เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 : คนเลว

บทที่ 35 : คนเลว

บทที่ 35 : คนเลว


บทที่ 35 : คนเลว

“นี่มัน... ไม่จำเป็นเลย” ฮอรัสส่งเสียงออกมาหลังจากถูกจับแต่งตัวใหม่ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ยืนอวดโฉมใหม่ของตัวเองให้เอเดลยืนพินิจ

“นายหมายถึงขอบคุณใช่มั้ยล่ะ... ถ้างั้นก็ไม่เป็นไร ฉันใจกว้างจะตายไป” เอเดลยิ้ม เอียงลำตัวมองภาพลักษณ์ของฮอรัสที่ตอนนี้ดูเหมือนนักผจญภัยมืออาชีพพร้อมปฏิบัติงาน มากกว่าชาวสวน คนงานอย่างเดิมที่เคยแต่ง

ถึงแม้ความจริงเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องแต่งกายพะรุงพะรังพวกนี้จะเป็นการขัดแข้งขัดขาเขามากกว่าเดิมก็ตาม

อย่างที่ฮอรัสว่า ของพวกนี้ไม่มีความจำเป็นกับเขาเท่าไหร่นักเพียงแค่ใช้ปกปิดร่างกายได้ก็พอแล้ว เพราะขนาดกายเนื้อ หรือส่วนปกคลุมภายนอกเขาก็ยังสละทิ้งไปได้ เพื่อประสิทธิภาพการต่อสู้ อย่าว่าแต่จะแค่เสื้อผ้าพวกนี้เลย

แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่เขาสะพายคาดเฉียงอยู่นั่น ก็ใช้ขนของสำหรับการเดินทางไกลได้ดี อีกทั้งยังไม่มีขีดจำกัดเรื่องน้ำหนักสัมภาระ เพราะพละกำลังของฮอรัสนั้นต่อให้แบกเกวียนทั้งเล่มเดินเข้าป่าก็ยังทำสบายๆ ยังไม่รวมกระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อยและสายคาดตามตัวที่เจ้าของร้านจัดการทำพิเศษมาให้ตามคำขอ เป็นการใช้งานศักยภาพด้านพละกำลังของฮอรัสอย่างเต็มที่

“หมดนี่เงินฉันทั้งเดือนเลยนะ รักษาด้วยล่ะ” เอเดลกอดอกใช้สายตาดุ แต่ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น อย่างไรเธอก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องเงินทองเท่าไหร่

“ขอบคุณ”

“ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไรไง คิดซะว่าเป็นของขวัญ เพราะต่อจากนี้ไปนายจะมาเป็นคนแบกของให้ฉันตอนทำภารกิจ” เอเดลได้ยินคำขอบคุณเรียบเช่นนั้นก็ตอบกลับเป็นอารมณ์ขัน ก่อนจะหันหลังไปทำทีเป็นตรวจเช็กปลอกแขนกับถุงมือใหม่ของตัวเอง ไม่ให้อีกฝ่ายเห็นว่าเธอยังรู้สึกผิดเรื่องแขนของเขาอยู่ “ว่าแต่ นายรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่าเงินมันใช้แลกเปลี่ยนอะไรมากมายขนาดไหน นายอาจไม่ต้องการเงินแต่ทุกคนเขาต้องการนะ ใช้ให้รู้ค่าด้วย”

“ผมเข้าใจแล้ว” ฮอรัสเอ่ยตอบเสียงเรียบคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจระบบการแลกเปลี่ยนเช่นนี้แล้ว เพียงแต่อย่างไรเสียเขาก็ยังขาดซึ่งความต้องการอยู่ดี พื้นฐานการดำรงอยู่ของฮอรัสแตกต่างจากคนปกติมากเกินไป

เขาไม่ต้องการปัจจัยสี่ เขาไม่ต้องกินอาหารเพราะสามารถกลืนกินพลังงานจากสรรพสิ่งได้โดยตรง ไม่ต้องมียารักษาโรคเพราะไม่รู้จักเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งยังรักษาตัวเองได้ หากไม่ใช่เพราะเอลีอา ตอนนี้ฮอรัสอาจยังไม่เข้าใจแม้แต่เหตุผลที่คนเราต้องมีบ้าน มีที่อยู่และสวมเสื้อผ้าด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ต้องนอน ไม่รู้สึกร้อนหรือหนาวและไม่รู้จักความกระดากอาย ไม่รู้สึกผิด

เป็นความสมบูรณ์แบบที่มากเกินไปจนยากจะเรียกได้ว่าเป็นชีวิต ไม่มีใครใช้ชีวิตได้โดยปราศจากความปรารถนา มันจึงเป็นเรื่องน่าฉงนว่าอาร์มุนสร้างฮอรัสขึ้นมาภายใต้ความสมบูรณ์แบบ แต่กลับคาดหวังถึงสิ่งที่ห่างไกลกับคำว่าสมบูรณ์อย่างสุดขั้วอย่าง ชีวิต

เป็นปริศนาที่น่าขบคิดว่ามันแอบแฝงบางสิ่งเอาไว้ หรือเป็นเพียงแค่ความต้องการของแม่ที่อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ตุ๊กตาไม้ที่ตัวเองเรียกว่าลูกกันแน่

“งั้นตอนนี้กลับสมาคมกันเถอะ ไปลองหาภารกิจง่ายๆ ทำดูกัน” เอเดลตัดบท แล้วเดินนำฮอรัสออกจากร้านเครื่องหนัง พร้อมกันก็ตรวจดูกระเป๋าเก็บเหรียญของตัวเองที่อุตส่าห์เตรียมมา ตั้งใจจะใช้จ่ายกับของจิปาถะที่อยากได้แค่เล็กน้อยๆ แต่กลายเป็นจับพลัดจับผลูเอาไปจ่ายให้ฮอรัสซะเกือบหมด เหลือติดกระเป๋าแค่ร้อยกว่าเหรียญทอง

บางทีคนที่ควรจะถูกสอนเรื่องค่าของเงินมากที่สุดอาจไม่ใช่ฮอรัสแต่เป็นเธอซะเอง

“นั่นไงล่ะ พวกเขาคบกันอยู่จริงๆ ด้วย” ภายหลังจากที่ฮอรัสและเอเดลเดินทางกลับมายืนจ้องกระดานภารกิจในโถงของสมาคมอีกครั้ง เสียงของนักผจญภัยฝึกหัดที่เริ่มจะเมาได้ที่ก็ดังขึ้นนินทากันในวงสนทนา เรียกความสนใจจากทุกคนที่ล้อมวงอยู่ แถมต่างคนต่างก็เริ่มสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะถูกนักผจญภัยรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ด้วยกันนั้นมอม

“เอาอะไรของนายมาพูดน่ะหะ” นักผจญภัยฝึกหัดสาวเผ่าเกล็ดอีกคนได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็ปั้นหน้าดุ แต่ใจจริงก็อยากรู้เช่นกันกับนักผจญภัยฝึกหัดคนอื่นๆ ที่ต่างก็ยื่นหน้าเข้ามาตั้งใจฟัง ไม่เว้นกระทั่งนักผจญภัยรุ่นพี่เองที่ตอนนี้ก็สนใจไม่แพ้กัน

“เหอะ! ยัยบื้อ ไม่เห็นหรอว่าสองคนสนิทกันขนาดไหน” นักผจญภัยฝึกหัดผู้มาจากต่างหมู่บ้านกระแทกแก้วไม้ใบใหญ่ในมือจนของขึ้นชื่อของเทรียลอย่างไวน์น้ำผึ้ง (Mead) ที่หมักในถังเมเปิลยักษ์กระฉอกออกมา แล้วว่าต่อ “พวกนั้นเพิ่งจะออกไปซื้อของด้วยกันสองคนตั้งนานสองนานเลยนะ”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอธิบายต่อ ก็ถูกจระเข้สาวคนเดิมเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน “คุณเอเดลก็สนิทกับทุกคนอยู่แล้วนั่นแหละ แล้วแค่ออกไปซื้อของด้วยกันนายก็เหมาว่าพวกเขาคบกันแล้วเนี่ยนะ” เธอส่ายหน้าเบาๆ เหลือตามองไปตรงหน้ากระดานภารกิจให้แน่ใจว่าสองคนที่กำลังถูกกล่าวถึงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ ที่บ่งบอกว่าได้ยินพวกเธอ

“หึๆ ๆ ก็นะ คะแนนสอบรอบสำรวจของเธอมันน้อยกว่าฉันตั้งครึ่ง ไม่แปลกหรอกที่จะไม่สังเกต” หนุ่มน้อยส่งเสียงหัวเราะในลำคอพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ยกคะแนนของตัวเองขึ้นมาข่ม ทำท่าเหมือนรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้ ก่อนที่เขาจะพูดต่อ “พวกนั้นไปซื้อของกันยังไงถึงไม่มีอะไรติดมือมาสักอย่างเดียว แล้วเธอไม่เห็นหรอว่ารุ่นพี่ฮอรัสเปลี่ยนชุดมา.. ทำไมเขาถึงเปลี่ยนชุดตอนที่หายไปกับคุณเอเดลได้ล่ะ หืม พวกนั้นไปที่ไหนมากันแน่ เธอลองคิดดูสิ คิดๆ ... หึๆ”

หนุ่มน้อยอธิบายให้คิดตามแล้วหัวเราะ ยิ้มกรุ้มกริ่มไปทางจระเข้สาวผิวเผือก ดวงตาหย่อนด้วยความเมามาย แต่สื่อความหมายชัดเจน นักผจญฝึกหัดสาวทั้งหลายที่นั่งฟังอยู่รอบๆ จินตนาการตามก็หน้าขึ้นสีเลือดฝาด ยกเว้นแต่จระเข้สาวกับนักผจญรุ่นพี่ที่ไม่อินไปกับเรื่องที่เขาพยายามเล่าเท่าไหร่นัก

“นายเมามากเกินไปแล้วหนุ่มน้อย” นักผจญภัยรุ่นพี่ตัดบท แล้วยึดแก้วมาจากอีกฝ่าย ก่อนมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเจ้าตัวมาได้ยินเข้า

ซึ่งความจริงหนึ่งในนั้นก็ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่แรก เพราะกระดานภารกิจกับโต๊ะที่พวกนักผจญภัยฝึกหัดนั่งก็ห่างกันแค่สิบกว่าเมตร เป็นระยะที่คนธรรมดาถ้าไม่ใช่เผ่าจิ้งจอกก็คงได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้ แต่เป็นระยะที่สัมผัสรับรู้ของหุ่นสงครามสามารถรับสารได้อย่างชัดเจน เพียงแค่เขาเลือกที่จะไม่ใส่ใจเก็บมาเป็นข้อมูลเท่านั้น เมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นสำคัญกว่า

“หืม... ปกติภารกิจเปิดกว้างมันไม่เยอะขนาดนี้นะ แถมเป็นคำขอจากนอกหมู่บ้านเกือบหมดเลยแฮะ เทรียลคงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้วจริงๆ มั้งเนี่ย” เอเดลใช้มือเท้าเอวกวาดสายตามองแผ่นกระดาษที่แปะอยู่บนกระดานอยู่ร่วมร้อยแผ่น

แต่ทั้งหมดนั้นแบ่งส่วนรูปแบบของงานเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งประกาศจับอาชญากร ประกาศรับจ้าง และคำขอภารกิจประเภทต่างๆ

“พวกนี้คือใคร” ฮอรัสเอ่ยปากถามแทรกขึ้นมาพร้อมกับชี้นิ้วไปบนป้ายประกาศจับซึ่งมีรูปวาดและคำอธิบายรูปพรรณสัณฐานจุดสังเกตของคนร้ายบอกเอาไว้ คู่กับตัวเลขเงินรางวัลนำจับจำนวนมาก และส่วนใหญ่บ่งบอกไปในทิศทางเดียวกันว่าจะจับเป็นกลับมาหรือจะเอาแค่ศีรษะกลับมาก็ได้ทั้งนั้น

“พวกคนเลวน่ะ...”

“คนเลว?”

“ใช่... คนที่ทำเรื่องเลวร้ายมากๆ กับคนอื่น ฆ่า ปล้น ข่มขืน อะไรพวกนั้น” เอเดลตอบเรียบๆ มองไปบนประกาศจับบนกระดานที่เธอจำหน้าทุกคนในนั้นได้จนขึ้นใจแล้ว หากว่าได้เจอตัวเป็นๆ ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ แน่

“ผมเองก็ฆ่า...ผมเป็นคนเลวใช่รึเปล่า” ตอนนั้นเองที่ฮอรัสหันมาใช้ดวงตาสีนิลหันไปจ้องมองเอเดล พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น จนเธอเผลอชะงักพูดอะไรไม่ออกไปชั่วอึดใจได้แต่กลืนน้ำลายแล้วคิดตามไปว่าสิ่งที่ฮอรัสพูดนั่นมันหมายถึงอะไรกันแน่

“ฆ่าอสูรไม่นับสิ” เธอคิดย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ได้พบฮอรัส แล้วประเมินผ่านสิ่งที่ตัวเองรู้ ถ้าไม่นับการต่อสู้ในคราวนั้นที่กลุ่มนักผจญภัยจากสภาเกือบจะต้องเอาชีวิตไปสังเวยจริงๆ ฮอรัสก็ไม่เคยฆ่าใครนอกจากอสูร ซึ่งมันก็เป็นบรรทัดฐานมาตั้งแต่อดีตแล้วว่าพวกอสูรแทบจะไม่นับเป็นชีวิตด้วยซ้ำ การฆ่ามันไม่ใช่เรื่องผิดหรือเลวทราม แต่เป็นเรื่องดีถือเป็นการช่วยชีวิตผู้อื่นด้วยซ้ำไป

ทว่าสิ่งที่ฮอรัสแสดงออกนั้นกลับไม่ใช่การนิ่งเฉยเหมือนปกติ หากแต่ในแววตาของเขาฉายประกายบางอย่างออกมาจนเอเดลที่มองอยู่ถึงไม่รู้ว่าคืออะไรแต่ก็ขนลุกด้วยความหวาดหวั่น

“ในสงครามสุดท้าย ผมอยู่กับผู้สร้าง... ที่นั่นไม่มีอสูร” ราวกับมีบางอย่างมากระซิบบอกข้างหูให้รู้ว่าสิ่งที่ฮอรัสกำลังจะเล่าต่อนั้น อาจเปลี่ยนมุมมองของเธอไปจนหมดสิ้น เอเดลจึงเอื้อมไปแตะบ่าของฮอรัสแล้วตัดบท พูดแทรกขึ้นมาในทันที

“นายไม่ใช่คนเลวฮอรัส ตราบใดที่ต่อจากนี้ไปนายไม่ทำร้ายคนอื่นอีก...” เอเดลกล่าวพร้อมกับมองเข้าไปในดวงตาสีนิล แล้วย้ำคำเดิม “นายจะไม่ทำร้ายคนอื่นอีกแล้ว ใช่รึเปล่า”

“...ผมจะไม่ทำ” ฮอรัสนิ่งไปชั่วขณะแล้วจึงเอ่ยตอบผ่านริมฝีปากที่สร้างจากวัสดุเทียมดูอิ่มนุ่มคล้ายริมฝีปากจริง หากแต่ไร้ชีวิตไม่ต่างอะไรจากซากศพ

“งั้นก็ดีแล้วล่ะเนอะ” เอเดลเปลี่ยนอารมณ์ฉับพลันจากจริงจังหนักหน่วงเป็นร่าเริงแก่นแก้วตามสันดาน

เธอยิ้มแล้วเลิกคิ้วสูงเอียงคอแสดงสีหน้าระรื่นบ่งบอกพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและฮอรัสที่ค่อยๆ หดแคบลงเป็นความไว้ใจ เพราะเธอคงไม่แสดงอากัปกิริยาแบบนี้กับคนที่ไม่สนิท ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่เอลีอาไว้ใจฮอรัสมากด้วย เธอเองจึงรับอิทธิพลนั้นมาจากแม่อีกทีหนึ่ง

แต่อีกส่วนที่ต้องยอมรับ คือพื้นที่รอบตัวของฮอรัสนั้นเป็นดั่งพื้นที่พิศวงที่เคลือบเอาไว้ด้วยความน่าเกรงขามหวาดหวั่นของภาพลักษณ์แห่งตุ๊กตาสงคราม แต่หากได้อยู่ในนั้นนานพอจนความประหวั่นพรั่นพรึงหายไปมันจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกใกล้ชิด เป็นพื้นที่ปลอดภัยในหลายๆ ความหมาย

ไม่ใช่แค่ในความหมายทางตรงที่ว่าฮอรัสนั้นแข็งแกร่งสามารถปกป้องทุกคนรอบตัวได้ แต่ยังรวมไปถึงความหมายทางจิตใจ มันคือพื้นที่ซึ่งทำให้คนรอบตัวสามารถแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากทางสังคม เพราะเขาไม่ตัดสินและไม่วิจารณ์การกระทำหรือการแสดงออกของผู้อื่น และสิ่งหนึ่งที่ฮอรัสต่างจากคนทั่วไปอย่างชัดเจนคือเขาไม่เคยโกหก หน้ากากใบเดียวที่เขาสวมเอาไว้คือหน้ากากที่ใช้แทนใบหน้าหนุ่ม ปกปิดกะโหลกโลหะเท่านั้น

“แล้วคนเลวจะเป็นยังไง” ฮอรัสถามต่อเสียงเรียบ

“คนเลวก็จะต้องถูกจับมาลงโทษ ขังคุกหรือไม่ก็...” เอเดลเอ่ยปากตอบ แต่พอนึกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูดต่อนั้นมันช่างคัดแย้งกันเองเป็นปฏิทรรศน์ก็หยุดไป เพราะเธอเพิ่งจะบอกฮอรัสไปว่าคือคนที่ฆ่าผู้อื่นคือคนเลว และกำลังจะบอกว่าการลงโทษคนเลวคือการประหัตประหารฆ่าฟันไม่ต่างกัน “ช่างมันเถอะฮอรัส ยังไงเราก็ไม่ไปยุ่งกับพวกคนเลวอยู่แล้วถ้าพวกมันไม่มาก่อเรื่องในเทรียล... ที่นี่พวกเราไม่ล่าค่าหัว นั่นมันเป็นทางเลือกสุดท้าย”

"ค่าหัวคืออะไร" แทนที่จะหมดคำถาม ฮอรัสกลับยิ่งถามมากขึ้นกว่าเดิม สร้างความลำบากใจให้กับเอเดลขึ้นมา จนเธอถอนหายใจไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง แต่แล้วตอนนั้นเองที่เสียงแหบแห้งดังกังวานก้องขึ้นมาตอบแทนเธอ

“มันคือเงินรางวัลที่จะมอบให้กับคนที่สามารถจบชีวิตอันต่ำช้าเลวทรามของคนอีกคนนึงได้” เป็นกูลน์ ช่างเหล็กชราตัวเล็กของสมาคมนั่นเองที่เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเดินอาดๆ เข้ามาหยุดตรงหน้าทั้งสองคน เขามองเอเดลที่ทำหน้าเหยเกเล็กน้อยแล้วตะหวาด “อะไร! จะปิดบังกันไปทำไม เจ้านี่ไม่ได้โง่บริสุทธิ์ขนาดนั้น”

พอได้ยืนคำตอบแบบนั้นเอเดลก็ได้แต่ใช้นิ้วเกาใบหน้าตัวเองเบาๆ อย่างเสียไม่ได้ พลางหันมองฮอรัสดูปฏิกิริยาว่าเขาจะแสดงออกอย่างไรบ้างกับการที่ได้รู้ถึงความย้อนแย้งเป็นปฏิทรรศน์ของโลกใบนี้

แต่สิ่งที่เขาแสดงออกกลับกลายเป็นเพียงความนิ่งเฉย ถึงปกติเขาจะนิ่งจนเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่คราวนี้ครึ่งเอลฟ์รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดแปลกไปอย่างชัดเจน ถึงไม่รู้ว่าคืออะไรแต่สัญชาตญาณของเธอกำลังร่ำร้องบอกว่ามันไม่ปกติ ก่อนที่ช่างเหล็กชราจะทุบกำปั้นลงไปกับกระดาน เผยให้เห็นประกาศภารกิจที่เขาแปะลงไป บ่งบอกเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ในโถงนี้

“พวกเจ้ากำลังหาภารกิจอยู่ใช่มั้ยล่ะ งั้นก็นี่แหละ พอดีเลย” ช่างเหล็กชราว่าเสียงดังแข็งขันกล่าวถึงภารกิจที่ตัวเองเพิ่งจะลงประกาศไปหมาดๆ

“ภารกิจสำรวจเหมืองของพวกชาวถ้ำทางใต้ หืม... เกิดอะไรขึ้นหรอคะ” เอเดลอ่านหัวข้อภารกิจคร่าวๆ ที่กล่าวถึงเผ่าพันธุ์ชั้นสูงอีกหนึ่งเผ่า ซึ่งไม่รวมอยู่กับสภาเอกภาพ ดำรงอารยธรรมของตัวเองอย่างสันติวิเวกตามถ้ำ ไม่สุงสิงกับโลกภายนอกมากนัก ไม่บ่อยที่จะออกมาค้าขายกับเผ่าพันธุ์อื่น แต่อย่างหนึ่งที่ชาวถ้ำเก่งกาจคือการตามทางสินแร่โลหะมีค่าทั้งหลาย

“ก็ถ้ารู้ข้าจะตั้งภารกิจมั้ยล่ะ! แต่พวกนั้นไม่ได้เอาแร่มาขายที่เทรียลได้สักพักแล้ว” ชาวช่างชราตะคอก ก่อนจะถอนหายใจแล้วเริ่มอธิบายภารกิจ

“ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีพวกนั้นอาจจะแค่เบื่อหน้าข้าหรือไม่เทรียลมันคงจะเปลี่ยนไปเยอะจนพวกนั้นจำไม่ได้ หรือพวกนั้นอาจจะย้ายบ้านไปหมด ใครจะรู้.. แต่ภารกิจนี้หน้าที่ของพวกเจ้าก็แค่ไปที่เหมืองแล้วหาเหล็กเย็นมาให้ข้า ถ้าหากพวกชาวถ้ำยังอยู่ก็เจรจาขอซื้อมา เอาน้ำผึ้งไปแลกก็ได้... อ่อแล้วก็ ถ้าข้าไม่มีเหล็กเย็นที่ว่านี่ ข้าก็ซ่อมแขนให้ฮอรัสไม่ได้นะบอกไว้ก่อน” ช่างเหล็กชราเอ่ยเงื่อนไขคล้ายกับเป็นการบังคับกลายๆ ว่าต่อให้ภารกิจนี้จะมีค่าตอบแทนต่ำเตี่ยเรี่ยดินแค่ห้าเหรียญทอง ไม่พอแม้แต่จะใช้เป็นค่าเสบียงระหว่างเดินทางด้วยซ้ำ แต่ทั้งสองก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธทั้งๆ ที่มันก็เป็นภารกิจเปิดกว้าง

 

จบบทที่ บทที่ 35 : คนเลว

คัดลอกลิงก์แล้ว