- หน้าแรก
- ฉันไม่ใช่นักสืบอัจฉริยะ
- บทที่ 21 - จดหมายลาตายที่ลึกซึ้ง
บทที่ 21 - จดหมายลาตายที่ลึกซึ้ง
บทที่ 21 - จดหมายลาตายที่ลึกซึ้ง
ห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่า
น้ำตาของซุนฉิงไหลออกมาไม่รู้ตัว เธอสะอื้นไห้ "พอพ่อรู้ว่าฉันลาออกจากโรงเรียนมาทำงาน จู่ๆ อารมณ์ของพ่อก็พลุ่งพล่านมาก ฉันนึกว่าปลอบสักสองสามคำก็จะดีขึ้น ไม่นึกเลยว่าพ่อจะ... ฆ่าตัวตาย พ่อทิ้งจดหมายลาตายไว้ด้วย"
ขณะพูดเธอก็หยิบกล่องบนโต๊ะในห้องนั่งเล่นขึ้นมา เปิดออกด้านในมีกระดาษพับอยู่
น่าจะเป็นจดหมายลาตาย
หานหลิงถอนหายใจ
บางทีพ่อของซุนฉิงอาจจะคิดหาวิธีตายเพื่อลดภาระของครอบครัวมานานแล้ว การที่ลูกสาวต้องลาออกจากโรงเรียนคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาหมดกำลังใจ
ซุนฉิงค่อยๆ คลี่กระดาษออก เสียงร้องไห้ดังขึ้น "พ่อบอกในจดหมายว่าพ่อเป็นคนถ่วงพวกเรา แต่ฉันกับแม่ไม่เคยโทษพ่อเลย
นี่ไม่ใช่ความผิดของพ่อ พ่อคือพ่อของฉันนะ!"
เมื่อเห็นซุนฉิงอารมณ์พังทลาย หานหลิงจึงนั่งลงข้างๆ เธอ ตบไหล่เบาๆ ใช้สัมผัสอ่อนโยนแทนคำปลอบโยน
ในเวลานี้ไม่ว่าพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์ คำว่า ‘เสียใจด้วย’ เป็นเพียงคำพูดสุภาพตามมารยาทต่อญาติผู้เสียชีวิตเท่านั้น
กระดาษถูกเปิดออก สายตาของหานหลิงมองไป
เป็นจดหมายลาตายจริงๆ ลายมือไม่หวัด ค่อนข้างบรรจง เห็นได้ชัดว่าอย่างน้อยพ่อของซุนฉิงก็เคยได้รับการศึกษาภาคบังคับ
หานหลิงกวาดสายตาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เนื้อหาส่วนใหญ่คือความอาลัยอาวรณ์ ความไม่เต็มใจ และความรู้สึกผิดต่อครอบครัว ประมาณแปดร้อยตัวอักษร พอดีกับเรียงความของนักเรียนมัธยมต้นหนึ่งฉบับ
[กินยาไปก็ไม่มีประโยชน์ อาการของพ่อ พ่อรู้ดี ยาพิษพวกนั้นไม่มีผลอะไรกับพ่อเลย]
...
[ฟังพ่อนะฉิงฉิง ต้องเรียนให้จบ การศึกษาระดับสูงอาจจะไม่ทำให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่มันจะช่วยให้ลูกไม่ต้องเดินอ้อมไปไกล พ่อหวังว่าลูกจะไปจากเมืองชิงชาง ไปดูโลกที่เจริญรุ่งเรืองในเมืองใหญ่]
...
[เงิน เป็นของดีจริงๆ นะ เฉพาะเวลาที่ลูกต้องการมันอย่างสิ้นหวังเท่านั้น ลูกถึงจะตระหนักถึงมันจริงๆ]
...
[อย่าไปให้อาหารเตี๋ยนเตี่ยนอีกเลย แมวเร่ร่อนน่ะเลี้ยงไม่เชื่องหรอก มันใจแข็งกว่าคนเสียอีก แล้วก็... สกปรกมาก มันชอบใช้เท้าถูจมูกไม่หยุด นั่นคือการบรรเทาความอึดอัดจากความสกปรก ถ้าลูกชอบสัตว์ตัวเล็กๆ จริงๆ พ่อแนะนำให้เลี้ยงหมา]
...
[เฮ้อ ไม่ได้เจอหล่างหล่างนานแล้ว คิดถึงเขาจัง พ่อรู้ว่าหล่างหล่างเป็นเด็กดี เป็นมาตลอด พวกแกพี่น้องต่อไปต้องอยู่กันดีๆ นะ]
"หืม? เธอยังมีพี่ชายที่ยังมีชีวิตอยู่อีกคนเหรอ" หานหลิงเกือบคิดว่าตัวเองตาฝาด "แล้วคนล่ะ?"
ซุนฉิงกำจดหมายลาตายในมือแน่น พูดเสียงเบา "พี่ชายฉัน... เขาไม่สนใจที่บ้านเลย ตอนฉันหกขวบเขาก็เอาแต่ขลุกอยู่ในร้านเกม ต่อมามีร้านอินเทอร์เน็ตเขาก็ไปขลุกอยู่ที่นั่น ปีหนึ่งเจอกันสักสองสามครั้ง"
หานหลิงขมวดคิ้ว "เขาไม่ถึงกับยังมาขอเงินที่บ้านหรอกนะ?"
ซุนฉิงส่ายหน้า "นั่นก็ไม่ค่ะ แค่ไม่สนใจเท่านั้น เพราะว่าเขากับพ่อไม่ค่อยถูกกัน จริงๆ แล้วพ่อ... รักเขามาก"
หานหลิงเข้าใจแล้ว
ความหุนหันในช่วงวัยต่อต้านที่ลากยาวมาจนถึงตอนนี้
วัยรุ่นต่อต้านพอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้ที่บ้านเป็นยังไง?
พ่อป่วยหนัก แม่ทำงานเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่น้องสาวก็ยังต้องลาออกจากโรงเรียนไปทำงานที่สถานีรับซื้อของเก่า หมอนั่นไปนั่งแช่ร้านอินเทอร์เน็ตได้อย่างสบายใจได้ยังไง?
"พ่อเธอเสียแล้ว ไม่ได้แจ้งเขาเหรอ?" หานหลิงถาม
ซุนฉิงส่ายหน้า "ไม่มีเบอร์โทรค่ะ ไม่รู้ด้วยว่าเขาอยู่ที่ไหน แม่บอกว่าพรุ่งนี้ให้ฉันลองไปตระเวนถามดู ถ้าถามไม่ได้ก็ให้ไปตามหาร้านอินเทอร์เน็ตทั่วทั้งเมือง น่าจะหาเจอ"
หานหลิง "เขาชื่อเต็มว่าอะไร?"
ซุนฉิง "ซุนหล่างค่ะ"
ฉิงหล่าง (ฟ้าโปร่ง) ช่างเป็นชื่อที่ดี น่าเสียดายที่บ้านของเธอมีแต่เมฆหมอกมานานแล้ว ไม่มีวี่แววของความโปร่งใสเลย
ตอนที่ซุนฉิงกำลังจะพับจดหมายลาตายเก็บ หานหลิงก็กวาดสายตาอ่านเนื้อหาอีกครั้ง รู้สึกว่าจดหมายลาตายฉบับนี้เขียนได้ลึกซึ้งทีเดียว
อืม... ลึกซึ้งมากจริงๆ
เพียงแต่แอบมีความเห็นส่วนตัวปนอยู่เล็กน้อย
เมื่อเทียบกับหมา แมวเร่ร่อนเลี้ยงให้เชื่องได้ยากกว่าจริงๆ จำได้ว่ามีข่าวหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งให้อาหารแมวจรจัดสิบกว่าตัวในละแวกบ้านเป็นประจำทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งฝนตกเลยไปช้า พอเธอเปิดถุงอาหารแมวช้าไปหน่อย แมวจรจัดที่หิวโซทั้งหมดก็กรูเข้ามาขย้ำผู้หญิงที่ใส่กางเกงขาสั้นจนบาดเจ็บสาหัส
มันสรุปแบบนั้นไม่ได้หรอก ยังต้องดูนิสัยและประสบการณ์ที่ผ่านมาของสัตว์ด้วย
ตัวที่เคยโดนคนทำร้ายก็จะระแวงสูง ส่วนตัวที่ไม่เคยก็จะป้องกันตัวน้อยหน่อย เข้าหาได้ง่ายกว่า
"เมื่อก่อนพ่อเธอทำงานอะไร?" หานหลิงถาม
ซุนฉิงตอบ "เป็นเชฟค่ะ"
หานหลิงรู้สึกเห็นใจในความยากลำบากต่อจากนี้ของซุนฉิง แต่เขาก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก ตอนนี้เขาจึงพูดว่า "ทางสถานที่จัดพิธีศพคงต้องใช้เงินใช่ไหม? พวกเธอมีหรือเปล่า?"
เมื่อได้ยิน ซุนฉิงก็นิ่งไปสักพัก ก่อนจะพูด "ฉัน... พรุ่งนี้ฉันจะไปยืมค่ะ"
"ยืมฉันเถอะ" หานหลิงลุกขึ้นยืน "เธอรออยู่ที่บ้านสักครู่ ฉันไปกดเงินก่อน สองพันพอไหม?"
เขารับเงินเดือนมาหลายเดือนแล้ว หักไปสองพันก็ยังเหลือ อีกอย่างที่สถานีตำรวจก็มีข้าวให้กินมีที่ให้อยู่ ปกติเขาไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไร
"เอ๊ะ?"
มันกะทันหันมาก ซุนฉิงงงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรปฏิเสธหรือตอบตกลงดี
เมื่อเห็นความลังเลของเธอ หานหลิงจึงพูดว่า "ไม่ใช่ให้เปล่า ฉันให้ยืม ฉันชื่อหานหลิง รอเธอมีเงินเมื่อไหร่ ค่อยไปคืนฉันที่สถานีตำรวจวั่งโหลวก็ได้ ไม่ต้องรีบ สองพันพอไหม?"
ซุนฉิงเม้มริมฝีปาก คิดว่าอย่างน้อยก็ไม่ควรจะไม่มีเงินแม้แต่จะจัดงานศพให้พ่อ เธอจึงพูดอย่างซาบซึ้ง "ขอบคุณค่ะพี่ชายตำรวจ พอค่ะ พอแล้ว"
"อืม"
หานหลิงพยักหน้า ออกจากบ้านซุนฉิงแล้วขี่จักรยานไปธนาคาร เขามีประเป๋าเงินติดตัวตลอด ข้างในมีบัตรธนาคาร
ยี่สิบนาทีต่อมาเขากลับมา หานหลิงยื่นเงินสองพันที่เพิ่งกดมาให้ซุนฉิง และล้วงกระเป๋าเงิน เอาเงินทั้งหมดออกมาให้เธอด้วย รวมทั้งหมดเป็นสองพันหนึ่งร้อยสามสิบสองหยวน มีทั้งแบงก์ทั้งเหรียญ
เขาช่วยได้แค่นี้จริงๆ ในเมื่อมาเจอแล้ว หานหลิงคงทำเป็นเฉยเมยไม่ได้
ซุนฉิงซาบซึ้งจนน้ำตาไหล "ขอบคุณค่ะพี่หาน ฉัน ฉัน... ฉันจะเขียนใบยืมเงินให้"
พูดจบเธอก็จะไปหากระดาษกับปากกา
หานหลิงรั้งเธอไว้ "ไม่ต้องหรอก ฉันเชื่อใจเธอ เงินก้อนนี้ไม่ต้องรีบคืน สามปี ห้าปี ก็ได้"
สองพันไม่ใช่เงินเยอะ อนาคตไม่ว่าซุนฉิงจะเลือกทำงานหรือเรียนต่อมหาวิทยาลัย อีกสามสี่ปีก็คงหามาคืนได้
ถ้าถึงตอนนั้นซุนฉิงลืมหรือไม่คิดจะคืน ก็ไม่เป็นไร หานหลิงเป็นคนทำอะไรทำจริง แต่ไม่เคยคาดหวังกับใคร
เชื่อคนอื่นมากเกินไป มันตายได้
ชาติที่แล้วหานหลิงอาจจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่ตอนนี้เขามองทะลุปรุโปร่งแล้ว
นอกจากตัวเองแล้ว ไม่มีใครที่ไว้ใจได้ทั้งหมด
ก่อนจากไป หานหลิงถามถึงสาเหตุที่จ้าวข่ายแห่งสถานีรับซื้อของเก่าจ้องเล่นงานเธอ คำตอบที่ได้คือเธอปฏิเสธการจีบ
คำตอบนี้อยู่ในขอบเขตที่คาดเดาไว้ ซุนฉิงหน้าตาก็ไม่เลว แค่อายุยังน้อยเกินไปหน่อย จะมีความรักก็ยังเร็วไป ถึงจะคบหาจริงๆ ก็น่าจะคบกับคนวัยเดียวกัน ไม่ควรไปยุ่งกับวัยรุ่นที่เข้าสังคมแล้วตั้งแต่เนิ่นๆ
หานหลิงให้คำแนะนำสองสามประโยค และแนะนำให้เธอเลิกไปทำงานที่สถานีรับซื้อของเก่าแห่งนั้น
ซุนฉิงพยักหน้ารับคำ
"ฉันไปนะ เธอเอาของไปที่สถานที่จัดพิธีศพเถอะ เปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่ไกลหน่อย เป็นถนนใหญ่ที่มีไฟทางมีกล้องวงจรปิด ต้องให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหม?" หานหลิงถาม
"ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง" ซุนฉิงพูดพลางเดินตามหลังหานหลิงออกมาส่งเขาที่หน้าประตู
"กลับเข้าไปเถอะ" หานหลิงโบกมือ
เขากำลังจะขึ้นคร่อมจักรยาน แต่ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าดังมา เขาหันกลับไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินตรงมายังบ้านของซุนฉิง ท่าทางมีจุดหมายชัดเจน
เมื่อระยะทางใกล้เข้ามา หานหลิงก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายคือไอ้หนุ่มหัวทองที่เขาเคยเจอที่ร้านอินเทอร์เน็ตสองครั้ง
คำตอบดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นมาทันที มันเชื่อมโยงกันง่ายมาก
"พี่?" ซุนฉิงยืนนิ่งแข็งทื่อ
การคาดเดาได้รับการยืนยัน
เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เขาไปรวบรวมข้อมูลที่ร้านอินเทอร์เน็ต หมอนี่ยังมีกะจิตกะใจมาสนใจว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธหมอสาวคนนั้น แถมยังเล่นเกมครอสไฟร์อย่างเมามัน
หานหลิงปล่อยมือออกจากแฮนด์จักรยาน
(จบแล้ว)