนยิ้มตาปิด เขายังไม่ได้บอกเรื่อง ‘ผลึกดวงดาวสีม่วง’ ที่ยูครอบครองไว้ให้ชุนฟัง

ถ้าฝ่ายนั้นรู้ว่ายูวางแผนจะเข้าหาอุรามิตรง ๆ แล้วมอบผลึกดวงดาวชิ้นสุดท้ายให้ ชุนคงต้องคิดมากอย่างแน่นอน รู้แบบนั้น ลินจิจึงเลือกที่จะไม่พูดถึง เขาเปลี่ยนเรื่องทันที

“พอจะมีที่อื่นที่ดีกว่านี้มั้ยครับ ผมไม่อยากนอนในที่แบบนี้เลย”

ว่าแล้วลินจิก็กวาดสายตามองรอบ ๆ

ต้นไม้ตาย หญ้าแห้ง เศษหินปรักหักพัง ไม่มีตรงไหนที่พอจะนอนค้างคืนได้เลยสักนิด

“…”

ชุนมองตามสายตาของลินจิไป เขาก็คิดไม่ออกเช่นกัน

ขณะที่เงียบกันไปทั้งคู่นั้น ชุนก็เอ่ยขึ้นมา

“เดินไปเรื่อย ๆ ก่อนแล้วกัน”

ลินจิก้มต่ำลง ไม่ได้ตอบกลับไป

“นี่…เจ้าหนู”

ชุนเรียก สายตาเหมือนจะสื่อออกมาว่ามัวเหม่ออะไรอยู่ ดูเหมือนว่าชุนจะไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังนั่งโชว์กางเกงในสีขาวแบบโบราณ และที่สำคัญเป้ากางเกงก็ขาดชนิดที่เรียกว่าผ่ากลางลึกเข้าไปถึงด้านหลัง

…ช่วยไม่ได้แฮะ ลินจิถือเป็นอาหารตา เลยปิดปากเงียบ

จังหวะนั้นชุนก็งงว่าลินจิกำลังมองอะไร จึงก้มมองตาม ก่อนจะรีบเอามือปิดระหว่างต้นขา พูดด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้านว่า

“เป็นผู้ชายเหมือนกัน เห็นนิดเห็นหน่อยไม่เห็นจะเป็นไรเลย”

ถึงอย่างนั้นใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดง ก่อนจะลามไปถึงหูและต้นคอ

ลินจิขบขันในใจ แต่ก็พยายามสกัดกลั้นอารมณ์ไว้ เมื่อสังเกตดูดี ๆ ก็พบว่าไม่ใช่เพียงแค่เป้ากางเกงที่ขาด เสื้อผ้าของชุนก็เผยให้เห็นเนื้อหนังด้านในวับ ๆ แวม ๆ เช่นกัน แม้เพียงเล็กน้อยแต่ลินจิกลับรู้สึกว่า ช่างดูยั่วยวนกว่าเผยให้เห็นชัด ๆ เสียอีก

“กลับ!”

ใบหน้าแดงฝาดเท้าคางพูดอย่างเอาแต่ใจราวกับสาวน้อยที่กำลังกลบเกลื่อนความเขินอาย ทำให้ลินจิรู้สึกอยากแกล้งขึ้นมาทันที

ขณะที่ชุนพยายามจะลุกขึ้นมา มือของเขาก็ไม่ได้ปกปิดรอยขาดที่เป้ากางเกงอีกต่อไป

ลินจิลุกขึ้นยืน จ้องมองด้วยแววตาทอประกาย แสร้งถามอย่างพอเป็นพิธีว่า…

“…ให้ผมช่วยมั้ยครับ”

“ไม่ต้อง!”

ปากว่าอย่างนั้นแต่ดวงตากลับแฝงว่า ‘ช่วยทีนะ’ ลินจิแอบหมั่นไส้จึงยืนมองอยู่เฉย ๆ และจงใจมองตรงจุดนั้นจนอีกฝ่ายถึงกับต้องถลึงตาใส่ เขายิ้มกริ่มขณะเฝ้ามองรอชุนเอ่ยคำว่า ช่วยหน่อยนะ แต่อีกฝ่ายก็ปากแข็ง

หึหึ สมน้ำหน้า แบบนี้ต้องดัดนิสัย

รอยยิ้มน่ารักของลินจิเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มชั่วร้ายทันที

เมื่อดูผู้ชายตะเกียกตะกายสมใจอยากอย่างซาดิสม์ ลินจิก็นึกสงสารขึ้นมา

“ไม่ไหวก็บอกเถอะครับ บอกว่าได้โปรดเถอะท่านเทพ พูดเสียงนุ่ม ๆ แบบน่าฟังด้วยนะครับ”

ชุนกัดฟันกรอด แย่งเขี้ยวขู่เหมือนหมาบ้า

“ไร้สาระ”

“เอาน่า ๆ เข้าใจแล้ว ๆ”

ลินจิตอบด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ก่อนเข้าไปพยุงตัวอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างไม่ถนัดนัก

จังหวะที่ชุนยกแขนพาดคอลินจิ ฝ่ามือก็สัมผัสเข้ากับหัวไหล่ที่เปิดเปลือยของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

แม้จะเย็น แต่ลินจิก็รู้สึกอบอุ่น จึงยิ้มอ่อน ๆ ออกมา นึกในใจว่า …ต้องขอบคุณอุรามิที่ทำแขนเสื้อของเขาขาด

พอชุนลุกขึ้นมาได้ ขาก็ก้าวอย่างไม่ถนัดนัก ตอนนั้นลินจิก็เอ่ยปากเรียกม้าอสูร

“เพกัส…”

เพกัสยืนขึ้นมา ชุนหยุดกึกกลางคัน

“ไม่อันตรายหรอกครับ”

“อืม”

แก้มของชุนยังเป็นสีแดงอ่อน เขาพยายามขัดขืนเล็กน้อยตอนที่ลินจิพยุงไปใกล้เพกัส ดูเหมือนว่าตอนนั้นเขาจะสังเกตเห็นสายตาของลินจิที่กำลังจ้องมองจุดเดิม

“มองอะไรของเจ้า!”

“ว้าว! พระอาทิตย์สวยจัง”

ลินจิไม่ได้สนใจชุนที่กำลังขุ่นเคือง เขาส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงพลางเงยหน้ามองพระอาทิตย์สีทองที่กำลังจะตกดิน

“รีบเถอะ! กลับไปหมู่บ้านโมโมะก่อน ข้ามีธุระ”

แม้ไม่บอกลินจิก็เดาออกว่าชุนจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ธุร้งธุระอะไรกัน ทำเป็นไม่กล้าพูดตรง ๆ ปากแข็งเหลือเกิน

ตอนนั้นเพกัสก็นั่งลงอย่างแสนรู้ ลินจิค่อย ๆ พยุงตัวชุนขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอสูร จากนั้นจึงค่อยตามขึ้นไปนั่งอยู่ด้านหลัง

“เจ้าไม่นั่งหน้าล่ะ”

“อ้าว!”

แม้จะทำท่าประมาณว่า อะไรกัน แต่ลินจิก็เชื่อฟัง ลงจากหลังของเพกัสมาอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะสลับตำแหน่งย้ายไปนั่งอยู่ด้านหน้า โดยเว้นระยะห่างระหว่างตนกับชุนไว้หนึ่งคืบ

ใบหน้าของชุนแดงระเรื่อ ก้มลงมองช่องว่างนั้นเงียบ ๆ และไม่คิดจะพูดอะไร พลางมองไปยังเทพเจ้าที่นั่งอยู่ด้านหน้าอย่างไม่ค่อยไว้วางใจ

“นี่ ๆ ช่วยพาพ่อของเจ้าไปหมู่บ้านโมโมะทีนะ ทางโน้นน่ะ”

ลินจิคุยกับเพกัส ชี้มือเฉียงไปด้านหลัง

“เจ้าเป็นพ่อม้าตัวนี้งั้นรึ”

“ป่าวครับ ผมหมายถึงคุณชุนไง”

ขณะนั้นเพกัสก็ลุกขึ้นมา สองมือของชุนก็โอบเอวลินจิไว้หลวม ๆ

“หา… ข้าไม่ได้เป็นพ่อม้าสักหน่อย”

เกือกเพลิงปะทุขึ้นมา ก่อนที่ร่างของทั้งสามจะทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็ว

“…!”

แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าคนข้างหลัง แต่ลินจิก็รู้สึกถึงมืออุ่น ๆ ที่สัมผัสเอวแน่นขึ้น

จบบทที่ ตอนที่ 25 ห้วงเวลาที่หยุดหมุน

คัดลอกลิงก์แล้ว