เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 : ภารกิจเหมืองเก่า (3) – ผู้รอดชีวิต

บทที่ 38 : ภารกิจเหมืองเก่า (3) – ผู้รอดชีวิต

บทที่ 38 : ภารกิจเหมืองเก่า (3) – ผู้รอดชีวิต


บทที่ 38 : ภารกิจเหมืองเก่า (3) – ผู้รอดชีวิต

“นี่มันเกินเรื่องบ้าอะไรขึ้นที่นี้เนี่ย” ในห้วงบรรยากาศน่าสะอิดสะเอียน แสงจากตะเกียงคริสตัลใบน้อยในมือของหุ่นสงครามสาดกระทบให้แสงสลัวในความมืด ท่ามกลางกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายในโถงรูปก้นชมพู่

ซากศพของเหล่าชาวถ้ำนอนเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ แต่ละศพไม่อยู่ในสภาพที่สามารถชี้รูปพรรณได้ง่ายๆ เพราะต่างก็ถูกแยกส่วนเป็นชิ้น และจากสภาพอากาศด้านในที่ค่อนข้างเย็น ปราศจากแสงอาทิตย์รวมทั้งไม่มีแมลงทำลายซากยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าพวกเขาทั้งหมดน่าจะตายมาแล้วไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ถึงได้มีกลิ่นเหม็นเน่าได้ขนาดนี้

เอเดลเก็บกลั้นความรู้สึกสะอิดสะเอียนของตัวเอง คว้าเอาตะเกียงในมือของฮอรัสมาถือไว้ด้วยตัวเองก่อนจะเดินไปสำรวจสภาพศพของชาวถ้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด

เธอย่อเข่าลงกับพื้น หยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าคาดเอวของตัวเองขึ้นมาห่อฝ่ามือเอาไว้ไม่ให้เปื้อน แล้วพลิกศพไปมา พิจารณาตรวจสอบสภาพศพอย่างละเอียด มองหาเบาะแสและสาเหตุการตายว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่

“บ้าไปแล้ว... อวัยวะภายในหายไปหลายอย่างเลย นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย” เอเดลขมวดคิ้วชนกันด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอเองก็เคยเรียนกายวิภาคของชาวถ้ำมาจากแม่เหมือนกัน ถึงจะไม่แม่นนักแต่ก็รู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง

ทว่าจากสภาพศพที่อยู่ตรงหน้าของเธอนี้มีหลายๆ อย่างผิดไปจากปกติ เพราะนอกเหนือจากส่วนล่างที่หายไปตั้งแต่สะโพกลงไปแล้ว อวัยวะภายในใหญ่ๆ ที่สำคัญอย่างหัวใจ ปอด และตับเองก็ไม่อยู่

“ผมเห็นรอยเขี้ยว... เขาถูกกิน” ฮอรัสที่นิ่งเงียบอยู่นานตั้งแต่แรกเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ถึงรายละเอียดที่เขาเก็บมาได้ผ่านการใช้สัมผัสรับรู้ของตัวเองตรวจสอบสภาพศพ

“หืม... ถูกกิน?” เอเดลได้ยินการสันนิษฐานของฮอรัสดังนั้นก็พลิกสำรวจศพตรงหน้า มองหารอยเขี้ยวที่ว่า ซึ่งก็เจอจริงๆ

เพียงแต่รอยเขี้ยวขนาดใหญ่ที่เธอเห็นไม่น่าจะใช่สาเหตุการตาย เพราะรอยแบบนี้เป็นร่องรอยที่เกิดขึ้นหลังจากเหยื่อตายไปได้สักพักแล้ว ทว่าขณะเดียวกันมันก็ใหญ่เกินกว่าจะเป็นรอยกัดแทะของสัตว์กินซากทั่วไป อีกทั้งสัตว์พวกนั้นก็ไม่น่าจะเข้ามาด้านในลึกถึงขนาดนี้

แต่ระหว่างที่เอเดลยังสับสนกับสาเหตุการตายและปริศนาของซากศพจำนวนมากนั้นเอง ฮอรัสก็เดินไปหยุดอยู่ข้างกำแพงของโถงถ้ำซึ่งบัดนี้แสงสลัวจากตะเกียงส่องให้เห็นร่องรอยประหลาดบนนั้น เป็นรอยครูดขนานกันเป็นแนวสี่รอย ในชั้นหินลึกเข้าไปเกือบนิ้ว ดูคล้ายกับรอยกรงเล็บของสัตว์ป่าเพียงแต่แข็งแกร่งและต้องคมกริบถึงขนาดกินเข้าไปในชั้นหินได้ อีกทั้งยังมีรอยเลือดและเศษเนื้อติดกรังอยู่ใกล้ๆ กัน เป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเจ้าของรอยเล็บนั้นอาจเป็นต้นเหตุของการสังหารหมู่ครั้งนี้

เอเดลมองตามฮอรัส เห็นรอยกรงเล็บบนนั้นก็นึกถึงรอยเท้าที่เห็นก่อนหน้าจะเข้ามาในเหมืองเก่า ซึ่งประกอบเข้ากันได้อย่างพอดีกับเบาะแสทั้งหลายตอนนี้ เธอจึงเริ่มกระชับมีดในมือเพื่อเตรียมพร้อมเอาไว้ เพราะถึงรอยเท้าที่เห็นจะมุ่งหน้าออกจากเหมือง ทว่าก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่ามันอาจจะกลับมา หรือมันอาจกลับมานานแล้วก็ได้ ฉะนั้นปลอดภัยไว้ก่อนก็เป็นเรื่องที่ดี

ผิดกันกับหุ่นสงครามซึ่งดูไปแล้วเหมือนจะไม่เคยยี่หระต่ออันตรายใดๆ เลยแม้แต่น้อย หากมันไม่เข้าถึงตัวเขาจริงๆ เหมือนอย่างตอนต่อสู้กับนักผจญภัยจากสภา

เพราะตอนนี้สายตาสีนิลไม่ได้สอดส่ายระแวดระวังภัยอะไร อีกทั้งอาวุธอย่างเดียวที่มีคือกำปั้น ก็ยังไผ่หลังไว้ใต้เสื้อคลุมไม่ได้เตรียมพร้อมต่อสู้แต่อย่างใด ด้วยว่าส่วนรับสัมผัสของเขายังไม่รู้สึกถึงอันตรายหรือภัยคุกคามใกล้ๆ นี้

“นั่นมันรอยของตัวอะไร... ใช่บลัดคลอว์รึเปล่า” เอเดลเอ่ยถามฮอรัสโดยที่ไม่ได้ละจากศพตรงหน้า ยังพยายามมองหาสิ่งผิดปกติอื่นๆ รวมทั้งเป็นการประเมินจากสภาพศพด้วยว่าวิธีการจู่โจมปลิดชีวิตของสิ่งที่ฆ่าเขานั้นมาในรูปแบบไหนเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์หากเกิดเหตุต้องต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ

“ไม่ใช่... บลัดคลอว์มีสามกรงเล็บและกรงเล็บพวกมันก็ไม่ได้แข็งพอจะฟันเข้าไปในหินแบบนี้” ฮอรัสเอ่ยอธิบายเสียงเรียบแทนคำตอบ ขณะใช้ดวงตาสีนิลเข้ากับบรรยากาศอึมครึมจับจ้องร่องรอยตรงหน้า

“ถ้างั้นมันเป็นตัวอะไร แวร์วูฟ? ไคเมร่า?” เอเดลยังถามต่อ ลงลึกเอ่ยชื่ออสูรชั้นสูงขึ้นมาอีกสองซึ่งมีความเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะล้วนแต่โดดเด่นด้านกรงเล็บพละกำลังและความป่าเถื่อนรุนแรง แต่กลายเป็นว่าตอนนั้นเองที่เธอเห็นฮอรัสส่ายหน้าออกมาเบาๆ

“ผมไม่รู้... ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ มันอาจไม่ใช่รอยของอสูร” พอสิ้นเสียงของฮอรัสเช่นนั้นเอเดลก็ถึงกับต้องหรี่ตาด้วยความไม่เข้าใจ เพราะว่ากันตามตรง แม้แต่นักวิเคราะห์อย่างไอน์ที่ขลุกอยู่กับตำราทั้งวันและน่าจะรู้เรื่องอสูรมากกว่าทุกคนที่เธอเคยรู้จักก่อนหน้านี้ ก็ยังมีคลังความรู้ด้านอสูรไม่ได้ครึ่งเทียบกับของฮอรัส

ตลอดช่วงที่เขาไปๆ มาๆ ระหว่างสวนสมุนไพรกับสมาคมนั้นคือช่วงเวลาที่บันทึกตำราด้านอสูรของสมาคมถูกเพิ่มเติมรายชื่อและรายละเอียดต่างๆ เข้าไปเป็นพันๆ หน้า เพราะงั้นหากว่าฮอรัสเป็นคนเอ่ยปากขึ้นมาเองว่าเขาไม่รู้จักรอยเล็บแบบนี้ แล้วจะมีใครได้อีกที่จะรู้ได้

“นายแน่ใจนะว่าไม่ได้ลืมอสูรตัวไหนไป...”

“ไม่ รอยเล็บแบบนี้ใกล้เคียงที่สุดคือแวร์วูฟ แต่ไม่ใช่ รอยเล็บนี้ลึกและเรียบมาก กรงเล็บของแวร์วูฟไม่คมขนาดนั้น...” ฮอรัสละจากรอยเล็บหันกลับมาอธิบายให้เอเดลฟัง ซึ่งการอธิบายของเขายิ่งทำให้สาวเจ้ายิ่งหวั่นวิตกเข้าไปอีก เพราะถ้าเธอไม่รู้ว่ากำลังเข้ามาพัวพันกับเรื่องอะไร หรือกำลังเอาตัวเองมาเสี่ยงกับสัตว์ประหลาดแบบไหนยังไงมันก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่

เอเดลผละออกจากศพของชาวถ้ำ ลุกขึ้นเดินเข้าไปสำรวจรอยเล็บนั้นใกล้ๆ ให้เห็นกับตาของตัวเอง เผื่อว่าอาจจะหาคำตอบอะไรได้บ้าง ทว่าก็ว่างเปล่า รอยเล็บที่เธอเห็นนั้นเป็นไปตามคำอธิบายของฮอรัสทุกอย่าง และเช่นกันหากว่าฮอรัสไม่รู้ว่ามันคือรอยของตัวอะไร แล้วเธอจะไปรู้อย่างไร “พวกเราบอกอะไรไม่ได้เลยหรอเนี่ย...”

“อันที่จริงผมบอกได้ว่ารอยนี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น มีโอกาสเป็นไปได้สูงถึงแปดในสิบที่รอยนี้อาจจะเกิดขึ้นเมื่อสิบวันก่อน บวกลบวันหรือสองวัน ซึ่งเข้ากันพอดีกับสภาพของศพที่น่าจะเสียชีวิตมาได้ประมาณสิบวันเหมือนกัน... แต่รอยกัดแทะ ฉีกกินอวัยวะของศพมันผิดปกติ มันเป็นรอยใหม่ อาจจะไม่ถึงสิบชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง” ฉับพลันพอฮอรัสพูดจบสีหน้าของเอเดลก็เปลี่ยนไปในทันที เพราะจากสิ่งที่เขาว่ามานั้นคือการสื่อความหมายอย่างชัดเจนว่าสัตว์ประหลาดที่แม้แต่ฮอรัสก็ยังไม่รู้จักนั้นอาจจะยังอยู่ที่นี่ เธอจึงโยนผ้าเช็ดหน้าเปื้อนศพทิ้งลงกับพื้นให้มือว่างเตรียมพร้อมปะทะเหตุการณ์ไม่คาดฝันทันที

“คราวหน้าบอกให้เร็วนี้นะเจ้าบ้า” เอเดลกดเสียงเข้มเบาๆ พยายามไม่ส่งเสียงมาก เพราะรู้แล้วว่าภารกิจนี้เปลี่ยนไปแล้ว

ต่อให้เธอไม่มีอำนาจตัดสินกำหนดระดับขั้นของภารกิจ แต่เธอก็สามารถประเมินได้ด้วยตัวเองว่าจากภารกิจง่ายๆ แค่เดินทาง เจรจาหาของเป็นภารกิจระดับสิบ ตอนนี้อาจยกระดับขึ้นมาถึงระดับสองหรืออาจจะถึงระดับหนึ่งด้วยซ้ำเพราะยังไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร

จนกระทั่งตอนนั้นเองที่เธอเห็นอาการผิดปกติของฮอรัส เมื่อเขาเริ่มหันหน้าลงต่ำแล้วยกฝ่ามือขึ้นมามองก่อนจะหันกลับไปพินิจรอยเล็บนั้นอีกครั้งราวกับนึกอะไรออก

“มีอะไร นายนึกอะไรได้รึเปล่า” เอเดลกล่าวถามเรียกให้หันฮอรัสหันหน้ากลับมาในแสงสลัวของตะเกียง

“ความจริง.. ผมอาจจะเคยเห็นรอยเล็บแบบนี้มาก่อน มันไม่ใช่รอยของอสูร”

“หมายความว่าไง งั้นมันคือรอยของตัวอะไร” เอเดลชะงักไปพริบตาหนึ่งจึงถามต่อ ก่อนที่ฮอรัสจะเริ่มอธิบายสิ่งที่เขาประมวลออกมาได้ผ่านความทรงจำ ซึ่งทำให้เธอถึงกับนิ่งอึ้ง

“ปีศาจที่สถิตร่างของนักผจญภัยที่สู้กับผมในตอนนั้น ฝ่ามือข้างนึงของเขามีกรงเล็บที่สามารถสร้างรอยคล้ายๆ กันกับแบบนี้ได้... มันแข็งและคมพอจะสร้างความเสียหายเป็นรอยบนโครงโลหะของผม” หุ่นสงครามกล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างเขากับปีศาจคลั่งแห่งเทม ซึ่งเอเดลเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย และจากสิ่งที่เธอเห็นกว่าฮอรัสจะชนะมาได้ก็นับว่ารากเลือด มันคือการต่อสู้เพียงครั้งเดียวที่เธอเห็นฮอรัสเอาจริงจนร่างแทบจะสลาย หากไม่นับการประลองซึ่งเกิดอุบัติเหตุจนทำให้แขนของเขาขาด การต่อสู้กันของปีศาจคลั่งและหุ่นสงครามในคราวนั้นคือครั้งเดียวที่มีคนสร้างความเสียหายถึงแก่นร่างของฮอรัสได้

เอเดลเองได้ฟังเช่นนั้นก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่กล้าหายใจแรงด้วยกลิ่นเหม็นคลุ้งยังอบอวล แต่แสดงท่าทางตื่นตระหนกออกมาอย่างชัดเจน “นาย อย่าบอกนะว่าหมายถึงร่างปีศาจของคุณฮาบิ นั่นมัน... นั่นมันเป็นไปไม่ได้หรอก” แต่ยังไม่ทันให้สาวเจ้าพูดต่อจนจบ ฮอรัสก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน

“ถ้าหากว่ามันคือปีศาจแบบเดียวกัน ผลลัพธ์ในการปะทะคราวนี้อาจแตกต่างออกไป... ผมไม่อยู่สภาพที่พร้อมจะต่อสู้แบบตอนนั้น...” ฮอรัสเอ่ยเสียงเรียบในลำคอ

สื่อความหมายว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่ถ้าาต้องต่อสู้กับปีศาจแห่งเทมอีกครั้งด้วยสภาพที่มีแขนแค่ข้างเดียวเช่นนี้จะสามารถเอาชนะได้ อีกทั้งเขาเองก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายตลอดเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมันค่อยๆ ละลายความเป็นตุ๊กตาสงครามในตัวเขาลงไปช้าๆ โดยที่ไม่รู้ตัว

“ผมเข้าใจว่าเราตกลงกันไว้ว่าคุณเอเดลคือคนที่ตัดสินใจ แต่คราวนี้ผมจำเป็นเลือกลำดับความสำคัญเป็นการปกป้องคุณเอเดลตามคำสั่งภารกิจของคุณเอลีอาเป็นลำดับแรก ผมจำเป็นต้องปฏิเสธคำสั่งภารกิจค้นหาแร่ชั่วคราว”

ฮอรัสละจากร่องรอยบนกำแพง เดินเข้าหามาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ เอเดลคล้ายต้องการจะให้ได้ยินสิ่งที่เขาพูดชัดๆ แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นเพียงแค่มาตรการเพิ่มเติมสำหรับภารกิจปกป้องคุ้มครองซึ่งรับปากกับเอลีอาเอาไว้ เพราะอย่างไรหากเกิดเหตุขึ้นการอยู่ใกล้ๆ ย่อมจัดการอะไรได้ง่ายกว่าหลายเท่า

ฝั่งเอเดลเองถึงจะรู้สึกอึดอัดไม่ได้ดั่งใจที่ฮอรัสพูดเหมือนเธอเป็นเด็กที่ดูแลตัวเองไม่ได้ต้องให้คอยปกป้อง แต่ในสถานการณ์ที่เขาว่ามามันก็เป็นเรื่องที่จริง เถียงอะไรไม่ได้ อีกทั้งต่อให้เป็นเธอก็คงจะตัดสินใจคล้ายๆ กัน

ภารกิจนี้มันบานปลายผิดจากดั้งเดิมมากเกินไปแล้ว ยังไงก็ต้องกลับไปรายงานกับสมาคมเพื่อวางแผนใหม่อีกครั้ง พอคิดได้แบบนั้นเธอจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ เพื่อลดความตึงเครียด

“ก็ได้... พวกเราจะยกเลิกภารกิจนี้ไปก่อน กลับไปสมาคมวางแผนกันใหม่” เอเดลมองหน้าฮอรัสก่อนจะลุกขึ้น กวาดสายตาเก็บรายละเอียดของสิ่งที่เห็นทั้งหมดอีกครั้งเพื่อใช้ประเมินและเป็นข้อมูลให้กับไอน์ในการวิเคราะห์

แต่แล้วตอนนั้นเองที่ฮอรัสพลันแสดงท่าที่ผิดปกติ เขากำหมัดสะบัดข้อมืออย่างแรงจนเกิดเสียงโลหะปะทะกันภายในกำปั้นพร้อมกับเคลื่อนที่เข้ามาบังหน้าเธอเอาไว้ บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมเข้าปะทะ

“ผมสัมผัสได้ถึงชีวิตใกล้ๆ นี้ แต่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร...” เขาเอ่ยเสียงเรียบฟังดูไร้อารมณ์ แต่สำหรับเอเดล ไม่ว่าเธอจะคิดไปเองหรือไม่ แต่เธอรู้สึกได้ว่าฮอรัสกำลังกำลังแสดงความกังวลออกมา

และในแสงสลัวนั้นเองที่กองศพห่างออกไปเริ่มมีการเคลื่อนไหวเล็กๆ ดึงดูดสายตาของเอเดลให้ต้องจับจ้อง เธอเก็บมีดสั้นของตัวเองกลับเข้าฝักแล้วหยิบเอาคันธนูออกมาง้างเล็งไว้ทันทีพร้อมกับไอความเย็นที่เริ่มแผ่กระจายออกมาจากลูกศร เช่นกันกับฮอรัสที่ค่อยๆ ย่อเข่าเล็กน้อยเตรียมพร้อมเคลื่อนที่เข้าจู่โจมก่อนทันทีหากพบว่ามีอันตราย

“ชะ ช่วยด้วย... ผมได้ยิน ผมได้เสียงพวกคุณ.. ช่วยด้วย” พลันทุกอย่างก็กลับตาลปัตรทันที เมื่อภาพของสิ่งที่เคลื่อนไหวออกมาจากกองซากศพนั้นคือเด็กหนุ่มชาวถ้ำ ซึ่งกำลังคลานออกมาด้วยสภาพอิดโรยบาดเจ็บ บ่งบอกว่าเขาอาจจะซ่อนตัวอยู่ในกองศพแบบนี้มานานหลายวันโดยที่ไม่ได้กินอะไรเลยเป็นสัปดาห์ หรืออาจหลายสัปดาห์ เพื่อรอคอยความช่วยเหลือ

 

จบบทที่ บทที่ 38 : ภารกิจเหมืองเก่า (3) – ผู้รอดชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว