เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 18 เบาะแส

ตอนที่ 18 เบาะแส

ตอนที่ 18 เบาะแส


ตอนที่ 18 เบาะแส

 

ในที่สุดลินจิก็เกลี้ยกล่อมชุนไปสุสานได้สำเร็จ พวกเขาทั้งสองออกจากสำนักตั้งแต่เช้าตรู่ โดยฝากชายผู้เฝ้าประตูกล่าวลาเจ้าสำนักแทนพวกตน

“ขอโทษพวกท่านด้วยนะขอรับ เจ้าสำนักดื่มหนักจึงตื่นมาส่งไม่ไหว”

คนเฝ้าประตูเอ่ยพลางค้อมศีรษะ ส่วนลินจิก็ยกแขนสะบัดมือ

“ไม่เป็นไร ๆ ตามสบายเถอะ”

เส้นทางสู่ ‘สุสานเปี๊ยกโกะ’ จำเป็นต้องเดินลงเขาและข้ามเขาไปอีกสองลูก ครั้นลินจิจะขอขี่หลังชุนเหาะไป เขาก็ทราบดีว่าฝั่งนั้นคงปฏิเสธ แม้ตนจะสามารถจำแลงเป็นเทพจิ้งจอกสวรรค์แล้วเหาะเหินเดินอากาศไป แต่ระยะเวลาแปลงกายก็สั้นจู๋เพียงนิดเดียว เช่นนี้ลินจิจึงเลือกเก็บพลังไว้ใช้ยามคับขัน

ขณะเดินทางสองต่อสองเหมือนออกเดต ห้าชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า แดดอ่อนยามสามเปลี่ยนเป็นแดดจ้า โชคดีที่วันนี้เมฆหนาจึงไม่ร้อนเท่าที่ควร ตั้งแต่หลุดมาโลกนี้ ลินจิแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลย ก็เขาเป็นผู้ชายนี่นา แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะหลั่งบางอย่างออกไป ขณะนั้นลินจิก็นึกสงสัยขึ้นมา จึงชะลอฝีเท้า จับคาง หรี่ตา วิเคราะห์ชุนจากด้านหลัง เมื่อไม่ได้คำตอบจึงตัดสินใจถาม

“นี่คุณชุน ผมไม่เห็นคุณชุนช่วยตัวเองบ้างเลย ไม่รู้สึกแปลก ๆ เหรอครับ”

ชุนหยุดกึกทันที ก่อนหันมาถามเสียงเรียบ

“เจ้าพูดเรื่องอะไร”

ลินจิซึ่งเดินรั้งท้ายรีบวิ่งตามชุน ก่อนจะก้าวขาพร้อมกัน จากนั้นก็อธิบาย

“ก็… เวลาจุ๊ดจู๋ไม่สบายมันก็จะบวมเบ่งขึ้นมา ไม่รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านบ้างเลยเหรอ”

คิ้วขวาชุนกระตุกหงึกทันที สำหรับเขาแล้วการอดทนต่อสภาวะร่างกาย คือการฝึกฝนอย่างหนึ่ง เรื่องที่ลินจิถามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากตนจะพูดถึงสิ่งนี้ นับเป็นเรื่องน่าอาย

เมื่อชุนรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าว เขาก็รีบเร่งฝีเท้าเดินนำ ตอบเสียงแข็งว่า…

“ไร้สาระ!”

ลินจิมองตามหลังชุนอย่างเวทนาสงสาร เกิดมาเป็นชายทั้งที มันต้องลิ้มรสของแบบนี้บ้าง ไม่งั้นจะมีไว้ทำไมกัน พิลึกคนจริง ๆ

“…ตายด้านแล้ว”

ชุนหันขวับ เดินย้อนหลังตึงตังทันที

“หา… ว่าไงนะ เจ้าว่าไงนะ”

“อ๊ะ!”

ลินจิก้าวถอยหลัง ยกสองมือปราม รีบอธิบาย

“ก็มันเป็นเรื่องธรรมชาตินี่ครับ ช่วยทำให้เราผ่อนคลายจากความอัดอั้น หรือคุณชุนทำไม่เป็น แบบนั้นผมจะได้สอนให้”

“ข้าไม่ต้องการ!”

แย่แล้ว แย่แล้ว ทำให้ชุนโกรธเข้าจริง ๆ เสียแล้ว ลินจิคิดวิธีเอาตัวรอด จึงแสร้งทำเป็นลูบท้อง ก่อนพูดว่า…

“เฮ้อ… หิวข้าวจังเลยนะเนี่ย”

คิ้วที่ขมวดอยู่แล้ว ขมวดแน่นขึ้น

“เมื่อกี้เจ้าก็กินกล้วยหอมเซ่นไหว้จนหมดหวีไปแล้วไม่ใช่เรอะ”

“แต่ว่าไม่ได้กินข้าวด้วยนี่นา”

“นี่เจ้า!”

พอชุนพ่นลมวัวกระทิงออกจมูก ลินจิก็ถามตาใส อย่างไม่สนใจหัวข้อสนทนาเก่า

“คุณชุนได้พกของกินมาบ้างรึเปล่า”

“ข้าไม่มีหรอก แต่ว่าอีกเดี๋ยวก็จะถึงหมู่บ้านข้างหน้าแล้ว ทนไปก่อนแล้วกัน”

ว่าแล้วชุนก็รีบนำหน้าไปทันที

ลินจิระบายลมหายใจอย่างโล่งอก โชคดีที่เอาตัวรอดจากบุรุษขี้โมโหมาได้ ฮิฮิฮี่ จับทางได้แล้ว วันหลังถ้าชุนโกรธเขาจะแกล้งทำเป็นเมินเรื่องที่คุย แล้วเปลี่ยนไปอีกเรื่องหนึ่ง แบบนี้สินะที่เรียกว่า ‘กลยุทธ์เปลี่ยนเรื่อง ’

“เย้! หมู่บ้านจริง ๆ ด้วย”

ลินจิชูสองแขนวิ่งตามอย่างร่าเริง แสร้งแสดงละครกลบเกลื่อนเพื่อให้ชุนตายใจ ขณะนั้นชุนก็หรี่ตาสังเกตหมู่บ้าน

“นี่เจ้า! รู้สึกว่าหมู่บ้านนั่นมันแปลก ๆ ไหม”

“เอ๊ะ”

เมื่อสังเกตจากมุมสูง ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ บ้านเรือนบางหลังมีสีดำราวถูกไฟไหม้ บางหลังก็พังทรุดลงมาราวกับสภาพหลังสงคราม แต่ก็ยังมีบ้านที่คงสภาพปกติหลงเหลืออยู่บ้างเป็นหย่อม ๆ

….

เมื่อมาถึงหมู่บ้านก็พบว่า บ้านไม้แทบทุกหลังมีร่องรอยเพลิงไม้ บางหลังก็ทรุดพังทลาย ส่วนบ้านที่ยังคงสภาพดีกลับรกร้างไม่มีมนุษย์อาศัย กลิ่นควันไฟอ่อน ๆ กับเสียงเงียบสงัด ให้ความรู้สึกราวกับวันสิ้นโลก

ตอนนั้นเองชายชราคนหนึ่งก็เดินออกมาทำท่าด้อม ๆ มอง ๆ ตามด้วยชวยหนุ่มอีกสามคนที่เดินกุมเป้าตามหลังมาอย่างสำรวมราวกับคนใช้ เมื่อพวกเขาเห็นว่าชุนกับลินจิไม่น่าจะใช่ปีศาจร้ายจึงเอ่ยทัก

“พวกท่าน…”

ชุนและลินจิหยุดฝีเท้าหันมองไปตามเสียง พบชายชราผมขาว กับชายหนุ่มอีกสามคนที่ท่าทางเจี๊ยมเจี้ยมอยู่ด้านหลัง

ลินจิเห็นผู้ชายจึงทำตาเป็นประกาย แล้วก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยถาม

“เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอครับ”

ชายชรากวาดสายตาสำรวจลินจิและชุนอยู่พักหนึ่ง

“โล่งอกไปที ท่านคงใช่พวกปีศาจปลอมตัวมาหรอกนะ”

“แหม… ไม่ใช่ปีศาจหรอกครับ”

ลินจิยิ้มเจื่อน ยกแขนสะบัดมือขึ้นลงสามครั้ง

“เมื่อวันก่อนมีปีศาจข้ามาบุกหมู่บ้านแล้วฆ่าท่านเจ้าเมืองน่ะขอรับ ตอนนี้ชาวบ้านคนอื่น ๆ ต่างอพยพหนีไปกันแล้ว”

“อ้าว! แล้วท่านไม่หนีไปด้วยเหรอ”

ลินจิถามอย่างสงสัย ขณะเดียวกันชุนก็ยืนฟัง ส่วนชายชราก็ถอนหายใจ

“ข้าแก่แล้ว ถ้าต้องตายก็ขอตาย ณ ถิ่นเกิด โชคดีที่หลังจากวันนั้นทุกอย่างก็สงบลง ไม่มีแม้แต่โจร หรือปีศาจโผล่มาสักตน”

“พูดอะไรแบบนั้นล่ะครับ ชีวิตเป็นสิ่งมีค่านะครับ”

“อ๊ะ!”

มือหนาปิดปากลินจิทันที ขณะที่ลินจิดิ้นทำเสียงอู้อี้ดัง “อื้อ ๆ” เพราะหายใจไม่ออก ชุนก็ถามต่อ

“ท่านช่วยบอกลักษณะของปีศาจที่มาบุกหมู่บ้านนี้ให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม”

ชายชราพยักหน้า

“คนที่มาบุกหมู่บ้านเป็นชายหนุ่มผมทอง ตัวสูง ร่างโปร่ง บนหน้าผากปรากฏแสงสีฟ้ารูปดวงตา อีกทั้งยังประกอบร่างเนื้อได้ขึ้นมาใหม่ เห็นแบบนั้นข้าจึงมั่นใจว่าคงไม่ใช่มนุษย์แน่”

ลินจิก็กระตุกผ้าคลุมของชุนพลางเงยหน้ามอง ทั้งสองพยักหน้าให้กันเหมือนรู้คำตอบ ชายชราสงสัยจึงถาม

“พวกท่านรู้จักหรือ…”

ชุนปิดปากส่ายหน้า ลินจิจึงสะดุ้งขึ้นมาหนึ่งครั้ง ก่อนหันไปยิ้มเจื่อนให้เหล่าชาวบ้าน

“อ้อ! เปล่าหรอกครับ”

จู่ ๆ ลินจิก็ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขดมกลิ่น ชุนจึงขมวดคิ้ว

“เจ้าเป็นอะไร!”

“ได้กลิ่นแปลก ๆ…”

ลินจิหยุดพูด ขยับปีกจมูก แล้วพูดต่อ

“เหมือนตอนที่เจอปีศาจเลย”

ชายชราและเหล่าผู้ติดตามได้ยินเช่นนั้นจึงเบิกตากว้าง ถามว่า จริงเหรอ ๆ พลางหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง ส่วนชุนก็กวาดสายตาสำรวจเช่นกัน

“เจ้าได้กลิ่นที่ว่ามาจากทางไหน”

“ทางโน้นน่ะครับ”

 

ลินจิกระตุกผ้าคลุมของชุนสองครั้ง พลางชี้ไปยังซากปรักหักพังที่เห็นอยู่ไกล ๆ ชุนเกรงว่าชายชราและผู้ติดตามจะไม่ปลอดภัย จึงปรามว่า

“พวกท่านรออยู่นี่ก่อน”

ชายชรากับเหล่าผู้ติดตามพยักหน้า

เมื่อเดินมาถึงต้นตอของไอชั่วร้าย ก็พบหลังคาดินเผาและเศษไม้กองทับถมกันอย่างเละเทะ ลินจิมองเห็นปราณปีศาจสีม่วงที่ปกคลุมซากเหล่านั้น จึงกำมือซ้ายหลวม ๆ แล้วยกขึ้นปิดปาก บอกเสียงสั่นว่า…

“ตะ…ต้องเป็นปีศาจแน่ ๆ”

“ซ่อนตัวอยู่สินะ”

ชุนเอ่ยพลางย่อขา จับดาบ เตรียมจู่โจม

ขณะเดียวกันลินจิก็วิ่งเข้าไปหลบด้านหลังชุน พลางเปิดใช้เขตอาคมเทพเจ้าคุ้มกัน แม้จะสามารถแปลงกายเป็นเทพจิ้งจอกสวรรค์ แต่พลังนั้นมีจำกัด ลินจิจึงเก็บเอาไว้ใช้ในยามที่ตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ

ทันใดนั้นซากปรักหักพังก็สั่นสะเทือนดังกึกกัก ราวกับมีบางสิ่งซ่อนตัวอยู่ในนั้น ปราณสีม่วงแผ่ขยายรุนแรงแล้วรวมตัวกันเป็นสีดำ จากนั้นซากไม้และหลังคาก็ปลิวกระจาย

หุ่นดินเผายักษ์รูปร่างคล้ายมนุษย์โผล่พุ่งออกมา ใบหน้าดูแข็งทื่อไร้อารมณ์ไม่ต่างจากรูปปั้น ลำตัวห่อหุ้มด้วยชุดเกราะคล้ายกระเบื้องดินเผา สองมือจับกระบองยาว

“ว๊าก!”

ลินจิตกใจร้องลั่น เบิกตากว้าง เงยหน้ามองปีศาจยักษ์ พลางถอยหลังขาสั่นก่อนจะล้มก้นกระแทกพื้น

“โอ๊ย…”

เมื่อรู้สึกเจ็บสติก็กลับมา ลินจิจึงใช้ทักษะ ‘หยั่งรู้’ ส่องดูข้อมูล

[โมเอตาจี้ ปีศาจ เพศชาย]

“ข้าจัดการเอง!”

ชุนตะโกนพลางวางดาบขวางเป็นแนวนอนระดับสายตา คมดาบทั้งสองขนาบฟ้า ขนาบดิน สองนิ้วทาบที่ตัวดาบ พร้อมบริกรรมบทคาถา จากนั้นตัวดาบก็เปล่งแสงสีแดง

วินาทีที่ปีศาจฟาดกระบองลงมา วงเวทขนาดยักษ์ก็ปรากฏบนผืนดินล้อมรอบปีศาจตนนั้น

“เวทพายุเสาเพลิง!”

ชุนตวัดคมดาบอย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นเส้นแสงสีแดง ทันใดนั้นเสาเพลิงขนาดใหญ่ก็พุ่งจากพื้นบริเวณที่ ‘โมเอตาจี้’ ยืนอยู่เป็นแนวดิ่งทะยานขึ้นฟ้า

พริบตานั้น ร่างใหญ่ยักษ์ก็ถูกเพลิงร้อนแผดเผาจนมอดไหม้เป็นตอตะโก เมื่อเสาเพลิงดับลง ร่างของ ‘โมเอตาจี้’ ก็ทรุดทลายลงมาเป็นเถ้าถ่าน

ชุนยิ้มมุมปากร้อง “ฮึ” ออกมา ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก

“ขี้โกงนี่นา ใช้เวทแบบนั้น”

ลินจิขมวดคิ้วงอนพลางลุกขึ้น เขาเองก็อยากจะใช้เวทแบบนั้นได้บ้าง ขณะที่นึกน้อยใจตัวเอง ชายชราและผู้ติดตามก็เดินมาถึง

“ปีศาจจริง ๆ ด้วย”

ชายชรากล่าว พลางก้มมองเศษซากเถ้าถ่านที่กองอยู่ด้านหน้าชุน ส่วนผู้ติดตามก็เดินผ่านหน้าลินจิไปราวกับเป็นสายลมที่ไม่มีตัวตน

ลินจิถูกเมิน เดาะลิ้นเสียงดัง ชายชราจึงหันมามองแล้วหันกลับ จากนั้นก็หันขวับกลับมาอีกครั้ง พลางจับคางอย่างมองลินจิอย่างพิจารณา

“เจ้าหนุ่มหน้าตาคุ้น ๆ นะ”

ว่าแล้วชายชราก็เงยหน้านึก ผู้ติดตามได้ยินจึงหันมามองตาม

ลินจิกอดอก หันข้าง ร้อง “ฮึ” แล้วยักไหล่ขวาหนึ่งครั้ง ก่อนจะยกมุมปากข้างหนึ่ง ประกาศว่า…

“ตาถั่วกันหรือไง ไม่รู้จักเทพเจ้าสร้างโลกเหรอ”

“หา…”

ชายชรา และผู้ติดตามอีกสามคนทำตาโต อ้าปากค้าง ร้องเป็นเสียงเดียวกันทันที ชุนเกรงว่าถ้าคนรู้เรื่องนี้เยอะอาจสร้างความเดือดร้อนในภายหลังได้ จึงลงกำปั้นกลางหัวของลินจิ

“อ๊ะโอ๊ย!”

ตามด้วยแขนยาวเต็มไปด้วยมัดกล้ามรัดเข้าที่คอของลินจิ

“แอ้ก!”

ชายชราและผู้ติดตามมองทั้งสองตาปริบ ๆ เมื่อสังเกตว่า หนุ่มน้อยตรงหน้ามีลักษณะคล้ายรูปปั้นเทพเจ้าพวกเขาก็สะดุ้งพร้อมพากันคุกเข่า

“โอ้! ท่านเทพจริง ๆ ด้วย รบกวนท่านรับถวายอาหารเพื่อเป็นสิริมงคลต่อพวกเราด้วยเถิดขอรับ”

….

ลินจิและชุนตอบรับคำเชิญของชายชรา เมื่อมาถึงห้องรับรอง ผู้เป็นเจ้าของบ้านก็สั่งให้เหล่าใช้คนเตรียมอาหาร ลินจิเห็นมีแต่สาว ๆ จึงเอ่ยว่า

“ขอคนเสิร์ฟผู้เป็นชายนะครับ เอาสามคนที่อยู่กับท่านเมื่อกี้ก็ได้”

พอชายชราทำหน้าอึ้ง ถลึงตา ลินจิจึงยิ้มเจื่อน สะบัดไม้สะบัดมือ ปรับภาษาให้เข้ากับคนที่นี่

“แหม….ท่านก็ จะปล่อยให้ผู้หญิงทำงานหนักได้อย่างไร สตรีเพศอ่อนช้อยน่าทะนุถนอม ให้ไปนั่งเฉย ๆ เป็นรูปปั้นนอกบ้านก็พอแล้ว”

ชายชราพยักหน้ารัว ๆ ก่อนออกคำสั่ง

“พวกเจ้าไปนั่งเป็นรูปปั้นนอกบ้าน แล้วบอกให้พวกผู้ชายเตรียมอาหารให้มาสามชุด”

ชุนส่ายหน้าพ่นลมหายใจอย่างเอือมระอา อยู่ต่อหน้าผู้อื่นอย่างน้อยเขาก็ควรจะสำรวมไว้ ขณะเดียวกันเทพจอมวายร้ายก็ยิ้มน้อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทำตัวสั่น

เมื่อเหล่าคนใช้หนุ่มเข้ามา ลินจิก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ พวกเขายกโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดเท่าหน้าตักมาตั้งไว้ จากนั้นก็เสิร์ฟด้วยเซตอาหารตามลำดับสำหรับสามคน คนละหนึ่งเซต

จังหวะที่คนใช้หนุ่มโน้มตัววางถ้วยข้าว ลินจิก็ยื่นหน้าเข้าไป ทันใดนั้นควันร้อนระอุก็ลอยเข้าตา

“โอ๊ย!”

ลินจิใช้อุ้งมือทั้งสองกดลงไปที่เปลือกตาทันที

“อ๊ะ! ท่านเทพเป็นอะไรไหมขอรับ ข้าขอโทษ”

คนใช้หนุ่มอ้าปากค้าง ยื่นมือไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนจะช่วย

ทันใดนั้นชุนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ปัดมือของคนใช้ออก

“ปล่อยไว้แบบนั้นแหละ”

ชุนกดเสียงต่ำราวกับข่มขู่ คนใช้จึงปิดปาก พยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วรีบเผ่นออกจากห้อง

“โอ๊ย! ข้าวบ้าอะไรเนี่ย ทำไมควันมันแสบตาแบบนี้”

ลินจิบ่น หลับตาปี๋ในอุ้งมือพลางส่ายหัวไปมา ชายชราซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วค้างไว้ เขามองลินจิอย่างสงสัยอยู่พักหนึ่ง เกรงว่าตนอาจถูกพวกต้มตุ๋นตบตาเพื่อขอกินข้าวฟรี

พอลินจิใช้ทักษะ ‘ฟื้นฟู’ เยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดจากควันข้าว วินาทีนั้นแสงสว่างก็วาบขึ้นมา เมื่ออาการแสบตาทุเลา เขาก็เอามือลง แล้วพ่นลมหายใจจนไหล่ห่อ

ชายชราเห็นเช่นนั้นจึงโล่งอก พลางคีบผักดองสีเหลืองวางไว้บนถ้วยข้าว แล้วเล่าว่า

“มันมีข่าวลือกระฉ่อนไปทั่วเลย หมู่นี้ผู้ที่ใช้เวทต่างทยอยกันถูกฆ่าตาย หัวหน้าหมู่บ้านก็เป็นหนึ่งในเหยื่อเคราะห์ร้ายครั้งนี้ด้วย”

ได้ยินเช่นนั้น ชุนจึงถามขึ้นทันที

“ท่านพอทราบไหมว่า เหยื่อรายอื่นเป็นฝีมือของใคร”

“อร่อยจังเลย…”

ลินจิพุ้ยข้าว ร้องอย่างมีความสุข โดยไม่สนใจบทสนทนา อันที่จริงเขาแอบฟังอยู่

ชายชราวางตะเกียบลง แล้วเปลี่ยนมายกแก้วน้ำชา

“เอ่อ… เค้าลือกันว่าเป็นชายผมทอง ดวงตาสีฟ้า แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ก่อเหตุครั้งนี้รึเปล่า”

ชุนขมวดคิ้ว ก้มลงมองเซตอาหารอย่างไร้โฟกัส ขณะเดียวกันลินจิก็คีบเนื้อย่างหั่นเต๋าเข้าปาก ก่อนอมตะเกียบค้างไว้พลางเหล่มองด้านข้าง

ตอนนี้เรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของ ‘เพกัส’ เขาไม่อยากมีส่วนร่วม ถ้าเอ่ยปากก็มีแต่จะเพิ่มน้ำหนักให้กับภารกิจอื่น เรื่องอะไรจะสนใจ ชิชะ

ขณะที่คิดในใจ ชุนก็หันมา

“นี่เจ้า! คิดว่าอย่างไร”

“หืม”

ลินจิตอบอย่างไม่ใส่ใจ ขณะเดียวกันชายชราก็พูดต่อ

“เห็นเค้าว่ากันว่า ทุกคนที่ถูกสังหารล้วนแต่เป็นผู้ใช้เวทปลดผนึก ปีศาจตนนั้นคงจะกำลังตามหาผู้ที่สามารถปลดผนึกบางอย่างให้ตนได้ ข้าคิดว่าอาจจะเป็นเช่นนั้น”

ได้ยินชายชรากล่าว ความสนใจของลินจิก็เพิ่มขึ้นอย่างทันควัน

“เวทปลดผนึกเหรอครับ”

ชายชราพยักหน้าหนึ่งครั้ง

“’เวทปลดผนึก’ เป็นวิชาที่สามารถปลดคำสาปได้”

ลินจิทำหน้าอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนเอ่ยถามชุน

“คุณชุน เวทที่ใช้ผนึก ‘เพกัส’ มันใช่คำสาปรึเปล่าครับ”

ชุนกอดอก ส่ายหน้าช้า ๆ เขายังไม่แตะอาหารเลยสักคำ ระหว่างนั้นชายชราก็พูดว่า…

“ตำนานของ ‘เพกัส’ ไม่มีใครไม่รู้จัก ก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใช้เวทปลดผนึกหลายคนไปลองวิชา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย บางทีเรื่องของเพกัสอาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าต่อกันมาก็ได้”

…ไม่จริง ถ้าตำนานไม่เป็นความจริง ก็คงจะไม่มีเทพเจ้าผู้สร้างโลกที่นั่งหัวโด่ตรงนี้หรอก ลินจิเถียงในใจ

 

จบบทที่ ตอนที่ 18 เบาะแส

คัดลอกลิงก์แล้ว