เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 อะไรนักหนาเนี่ย?

ตอนที่ 2 อะไรนักหนาเนี่ย?

ตอนที่ 2 อะไรนักหนาเนี่ย?


ตอนที่ 2 อะไรนักหนาเนี่ย?

 

[มาซาโตะ ชุน มนุษย์ เพศชาย]

หลังจากใช้ทักษะ ‘หยั่งรู้’ ดูอีกครั้ง ก็เป็นไปอย่างที่ลินจิคิด

แต่เพื่อความมั่นใจว่าข้อมูลที่ตนได้มานั้นจะไม่ใช่การทึกทักคิดไปเอง ลินจิจึงเอ่ยถาม…

“คุณชื่อ… มาซาโตะ ชุน ใช่เปล่าครับ”

“ใช่! ถามทำไมกัน ข้าไม่ได้ให้เจ้ามาเล่นทายชื่อสักหน่อย ข้าถามว่าเจ้าเป็นเทพสังกัดไหนกัน”

ชายที่ชื่อ ‘มาซาโตะ ชุน’ ถามเสียงเข้ม

“เทพอะไรกัน ผมชื่อลินจิ”

เมื่อชุนเห็นสีหน้าไม่รู้ปี่รู้ขลุ่ยของฝ่ายตรงข้าม เขาก็บิดริมฝีปากคว่ำเล็กน้อยด้วยแววตาคมปลาบ คิดว่าคงพยายามข่มขู่ลินจิ

“รีบกลับไปที่ของเจ้าซะ! เจ้าเทพอ่อนหัด”

ได้ยินแบบนั้นลินจิก็รู้สึกไม่พอใจ

เทพเทิบอะไรบ้าไปแล้ว เขาเป็นมนุษย์ เป็นนักเรียน ม.ปลาย และถ้าเขารู้วิธีกลับก็คงจะไม่อยู่ที่นี่หรอก ผู้ชายหน้าเหม็นคนนี้ประสาทเสียไปแล้วหรืออย่างไรกัน หล่อเสียเปล่าแต่มารยาทถ่อยเหลือเกิน เพิ่งจะเจอหน้ากันแท้ ๆ พูดกันดี ๆ ก็ได้นี่

ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่ลินจิก็ไม่ตอบโต้ คนฉลาดต้องรู้จักประนีประนอมแล้วสร้างมิตร ส่วนคนเขลาก็มักจะคิดสร้างศัตรู

จากนั้นลินจิพูดเสียงอ่อย…

“ให้ผมกลับยังไงล่ะครับ”

“จริงหรือ เจ้ากลับไปไม่ได้จริง ๆ หรือ”

“ครับ”

“โธ่เว้ย!”

 

ชุนเอ่ยอย่างไม่พอใจ พอสังเกตใบหน้าของอีกฝ่ายเขาก็รู้สึกเอะใจขึ้นมา

รูปร่างหน้าตาของเทพอัญเชิญตนนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ‘เทพเจ้าผู้สร้างโลก’ ในตำนาน แต่เมื่อเห็นท่าทางเหยาะแหยะ ชุนก็ชักจะไม่แน่ใจ จึงเอ่ยถามอีกครั้งว่า…

“เจ้าเป็นเทพเจ้าสังกัดไหน”

ลินจิได้ยินคำถามเดิมก็ยู่หน้า

…สมองเสื่อมไปแล้วหรืออย่างไร เมื่อกี้ตนเพิ่งจะตอบว่าเป็นมนุษย์อยู่หมาด ๆ แต่ในเมื่อถูกเข้าใจผิด ลินจิก็ไม่อยากเรื่องมาก จึงตอบผ่าน ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ เทพก็เทพ ว่าแต่จะยืนตากแดดไปถึงไหนกัน ดูสิครับ ตัวผมแดงหมดแล้ว”

คิ้วขวาของชุนกระตุกหงึก ตั้งแต่เกิดมาเขายังเคยเห็นเทพอัญเชิญที่ไหนสำออยแบบนี้ และถ้าปล่อยทิ้งไว้ชุนก็คงจะลำบาก เพราะ ‘เวทอัญเชิญเทพเจ้า’ สามารถอัญเชิญเทพมาได้ครั้งละตนเท่านั้น

คิดได้แบบนั้นชุนก็ไม่รอช้า รีบหลับตาทำสมาธิร่ายบทคาถาทันที

“ยกเลิกอัญเชิญเทพเจ้า”

สิ้นสุดคำประกาศแสงสว่างก็เจิดจ้าขึ้น…

“...”

ทว่า…

“ไม่ได้ผล”

การอัญเชิญเทพเจ้าเป็นอย่างไรกันแน่ หากไม่เข้าใจเรื่องนี้ลินจิคงไม่อาจกลับโลกของตนได้ หรือว่าอันที่จริงเขาได้ตายไปแล้ว

ขณะที่ชุนกำลังฮึดฮัดเพราะร่ายเวทล้มเหลว ลินจิก็เอ่ยถามอย่างสงสัย

“เอ่อ…โทษที ที่นี่คือที่ไหนเหรอครับ”

 

ชุนรู้สึกไม่เข้าใจกับคำถามของอีกฝ่าย เทพเจ้าอัญเชิญทุกตนล้วนแต่ต้องทราบข้อมูลพื้นฐานของโลกที่ตนปรากฏตัวทั้งสิ้น แต่ในเมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนกำลังบอกว่า ‘อะไรหรือ’ ของอีกฝ่าย ชุนก็ถอนหายใจ

“นี่เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือโกหก”

“ก็ไม่รู้จริง ๆ น่ะสิ ไม่งั้นจะถามทำไมเล่า!”

เมื่อชุนเห็นสีหน้าจริงจังเหมือนอยากรู้ของอีกฝ่าย เขาก็ยกฝ่ามือทาบหน้าผากพลางส่ายหน้า

“ที่นี่คือ ‘อินเนอร์เวิลด์’”

“อินเนอร์เวิลด์”

ลินจิพึมพำเสียงเบาก่อนนึกขึ้นได้

‘อินเนอร์เวิลด์’ คือชื่อนิยายแฟนตาซีที่เขาเคยแต่งสมัยประถม หรือว่าเขาจะหลุดมาอยู่ในโลกนิยายแฟนตาซี

ทั้งชีวิตของลินจิ เขาเคยแต่งนิยายแฟนตาซีแค่เรื่องเดียวเท่านั้น แถมยังแต่งไม่จบ ที่เหลือก็เป็นนิยายชายรักชายเสียทั้งหมด

ถ้าที่นี่คือต่างโลกจริง ลินจิก็อยากจะหลุดมาอยู่ในโลกที่มีแต่หนุ่มหล่อเพียงอย่างเดียว มันต้องไม่ใช่โลกที่ใช้ความรุนแรงแบบนี้สิ

“ห๊ะ…”

ลินจิเงยหน้า หรี่ตา อ้าปากค้างอุทานออกมา

“อะไร”

“นี่ผมหลุดเข้ามาอยู่ในโลกนิยายเหรอเนี่ย!”

ชุนจ้องลินจิอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้า

“ข้าไม่เข้าใจ เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้า”

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถให้คำตอบได้ ลินจิก็คิดหนัก คิดแล้ว คิดอีก แต่คิดเท่าไหร่ก็ไม่ได้คำตอบ รู้เพียงแค่ว่า ‘อินเนอร์เวิลด์’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกตามหา ‘ผลึกดวงดาว’ เพื่อขอพรให้โลกสงบสุข เขาจำได้เพียงเท่านี้จริง ๆ

“เจ้าบ่นว่าร้อนไม่ใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาก่อนแล้วกัน”

 

ตอนนั้นเองที่คำเชื้อเชิญของชุนก็ได้ทำลายห้วงความคิดของลินจิจนไม่เหลือชิ้นดี

ลินจิเขินจนหน้าแดง ถึงไม่แน่ใจว่าตนจะฝันไปหรือเปล่า แต่การที่มีชายหนุ่มมาเชื้อเชิญแบบนี้ ก็ถือเป็นฤกษ์งามยามดีต่อชีวิตลินจิ …อ๊ายยย ♡

“ครับผม”

แม้จะจับต้นชนปลายไม่ถูก และดูเหมือนเป็นการหนีตามผู้ชาย แต่ลินจิก็พยักหน้าตอบรับแต่โดยดี

อยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ถึงจะมีอันตรายแต่ก็คงตื่นสายได้อย่างไร้ขอบเขต แถมตัวเขาเองยังถูกเข้าใจว่าเป็นเทพเจ้าด้วย หรือถ้าเขาเป็นเทพเจ้าจริง ๆ ก็คงจะมีพลังพิเศษเหมือนในนิยายต่างโลก

ถ้าแบบนั้นล่ะก็…เจ๋งเลย

พอนึกถึงตรงนี้ ภาพที่โดนมังกรสีฟ้าจู่โจมเมื่อครู่ก็แวบเข้ามาในหัว

ดูเหมือนประสบการณ์ที่พบเจอจะไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ลินจิจึงถอนหายใจพลางทำคอตกอย่างยอมแพ้

เมื่อเงยหน้าขึ้นมา วินาทีนั้นสองสายตาก็ประสานโดยไม่ได้ตั้งใจ

“…”

“…”

ทั้งสองกระพริบตาสองครั้ง

และฝ่ายที่เอ่ยขึ้นมาก่อนคือลินจิ

“ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ ผมไม่เข้าใจ”

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ”

ระหว่างที่ลินจิรอฟัง ชุนก็ตัดบทสนทนาพลางหันหลังสาวท้าวรุดหน้าไป

“โธ่เอ๊ย…”

เมื่อถูกเมินลินจิก็สบถออกมาก่อนถอนหายใจ วินาทีนั้นเองที่สายตาก็พลางสังเกตไปเห็นตัวประหลาดลักษณะคล้ายผีเสื้อกลางคืนตัวมหึมาบินอยู่ไกล ๆ

 

ขณะที่คิดว่าตอนนี้ยังเช้าจะมีผีเสื้อกลางคืนโผล่มาได้อย่างไร ลินจิก็ลองใช้ ‘ทักษะหยั่ง’ รู้ส่องดูข้อมูล

[ไนท์บลัด ปีศาจ เพศเมีย]

…เหวอ

ลินจิรีบก้าวขาวิ่งตามชุนอย่างไว ก่อนจะสะดุดล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่อย่างทุลักทุเล

 

แสงตะวันอบอุ่นส่องลงมา ลินจิเงยหน้าช้า ๆ แล้วหยีตา ก่อนจะก้มลงหลบแสงแดด

“โอย เหนื่อยจัง”

กว่าหกชั่วโมงแล้วที่ลินจิเดินโดยไม่พัก กล้ามเนื้อบริเวณขาเริ่มเกร็งจนรู้สึกปวด ผ่านทุ่งกว้างเขียวขจีก็เข้าสู่ป่าท้อ

ลินจิถอนหายใจแล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยบนใบหน้า

ท้อจัดเป็นไม้เมืองหนาว แต่สำหรับที่นี่คงไม่ใช่ เมื่อทั้งสองเดินมาถึงบริเวณที่มีแต่ต้นท้อขนาดใหญ่ ร่มเงาจากกิ่งก้านสาขาและใบก็ปกคลุมทั่วบริเวณ

ชาวจีนมีความเชื่อกันว่าท้อเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว แถมยังป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นลินจิก็ยังรู้สึกว่าที่นี่อันตรายอยู่ดี

“เดินกันมาตั้งนาน ยังไม่ถึงอีกเหรอครับ”

“ยังหรอกเจ้าหนู ถ้าพระอาทิตย์ตกก็ค้างคืนมันซะที่นี่แหละ”

“ผมชื่อลินจิครับ ไม่ได้ชื่อเจ้าหนู”

“เรียก ‘เจ้าหนู’ น่าจะเหมาะกว่านะ”

“อะไรเนี่ย เอาแต่ใจชะมัด” ลินจิพึมพำด้วยเสียงเบา ๆ

“ข้าได้ยินนะ”

ชุนพูดอย่างเคือง ๆ แต่ไม่ได้หันมองลินจิ หากแต่จับจ้องทางข้างหน้าเพียงอย่างเดียว

 

“ฮ่ะฮ่ะฮ่า…ได้ยินด้วยหรือครับ”

“แต่ก็พูดไม่ผิดหรอก คิดเสียว่าไม่มีข้าอยู่ด้วยก็แล้วกัน”

แม้ชุนจะพูดอย่างนั้น แต่ลินจิกลับไม่สะทกสะท้านหรือรู้สึกผิดแต่อย่างใด ขณะที่เดินตามชุนต้อย ๆ กระเพาะของเขาก็ส่งเสียงโครกครากออกมา …ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

มองทางไหนก็มีแต่ต้นท้อ …ท้อ ท้อ ท้อ

ลินจิหยุดเดินแล้วกวาดสายตาหาผลท้อที่อยู่ใกล้ ๆ “เจอแล้ว” ท่าทางของเขาเปลี่ยนไป จากสภาพอิดโรยเมื่อกี้กลายเป็นซุกซน

ลินจิวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่ต้นท้อข้างทาง ก่อนเขย่งขาเพื่อเด็ดผลเต่งสีชมพูขนาดเท่ากำปั้น เขาค่อย ๆ ใช้มือสัมผัสแล้วบิดผลท้ออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เด็ดอีกผลเอาไว้เผื่อชุน

“ทำอะไรเจ้าหนู!”

ชุนหันมาเบิกตากว้าง ส่วนลินจิก็มองกลับอย่างไม่เข้าใจ ขณะนั้นอุณหภูมิของลูกท้อก็เพิ่มขึ้นจนร้อนราวกับไฟ พร้อมกับมีควันสีชมพูระเหยออกมา

ลินจิรีบโยนลูกท้อทิ้งทันที …อุ๊ย!

ทันใดนั้นชุนก็ชักดาบเตรียมสู้ ตัวดาบเปล่งแสงสีแดงดั่งไฟลาวา ไม่ใช่แสงสีฟ้าเหมือนตอนที่สู้กับมังกร

ส่วนลินจิก็ได้แต่ยืนทึ่ง ไม่ใช่ทึ่งดาบแต่อึ้งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ใครจะไปคิดว่าผลท้อที่เด็ดมาจะมีฟังก์ชันพิสดารแบบนี้ เขาก้าวถอยหลังอย่างประหม่า ก่อนจะสะดุดก้อนหินล้มก้นจ้ำเบ้า

“อ๊ากกก!”

ลินจิตะโกนลั่นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นผลท้อน่ารักมุ้งมิ้งสีชมพูสดใสกลายร่างเป็นปีศาจ …หมดกันท่าทางน่าอร่อยด้วย

ผลท้อสองลูกเมื่อกี้ยังคงเป็นผลท้อเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความใหญ่ ถ้าเทียบไซซ์คงเท่าช้างป่าโตเต็มวัย เมื่อควันสีชมพูสลายไปรูปร่างของมันก็ชัดเจน

“ว๊าก! มีเขี้ยวด้วย”

“ก็ใช่น่ะสิ”

ลินจิอ้าปากแล้วปิดปากก่อนกลืนน้ำลายหนืดลงคอ

[หยั่งรู้ เริ่มทำงาน]

[ทอลานี่ ปีศาจ เพศ -]

…เพราะเป็นพืชเลยไม่มีเพศสินะ แต่ทำไมไม่เห็นเขียนว่า ‘ไร้เพศ’ เหมือนเขาเลย ลินจิรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม

…แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาใช้ความคิดแล้ว

“กางเขตอาคมเร็วเข้า” ชุนออกคำสั่งพร้อมกับพุ่งตัวเข้าหาปีศาจท้อ

เมื่อลินจิใช้เขตอาคม แสงสีทองทรงกลมก็ปรากฏล้อมรอบกายทั้งสอง จากนั้นชุนก็เหวี่ยงคมดาบเป็นแนวนอนฟาดเข้ากลางร่างทอลานี่ทั้งสองตัวในคราวเดียว

ร่างของทอลานี่ขาดอย่างง่ายดายราวกับกระดาษก่อนจะแหลกสลายกลายเป็นจุล จู่ ๆ บนฟ้าก็เกิดพายุหมุน เมื่อแหงนมองทั้งสองก็ตกใจ

ลินจิเบิกตากว้าง …ตัวประหลาดโผล่มาอีกแล้ว ผีเสื้อกลางคืนตัวมหึมากำลังกระพือปีกผับ ๆ อยู่บนฟ้า

[หยั่งรู้ เริ่มทำงาน]

[ไนท์บลัด ปีศาจ เพศเมีย]

“อย่าเพิ่งยกเลิกเขตอาคมนะเจ้าหนู”

“ครับ!”

ลินจิพยักหน้าหงึก ๆ รับคำ ก่อนใช้มือดันพื้นหญ้าพยุงตัวลุกขึ้นมา ไนท์บลัดกระพือปีกจนเกิดสายลมแรงกล้า ก่อนจะส่งพายุหมุนพุ่งโจมตีไปทางชุน

“หน็อย… ไอ้ผีเสื้อประหลาดดูถูกกันเหรอ”

ความรู้สึกถูกเมินเข้าเล่นงานลินจิ เขากำหมัดกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ ขณะเดียวกันชุนก็กระโดดหลบพายุหมุนของไนท์บลัดอย่างพลิ้วไหว ก่อนจะตั้งหลักหลอมรวมละอองแสงสีแดงตรงปลายดาบเป็นทรงกลม

 

ชุนชี้ปลายดาบไปทางไนท์บลัด ขนาดของลูกไฟสีแดงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาลูกไฟไปกินซะ”

เมื่อชุนเหวี่ยงดาบออกไป ลินจิก็เก็บก้อนหินแล้วขว้างใส่ไนท์บลัดพร้อมกับลูกไฟสีแดง

“นี่แหนะ”

ไนท์บลัดกระพือปีกบินขึ้นในแนวดิ่งเพื่อหลบหลีกการโจมตี จากนั้นมันก็พุ่งตัวมาทางลินจิ

“ว๊าก”

ลินจิวิ่งแจ้นรีบหนีไปหลบข้างหลังชุน

แม้ชุนจะปล่อยลูกไฟสีแดงออกไปฟึ่บฟั่บ แต่ไนท์บลัดกลับบินหลบอย่างรวดเร็วจนไม่อาจเล็งตัวมันได้

“เร็วมาก ข้าเล็งไม่ถูกเลย”

ลินจิสูดหายใจเข้าเพื่อรวบรวมสมาธิ จากนั้นเขาก็เหยียดแขนแบมือทำท่าปล่อยพลัง

“พลังลูกบอลระเบิดสะท้านฟ้า!”

ไม่มีสิ่งใดปรากฏ…

“ถ้ามีเวลาเล่นก็ช่วยทำอะไรสักอย่างสิ”

“ผมก็ช่วยอยู่นี่ไงครับ”

ไม่แปลกที่เสียงของชุนจะฟังดูหงุดหงิด เขารีบตั้งสติรวบรวมแสงสีแดงที่ปลายดาบอีกครั้ง

ไนท์บลัดกระพือปีกแรงขึ้นจนเกิดเป็นลมหมุนกลางอากาศพัลวัน จากนั้นมันก็ซัดพายุเข้าจู่โจมทั้งสอง

ทว่าลูกไฟสีแดงของชุนกลับพุ่งเข้าใส่พายุหมุนจนสลายหายไป แม้ลมจะรุนแรงแค่ไหนแต่มันก็ไม่อาจต้านทานลูกไฟสีแดงของชุนได้

ขณะนั้นคลื่นแสงสีแดงดั่งเปลวเพลิงก็แผ่ล้อมรอบร่างกายของชุน ไม่ถึงวินาทีก็ปรากฏเสาอัคคีขนาดใหญ่พุ่งแหวกท้องฟ้าตรงเข้าไปยังบริเวณที่ไนท์บลัดบินอยู่ จนร่างของไนท์บลัดถูกแผดเผาจนมอดไหม้เป็นตอตะโก ก่อนจะระเบิดดัง…ตูม! แตกกระจายกลางอากาศ

…ปลอดภัยแล้ว

 

เห็นแบบนั้นลินจิก็ชะเง้อหน้าโผล่ออกมา สองมือกำเสื้อของชุนตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เขาค่อย ๆ คลายมือออก ก่อนจะเดินมายืนมองเศษซากไนท์บลัดที่ปลิวไปตามสายลม

“โห สุดยอดเลยครับคุณชุน”

เมื่อได้ยินเสียงชื่นชมของลินจิ ชุนก็ร้อง “หึ” ในลำคอ แสงสีแดงของดาบวูบดับไปช้า ๆ ก่อนด้ามดาบจะกระทบกับฝักดัง…แก๊ก

“ปกติไนท์บลัดมีนิสัยรักสงบ ข้าไม่เคยเห็นมันดุร้ายแบบนี้มาก่อนเลย”

“โธ่ คุณชุน อย่าคิดมากไปเลยครับ อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็ชนะแล้ว”

“มันน่าสงสัยน่ะสิ”

“สงสัยไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก ผมหิวจะแย่แล้ว”

“แปลกจริง ข้าไม่เคยพบเทพเจ้าอัญเชิญที่ไหนต้องกินอาหารเลย”

ถ้าไม่ต้องกินอาหาร เขาคงไม่ไปเด็ดผลท้อจนต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรอก ลินจิพ่นลมหายใจจนเขตอาคมสีทองดับหายไป

เมื่อชุนเห็นท่าทีแบบนั้นของลินจิ เขาก็ขมวดคิ้วแล้วมองหน้า หนึ่งวินาที สองวินาที ก่อนจะเบนสายตาหนีไปทางอื่น

“ผมหิว เดินต่อไม่ไหวแล้วครับ”

“อืม”

ชุนเอ่ยเสียงต่ำ ก่อนจะหมุนตัวขวับจนชายผ้าคลุมสีดำบนไหล่ซ้ายสะบัดพลิ้ว จากนั้นเขาก็เดินนำลินจิไปอย่างไม่รีรอ

“เดี๋ยว รอผมด้วย”

ภายใต้ท้องฟ้าสีสันสดใส ลินจิรีบเดินตามชุนไปโดยไม่สนใจทิวทัศน์ที่สวยงามของป่าท้อ เขาเร่งฝีเท้าจนเดินอยู่ในระนาบเดียวกับชุน

พอลินจิเผลอมองใบหน้าด้านข้างของชุนที่กำลังก้าวขา ชุนก็เลิกคิ้วขึ้นมาปรายตามองลินจิด้วยท่าทางสงสัย

“…มีอะไร”

 

“เปล่าครับ ก็แค่คิดว่าคุณชุนก็น่าจะหิวอยู่เหมือนกัน”

“งั้นเหรอ”

“พวกเราเดินกันมาตั้งนานแล้วนี่ครับ แถมยังไม่ได้กินอะไรเลย”

นึกขึ้นได้ลินจิก็หยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากเป้ เมื่อใช้นิ้วโป้งดำปี๋สัมผัสไปที่ปุ่มโฮม หน้าจอก็แสดงเวลา ’16:49 PM’ น่าแปลกใจที่มันยังทำงานอยู่ มุมซ้ายด้านบนแสดงสัญญาณเป็นรูป X เห็นแบบนั้นลินจิก็ถอดใจแล้วรีบเก็บสมาร์ทโฟนก่อนที่แบตเตอรี่จะหมด

“อุปกรณ์เวทมนตร์หรือเจ้าหนู”

“อ๋อ ป่าวหรอกครับ เจ้านี้เรียกว่าสมาร์ทโฟน ใช้สื่อสาร ดูเวลา เล่นเกม ทำได้หลายอย่างจิปาถะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ใช้ต่อสู้ได้สิ”

“อันนั้นไม่ได้หรอกครับ”

“เป็นของที่ไร้ประโยชน์เสียจริง”

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ชุนก็มีท่าทางสนใจอยู่เหมือนกัน เห็นแบบนั้นลินจิก็แอบหัวเราะในใจ

“แล้วเราจะไปที่กันไหนครับ”

“หมู่บ้านของโมโมะ”

“อีกไกลหรือเปล่า ผมเริ่มไม่ไหวแล้ว”

“ทนเดินอีกหน่อย ค่อยไปพักข้างหน้าแล้วกัน”

“…ก็ดีนะครับ”

อย่างนี้นี่เอง ลินจิสังเกตใบหน้าของชุนที่เริ่มอิดโรย แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีเพราะก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองไม่ได้หยุดพักเลย

“เมื่อรุ่งสางข้าเดินผ่านทางนี้แล้วเจอซากศพอยู่ข้างทาง”

 

“สัตว์ป่าเหรอครับ”

“เปล่า ไม่ใช่สัตว์ป่า อสูรน่ะ”

“อสูร?”

สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ดูเหมือนจะน่ากลัวสำหรับลินจิไปเสียหมด นอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาประหลาด พวกมันยังเข้ามาจู่โจมปุบปับแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ในตอนที่ลินจิกำลังตะลึงว่า …นั่นมันเรื่องน่ากลัวไม่ใช่หรือ ชุนก็มองลินจิด้วยหางตาก่อนจะยักไหล่

“หิวไม่ใช่เหรอ เจ้าหนู”

“เอ๊ะ…”

ไม่ต้องฟังมากกว่านี้ก็พอจะเดาออก

“อีกไม่ไกลก็ถึงจุดที่ข้าพบซากแล้ว แต่ที่ไม่ตัดชิ้นเนื้อมันมาเพราะมีหนอนและแมลงมาตั้งรกรากอยู่ แถมกลิ่นยังเหม็นเน่าด้วย ข้าน่ะไม่อะไรหรอก ถ้าใช้ไฟเผาก็น่าจะกำจัดเชื้อโรคได้”

“อี๋ ของแบบนั้นใครจะไปกล้ากินกันครับ”

มีทั้งหนอนและแมลง... แค่ฟังลินจิก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาแล้ว แต่ชุนกลับพูดแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไร แถมยังทำปากยื่นเหมือนถูกขัดใจ

“โธ่เจ้าหนู พืชในป่านี้มีพิษกินไม่ได้หรอกนะ อย่างผลท้อที่นี่ถ้าเด็ดออกจากต้นมันก็จะกลายเป็นปีศาจ”

“เรื่องนั้นผมพอจะรู้แล้วครับ”

“ก็เพราะแบบนี้ไงเลยบอกว่าให้ทนอีกนิดแล้วไปพักข้างหน้า”

“…”

“ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น มันไม่มีของแบบนั้นอยู่หรอก”

“ไม่ครับ ช่วยอย่าเอาเรื่องที่ขำไม่ออกมาพูดล้อเล่นนะครับ”

ถึงลินจิจะโวยวายแต่ลึก ๆ ก็รู้สึกโล่งใจ การประทังชีวิตด้วยซากอสูรคงส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหารแน่ ๆ

จบบทที่ ตอนที่ 2 อะไรนักหนาเนี่ย?

คัดลอกลิงก์แล้ว