เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 : ร้านชา

บทที่ 26 : ร้านชา

บทที่ 26 : ร้านชา


บทที่ 26 : ร้านชา

“ผมนึกว่าเราจะไปเดินเที่ยวกัน” ฮอรัสเอ่ยเสียงต่ำในลำคอโดยไม่มองคู่สนธนา เพียงแค่นั่งหลังตรงอย่างเรียบร้อยบนเก้าอี้ไม้ เข้าชุดเดียวกันกับโต๊ะสีน้ำตาลขาสั้นของซุ้มน้ำชาขนาดไม่ใหญ่ มีฉากเป็นผ่าลินินผืนบางกั้นหน้าซุ้ม กันฝุ่นและให้ความเป็นส่วนตัว

แต่อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบสัมผัสชา อีกทั้งในวันนี้ก็ยังมีการตั้งโต๊ะใหญ่เลี้ยงอาหารเครื่องดื่มอยู่ห่างไปเพียงลานกลางแจ้งไม่กี่ล็อกเท่านั้น ทำให้บรรยากาศภายในผืนผ้าลินินนั้นค่อนข้างเงียบ มีคนคนจับจองเก้าอี้เพียงแค่สามตัวเท่านั้น ผิดกับด้านนอกซึ่งแน่นขนัด มีผู้คนเดินผ่านไปมากันอย่างคึกคักแม้ฟ้าจะมืดเริ่มมืดแล้ว

“ฉันหมดอารมณ์เที่ยวแล้ว” ครึ่งเอลฟ์เอ่ยเบาๆ แทนคำตอบขณะใช้ลมหายใจเป่าไอร้อนจากชาอบสูตรพิเศษผสมสมุนไพรช้าๆ แล้วค่อยๆ ละเมียดจิบอย่างรู้ค่า ดื่มด่ำรสสัมผัสและกลิ่นกรุ่นของธรรมชาติ เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกต่างๆ ในหัว

“ผมก็เหมือนกัน” หุ่นสงคราม ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบกลับอย่างเรียบเฉย ทว่าทำเอาเอเดลถึงกับชะงักจนเกือบสำลัก ทำชาร้อนๆ หกใส่มือตัวเอง

“หะ ว่าไงนะ” เธอวางแก้วลงบนโต๊ะข้างกาน้ำทันที แล้วหันขวับทวนสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เพราะสำหรับคนทั่วไปมันก็คงไม่แปลกอะไร แต่สำหรับฮอรัสนั้น สิ่งที่เขาเอ่ยมาไม่ใช่ว่ามันคือการแสดงออกทางอารมณ์หรอกหรือ เพราะเขากำลังบอกว่าเขาเองก็ไม่มี ‘อารมณ์’ อยากจะออกไปวุ่นวายกับงานเทศกาลเช่นกัน

“การพูดเออออ พลอยเห็นด้วยในเรื่องเล็กน้อย บางสถานการณ์ช่วยทำให้บทสนทนาเป็นธรรมชาติ” ฮอรัสแทนที่จะทวนสิ่งที่เขาพูดอีกครั้ง กลับอธิบายสิ่งที่ได้รับการสอนมาเมื่อไม่นานนี้ออกมาตรงๆ เพราะแค่เขาอ่านสีหน้าและท่าทางของเอเดลก็มองออกว่าสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ คืออะไร

และคำตอบนั้นก็ทำให้เธอทำคิ้วเบี้ยวไปชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ กลับให้ไปความสนใจกับถ้วยชาของตัวเองเหมือนอย่างเคย

“แม่เป็นคนสอนล่ะสิ” สาวเจ้ากล่าวไม่ใส่ใจ ขณะเริ่มตั้งถ้วยกาใหม่ เปิดฝากากชาเก่าแล้วรินน้ำร้อนจากที่สูงเกิดเสียงคล้ายน้ำฝนไหลผ่านยอดไม้ ลงไปกระทบใบชาซึ่งคลายตัวอย่างดีแล้วจากการลวกและชงในกาแรก ตามตำรับชาแบบเอลฟ์ที่ว่าชาน้ำสองนั้นเลิศที่สุด

“เปล่า คุณนักวิเคราะห์เป็นคนสอน”

“หืม.. ไอน์เป็นสอนหรอกหรอ” เอเดลแสดงท่าทางสนใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก ก่อนจะละไปคลี่ห่อกระดาษที่วางอยู่ข้างๆ ชุดชงชา เผยให้เห็นดอกไม้และสมุนไพรหมักตากแห้งจากสวนของมารดา

เธอใช้นิ้วคีบส่วนผสมเหล่านั้นลงไปลอยบนถ้วยพักชาแล้วจึงปิดฝาเทเอาเฉพาะน้ำที่แช่ดีแล้วลงบนถ้วยเล็กๆ สำหรับดื่ม ก่อนจะค่อยๆ ละเมียดชาต่อ ปล่อยผ่านบรรยากาศในม่านลินินให้สงบลงเหมือนตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก ไม่พูดคุยอะไรกันอยู่นานหลายนาที จนกระทั่งฮอรัสเริ่มเป็นฝ่ายพูดก่อน

“ทำไมคุณเอเดลถึงต้องปิดเรื่องที่จะต่อสู้กับผมเป็นความลับด้วย” เขาเอ่ยคำถามเปิดประเด็นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบและแสงสลัวจากตะเกียงคริสตัล เรียกความสนใจให้เอเดลต้องวางแก้วแล้วหันมามอง

เธอทำหน้าตาเหมือนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นยิ้มที่ดูไปก็คล้ายกันกับของผู้เป็นมารดา

“ก็จะได้เก็บเอาไว้ให้ทุกคนประหลาดใจไง” เธอว่า พร้อมกับมองหน้านิ่งเฉยของฮอรัส ที่พอได้ฟังเช่นนั้นก็แสดงอาการอันคุ้นเคยอย่างการเอียงศีรษะเล็กๆ บ่งบอกความสงสัยออกมา

“ประหลาดใจ?”

“ใช่ ประหลาดใจที่ฉันจะคว่ำนายได้ไงล่ะ” เอเดลปะทะหน้าเปื้อนยิ้มมุมปากกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงมาดมั่น แต่ไม่สื่อความจริงจัง เป็นเพียงแค่การหยอกล้อ ลองเชิงอีกฝ่ายเฉยๆ

ด้วยว่าความหมายจริงๆ ของการสร้างความประหลาดใจนั้นคงไม่ใช่การเอาชนะหุ่นสงครามอยู่แล้ว แต่เป็นการแสดงความสามารถของเธอที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อนแม้แต่เอลีอาเองก็ตาม

เพราะลำพังตัวเธอเองรู้ดีว่าเรื่องจะเอาชนะหุ่นสงครามอย่างฮอรัสในการต่อสู้นั้นเป็นไปได้ยากเหลือเกิน แม้แต่กับนักผจญภัยระดับอัญมณีจากสภาที่ทำงานประสานร่วมกันสามคนได้อย่างสมบูรณ์แบบยังไม่สามารถหักเอาฮอรัสลงได้เลย แล้วตัวเธอเพียงคนเดียว แถมระดับก็ยังตามอยู่จะไปทำอะไรได้

“อะไรเล่า ไอ้ท่าทางแบบนั้นมันอะไรหะ” เอเดลเปลี่ยนรอยยิ้มหยอกล้อเป็นการมุ่นคิ้วเล็กๆ เมื่อเห็นฮอรัสจ้องมองมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยๆ เหมือนอย่างเคย

จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากปกติ เพียงแต่ในความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม ด้วยบริบทที่ทำให้การปั้นหน้านิ่งมองตากลายเป็นกริยาที่ดูผิดที่ผิดทาง เหมือนฮอรัสกำลังพูดผ่านสีหน้าว่า ‘เพ้อเจ้อ’

“...งั้นผมจะลดระดับการเข้าปะทะเป็นรูปแบบหุ่นซ้อมรบ กำหนดขีดจำกัดความเร็วการเคลื่อนไหวไม่เกินหนึ่งในสามสิบส่วน” ฮอรัสพูดอย่างเฉยชาโดยไม่จำเป็นต้องปั้นแต่ง

สื่อความหมายอย่างชัดเจน ว่าว่าทางเดียวที่เอเดลจะสามารถสร้าง ‘ความประหลาดใจ’ จากการเอาชนะเขาได้ คือเขาต้องลดความสามารถของตัวเองลงมา และนั่นทำให้ปมคิ้วที่มุ่นเข้าหากันเป็นการหยอกอำตอนแรกนั้นกลายเป็นความขุ่นมัวขึ้นมาจริงๆ

“พูดเรื่องบ้าอะไรของนายหะ ใครขอให้อ่อนข้อ” เอเดลเท้าแขนลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักหน่วงกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้กระแทกกระทั้นรุนแรงอะไรมากนักเพราะเธอก็ยังพอจะเข้าใจได้

“แต่คุณเอเดลไม่สามารถ 'คว่ำ' ผมได้ในการเข้าปะทะเต็มรูปแบบ... จากทักษะของคุณเอเดลที่ผ่านมา ผมประมวลแล้วมีโอกาสที่คุณจะสามารถเอาชนะผมได้ต่ำกว่าหนึ่งส่วนสิบล้าน ความเร็วลูกธนูของคุณเอเดลตามผมไม่ทัน”

“จะ เจ้าบ้านี่! ฉันจะฆ่านายเดี๋ยวนี้แหละถ้าไม่หยุดพูด” สาวเจ้าตวาดในลำคอ พร้อมใช้คำพูดข่มขู่อีกฝ่ายออกไปอย่างเกินจริง บ่งบอกว่าถึงโกรธแต่ก็ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังอะไร

ด้วยยังพอเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ฮอรัสพูดออกมานั้นถึงอย่างไรก็คือความจริง แม้จะไม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่เขาประมวลนั้นเป็นข้อมูลเก่าก่อนที่เธอจะพัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด แต่กระนั้นเธอยังไม่อาจต่อกรกับหุ่นสงครามได้อยู่ดี สิ่งที่ตวาดไปจึงเป็นอารมณ์ของคนที่ถูกจี้ใจดำเสียมากกว่า

จนกระทั่งฮอรัสเริ่มพูดต่อนั้นเองทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไป

“คุณเอเดลฆ่าผมไม่ได้ ไม่เคยมีใครทำได้ และคุณไอน์บอกผมว่าผมสามารถเลือกขัดคำสั่งที่ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมได้โดยไม่ถือเป็นการผิดกฎร้ายแรง ซึ่งผมเห็นว่าการสั่งให้ผมหยุดพูดนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่เหมาะสมเพราะผมจำเป็นต้องชี้แจงความเสี่ยง” ฮอรัสกล่าวเรียบ แต่ใช้สายตาสีดำสนิทไร้ก้นบึ้งจ้องมองอีกฝ่าย พลางพูดถึงเรื่องคำสั่งที่เขาเพิ่งจะได้เรียนรู้มาไม่นานนี้ ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องสิ่งที่เป็นเหตุผลหลัก

“การเข้าปะทะเต็มรูปแบบมีโอกาสจะเกิดความผิดพลาดเป็นอุบัติเหตุจนทำให้คุณเอเดลบาดเจ็บได้มากถึงหนึ่งในสิบ เป็นความเสี่ยงที่มากเกินกว่าที่ผมจะยอมรับได้ภายใต้คำสั่งของคุณเอลีอาที่ว่าห้ามทำร้ายร่างกายคุณอย่างเด็ดขาด” ฮอรัสกล่าวตามสิ่งที่เขาคิด

เพราะไม่ว่าอย่างไรต่อให้เรียนรู้ว่าสามารถเลือกที่จะขัดคำสั่งบางอย่างได้ แต่การลำดับความสำคัญนั้นก็ถูกจัดเรียงเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะคำสั่งที่ห้ามทำร้ายผู้อื่นโดยเฉพาะเอลีอานั้นถือเป็นคำสั่งที่สมเหตุสมผลและตรงกับกฎเหล็กดั้งเดิมที่ถูกฝังไว้โดยผู้สร้าง นั่นคือเขาจะไม่ทำร้ายมนุษย์ เว้นแต่เป็นการปกป้องตนเอง ซึ่งในนิยามใหม่มันครอบคลุมไปถึงเผ่าพันธุ์ชั้นสูงอื่นๆ ในสภาเอกภาพทั้งเอลฟ์ จิ้งจอก เผ่าเกล็ดและชาวช่างด้วย ทว่านั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้เอเดลถึงกับเผลอกำหมัด

“นี่นาย... นายตั้งใจจะต่อสู้กับฉันโดยที่จะไม่ทำให้ฉันบาดเจ็บเนี่ยนะ” จากเสียงกระทบกระแทกก่อนหน้า กลับกลายเป็นเสียงอ่อนกดในลำคอ บ่งบอกอารมณ์ที่ก่อตัวในจิตใจของครึ่งเอลฟ์สาว

เมื่อบทสนทนานั้นแปรเปลี่ยนไปจากที่เป็นเพียงความประชดประชันแกมหยอก ตอกย้ำความจริงพอให้เข้าใจได้ บัดนี้มันเปลี่ยนไปกลายเป็นความรู้สึกของการถูกเหยียดหยามอย่างร้ายแรงในฐานะคู่ต่อสู้

“นั่นคือภารกิจ” ฮอรัสตอบกลับเรียบง่าย เหมือนไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรออกไป

“งั้นสินะ.. มันคือภารกิจสินะ” เอเดลกัดฟันพูดเสียงเบาในลำคอ พลางข่มกลั้นอารมณ์ของตัวเองด้วยการพยายามควบคุมลมหายใจ

เพราะถึงจะไม่บ่อยนักที่เธอจะโกรธใคร แต่เมื่อมันเกิดขึ้น เธอก็มักจะแสดงออกอย่างเยือกเย็นมากกว่าโมโหร้ายเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันเพียงแต่บางอย่างดูจะผิดปกติไปโดยเฉพาะบรรยากาศรอบๆ ที่ใช่แค่เปลี่ยนไปอึมครึมอย่างนามธรรม แต่สามารถสัมผัสความเปลี่ยนแปลงได้โดยตรงผ่านทางผิวกายว่าบัดนี้อากาศเย็นขึ้นมาอย่างประหลาดทั้งที่ลมก็ไม่ได้พัดผ่านเข้ามาแต่อย่างใด

และแน่นอนว่าฮอรัสเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติดังกล่าวผ่านทางส่วนประสาทรับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่บ่งชี้ข้อเท็จจริงความหนาวจู่ๆ ก็แทรกเข้ามานั้นเป็นของจริง

ตอนนั้นเองที่เอเดลตัดสินใจลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหยิบเหรียญทองในกระเป๋าคาดเอวของตัวเองขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะเป็นค่าชา ก่อนจะหันไปพูดกับหุ่นสงครามด้วยเสียงเย็นเยียบผ่านริมฝีปากอวบอิ่มที่บัดนี้เริ่มมีรอยแห่งแตกจากเกล็ดน้ำแข็ง “ถ้านายอยากจะทำตัวเป็นเป้าซ้อมยิงในการต่อสู้ก็เชิญ แต่ฉันจะคว่ำนายให้ได้... เจอกันในสนามฮอรัส”

เอเดลเอ่ยต่อหน้าของหุ่นสงครามแล้วเดินออกนอกซุ้มน้ำชาไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมา ทิ้งให้ฮอรัสนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมพลางหันไปมองเหรียญทองที่เอเดลวางทิ้งเอาไว้ เพราะตอนนี้มันแปรเปลี่ยนกลายเป็นสีขาวไปแล้ว เพราะเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะกินอย่างเฉียบพลัน เย็นจัดขนาดแช่แข็งละอองความชื้นในอากาศบริเวณใกล้ๆ นั้นจนเห็นไอเย็นเบาบางลอยต่ำ

บ่งบอกว่าเอเดลได้ก้าวข้ามผ่านกำแพงหยกของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดามาสู่ระดับชั้นของอัญมณีเป็นการแน่นอนแล้ว และสิ่งที่นางได้มานั้นคงยากจะรู้ว่าคืออะไรหรือต้องสูญเสียอะไรไปบ้างจนกว่าการประลองจะเริ่มขึ้น

“ดูท่าเจ้าคงไม่เก่งเรื่องผู้หญิงล่ะสินะ พ่อหนุ่ม” เสียงแหบแห้งดังขึ้นไม่ไกลจากโต๊ะชาใกล้ๆ กัน

ตรงนั้นเองที่ชายชราตัวสูงผมขาวหงอกนั่งจิบชาพลางเตรียมกล้องยาสูบไปด้วยอย่างเพลินมือ แต่จากอาการที่เงอะๆ เงินๆ ในการหยิบใบยาสูบมายัดใส่กล้อง บวกกับไม้เท้ายาที่วางอยู่ใกล้ๆ กันก็ทำให้ดูรู้ทันทีว่าชายแก่คนนี้ตาบอด และก็อาจจะเพราะความตาบอดนั้นเองเขาถึงคิดว่าฮอรัสเป็นเพียงชายหนุ่ม

ส่วนฮอรัสนั้นตอนนี้ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าการทดสอบรอบที่สอง และความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเอเดล เขาจึงลุกขึ้นตั้งใจจะออกไปตามสาวเจ้า แต่ก็ต้องหยุดเสียก่อนตอนที่ชายแก่ผู้นั้นกล่าวขึ้นต่อ

“ผู้หญิงบางคนก็ไม่ชอบให้ใครมาปกป้อง ทำเหมือนนางอ่อนแอหรอกนะ เจ้ารู้มั้ย” ชายแก่ว่า พร้อมกับยกกล้องยาสูบขึ้นคาบปาก “เจ้าคงไม่ถือเรื่องควันหรอกนะ”

ชายชราถึงพูดเช่นนั้นแต่ไม่ได้ต้องการคำตอบ เพราะเขาจัดการใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถูกันบนตัวยาสูบเบาๆ ไฟก็พลันติดขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์เป็นการบ่งบอกตัวตนของชายแก่ ว่าเขารู้วิชาเวทมนตร์

ไอควันกลิ่นประหลาดลอยฉุย อบอวลคล้ายดอกไม้แห้งติดไฟในหน้าแล้งจะเหม็นก็ไม่เหม็น จะหอมก็ไม่หอมบางคนชอบบางคนเกลียด แต่สำหรับฮอรัสมันก็เป็นเพียงแค่ควันไฟทั่วไปเท่านั้นเพราะประสาทรับสัมผัสกลิ่นของเขาไม่ได้ดีเด่อะไรนักเมื่อเทียบกับสัมผัสอย่างอื่นๆ

“นางคงเป็นผู้หญิงประเภทที่เข้มแข็งดูแลตัวเองได้ล่ะสิ ให้ข้าเดานะ นางคงเป็นนักผจญภัยด้วยใช่มั้ย” ชายชรากล่าวเสร็จก็สูดควันผ่านกล้องยาสูบเข้ามาอมไว้ในปากอย่างแรงจนไฟระอุแดงขึ้นมาให้รับรสชาติของยอดยาสูบที่น้อยคนจะเคยได้สัมผัส แล้วเมื่อดื่มด่ำจนพอใจจึงสูดเข้าปอดไปเล็กน้อย แล้วค่อยพ่นออกมาจนหมด

“คุณรู้ได้ยังไง” ฮอรัสถามกลับ พลางสังเกตการณ์ทำของอีกฝ่ายด้วยความสนใจ เพราะในยุคสงครามไม่มีใครกล้าสูบยาสูบกันในค่ายทหารหรือสมรภูมิแน่นอน มันจึงถือเป็นหนึ่งในของแปลกใหม่ของเขาเช่นกัน

“ฮะฮ่า ข้าตาบอดแต่ไม่ได้หูหนวก... ไงก็เถอะ แม่สาวนักผจญภัยของเจ้าคนนั้นข้าว่านางคงไม่ต้องการความเห็นใจจากเจ้าหรอก การที่เจ้าตั้งใจอ่อนข้อ ไม่เอาจริงในการประลองแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าดูถูกนาง เจ้าว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายร่างกายนาง แต่เจ้ากลับทำร้ายจิตใจของนางแทนเช่นนี้มันเหมาะสมแล้วรึ... เอาไปตรึกตรองดูซะนะพ่อหนุ่ม” ชายชรากล่าวสอนด้วยเสียงแหบแห้ง แล้วกลับไปสูบยาสูบของตัวเองพลางจิบชาต่อเงียบๆ

ฮอรัสได้ฟังสิ่งที่ชายแก่พูดก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่งถึงสิ่งที่ตัวเองอาจประมวลพลาดไปไม่ได้คิดถึง ก่อนที่เสียงระฆังจะดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้ได้เวลาของการทดสอบรอบที่สองแล้ว ให้คนที่ต้องการชมรีบเดินทางเข้าไปจับจองที่นั่งกันก่อนจะเต็ม รวมทั้งขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนนักผจญภัยฝึกหัดว่าใกล้ได้เวลารายงานตัว

พอได้ยินเสียงนั้นฮอรัสจึงละจากชายชราไปอย่างเงียบเฉียบ แล้วมุ่งหน้ากลับไปที่สมาคมทันทีปล่อยเฒ่าตาบอดเอาไว้คนเดียวโดยไม่กล่าวลาใดๆ ให้รู้เลย

ทว่าดูเหมือนจะไม่มีผลอะไร เพราะสุดท้ายชายชราคนดังกล่าวก็รู้อยู่ดีว่าฮอรัสนั้นไม่อยู่แล้ว

“ได้จับศรแค่วันเดียวก็เข้าถึงจิตวิญญาณภูติเหมันต์ได้แล้วหรือนี่... น่าสนใจๆ” ชายชราเอ่ยออกมาเป็นเสียงของหญิงสาวอันคุ้นหู ขณะใช้ดวงตาที่ควรจะมืดบอดจ้องมองไอเย็นจากเกล็ดน้ำแข็งบนเหรียญทองด้วยความสนใจ และดูเขาจะรู้เรื่องธนูคันใหม่ของเอเดลดีราวกับเป็นคนวาดอักขระเวทเองกับมือ

ชายชราละความสนใจออกมาในที่สุด ก่อนจะหันไปคว้าไม้เท้าของตัวเองมาใช้คลำทางเดินออกจากร้าน ทว่าโดยที่ไม่มีใครเห็น ในชั่วพริบตาที่มือของชายชราคว้าจับถูกไม้เท้านั้น มันก็พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นคทาแก้วสวยสดส่องประกายเป็นเอกลักษณ์นามคทาเอเลโต้ ก่อนจะกลับคืนไปกลายเป็นไม้เท้าคลำทางอำพรางร่างแท้จริงของตัวมันและเจ้าของเอาไว้อย่างแนบเนียน

จบบทที่ บทที่ 26 : ร้านชา

คัดลอกลิงก์แล้ว