เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 ชิมิชิมิ ที่หายไป

ตอนที่ 10 ชิมิชิมิ ที่หายไป

ตอนที่ 10 ชิมิชิมิ ที่หายไป


 

ตอนที่ 10 ชิมิชิมิ ที่หายไป

 

หลังจากที่ปล่อยให้ลินจินั่งเป็นผีเฝ้าศาลา ชุนก็เดินไปยังกลุ่มชาวบ้านที่กำลังเมาธ์มอยกัน

“…อุรามิ…”

เมื่อได้ยินชื่อ ‘อุรามิ’ ปีศาจที่เปี๊ยกโกะเคยผนึกไว้ในตำราต้องห้าม ชุนก็หูผึ่ง ก่อนจะเดินแทรกเข้าไปในวงสนทนาแล้วเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“เอ่อ… เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

เหล่าชาวบ้านส่งสายตาสงสัยไปยังชายหนุ่ม ซึ่งจู่ ๆ เข้ามาแทรก ผ่านไปได้สักพักจึงเดาออกว่าคงเป็นนักรบเวทจากเมืองโมโมะ ที่ชาวบ้านรู้เช่นนั้น เพราะเมื่อปีก่อนมีปีศาจปลาไหลออกมาทำลายหมู่บ้าน โมโมะจึงส่งชุนและเอวินมาช่วย ไม่แปลกที่คนแถวนี้จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชุนอยู่บ้าง

“อ้าว ถ้าจำไม่ผิด ท่านคือศิษย์ของท่านโมโมะ ไม่ใช่รึ”

ชุนค้อมคำนับ

นอกจากลูกชายครึ่งอสูร ‘อากิ’ โมโมะยังมีศิษย์อีกสองคน

หนึ่งคือ มาซาโตะ ชุน ซึ่งโมโมะมองเห็นพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของเขาตั้งแต่ยังเด็ก จึงถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น รวมถึงวิชาอัญเชิญเทพเจ้าด้วย อีกทั้งชุนยังสามารถควบคุมธาตุทั้งสี่ได้ คือ ดิน น้ำ ไฟ และสายฟ้า ซึ่งปกติแล้วผู้ใช้เวททั่วไปสามารถควบคุมได้อย่างมากเพียงสองธาตุเท่านั้น

ส่วนอีกหนึ่งคือ ฮาเกชิ เอวิน ผู้ครอบครองดาบอสูรทมิฬที่มีความเชื่อกันว่า ทำมาจากกระดูกของราชายักษ์ ชุนรู้ดีว่าเอวินมีความปรารถนาในตัวคู่มั่นของตน และยังต้องการชนะตนในเรื่องของพลังเวท แต่เขาก็พยายามที่จะไม่คิดว่า… เรื่องนี้จะเกี่ยวกับเอวิน

เหล่าชาวบ้านมองหน้ากันครู่หนึ่งเพื่อปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี แต่พอนึกออกว่าชุนกับเอวินเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันจึงเอ่ยถาม

“ท่านสนิทกับ ท่านเอวิน ใช่ไหม”

“ข้า... คิดว่าสนิทนะ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”

“เอ่อ… คือว่า”

ชาวบ้านแสดงอาการกระอักกระอ่วน ชุนเห็นแบบนั้นก็พอเดาได้จึงเอ่ยออกมา

“เอวิน หายตัวไปตั้งแต่สามวันก่อน ข้าก็แปลกใจเหมือนกัน อีกทั้งตำราต้องห้ามยังหายไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน พวกท่านพอจะทราบข่าวเรื่องนี้ไหม”

“ค่อยยังชั่ว ท่านไม่ได้ถูกจิตชั่วร้ายของ ‘อุรามิ’ ครอบงำด้วยหรอกหรือ มีข่าวลือจากชาวบ้านที่ออกไปล่าสัตว์บนเขาอสุราน่ะสิ”

“ข่าวลืองั้นหรือ”

ขณะที่ชุนใช้มือขวาจับคางทำท่านึก ชาวบ้านอีกคนหนึ่งก็เปิดปาก

“วันนั้นข้ากับสหายขึ้นไปล่ากวางที่เขาอสุรา ได้ยินเสียงสัตว์แตกตื่นวุ่นวายเลยลองเดินสำรวจดู ตอนนั้นพวกข้าก็พบชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังดูดกลืนจอมมารเนตรทิพย์เข้าไปในร่าง ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อสายตาหรอกว่าจะเป็นท่านเอวิน แต่พอเห็นด้ามดาบหัวยักษ์สีดำ ข้าก็มั่นใจขึ้นมา ไม่แน่อาจเป็นไปได้ว่าเขากำลังถูกจิตชั่วร้ายของตำราต้องห้ามเข้าครอบงำ”

“ยิ่งมีข่าวลืออีกว่า ตำราต้องห้ามได้หายไปจากตำหนักของท่านโมโมะ พวกข้าไม่ค่อยสบายใจเลย ถ้าเป็นเหมือนสิบสองปีก่อนโลกคงต้องเกิดภัยพิบัติแน่”

ขณะที่ชุนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกชาวบ้านก็ติดลมพูดกันไม่หยุดหย่อน…

“ต้องใช่อุรามิแน่ ๆ”

“อุรามิที่ท่านเปี๊ยกโกะผนึกไว้ในตำราต้องห้ามงั้นหรือ”

“อีกข่าวลือก็คือ ผลึกดวงดาวได้ตกลงมาจากสวรรค์พร้อมกับเทพเจ้าสร้างโลก”

“หรือเจ้าอุรามิจะดูดกลืนจอมมารเนตรทิพย์เข้าไป เพื่อใช้พลังส่องหาผลึกดวงดาวกันแน่นะ”

“…ขออภัยที่มารบกวนการสนทนาของพวกท่าน ข้าขอตัวก่อน”

ฟังแล้วชุนก็รู้สึกหงุดหงิด จึงเลือกจังหวะตัดบทแล้วเดินจากมา

 

 

เมื่อชุนเดินย้อนกลับมาก็ไม่เห็นลินจิอยู่ในศาลาแล้ว จึงมองซ้ายมองขวาตามหาเจ้าตัวแสบ พลางบ่นในใจบิดามันเถอะ เหมือนจะฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง เจอตัวจะจับไปขังในคอกหมูเสียให้เข็ด

ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากศาลา ชุนก็เห็นลินจิยืนตัวสั่นอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าตามไปดู

ขณะที่ลินจิทำตาขวาง แยกเขี้ยวขู่แง่ง ๆ ใส่แผ่นหลังของท่านชายที่กำลังเดินจากไปอย่างใจเย็นอยู่นั้น มือหนึ่งก็ยื่นจากด้านหลังมาตบไหล่ ลินจิสะดุ้งเหมือนหมาโดนสาดน้ำแล้วรีบหันไปทันที

“คุณชุน”

“ข้าบอกให้เจ้านั่งรอในศาลา ทำไมถึงยืนเป็นสุนัขบ้าขู่ไล่หลังผู้อื่นเช่นนี้”

ชุนสังเกตสีหน้าลินจิอย่างสงสัย ก่อนจะทอดสายตามองท่านชายที่กำลังเดินจากไป เมื่อเห็นแสงสีชมพูของอาวุธที่ส่องประกาย ชุนก็รู้สึกคุ้น ๆ จึงตะโกนเรียก

“ช้าก่อน!”

ลินจิอ้าปากหวอ มองชุนอย่างมึนงง พลางคิดว่าจะเรียกตานั่นอีกทำไม คนแบบนั้นปล่อยไปที่ชอบที่ชอบเถอะ

พอเห็นชุนไล่ตามท่านชายไป ลินจิก็พ่นลมหายใจ ก่อนตัดสินใจเดินตามไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“คุณชุน รอผมด้วย!”

เมื่อเดินมาถึงลินจิก็เห็นชายหนุ่มสองคนยืนจ้องหน้ากัน จะว่าไปแล้วท่านชายผู้นั้นก็ดูดีราวกับโอ้ปป้าเกาหลีที่หลุดมาจากเอ็มวีก็ไม่ปาน ถ้าเทียบกับชุนแล้ว ลินจิก็รู้สึกว่าคนละแนวกัน ถึงชุนจะหล่อเหลาเอาหารแต่ก็ให้ความรู้สึกแข็งกระด้างเหมือนพวกสัตว์ป่า แต่ถ้าให้เลือก… ลินจิก็อยากจะอยู่กับสัตว์ดุร้ายมากกว่า เพราะถ้าทำให้มันเชื่องได้ก็เท่ากับว่าเป็นการเสริมบารมี

“ข้ารู้สึกคุ้น ๆ อาวุธของท่าน”

“สิ่งนี้หรือ”

พอชุนถาม ท่านชายก็หยิบปืนพกออกมา ตรงด้ามแกะสลักเป็นลายนกยูงคาบดอกไม้ เปล่งประกายแสงระยิบระยับดั่งอัญมณี

ชุนมองปืนกระบอกนั้นพลางมองหน้าท่านชายสลับกันไปมา ส่วนลินจิก็มองชุนอย่างไม่เข้าใจว่าจะงงอะไรนักหนากับอีแค่ปืนประดับประดาระยิบระยับ

“ท่านได้มันมาอย่างไร สิ่งนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลคู่มั่นข้า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีสองอัน”

“ท่านคงจำผิด”

ว่าแล้วท่านชายก็เก็บปืน พลางค้อมศีรษะให้ชุนเล็กน้อยเป็นการบอกลา เห็นแบบนั้นชุนจึงพยักหน้ารับ

ขณะที่ท่านชายหันหลังก้าวไปได้เพียงสามก้าว ชุนก็เอ่ยเรียกอีกครั้ง

“ช้าก่อน!”

“มีธุระอะไรอีกหรือ”

ท่านชายหันมาหรี่ตา ดวงตาสีเข้มวาววามอย่างน่าสงสัย

“ข้าขอเสียมารยาทหน่อย ข้าอยากทราบชื่อของท่าน”

“ข้ามีนามว่า โฮตารุ”

ท่านชายตอบเสียงเบา พลางเบือนสายตาไปทางอื่น

เมื่อได้ยินท่านชายบอกชื่อ ลินจิก็เอะใจขึ้นมา เขาจำได้ว่าตอนที่ใช้ทักษะหยั่งรู้เมื่อครู่ ข้อมูลไม่ได้บอกว่าคนผู้นี้ชื่อโฮตารุ ลินจินึกสงสัยจึงใช้ทักษะหยั่งรู้ส่องดูข้อมูลอีกรอบ

< [หยั่งรู้ LV3] เริ่มทำงาน >

[ฮิคาริ ยู มนุษย์ เพศหญิง]

ฮี่ ๆ ได้เวลากระชากหน้ากากแล้ว ลินจิเงยหน้ามองท่านชายแล้วร้อง “ฮึ” ออกมา พลางแอ่นอกขยับไหล่ยึกยัก ก่อนจะบอกว่า…

“โกหก”

ลินจิพูดต่อโดยไม่สนใจท่านชายที่กำลังนิ่งอึ้ง

“คุณไม่ได้ชื่อโฮตารุ คุณชื่อ ฮิคาริ ยู ต่างหาก”

“อะไรนะ!”

ชุนเบิกตากว้างหันมองลินจิอย่างงุนงง ก่อนจะมองท่านชายที่อ้างว่าตนชื่อ ‘โฮตารุ’ ด้วยแววตาสั่นไหว ส่วนลินจิก็งงแล้วงงอีกว่าชุนจะงงทำไมกัน

“เจ้าทาส เจ้ารู้ชื่อของข้าได้อย่างไร”

“รู้ก็แล้วกัน แล้วผมก็ไม่ใช่ทาสด้วย”

จู่ ๆ กลิ่นหอมของดอกซากุระก็ลอยมาพร้อมกับสายลม ขณะที่ท่านชายถามลินจิ ชุนก็มั่นใจว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นของยูไม่ผิดแน่

“ความลับแตกแล้วสินะ”

ท่านชายเบือนสายตาต่ำลงเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเหวี่ยงตัวออกเดินจนชายผ้าสะบัดพลิ้ว

ทันใดนั้นชุนก็ก้าวไปรั้งแขนของท่านชายไว้

“นี่เจ้า…”

“อ๊ะ”

เมื่อเห็นภาพบาดตาบาดใจลินจิก็ร้องออกมา แล้วอ้าปากหวอค้างไว้แบบนั้น เมื่อท่านชายหันมา ลินจิก็มองทั้งสองสลับกันอย่างงงงวย

ชุนไม่เข้าใจไปขณะหนึ่ง หมายความว่าอย่างไรกัน ‘ยู’ คือคู่มั่นของเขา แต่คนคนนี้คือผู้ชาย ทั้งคู่นิ่งเงียบกันไปพักหนึ่ง จากนั้นชุนจึงเอ่ยถาม

“ยู นี่เจ้าจริง ๆ หรือ”

ท่านชายยิ้มด้วยมุมปากแล้วร้อง “ฮึ” ออกมา

“ทำไมกัน ถ้าข้ากลายเป็นชายแล้วเจ้าจะตัดใจจากข้าอย่างนั้นหรือ”

ชุนไม่ตอบอะไร ทำได้เพียงส่ายหน้าช้า ๆ ทั้งสองมองตากันอย่างคุ้นชิน

ตอนนั้นเองร่างกายลินจิก็หนักอึ้ง ชาแปลบเหมือนแช่อยู่ในธารน้ำแข็ง แม้เขาจะรู้จักชุนเพียงไม่กี่วัน แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อความรู้สึกเช่นนี้ มันจะมีความหมายอื่นใดอีก นอกจากคำว่า… ‘ตกหลุมรัก’

ระหว่างที่นิ่งอึ้งเงียบกันไปทั้งสามคน ท่านชายก็เอ่ยปากเล่า…

“เมื่อสามวันก่อน ‘อุรามิ’ ได้หลุดออกมาจากตำราต้องห้าม จากนั้นมันก็เข้าครอบงำเอวินแล้วบุกมาในคฤหาสน์ของข้า มันพยายามชิงตัวข้าไป แต่เหมือนว่าตอนนี้อุรามิยังอ่อนกำลังนัก เมื่อสู้กับข้าไม่ไหว มันจึงสาปข้าให้กลายเป็นบุรุษ”

เท่าที่ชุนรู้ เอวินเองก็มีความปรารถนาในตัวของ ‘ยู’ แต่เขาก็คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชุนเองก็มีความรู้สึกผิดต่อเอวินอยู่บ้าง แต่เรื่องความรักมันเกิดจากการตกลงปลงใจของคนสองคน ในเมื่อยูไม่ได้มีใจให้เอวิน เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

“รู้ใช่มั้ยชุน ว่าเอวินมีความปรารถนาในตัวข้ามาตลอด แม้ตอนนี้ร่างของข้าจะกลายเป็นชาย แต่เชื่อว่าเศษเสี้ยวหนึ่งในหัวใจของเอวิน น่าจะยังมีความรักต่อข้าอยู่บ้าง ข้าจะใช้จุดนี้เข้าแทรกแซงเพื่อกำจัดอุรามิในใจของเอวินด้วยตัวข้าเอง”

ชุนส่ายหน้า อ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก ขณะเดียวกันเมื่อลินจิได้ฟังเรื่องราวคร่าว ๆ ก็นิ่งอึ้งหน้าชา สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก

“งั้นเจ้าไปกับข้า เกิดอันตรายขึ้นมาใครจะปกป้องเจ้า”

ชุนดึงแขนของยูเพื่อรั้งไว้ ลินจิเห็นภาพบาดตาบาดใจอีกครั้งก็รู้สึกทนแทบไม่ไหวจึงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

“เชิญเจ้าไปกับทาสของเจ้าเถอะ ข้าก็เพิ่งรู้ว่าเจ้ามีรสนิยมแปลกถึงเพียงนี้”

โฮตารุกล่าว มองลินจิด้วยสายตาดูแคลน พร้อมกับสะบัดมือชุนออก

“ไม่ใช่ เจ้านี่ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้นนะยู”

เมื่อได้ยินแบบนั้นลินจิก็สะดุ้งเฮือก นอกจากจะมีศัตรูเป็นปีศาจแล้ว ลินจิก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าต้องมาเจอกับศัตรูหัวใจ คำปฏิเสธของชุนที่มีต่อเขามันรุนแรงเกินกว่าเด็กหนุ่มตาดำ ๆ จะรับไหว ลินจิหันไปมองทั้งสอง แต่หยาดน้ำบาง ๆ ก็หุ้มกระจกตาจนเห็นภาพไม่ชัด

…ดีแล้วที่เห็นไม่ชัด ถ้าเห็นชัดคงทนไม่ไหว ขนาดภาพเบลอ ๆ ยังแสบหัวใจได้ถึงขนาดนี้

ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิด กลุ่มควันสีชมพูลอยคลุ้งกระจายทั่วบริเวณ ขณะเดียวกันลินจิก็ได้ยินเสียงชุนตะโกนเรียก “ยู…ยู!” ปนกับเสียงไอค่อกแค่ก

ถึงจะเป็นเสียงเรียกธรรมดา แต่ลินจิก็ไม่นึกเลยว่าจะมีอนุภาคทำลายความรู้สึกได้ถึงขนาดนี้ ทนไม่ไหวอยากจะร้องออกมาแล้ว แต่ก็ต้องกลั้นน้ำตาบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร

เมื่อกลุ่มควันสีชมพูจางหายไป เขตอาคมสีทองของลินจิก็สว่างไสวเห็นชัดขึ้นมา ส่วนยูก็หายตัวไป เหลือทิ้งไว้เพียงกลีบดอกซากุระที่โปรยปราย ลินจิทอดสายตามองชุนที่กำลังยื่นฝ่ามือลองรับกลีบดอกซากุระจากฟากฟ้า เห็นแววตาสั่นไหวของชุนสะท้อนกับแสงพร้อมคราบน้ำตา พอหยาดน้ำล่วงหล่นลงมาชุนก็ก้มหน้าลง

“ไปกันเถอะ เจ้าหนู”

“ครับ”

เมื่อชุนออกตัวก้าวขาลินจิก็หยุดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะดับเขตอาคมแล้วเดินตามหลังไปด้วยแววตาสั่นระริก แต่ก้าวได้เพียงสองก้าวเท่านั้น ลินจิก็รู้สึกไม่ไหว เขาอยากจะร้องไห้ออกมา จึงสูดลมหายใจเข้าแล้วสะบัดหน้าบอกกับตัวเองว่า …ไม่เอาน่า คิดมากไม่ดีนะ จากนั้นก็เปลี่ยนสีหน้ายกยิ้มแล้ววิ่งร่าไปเดินข้างชุนทันที

 

 

 

ทั้งสองเดินทางออกจากหมู่บ้านกระทั่งมาถึง ‘สำนักเอ็นพี ตะวันออก’ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ตอนช่วงค่ำ ปากทางเข้าของที่นี่เป็นบันไดหินทอดยาว ให้บรรยากาศคล้ายศาลเจ้ากลางภูเขาเหมือนที่ลินจิเคยเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่น

ลินจิสังเกตถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของชุน เขาแทบจะเดินก้มหน้ามาตลอดทาง แถมยังไม่เอ่ยปากพูดสักคำ ซึ่งก็เป็นปกติของชุนอยู่แล้ว แต่สีหน้าเศร้า ๆ แบบนั้นก็ทำให้ลินจิรู้สึกแย่ตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ลินจิเองจะรู้สึกปวดใจเล็กน้อยที่ต้องมากินแห้วต่างโลก แต่ลินจิก็ถือคติประจำใจเสมอว่า ‘ไม่ยึดติดกับอดีต’ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเหมือนคาถาเยียวยาจิตใจที่ทำให้ลินจิสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเหมือนคนบ้า

ขณะที่ไม่รู้จะพูดอะไรลินจิก็ถามขึ้นมา

เดี๋ยวก่อนสิครับ เรามาที่นี่กันทำไมเหรอ

“มาค้างแรม หรือเจ้าอยากจะนอนกลางป่า”

ชุนพูดอย่างหงุดหงิดทำหน้าเหม็นใส่ ลินจิเห็นแบบนั้นก็ไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่อยากทำให้ชุนรู้สึกแย่ไปกว่านี้

ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องไฟไหม้คฤหาสน์ ลินจิก็อยากจะภาวนาให้หล่อนตาย ๆ ไปเสียด้วยซ้ำ แต่เขารู้ว่าการปรารถนาแบบนั้นเป็นสิ่งไม่ดี เลยล้มเลิกความคิดบ้า ๆ นั้นไป แล้วเปลี่ยนเป็นเอาใจช่วยให้อีกฝ่ายปลอดภัยแทน ถึงแม้จะรู้สึกฝืนใจ แต่ชีวิตของคนเรานั้นสำคัญ

“ฮี่ ๆ หน้าบูดเป็นตูดฮิปโปเลย คิดถึงแฟนเหรอ”

ลินจิแสร้งยิ้มอารมณ์ดี

“ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี”

ชุนพึมพำพลางก้าวขาขึ้นบันใด สองข้างทางก็มีคบเพลิงส่องสว่างไสว เสียงของไม้ที่มอดไหม้พร้อมกลิ่นควันไฟ ให้บรรยากาศเหมือนกำลังแคมป์ปิ้ง

ขณะแสงของเปลวเพลิงสั่นไหวกระทบหน้าของชุนจนเป็นสีส้มเรือง ๆ ลินจิก็หยุดมองอยู่พักหนึ่ง เมื่อชุนไม่หยุดเดิน ลินจิก็วิ่งไล่ตามไปอยู่ข้าง ๆ ถามว่า…

“ไม่รู้จะทำยังไง หมายถึงเรื่องที่คู่มั่นกลายเป็นผู้ชายเหรอ”

“อืม”

ชุนเปล่งเสียงในคอเบา ๆ ไม่หันมามองลินจิเลยสักนิด ส่วนลินจิก็พยายามเร่งฝีเท้าก้าวให้ทันพลางสังเกตชุนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา

“ใช่เรื่องที่จิ๊มิ๊ของคู่มันหายไป แล้วกลายเป็นจุ๊ดจู๋แทน แบบนั้นเหรอ”

คิ้วหนา ๆ ของชุนกระตุกขึ้นอย่างบังคับไม่ได้ เขามองลินจิอย่างตำหนิติเตียน แล้วพูดว่า

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า”

“อ้าว ถ้าไม่ใช่เรื่องนั้นก็ไม่เห็นต้องเครียดเลย ก็แค่คนรักกลายเป็นผู้ชายเองนี่”

“เจ้าไม่เข้าใจ”

ชุนพ่นลมออกจมูกพลางคิดว่า ใช้คำว่า ‘แค่’ ได้อย่างไรกัน

“ทำไมผมจะไม่เข้าใจ เข้าใจดีเลยล่ะ เพราะว่าเสียดายจิ๊มิ๊ใช่เปล่า ไม่อย่างนั้นคุณชุนก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก”

“หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว”

เอ็ดเสร็จ ชุนก็ลงมะเหงกเข้ากลางหัวของลินจิ

“โอ๊ย”

ขณะที่กำลังคิดว่า ‘ใช่สิ! เพราะว่าเราไม่มีจิ๊มิ๊ ชุนจึงไม่สนใจ’ ลินจิก็เห็นหมอกขาวโพลนลอยอยู่เหนือท้องฟ้า เหมือนจะตรงไปในทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไป ขณะนั้นความรู้สึกสะอิดเอียนคลื่นไส้เหมือนตอนที่เคยเจอกับปีศาจเมื่อคราวก่อนก็ผุดขึ้นมา

          “คุณชุน รู้สึกถึงอะไรแปลก ๆ ไหมครับ”

          “ไม่นี่”

          ชุนตอบอย่างไม่ใส่ใจ พลางก้าวขาขึ้นบันใดอย่างไม่รีรอ เห็นแบบนั้นลินจิก็หยุดเดินแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง แต่หมอกสีขาวก็หายไปแล้ว

ลินจิไม่แน่ใจว่าตาฝาดไปรึเปล่า แต่เขาก็รู้สึกสังหรใจอย่างบอกไม่ถูก

 

จบบทที่ ตอนที่ 10 ชิมิชิมิ ที่หายไป

คัดลอกลิงก์แล้ว