เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 ใส่ร้าย

ตอนที่ 3 ใส่ร้าย

ตอนที่ 3 ใส่ร้าย


ตอนที่ 3 ใส่ร้าย

อันหลิงเกอหัวเราะเยาะอยู่ภายในใจ และเดินตามจินจูกูกูที่เดินนำทางนางอยู่เบื้องหน้าอย่างว่าง่าย เพื่อพานางไปยังห้องโถงของจวน

ตระกูลอันเป็นตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวย ห้องโถงนั้นจึงมีเอกลักษณ์พิเศษ ด้านหน้ามีฉากกั้น 7 บาน แต่ละบานล้วนปักภาพอาชาเหินไว้อย่างวิจิตรงดงาม

เมื่ออันหลิงเกอเดินมาถึงห้องโถง ก็มองเห็นหน้าฉากกั้นแต่ละบานนั้นมีผู้คนมากมายนั่งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เมื่อมองเข้าไปด้านในก็มองเห็นอันอิงเฉิงผู้เป็นบิดาของตน หลี่ซื่อ  พ่อบ้านหวางจงจี๋ และอันหลิงอีนั่งอยู่ด้วยกัน

เมื่อเดินเข้าไปถึงบริเวณกลางห้องโถง ก็มองเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมใส่ชุดบ่าวรับใช้ของจวนโหวนั่งคุกเข่าอยู่กลางโถง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล แม้จะนั่งคุกเข่าอยู่แต่ทั้งร่างกายก็ยังคงสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากชายผู้นั้นกำลังอดทนกับพิษบาดแผลที่เจ็บหนักอยู่นั้นเอง

อันหลิงเกอขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางจำได้ดีว่าเมื่อชาติก่อนนั้นเป็นชายวัยกลางคน เหตุใดในชาตินี้จึงกลับกลายเป็นชายหนุ่มไปได้ ?

ดูเหมือนกับว่าหลังคืนชีพกลับมาในครั้งนี้ คงต้องมีบางอย่างที่คลาดเคลื่อนไปเป็นแน่

อันหลิงเกอได้แต่เก็บงำความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อสองแม่ลูกเอาไว้ จากนั้นก็คารวะอันอิงเฉิงอย่างนอบน้อม “คารวะท่านพ่อ คารวะอี๋เหนียง”

“ลุกขึ้นเถอะ”

อันอิงเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเปี่ยมไปด้วยอำนาจ “ได้ยินว่าเจ้าพึ่งฟื้นขึ้นมาเมื่อเช้า เจ้าดีขึ้นหรือยัง ?”

อันอิงเฉิงเอ่ยถามดูคล้ายห่วงใย แต่ยังมิทันที่อันหลิงเกอจะได้เอ่ยตอบไป เขาก็กล่าวต่อไปอีก “อี๋เหนียงเป็นห่วงเจ้ามาก จึงได้ไปสืบหาความจริงเรื่องนี้ ว่าผู้ใดเป็นคนผลักเจ้าตกน้ำกันแน่”

อันอิงเฉิงนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงโหวเย่ ทั้งยังเป็นขุนนางคนสำคัญ ปกติก็มิได้ให้ความสำคัญกับการคงอยู่ของอันหลิงเกออยู่แล้ว วันนี้แม้จะเอ่ยถามคล้ายเป็นห่วงแต่กลับมิรอให้อันหลิงเกอได้ตอบคำถามแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่าในใจของเขานั้น อันหลิงเกอมิได้มีความสลักสำคัญอันใดเลย

อันหลิงอีเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวเสริมขึ้นมาฉับพลัน “พี่หญิง ท่านว่าพวกเราจะลงโทษชายผู้นี้เยี่ยงไรดี กล้ามาทำร้ายพี่หญิงของข้าเช่นนี้ !”

“คนชั่วเยี่ยงนี้จะทำเยี่ยงใดได้ นอกเสียจากโบย 30 ทีแล้วไล่ออกจากจวนไปซะ !” หลี่ซื่อได้แสดงท่าทีของนายหญิงออกมา

อันหลิงเกอเห็นสองแม่ลูกร้อนรนเยี่ยงนี้ ก็กลับยิ่งสงบใจลง

นางก้าวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น ดวงตาของเขานี้เต็มไปด้วยความเศร้าโศกอยู่ภายในใจ นางก็สามารถรู้ถึงแผนการของสองแม่ลูกนี้ทันที

“ท่านพ่อ” อันหลิงเกอคุกเข่าลงตรงเบื้องหน้าของอันอิงเฉิง แล้วเอ่ยขัดออกไปว่า “ขออภัยที่ลูกเอ่ยขัด ตอนที่ลูกพลัดตกลงไปในน้ำนั้น ลูกมิเคยเห็นหน้าชายผู้นี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ”

อันหลิงอีลุกขึ้นยืนในทันที แล้วเอ่ยสวนกลับไปว่า “พี่หญิงเอ่ยเยี่ยงนี้หมายความว่าเยี่ยงไร ? หรือท่านคิดว่าท่านแม่ของข้านั้นหาแพะมารับผิดในเรื่องนี้เช่นนั้นหรือ ?”

อันหลิงเกอเอ่ยกลับอย่างชัดเจน “น้องหญิง ข้ามิได้หมายความเยี่ยงนั้น เพียงแต่ท่านพ่อนั้นเป็นถึงโหวเย่ เป็นที่จับตามองของผู้คนมากมาย หากจะลงโทษบ่าวรับใช้ผู้นี้ตามอำเภอใจแล้วนั้น ถ้าเรื่องนี้ถูกพูดออกไป จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของท่านพ่อเอาได้มิใช่หรือ ?”

อันหลิงเกอยังได้เอ่ยเน้นย้ำไปอีกครา “อีกอย่างอี๋เหนียงนั้นมีจิตใจที่ดีงามช่วยเหลือข้าในการสืบหาเรื่องราวในครานี้ หากเรื่องนี้มีการใส่ร้ายกันเกิดขึ้นก็จะเป็นการทำลายชื่อเสียงของอี๋เหนียงเอาได้มิใช่หรือ ?”

อันหลิงเกอหันกลับไปเอ่ยกับอันอิงเฉิงและหลี่ซื่อว่า “ขอให้ท่านพ่อและอี๋เหนียงโปรดเข้าใจในความลำบากของลูกด้วยเจ้าค่ะ”

อันอิงเฉิงนั้นเป็นคนที่รักชื่อเสียงของตนเท่าชีวิต เมื่อได้ยินอันหลิงเกอเอ่ยเยี่ยงนี้ จึงคิดได้ว่าควรต้องจัดการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง เยี่ยงนั้นจึงหันไปกล่าวกับหลี่ซื่อว่า “เจ้าบอกว่าเป็นชายผู้นี้ มีหลักฐานหรือไม่ ?”

อันหลิงอีรีบเอ่ยกลับในทันที “ท่านพ่อ มันผู้นี้เป็นคนสารภาพออกมาเองนะเจ้าคะ”

นางลุกเดินไปหาชายผู้นั้น ขณะที่เดินเฉียดอันหลิงเกอ นางก็กระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “อันหลิงเกอ ข้าขอเตือนเจ้า อย่าก่อเรื่องให้มากนักจะดีกว่า มิเช่นนั้นในยามที่เจ้าลำบาก อย่าได้มาเสียใจภายหลังเป็นอันขาด”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น อันหลิงเกอยิ่งมั่นใจว่าหลี่ซื่อจะต้องมีแผนสำรองไว้อย่างแน่นอน แต่ใช่ว่านางจะมิได้เตรียมตัวเอาไว้

อันหลิงเกอเงยหน้าขึ้น แล้วแสยะยิ้มให้นาง

ข้าเอ่ยเตือนดี ๆ เจ้ามิฟัง อยากโดนลงโทษเยี่ยงนั้นก็ดี !

อันหลิงอีรู้สึกเคียดแค้นอยู่ภายในใจ จากนั้นเดินไปยังเบื้องหน้าของชายผู้นั้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าจงพูดซ้ำในสิ่งที่เจ้าได้บอกกับข้าและท่านแม่ของข้าเมื่อกลางวันมาอีกครา”

ชายผู้นั้นเมื่อถูกอันหลิงอีผลักไปมาแล้วจึงเอ่ยขึ้นอย่างจำยอมว่า “นาย นายท่าน ข้าเป็นคนที่ผลักคุณหนูใหญ่ตกน้ำเองขอรับ เมื่อวานข้าเห็นคุณหนูเดินเล่นในสวนเพียงผู้เดียว จึงอาศัยโอกาสที่มิมีผู้ใดอยู่ผลักคุณหนูจนตกน้ำขอรับ”

อันอิงเฉิงกล่าวด้วยความโมโหว่า “เจ้าสุนัขรับใช้ อยู่ดี ๆ เจ้ามาผลักเกอเอ๋อตกน้ำด้วยเหตุอันใด ? !”

อันหลิงอีได้ยินเยี่ยงนั้นก็แสยะยิ้มอย่างย่ามใจ จ้องมองไปยังแผ่นหลังของอันหลิงเกอด้วยสายตามาดร้าย

อันหลิงเกอ เจ้าเป็นคนรนหาที่ตายเองนะ !

“ท่านพ่อเอ่ยถามเจ้า เหตุใดยังมิรีบตอบอีก !”

อันหลิงอีผลักชายผู้นั้น เขาจ้องมองมายังอันหลิงเกออย่างลำบากใจ “ข้าน้อยและคุณหนูใหญ่มีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน เราทั้งสองนัดพบกันด้วยจดหมาย เมื่อวานคุณหนูใหญ่ได้นัดข้าน้อยไปพูดคุยในสวน และนางก็กล่าวเหยียดหยามว่าข้านั้นมีฐานะต่ำต้อยมิคู่ควรกับนาง ข้าน้อยรู้สึกโมโหจึงได้ผลักคุณหนูใหญ่ตกลงไปในน้ำขอรับ”

หลี่ซื่อและอันหลิงอีลอบสบตากันด้วยความสะใจ วันนี้คือวันตายของอันหลิงเกอแล้ว!

“พอได้แล้ว !”

อันอิงเฉิงลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห เขาก้าวเท้าเข้าไปหาอันหลิงเกอ พร้อมทั้งยกเท้าขึ้นและเกือบจะเตะโดนอันหลิงเกอเข้าแล้วนั้น แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมา…

ผิวพรรณอันผุดผ่อง จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูอ่อน ผมอันดำขลับที่ปลิวสยายไปตามลม เผยให้เห็นดวงตาที่สว่างไสว หางตาที่ยกขึ้นเล็กน้อย เข้ากันกับนัยน์ตาคู่นั้นที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น เย้ยหยัน และเฉียบคม

เมื่อสบสายตาเข้ากับดวงตาคู่นั้นก็ทำให้อันอิงเฉิงถึงกับชะงักไป จนลืมไปว่าตัวเองนั้นก้าวเท้าเข้ามาด้วยเหตุอันใด

อันหลิงเกอเห็นเยี่ยงนั้นจึงคำนับลงเล็กน้อย “ท่านพ่อจะฟังความข้างเดียวได้เยี่ยงไร ? เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของลูก ลูกหวังว่าท่านพ่อจะให้โอกาสลูกได้อธิบาย”

อันหลิงเกอมีน้ำเสียงที่สงบนิ่ง มิมีความกระวนกระวายคล้ายคนที่ถูกเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวของตนเองแม้แต่น้อย

อันอิงเฉิงนั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เขาเองก็รู้สึกได้ถึงความมิชอบมาพากลเช่นกัน จึงได้กล่าวว่า “ไหนเจ้าลองเอ่ยมาสิ”

อันหลิงเกอหันกลับไปมองชายผู้นั้น “เจ้าเอ่ยว่าเรานัดเจอกันผ่านทางจดหมายใช่หรือไม่ เช่นนั้นเจ้าจำได้หรือไม่ว่าเราเขียนอันใดถึงกันบ้าง ?”

ชายผู้นั้นตกตะลึงงันไปเล็กน้อย แต่แล้วก็ถูกอันหลิงอีที่อยู่ด้านข้างเตะเข้า จึงต้องเอ่ยต่อว่า “คุณหนูใหญ่มักชอบที่จะเขียนจดหมายส่งถึงข้า แต่เมื่อความสัมพันธ์ยาวนานขึ้น เราก็มิได้เขียนจดหมายถึงกันอีก”

อันหลิงเกอเมื่อได้รับฟังเช่นนั้น ใบหน้าของนางก็ยกยิ้มขึ้นมา แล้วสั่งให้คนไปนำเครื่องเขียนในห้องหนังสือออกมา จากนั้นนางก็เขียนบทความลงในกระดาษตรงเบื้องหน้าของทุกคนว่า “แม้กายห่างไกล แต่ใจประสานถึงกัน”

จากนั้นส่งให้ชายผู้นั้น “เจ้าดูสิว่าเป็นบทความนี้ใช่หรือมิใช่ ?”

อันหลิงอีเมื่อเห็นเยี่ยงนั้นกำลังที่จะเอ่ยออกไป แต่เมื่ออันหลิงเกอตวัดสายตาอันเย็นเฉียบจ้องมองมาที่นาง นางถึงกลับตกตะลึงงันจนมิกล้าขยับตัว

อันหลิงอีได้แต่คิดอยู่ภายในใจว่าด้วยเหตุอันใดอันหลิงเกอถึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคนได้เยี่ยงนี้ ? !

ขณะที่อันหลิงอีตกตะลึงงันอยู่นั้น ชายผู้นั้นก็พยักหน้าและเอ่ยตอบกับไปว่า “ใช่แล้วขอรับ”

เมื่อหลี่ซื่อได้รับฟังดังนั้นก็หลับตาลงด้วยความผิดหวัง แต่อันอิงเฉิงกลับใช้เท้าถีบชายผู้นั้นออกไป “กล้าดีเยี่ยงไรมาใส่ร้ายเจ้านายตัวเองห๊ะ !”

ชายผู้นั้นโดนเตะจนหงายหลังลงไป โชคดีที่มีคนเดินเข้ามาพอดี เขาจึงกลิ้งไปหลบอยู่ข้างเท้าของผู้มาใหม่ที่เข้ามา

คนผู้นั้นหาใช่ใครอื่น สาวใช้คนสนิทของอันหลิงเกอนามว่าปี้จูนั่นเอง

อันหลิงเกอเมื่อเห็นปี้จูพยักหน้าให้ ใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา “ท่านพ่อ ท่านก็ทราบดีว่าข้านั้นมีนิสัยอ่อนโยน มิเคยมีเรื่องกับผู้ใดในจวนมาก่อน บ่าวรับใช้ผู้นี้กล้ามาใส่ร้ายข้า เรื่องนี้อาจมีเงื่อนงำก็เป็นได้”

หลี่ซื่อได้ฟังก็รีบเอ่ยขึ้นมา “เกอเอ๋อ บางทีอาจเป็นเพราะเจ้าอ่อนโยนเกินไป เจ้าบ่าวรับใช้ผู้นี้จึงได้แอบมีใจให้เจ้า เจ้าคงมิคิดจะลงโทษอะไรมันใช่หรือไม่”

อันหลิงเกอได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “แต่มันผู้นี้อยู่ในจวนดี ๆ กลับมาใส่ร้ายข้า แล้วจะเก็บมันผู้นี้ไว้เพื่อประโยชน์อันใดกัน ?”

คำกล่าวของอันหลิงเกอนี้ทำให้อันอิงเฉิงเกิดตระหนักคิดขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็คงต้องอยากมีชีวิตที่ดี แล้วจะมาใส่ร้ายเจ้านายของตัวเองด้วยเหตุอันใด ?

อันอิงเฉิงคิดอยู่ภายในใจ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบปี้จูพาคนสองคนเข้ามา จึงเอ่ยถามด้วยความโมโห “เจ้าจะพาคนเข้ามายุ่งเกี่ยวอันใดอีก ?”

ปี้จูได้ฟังเยี่ยงนั้นก็รีบคุกเข่าลง “รายงานนายท่าน บ่าวออกไปซื้อของให้คุณหนู บังเอิญพบเจอกับสองแม่ลูกคู่นี้กำลังใช้เงินของจวนเราซื้อยาอยู่ บ่าวคิดว่าในจวนเราอาจจะมีขโมยก็เป็นได้ จึงได้นำตัวกลับมาที่จวนด้วยเจ้าค่ะ”

อันอิงเฉิงรู้สึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง จ้องมองไปทางหลี่ซื่อด้วยสายตาอันเกรี้ยวกราด และเต็มไปด้วยการตำหนิอย่างไม่ปิดบัง

*โหวเย่ เป็นบรรดาศักดิ์ที่เทียบกับบรรดาศักดิ์ไทยคือ เจ้าพระยาหรือพระยา

จบบทที่ ตอนที่ 3 ใส่ร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว