เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

1109-1110

1109-1110

1109-1110


5/10

Ep.1109

เหล่าสัตว์ร้ายมิติและอสูรร้ายหวาดกลัวจนคิดอะไรไม่ออก พากันหันหลังหนีเอาชีวิตรอด

ดวงตาของซูเฉินทอประกายเย็นยะเยือก ชักดาบและฟาดฟันออกไป

เห็นแค่เพียงยามคมดาบกวาดไปเบื้องหน้า คลื่นความผันผวนของพลังเวทย์อันน่าสยดสยองกระพือในคราเดียว อวกาศโดนรอบเกิดการสั่นสะเทือน

“ช่างเป็นพลังเวทย์ที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้!”

เหล่าผู้ฝึกตนจากหมื่นเผ่าพันธุ์บนเกาะต่างตัวสั่นงันงก ในดวงตาของพวกเขาฉายแววประหวั่นพรั่นพรึง

การโจมตีผสานเวทมนต์สามธาตุของซูเฉิน สร้างความตื่นตกใจแก่พวกเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เวทมนต์สามธาตุผสาน! ซูเฉินมีกระบวนท่าสังหารเช่นนี้ด้วย!” ผู้ทรงเกียรติ เสิ่นหยวนบน [รถศึกอัจฉริยะ] ร้องอุทาน เขาก็ตกใจไม่แพ้คนอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ ในตอนที่ซูเฉินใช้พันกระบี่คืนสู่หนึ่ง นั่นก็ทำให้เขาตกใจมากแล้ว ไม่นึกฝันเลย ว่าซูเฉินจะยังมีกระบวนท่าสังหารเช่นนี้อีก อีกทั้งอำนาจทำลายของมัน ยังเทียบชั้นได้เลยกับพันกระบี่คืนสู่หนึ่ง หากให้ระบุชัดๆ คือมันด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ระหว่างนี้ เขายิ่งมายิ่งตื่นเต้น ด้วยไพ่ตายทั้งสองใบในมือ ซูเฉินอาจสามารถสู้กับผู้แข็งแกร่งในขอบเขตเทพเจ้าได้จริงๆ

ฉีชิงเฉวียนที่อยู่ด้านข้างเห็นสีหน้าท่าทีของผู้ทรงเกียรติเสิ่นหยวน ก็อดหัวเราะไม่ได้

กำลังรบของซูเฉิน มากกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าอย่างแน่นอน อย่างน้อย เขาก็รู้ว่าซูเฉินยังมีพลังศักดิ์สิทธิ์วิชาหมัดอยู่

วันนั้นใน [มิติสันโดษ] เขาเคยเห็นซูเฉินใช้มันครั้งหนึ่ง คำเดียวที่เหมาะกับมันคือ ‘สามารถทำลายได้ทั้งสวรรค์และปฐพี’

นอกจากนี้ ซูเฉินยังไม่ได้ใช้วิชาแปลงร่างเลย

หากเขาใช้มัน สามอาชีพหลักจะทะยานขึ้นไปอีกขั้นในคราเดียว นั่นต่างหากไพ่ตายที่แท้จริงของซูเฉิน

อีกด้านหนึ่ง หลังจากคลื่นพลังสามสีพัดหายไป เหล่า สัตว์ร้ายมิติและอสูรร้าย นับพันถูกกำจัด บนอวกาศเต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนวาววับ กะคร่าวๆน่าจะมีจำนวนเกิน 100,000 ชิ้น

เห็นภาพนี้ มุมปากของซูเฉินยกขึ้นเล็กน้อย

หลังจากจบศึกนี้ เขาสามารถยืนยันได้เรื่องหนึ่งแล้ว นั่นคือการฆ่าอสูรร้ายสามารถดรอปชิ้นส่วนได้เช่นกัน  อีกทั้งจำนวนที่ดรอปยังมากกว่าชาวต่างเผ่าและสัตว์ร้ายมิติ

ต่อมา ซูเฉินเก็บชิ้นส่วนทั้งหมด บินไปร่ำลาผู้ฝึกตนหมื่นเผ่าพันธุ์บนเกาะ แล้วกลับมายัง [รถศึกอัจฉริยะ]

จากนั้น [รถศึกอัจฉริยะ] ก็บินออกจากที่นี่ทันที มุ่งหน้าต่อไปยังเกาะซิงหยวน

[รถศึกอัจฉริยะ] จากไปเนิ่นนานแล้ว แต่สีหน้าตกใจของเหล่าผู้ฝึกตนยังไม่จางหายไป ยังคงมีเสียงสะท้อนอยู่ในใจเสมอ ใจความสั้นๆว่า

‘ซูเฉินผู้ไร้พ่าย!’

...

ระหว่างทาง ซูเฉินเอนตัวลงบนเก้าอี้คนขับเพื่อจัดการชิ้นส่วน เขาใช้เวลาทั้งวัน ถึงค่อยคัดแยกชิ้นส่วนเสร็จสิ้น

หลังจากแปลงเป็นแต้มพลังงานแล้ว พบว่าแต้มสะสมทั้งหมดเกือบถึง 400,000 จุด

แม้ดูเหมือนไม่น้อย แต่หากต้องการแลกเปลี่ยน [คุณสมบัติเลเวล 22 อย่างเต็มรูปแบบ] เพื่อยกระดับสู่ขอบเขตเทพเจ้า ระยะทางยังห่างไกลเกินเอื้อมถึง

เนื่องจากไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะนี้ ซูเฉินจึงคิดไปถึงอย่างอื่น

เขานึกขึ้นได้ว่าจนถึงตอนนี้ ยังมีอีกสองรายการที่ราคา 10,000 แต้มพลังงานยังไม่แลกเปลี่ยน

หนึ่งคือ [ค่ายกลอเวจีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ] และสุดท้าย [มังกรศักดิ์สิทธิ์ขนเพลิงมายา]

ซึ่งสำหรับเขาในตอนนี้ นั่นเป็นแค่จำนวนแต้มน้อยนิดเท่านั้น ซูเฉินจึงแลกทั้งสองในคราวเดียว และได้ข้อมูลว่า

[ค่ายกลอเวจีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ] คือพลังศักดิ์สิทธิ์ธาตุสายฟ้าชนิดหนึ่ง เมื่อปลดปล่อยออกมา จักครอบคลุมรัศมีนับหมื่นไมล์ และเป้าหมายใดก็ตามที่ถูกล็อคเป้า จักถูกฟาดผ่าโดยสายฟ้าจากทุกทิศทางอย่างไม่เลือกปฏิบัติ

หากเป็นในขั้นเดียวกัน แล้วโดนการโจมตีนี้เข้าไป จักถูกทำลายลงอย่างไม่มีวันหวนคืน

สำหรับศัตรูที่เหนือกว่าหนึ่งขั้น แม้ยังไม่ตาย แต่หากโดนการโจมตีนี้เข้าไป ก็สาหัสเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอำนาจของ [ค่ายกลอเวจีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ] จะไร้ที่เปรียบ แต่หากต้องการสำแดงพลังศักดิ์สิทธิ์นี้ออกมา มันมีข้อจำกัดมากมาย

อย่างแรกเลย คือผู้ใช้มันต้องเป็นผู้ฝึกตนสองอาชีพ นั่นคือผู้วิวัฒนาการและปรมาจารย์มนตราธาตุสายฟ้า

อย่างที่สอง ปรมาจารย์ธาตุสายฟ้าต้องมีความเชี่ยวชาญในเวทย์สายฟ้าห้าชนิด

เงื่อนไขทั้งสองต้องครบถ้วน จึงอาจกล่าวได้เลย ว่าในโลกใบนี้ ผู้ที่สามารถใช้งาน [ค่ายกลอเวจีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ] นอกจากซูเฉินแล้ว เกรงว่าคงไม่มีคนที่สองอีก

6/10

Ep.1110

ซูเฉินไม่เพียงเป็นผู้ฝึกตนทุกอาชีพเท่านั้น  แต่เขายังเคยกินผลสายฟ้าห้าสายมาแล้วหลายครั้ง นั่นเท่ากับบรรลุเงื่อนไขในการฝึกฝน [ค่ายกลอเวจีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ]

ในส่วนของ [มังกรศักดิ์สิทธิ์ขนเพลิงมายา] เมื่อแลกเปลี่ยนสำเร็จ มันก็ถูกส่งเข้าไปใน [พื้นที่เลี้ยงสัตว์] โดยอัตโนมัติ

[มังกรศักดิ์สิทธิ์ขนเพลิงมายา] รูปลักษณ์คล้ายเป็นการผสมผสานระหว่างมังกรตะวันออกกับมังกรตะวันตก ร่างที่ยาวกว่าร้อยจั้งปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีทองคำ อีกทั้งยังมีปีกคู่หนึ่งที่ยามสยาย จะสามารถกลบแผ่นฟ้า บดบังแสงอาทิตย์ได้ ดูทรงพลังและน่าเกรงขาม ชวนให้ผู้คนที่พบเห็นต้องก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง

แต่น่าเสียดาย ที่ปัจจุบันมันมีฐานฝึกตนอยู่แค่ 10 เท่านั้น เวลานี้ไม่อาจใช้ประโยชน์ใดๆได้

อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลที่ได้รับมา บ่งบอกว่า [มังกรศักดิ์สิทธิ์ขนเพลิงมายา] มีศักยภาพที่จะสามารถเลื่อนขั้นเป็นอสูรเทพ ตราบเท่าที่มีทรัพยากรในการฝึกฝนเพียงพอ ไม่ช้าก็เร็วมันจะสามารถเลื่อนขั้นเป็นอสูรเทพได้

ซึ่งดูจากรูปร่างอันใหญ่โตของมันในเวลานี้ สามารถคาดการณ์ได้เลย ว่ายามก้าวเท้าสู่ขอบเขตเทพเจ้า กำลังรบย่อมสะเทิ้นฟ้าสะเทือนดินอย่างแน่นอน

ตรงจุดนี้เป็นอะไรที่สัตว์เลี้ยงวิญญาณตนอื่นๆไม่สามารถเทียบได้

ต่อมา  ซูเฉินสลายความคิด ออกจาห้วงภวังค์ จากนั้นเข้าสู่ [มิติสันโดษ]

เขายังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงเกาะซิงหยวน เลยตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ ฝึกฝนควบคุม [ค่ายกลอเวจีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ห้าธาตุ]

...

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในวันที่ห้า ซูเฉินได้ออกจาก [มิติสันโดษ] และ [รถศึกอัจฉริยะ] ก็แจ้งเตือนเขาพอดิบพอดี

“เจ้านาย พวกเรากำลังจะถึงเกาะซิงหยวนแล้ว”

ใบหน้าของซูเฉินเริ่มกระชับ สั่งการว่า “เสี่ยวจือ ตรวจสอบเกาะซิงหยวน”

“รับทราบ”

[รถศึกอัจฉริยะ] สแกนเข้าไปทันที

ไม่นาน เกาะขนาดใหญ่ก็ถูกฉายขึ้นบนหน้าจอควบคุมส่วนกลาง มันใหญ่โตราวกับทวีปๆหนึ่งไม่มีผิด

ซูเฉินกวาดสายตาสำรวจมอง แล้วกล่าวว่า “เสี่ยวจือ ค้นหาตำแหน่งของผู้แข็งแกร่งที่สุดบนเกาะซิงหยวน”

เกาะซิงหยวนเป็นอาณาเขตของผู้แข็งแกร่งระดับขอบเขตเทพเจ้า หวูซางเคยบอกว่าจะรับมือพวกเขา ซูเฉินเลยสันนิษฐานว่าหวูซางคงกำลังเผชิญหน้ากับเหล่าขอบเขตเทพเจ้าบนเกาะ

ภาพบนหน้าจอสับเปลี่ยนอีกครั้ง ไม่ช้าก็ปรากฏฉากพื้นที่ราบ

เวลานี้เหนือพื้นที่ราบ ฉายให้เห็นถึงภาพของคลื่นลูกใหญ่ เมฆ ลม และฝนกำลังอาละวาด สำแดงอำนาจกันมั่วซั่วไปหมด

ณ ใจกลางความโกลาหล เห็นแค่เพียงชายชราคนหนึ่งที่เปล่งแสงเจิดจ้าออกมาจากร่างกาย กำลังหลับตานั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ

โดยเหนือหัวของเขา มีแผ่นจานแปดเหลี่ยมที่ให้ความสว่างไสวราวกับดวงจันทร์กำลังทอแสงอยู่

บนแผ่นจานแปดเหลี่ยมด้านนอกสาดประกายไปด้วยแสงเจิดจ้า ก่อตัวเป็นม่านพลังงาน ปกคลุมรางชายชราไว้อย่างสมบูรณ์

“นั่นผู้อาวุโสหวู!”

ซูเฉินเลิกคิ้ว ร้องเสียงหลง

เขาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าชายชราที่กำลังลุกโชนไปด้วยแสงเจิดจรัสผู้นี้คือหวูซาง และรอบๆหวูซาง มีผู้ฝึกตนอีกหลายสิบคนยืนอยู่

ในหมู่พวกมันมีสัตว์ร้ายมิติสองตัวและผู้ฝึกตนจากหมื่นเผ่าพันธุ์ที่มีใบหน้าดั่งเมฆครึ้ม ส่วนที่เหลือล้วนสวมชุดคลุมสีเทา หน้าตาน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง

“เจ้านาย ทั้งหมดที่เห็นล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งในขอบเขตเทพเจ้า!” [รถศึกอัจฉริยะ] ร้องเตือน

ทั้งหมดนั่นคือขอบเขตเทพเจ้า?

ซูเฉินตกใจมาก ไม่นึกเลยว่าจะมีขอบเขตเทพเจ้ามากมายปรากฏตัวขึ้นบนเกาะซิงหยวน และสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ พวกชายชุดคลุมเทาเหล่านั้นมาจากไหน? หรือว่าจะเป็นร่างจำแลงของอสูรร้าย?

นอกจากนี้ หากมองอีกมุมหนึ่ง กำลังรบของหวูซางใช่แข็งแกร่งโอเวอร์ไปหน่อยกระมัง?

เพราะลำพังแค่เขาคนเดียว กลับสามารถรับมือกับเหล่าขอบเขตเทพเจ้าได้นับสิบคน มันออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไป

“ซูเฉิน แผ่นจานแปดเหลี่ยมนั่นคือกงล้อดาราหมื่นปีแสง เป็นสิ่งประดิษฐ์สายป้องกัน”

ในตอนนั้นเอง ผู้ทรงเกียรติเสิ่นหยวนเอ่ยปากออกมา

“เป็นแบบนี้นี่เอง”

ซูเฉินค่อยเข้าใจ เวลานี้ เขารู้แล้วว่าเหตุใดหวูซางถึงสามารถรับมือกับขอบเขตเทพเจ้านับสิบคนได้ ที่แท้ก็อาศัยการป้องกันของกงล้อดาราหมื่นปีแสงนี่เอง

แต่ขณะเดียวกัน ใครๆก็สามารถจินตนาการได้ ว่าหากสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นพังทลายลง  นั่นคือเวลาที่หวูซางจักถูกรุมทึ้งเป็นเศษเนื้อ!

จบบทที่ 1109-1110

คัดลอกลิงก์แล้ว