เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 ขโมยไก่ไม่สำเร็จ แถมยังเสียข้าวสารอีกกำมือ

ตอนที่ 5 ขโมยไก่ไม่สำเร็จ แถมยังเสียข้าวสารอีกกำมือ

ตอนที่ 5 ขโมยไก่ไม่สำเร็จ แถมยังเสียข้าวสารอีกกำมือ


ตอนที่ 5 ขโมยไก่ไม่สำเร็จ แถมยังเสียข้าวสารอีกกำมือ

ใบหน้าของอันหลิงเกอยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ จากนั้นโบกมือให้หลู่จิงอวี่ออกไป ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง อันหลิงเกอเอนกายลงบนตั่ง ใช้ค้อนเขาวัวอันเล็กเคาะที่ต้นขาเพื่อนวดผ่อนคลาย

หลังจากนั้นมินานประตูห้องก็ถูกปี้จูผลักเข้ามา นางยกของว่างเข้ามาแล้วเอ่ยว่า “คุณหนูเจ้าคะ จิงอวี่ผู้นั่นมิเลวเลยเจ้าค่ะ บาดแผลยังมิหายดีก็แย่งข้าทำงานเสียแล้วเจ้าค่ะ”

อันหลิงเกอเพียงแค่ตอบรับอย่างเกียจคร้านว่า “อืม” เพียงเท่านั้น จากนั้นนางก็รับฟังปี้จูเล่าถึงเรื่องราวที่อันหลิงอีและหลี่ซ่อทะเลาะกันในห้องอย่างออกรสออกชาติ

เมื่อเล่าจบ ปี้จูก็กล่าวออกมาว่า “คุณหนูเจ้าคะ วันนี้คุณหนูวางแผนการได้อย่างแยบยลมากเลยเจ้าค่ะ แต่โอกาสดีเช่นนี้ เหตุใดท่านถึงมิอาศัย...”

เมื่ออันหลิงเกอได้ฟังก็หันไปมองหน้าปี้จู แล้วเอ่ยออกไปว่า “เจ้าคิดว่าแค่เรื่องในวันนี้พวกนางจะเอาตัวรอดมิได้เยี่ยงนั้นหรือ”

ในเมื่ออันหลิงเกอได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครา จะมิมีทางมองข้ามความไว้วางใจที่อันอิงเฉิงมอบให้สองแม่ลูกคู่นี้อีกเป็นอันขาด อันหลิงเกอรับรู้เป็นอย่างดีว่าอันอิงเฉิงนั้นรักในชื่อเสียงและอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด ถ้ามิใช่เพราะน้องสาวของหลี่ซื่อนั้นตอนนี้เป็นถึงสนมที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานที่สุดอย่างหลี่กุ้ยเฟย  และตราบใดที่หลี่กุ้ยเฟยยังให้การสนับสนุนหลี่ซื่ออยู่เยี่ยงนี้ อันอิงเฉิงก็ยังคงต้องเกรงใจหลี่กุ้ยเฟยอยู่เป็นแน่ ขอเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมิกระทบต่อตำแหน่งและชื่อเสียงของตน เขาก็เพียงแสร้งมองไม่เห็นไปเพียงเท่านั้น

“แล้วมิใช่หรอกหรือเจ้าคะ ?” ปี้จูยังคงคิดเช่นนั้น ในความคิดของนาง เรื่องที่บุตรีของฮูหยินรองซื้อตัวบ่าวรับใช้เพื่อใส่ร้ายบุตรีของฮูหยินใหญ่นั้นเป็นความผิดที่มิอาจให้อภัยได้

พอได้รับฟัง อันหลิงเกอเพียงยกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากให้กับความไร้เดียงสาของปี้จู พร้อมกลับเอ่ยออกไปว่า “เรื่องบางเรื่องวันข้างหน้าเจ้าก็จักเข้าใจด้วยตนเอง และในตอนนี้พวกเราจะประมาทมิได้เป็นอันขาด”

เมื่อได้พูดคุยร่วมกับปี้จู ก็ทำให้อันหลิงเกอตระหนักคิดขึ้นมาได้ เนื่องด้วยนิสัยหยิ่งผยองของอันหลิงอี วันนี้ตนนั้นเป็นเหตุให้นางต้องอับอายถึงเพียงนั้น นางจักต้องมิยอมรามือง่าย ๆ เป็นแน่

“ปี้จู เจ้าไปตามจิงอวี่มาให้ข้าที”

หลังจากนั้นมินานลู่จิงอวี่ก็ได้มายืนอยู่ตรงหน้าของอันหลิงเกอ รูปร่างผอมเพรียว แขนเสื้อที่พับขึ้นเผยให้เห็นแขนที่มีพลัง และรอยแส้ที่ยังปรากฏเด่นชัด

อันหลิงเกอจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไปว่า “เจ้าคุ้นเคยกับงานในเรือนบ้างแล้วใช่หรือไม่ ?”

ลู่จิงอวี่นั้นเกิดมายากจน ตั้งแต่เล็กเขานั้นรู้ความมากกว่าเด็กรุ่นเดียวกันเสมอ ยิ่งผ่านเรื่องราวในวันนี้ ทำให้เขานั้นเติบโตและมีความสงบนิ่งมากขึ้น เมื่ออันหลิงเกอเอ่ยถาม เขาจึงพยักหน้ารับ แล้วกล่าวตอบกลับไปว่า “แม่นางปี้จูสอนงานให้ข้าน้อยหมดแล้วขอรับ ข้าน้อยจะมิทำให้คุณหนูใหญ่ผิดหวังเป็นอันขาด”

หลังจากได้รับฟังคำตอบ อันหลิงเกอจึงหันไปหยิบขวดยาออกมาจากกล่องแต่งหน้าของนางแล้วส่งให้ลู่จิงอวี่ “นี่เป็นยาสมานแผลชั้นดี เจ้านำกลับไปทาแผลของเจ้าเอง แต่ตอนนี้เจ้าไปทำงานบางอย่างให้ข้าหน่อยสิ...”

กลางดึก ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ท่ามกลางแสงจันทร์โอบล้อมไปด้วยบรรยากาศที่เย็นยะเยือก จวนโหวที่เงียบสงบภายใต้แสงจันทร์นั้นกลับมีเงาของร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ ตรงด้านหน้าของเรือนฉีอู๋ นางแอบมองภายในเรือนแล้วหันกลับมาออกคำสั่ง “รีบจัดการให้เรียบร้อย”

คนผู้นั้นแม้จะเอ่ยออกมาเสียงมิดังมาก แต่ท่าทางหยิ่งผยองนั้นมิเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย “ขอเพียงแค่พวกเจ้าสามารถกรีดใบหน้าของนังตัวแสบนั่นให้ข้าได้ ข้าจักให้เงินแก่พวกเจ้า 10 ตำลึง !”

เมื่อมีรางวัลล่อใจย่อมต้องมีผู้กล้าทำงานนี้ให้ บ่าวรับใช้สามถึงสี่คนชักมีดสั้นที่เหน็บไว้บริเวณเอวออกมา จากนั้นกระโจนเข้าไปยังเรือนฉีอู๋ในทันที

อันหลิงอีจ้องมองเข้าไปในเรือนอย่างย่ามใจ เมื่อยามเว่ย มารดาของนางต้องการให้นางอยู่แต่ในห้องอย่างสงบเสงี่ยมสักครึ่งเดือน รอจนบิดาหายโกรธค่อยวางแผนใหม่ แต่นางกลับมิยอม !

นังตัวดีขี้โรคนั่น เหตุใดข้าต้องมาถูกกักบริเวณเพราะนางด้วย ?

แค่คิดถึงท่าทางของอิงหลิงเกอตอนอยู่ต่อหน้าอันอิงเฉิงวันนี้แล้ว เป็นเหตุให้อันหลิงอีต้องขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้นอยู่ภายในใจ “นังตัวดี ช่างมิรู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง !”

ผู้ใดจะคาดคิดว่านางยังพูดมิทันจบ ภายในเรือนกลับมีเสียงกรีดร้องดังก้องออกมา ทันใดนั้นไฟในเรือนก็สว่างขึ้น ก่อนที่อันหลิงอีจะได้สติ ปี้จูก็เคาะอ่างทองแดงแล้วเดินผ่านนางไป พร้อมกับตะโกนว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วยเจ้าคะ มีขโมย !”

เมื่ออันหลิงอีได้สติและกำลังจะหนีนั้น ทว่าตรงข้อมือของนางกลับถูกจับเอาไว้เสียแล้ว เมื่อนางหันกลับไปก็ได้พบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะของลู่จิงอวี่แทน

“น้องหญิงจะไปที่ใดหรือ ?”

อันหลิงเกอก้าวออกมาจากด้านหลังของลู่จิงอวี่ บนใบหน้าของอันหลิงเกอพลันปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นมา

อันหลิงเกอรู้ดีว่าอันหลิงอีนั้นต้องมิยอมรามือง่าย ๆ เป็นแน่ จึงได้ให้ลู่จิงอวี่วางกับดักไว้ที่เรือน จากนั้นก็วางแผนรอจับนางเอาไว้ และแล้วก็จับตัวนางไว้ได้จริง ๆ

เมื่อถูกจับได้ ใบหน้าของอันหลิงอีซีดลง ภายในใจนางรู้ดีว่าตนเองนั้นถูกอันหลิงเกอเล่นงานเข้าให้แล้ว เมื่อถูกจับได้ก็ทำอันใดมิได้ ทำได้เพียงเถียงแบบหัวชนฝาเท่านั้น “ข้า ข้า...เจ้าคนชั้นต่ำ กล้าดีเยี่ยงไรถึงได้ไร้มารยาทกับข้าเยี่ยงนี้ ? !”

ในเมื่อที่ตรงนี้มิมีอันอิงเฉิงและหลี่ซื่ออยู่ อันหลิงเกอก็มิอาจเสแสร้งปั้นหน้าอีกต่อไปได้

ดวงตาที่ลุ่มลึกของอันหลิงเกอทอประกายความเกลียดชังออกมาอย่างชัดเจน “ไร้มารยาทเยี่ยงนั้นหรือ ? อันหลิงอี เจ้าเป็นเพียงคุณหนูที่เกิดจากอนุ หาทางกลั่นแกล้งข้ามาหลายครั้งหลายครา กล้าทำผิดอย่างมิเกรงกลัว นี่ต่างหากที่เรียกว่าไร้มารยาท !”

อันหลิงเกอยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงของเป็นปกติ แต่อันหลิงอีกลับรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา ในขณะที่นางมิรู้ว่าควรจะทำเยี่ยงไรดี คนจำนวนมิน้อยต่างก็มายืนอยู่ตรงหน้าเรือนฉีอู๋แล้ว แสงไฟส่องสว่างเกินกว่าครึ่งเรือน

อันอิงเฉิงที่มีสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยถามออกมาด้วยท่าทางหงุดหงิด

“เกิดเหตุอันใดขึ้นอีกล่ะ ? !”

“เรียนท่านพ่อ มีคนบุกรุกเข้ามาในเรือนของลูกเจ้าค่ะ มาทำลับ ๆ ล่อ ๆ มิรู้ว่ามีจุดมุ่งหมายอันใด ที่เรือนฉีอู๋นั้นมีเพียงลูกและปี้จูเพียง 2 คนเท่านั้น ลูกจึงได้ให้ปี้จูไปตามคนมาช่วยจับคนร้ายเจ้าค่ะ”

“แล้วไหนล่ะ ? !”

อันอิงเฉิงระงับความโกรธเอาไว้ เมื่อครู่เขากับหลี่ซื่อกำลังจะ…

โล้สำเภา !

เมื่อได้ฟังอันอิงเฉิงเอ่ยถาม ลู่จิงอวี่จึงรีบผลักบ่าวรับใช้ 3 คนที่ถูกมัดรวมกันไว้ออกมาด้านหน้า

เมื่อหลี่ซื่อเห็นใบหน้าของทั้งสามคนนั้น ใบหน้าของนางก็ถอดสีในทันที แล้วจ้องเขม็งไปทางอันหลิงอีแล้วกล่าวว่า “นายท่านเจ้าคะ แค่ขโมยไม่กี่คน พรุ่งนี้ข้าจะส่งพวกมันไปให้ศาลต้าหลี่จัดการเองเจ้าค่ะ นี่ก็ดึกแล้ว พวกเรารีบไปพักผ่อนกันเถิดเจ้าคะ”

หลี่ซื่อพูดไป ก็ใช้มืออันแสนอ่อนนุ่มลูบไล้ที่แผงอกของอันอิงเฉิงไปด้วย นิ้วมืออันเรียวยาวสะกิดไปที่หน้าอกของอันอิงเฉิง ทำให้เขาเกิดความเสน่หาขึ้นมาในทันที จึงได้กล่าวออกมาเสียงเข้มว่า “เยี่ยงนั้นก็จัดการให้เรียบร้อย”

“ท่านพ่อ !”

อันหลิงเกอกลับเรียกอันอิงเฉิงไว้ “จวนโหวสูงส่งถึงเพียงนี้ แต่โจรพวกนี้กลับบุกรุกเข้ามาได้ ลูกคิดดูแล้วก็หวาดกลัว หากคืนนี้ที่ที่มันบุกรุกเข้าไปมิใช่เรือนฉีอู๋ของลูก แต่เป็นห้องนอนของท่านพ่อ นั่น...”

อันอิงเฉิงได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ทั้งยังคิดถึงเรื่องเมื่อหลายวันมานี้มีโจรภูเขาบุกรุกเข้าเมืองหลวง เป็นเหตุให้เขารู้สึกระแวงขึ้นมาในทันที “เอาตัวพวกมันมา”

ลู่จิงอวี่เมื่อได้รับสัญญาณจากอันหลิงเกอ ก็นำตัวคนผู้หนึ่งในคนที่ถูกมัดไปตรงหน้าของอันอิงเฉิง จากนั้นก็ใช้ไฟส่องไปที่หน้าของคนผู้นั้น

อันอิงเฉิงได้เห็นก็โมโหขึ้นมาในทันที “จางเฉิง เจ้าคนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา !”

จางเฉิงก่อนหน้านี้ถูกลู่จิงอวี่ตีจนหมดแรงอยู่ก่อนแล้ว มาถึงตอนนี้ก็ถูกอันอิงเฉิงตบเข้าที่หน้าไปอีกหลายที จึงรู้สึกมึนหัวไปหมด แต่ก็ต้องรีบกล่าวร้องขึ้นว่า “นายท่าน ข้าน้อยถูกใส่ร้ายขอรับ !”

“ใส่ร้ายอันใดกัน ?”

อันอิงเฉิงกล่าวอย่างโมโห “หรือเจ้าจะกล่าวว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังซ่อนอยู่เยี่ยงนั้นหรือ ?”

จางเฉิงได้ยินก็เอ่ยอันใดมิออกไปชั่วครา ทำได้เพียงแค่ร้องคร่ำครวญอยู่เยี่ยงนั้น

อันหลิงเกอเห็นดังนั้นจึงเอ่ยออกไปว่าว่า “จางเฉิง นั่นมันคนดูแลเรือนของน้องหญิงมิใช่หรือ ?”

ประโยคที่เอ่ยขึ้นนี้คล้ายนางกำลังเอ่ยกับตัวเองด้วยน้ำเสียงมิดังและมิเบา แต่ก็ทำให้อันอิงเฉิงได้ยินพอดีเขาจึงหันหน้ากลับไปมอง กลับสบเข้ากับตาดวงตาที่ตื่นตระหนกของอันหลิงอีเข้าพอดี ทำให้อันอิงเฉิงเข้าใจได้ในทันที

“เจ้ามิสำนึกผิดอยู่ในเรือน หนำซ้ำยังมาก่อเรื่องที่นี่อีกรึ ? !”

ครานี้อันอิงเฉิงเอ่ยถามขึ้นโดยมิลังเลเลยแม้เพียงนิดเดียว ทำให้หลี่ซื่อกลัวขึ้นมา นางอยากจะแก้ตัวให้ลูกสาว แต่ทำได้เพียงแค่อ้าปาก สุดท้ายก็มิได้พูดสิ่งใดออกมา ซึ่งนางนั้นรู้จักนิสัยของอันอิงเฉิงดีกว่าใคร หากนางพูดออกไปก็มิต่างกับการราดน้ำมันลงในกองไฟอย่างแน่นอน

อันหลิงเกอเห็นดังนั้นจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ “ที่แท้ก็เท่านี้เอง”

เมื่ออันหลิงอีเห็นเยี่ยงนั้น จึงหันกลับมาเอ่ยถามอย่างมิพอใจว่า “เจ้าจะพูดอันใดอีก ? !”

อันหลิงเกอยกยิ้มที่มุมปากเพียงเล็กน้อย แล้วเอ่ยออกไปว่า “ข้าคิดว่าพวกเจ้าแม่ลูกมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เมื่อภัยมาถึงตัว แม้แต่อี๋เหนียงก็มิเห็นช่วยพูดแก้ตัวอันใดให้เจ้าเลย”

*กุ้ยเฟย คือ พระมเหสีชั้นสูงระดับ 2 รองจากหวงโฮ่วและหวงกุ้ยเฟย

จบบทที่ ตอนที่ 5 ขโมยไก่ไม่สำเร็จ แถมยังเสียข้าวสารอีกกำมือ

คัดลอกลิงก์แล้ว