เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 : ความหมายของนักผจญภัย

บทที่ 22 : ความหมายของนักผจญภัย

บทที่ 22 : ความหมายของนักผจญภัย


บทที่ 22 : ความหมายของนักผจญภัย

แดดยามบ่ายสาดส่องกระทบผืนทรายแห้งแล้งช่วยคลายความหนาวของสภาพอากาศ เป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะพอเจาะสำหรับออกแรงกำลังกลางแจ้ง ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่รอชมอยู่ห่างออกไปบนอัฒจันทร์ที่นั่งข้างสนามทรายซึ่งดูโหรงเหรงไม่ได้มากมายเท่าไหร่นัก ด้วยต่างคนก็ต่างก็มีแผนของตัวเองในเทศกาลชมจันทร์ที่จะถึง อีกทั้งการทดสอบรอบแรกของสมาคมนั้นก็ไม่ได้น่าสนใจเท่าอะไรเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการประลองต่อสู้ในช่วงค่ำ

แต่ถึงอย่างนั้นหากเอาไปเทียบกับปีก่อนๆ ที่ยังไม่มีสนามกลางแจ้งอย่างเป็นทางการ จัดกันในโรงฝึก มีคนมาดูไม่ถึงหลักสิบมันก็นับว่ามหาศาลแล้ว ด้วยปีนี้นอกจากเรื่องของสถานที่และความพร้อมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาก เหล่าผู้ที่มาเข้าคัดเลือกเองก็หลากหลายและมีจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน เป็นผลมาจากข่าวลือที่แพร่สะพัด ทำให้เทรียลกลายเป็นหนึ่งในสมาคมที่มีชื่อเสียงขึ้นมาภายในเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์

“นะ นั่นมัน ปีศาจสีเงินตัวจริงรึเปล่า” เสียงซุ่มกระซิบดังขึ้นในกลุ่มผู้เข้าสอบ เมื่อฮอรัสเดินผ่านเข้ามายังสนามทรายพร้อมกับหนุ่มน้อยอีกคนที่เดินตามเข้ามาพร้อมกัน

เขาหันศีรษะเล็กน้อยไปยังกลุ่มผู้ชมบนอัฒจันทร์ ก่อให้เกิดเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ลงมา เพราะเหล่าผู้ชมต่างก็ได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าของฮอรัสมาแล้วทั้งนั้น แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง อีกทั้งการที่ผู้ได้สมญาว่าเป็นปีศาจอย่างเขามาปรากฏตัวบนสนามทดสอบเช่นนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึง ยิ่งกว่านั้นดวงตาว่างเปล่าที่มองเข้ามาในกลุ่มยังแฝงเอาไว้ด้วยแรงกดดันลึกลับยากจะหักห้ามไม่ให้ขนลุก

แต่ในกลุ่มผู้ชมนั้นยังมีบางคนที่ไมรู้สึกอะไร ซ้ำยังแสดงรอยยิ้มพิมพ์ใจตอบกลับสายตาสีนิลคู่นั้นกลับไปอย่างอ่อนโยน จนคนรอบข้างยังต้องสงสัยว่าหญิงสาวชาวเอลฟ์ซึ่งไร้เขากวางนางนี้เป็นใคร มีสัมพันธ์เช่นใดกับฮอรัสกันแน่

เอลีอาที่เห็นว่าฮอรัสกำลังมองขึ้นมาก็พลันส่งยิ้มและโบกมือลงไปเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ ทั้งที่มือสองข้างนั้นยังเปื้อนสีดอกไม้อยู่เลย บ่งบอกว่าเธอละจากงานจัดดอกไม้เพื่อมาชมการทดสอบของฮอรัสโดยเฉพาะ เพียงแต่ในรอยยิ้มนั้นแอบแฝงความกังวลใจเอาไว้ ด้วยว่าที่นั่งข้างๆ นั้นควรจะเป็นของเอเดล แต่กลายเป็นว่ามันว่างเปล่าอีกทั้งเธอก็ยังไม่ได้เจอลูกสาวเลยตั้งแต่เช้า ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องหรือมีภารกิจด่วนอะไรหรือไม่

เพราะโดยที่เธอไม่รู้ ตอนนี้เอเดลกำลังซุ่มฝึกใช้ธนูคันใหม่ของตัวเองอยู่กับช่างเหล็กชรา เพื่อเตรียมเปิดตัวสร้างความตื่นตะลึงให้แก่มารดาและผู้ชมในการประลองกับฮอรัสคืนนี้

 

 

กลับมาที่ด้านล่างในสนามฝึก เหล่าผู้เข้าทดสอบยังคงตื่นตระหนกตกใจกับการปรากฏตัวของฮอรัส จนกระทั่งเสียงใสดังขึ้นผ่านกรวยแก้วขยายเสียง ยามที่หัวหน้านักวิเคราะห์สาวตัวเล็กเดินถือเก้าอี้มาวางตรงหน้าทุกคนก่อนจะขึ้นไปยืนบนนั้นแล้วประกาศ

“สวัสดีค่า!” เธอกล่าวทักทายเสียงดังจนนักกลุ่มผู้เข้าทดสอบผงะไปชั่วครู่ ไม่ทันตั้งตัว “ฉันเป็นเป็นหัวหน้านักวิเคราะห์ของสมาคมนักผจญภัยแห่งเทรียล มีชื่อว่าไอน์เนรัน แต่ตามธรรมเนียมชาวช่างฉันอยากให้ทุกคนเรียกแค่พยางค์แรก มันสุภาพสำหรับพวกเราและยังง่ายกว่าสำหรับเผ่าพันธุ์อื่น”

ชาวช่างสาวพูดพร้อมกับยกริมฝีปากใต้เครื่องสำอางส่งยิ้มไปยังเหล่าหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่กำลังมีไฟ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันถึงการได้ชื่อว่าเป็นนักผจญภัย อาชีพที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับจากคนหมู่มากถึงความเสียสละ

รวมทั้งภาพลักษณ์ของการผจญภัยเป็นผู้กล้า ล่าสัตว์ร้าย ต่อกรกับอสูร มีอิสรเสรี มีชื่อเสียงเงินทอง เป็นอาชีพในฟันของทุกคน

ทว่าเรื่องราวเหล่านั้นสำหรับนักวิเคราะห์และผู้ที่มีประสบการณ์ตรง มันเป็นเพียงแค่ภาพฝันในอุดมคติ และหน้าที่ของเธอในวันนี้คือการบดขยี้ทำลายพวกมันทิ้ง

“ฉันเห็นแล้วว่าทุกคนเดินทางมาที่นี่เพื่อจะเป็นนักผจญภัยเต็มตัว ทุกคนคงผ่านการฝึกฝนร่างกายรวมทั้งการต่อสู้ป้องกันตัวมาบ้างไม่มากก็น้อยและคงคาดหวังจะได้อัตตะศิลาไปครอบครอง... แน่นอน ทุกท่านจะได้อัตตะศิลาก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบต่างๆ จนครบถ้วนแล้ว แต่ก่อนอื่น รู้มั้ยคะว่าหน้าที่ของฉันในฐานะนักวิเคราะห์คืออะไร” ไอน์กล่าวกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง พร้อมถามคำถาม

กลุ่มผู้เข้าทดสอบยังไม่ทันหายสับสนต่างคนจึงไม่ได้ตอบอะไรออกไป และเป็นตอนนั้นเอง ฮอรัสที่เรียนรู้ระบบต่างๆ ของสมาคมนักผจญภัยอย่างคร่าวๆ มาจากคนรอบข้างรวมทั้งตัวนักวิเคราะห์ด้วยก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน

“นักวิเคราะห์มีหน้าที่วิเคราะห์ประเมินข้อมูลความเสี่-”

“ฮอรัสห้ามตอบค่ะ” ฉับพลันยังไม่ทันให้อีกฝ่ายได้อธิบายจนจบ ไอน์ก็รีบแทรกขึ้นมากลางทาง เพราะคำถามนี้เธอไม่ได้ตั้งใจจะให้คนที่รู้ละเอียดอย่างเขาตอบ ความจริงมันเป็นเพียงคำถามเปิดประเด็นสำหรับนักผจญภัยฝึกหัดวัยแรกหนุ่มสาวเท่านั้น

“อ่ะ เอ่อ... นักวิเคราะห์คือคนที่ประเมินระดับของภารกิจให้เหมาะกับระดับของนักผจญภัย” หนึ่งในผู้เข้าทดสอบเอ่ยตอบออกมาเป็นเสียงไม่มั่นใจ แต่ก็เพียงพอจะทำให้ไอน์พยักหน้าออกมาอย่างพอใจว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนทำการบ้านมาบ้าง

“ถูกต้องค่ะ แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่ทุกคนเห็นเท่านั้น เพราะเราไม่เพียงแค่จัดระดับภารกิจตามความเหมาะสม แต่เรายังแนะนำ ให้ข้อมูล รวมทั้งวางแผนประเมินความเสี่ยงต่างๆ อย่างรอบด้าน ไปจนถึงการติดตามภารกิจและจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ทั้งหมดก็เพื่อรักษาชีวิตของนักผจญภัยทุกคน ให้ออกไปทำงานและกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย นั่นคืองานของเรา เราลดโอกาสสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้... แต่เราก็ทำได้แค่ลดโอกาสเท่านั้น” ไอน์เล่าหน้าที่ของตัวเองออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง

ท่ามกลางความไม่เข้าใจของเหล่านักผจญภัยฝึกหัดว่าเธอกำลังจะสื่ออะไรแล้วทำไมถึงยังไม่เริ่มทดสอบเสียทีนั้นเอง ไอน์จึงเริ่มพูดต่อ

“พวกคุณคงสงสัยว่าฉันพูดเรื่องนี้ทำไม... ฉันพูดเพราะทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเองกำลังจะเลือกหนึ่งในอาชีพที่เสี่ยงและไม่แน่นอนที่สุด เหมือนกับชื่อของมัน พวกคุณกำลังจะเป็นนักผจญภัย เป็นกลุ่มคนที่เผชิญหน้าเสี่ยงภัยอันตรายเป็นอาชีพ ทำสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้าทำ” ไอน์อธิบายสื่อความหมายตั้งใจให้ทุกคนคิดตามและเข้าใจว่าอาชีพนี้ไม่ต่างอะไรกับการขายชีวิตและเลือดเนื้อของตัวเองแลกกับเหรียญทอง

แต่กลายเป็นว่ามันกลับปลุกไฟของนักผจญภัยรุ่นใหม่บางคนในกลุ่มให้ลุกโชนขึ้นมา ด้วยวัยที่กำลังเลือดร้อนไม่คิดหน้าคิดหลัง พอได้ฟังว่ามันอันตรายก็ยิ่งเป็นการท้าทายมากขึ้นไปอีก

ทว่านักวิเคราะห์สาวเติบโตมากับสมาคมแห่งนี้ เธอเห็นนักผจญภัยรุ่นใหม่มาแล้วเป็นสิบๆ รุ่น รวมทั้งประสบการณ์แปดปีในฐานะนักวิเคราะห์จนตอนนี้กลายเป็นหัวหน้านักวิเคราะห์ คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เหล่านี้ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะต้องเจอกับอะไรเช่นนั้นเธอถึงเตรียมตัวอย่างสิ่งที่พวกเขาอาจจะต้องพบเจอเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

“ทุกคนค้า รบกวนหน่อยนะคะ” ไอน์เร่งเสียงเรียกให้คนอีกกลุ่มนึงซึ่งรออยู่ในห้องรับรองใกล้ๆ สนามทราย เดินออกมาปรากฏตัวให้เหล่านักผจญภัยฝึกหัดได้เห็น

และในทันทีทันใด เสียงพูดคุยกันก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ ไม่ใช่แค่จากกลุ่มผู้เข้าทดสอบแต่ยังรวมไปถึงคนที่นั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์ เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นคือเหล่านักผจญภัยที่เกษียณตัวเองออกไปแล้วกว่าสิบคนที่เดินกันออกมา และต่างคนต่างก็เต็มไปด้วยร่องรอยแผลเป็นมากมาย บางคนถึงขั้นพิกลพิการสูญเสียอวัยวะบางอย่างในร่างกาย บ้างแขน บ้างขา หรือบ้างก็ดวงตา แต่ไม่มีใครสมประกอบครบสามสิบสองเลยแม้แต่แต่คนเดียว

เอลฟ์สาวบนอัฒจันทร์ที่มองลงมาเห็นทุกคนดังนั้นก็แอบถอนใจเบาๆ เพราะถึงรู้อยู่แล้วว่าไอน์จะเรียกทุกคนมาให้ช่วย อีกทั้งปกติก็พบปะพูดคุยกับทุกคนอยู่เป็นประจำ แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อต้องเห็นพวกเขาเหล่านี้มารวมกันก็พานให้รู้สึกหดหู่อยู่เหมือนกันที่หมอปรุงยาอย่างเธอช่วยอะไรไม่ได้

กระนั้นอดีตนักผจญภัยสาวในกลุ่มซึ่งเสียดวงตาข้างหนึ่งและความสวยของตัวเองไปในระหว่างภารกิจ เงยหน้าขึ้นมาเห็นเอเดลซึ่งตอนนี้มีไม่มีเขากวางอยู่บนศีรษะ ทั้งยังดูจะแอบอมทุกไม่สมกับเอลีอาที่เธอรู้จักก็พลันผงะไปชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มแย้มโบกไม้โบกมือให้ด้วยความเคยชิน เพราะหลังจากแวะไปส่งของให้เมื่อสองเดือนก่อนเธอก็แทบจะไม่ได้เจอกันอีกเลย

และแน่นอนว่าเธอไม่ลืมที่จะหันไปเล่นหน้าเล่นตากับแฟนหนุ่มลูกครึ่งเผ่าจิ้งจอกซึ่งอายุน้อยกว่าเธอบนอัฒจันทร์ด้วยอีกคน และอาจจะเพราะเพิ่งจะเริ่มความสัมพันธ์จริงจังได้ไม่นาน หนุ่มน้อยครึ่งจิ้งจอกคนนั้นถึงได้แสดงท่าทางประหม่าตอบกลับไป

“ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงตรงนี้ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเหมือนกับพวกคุณทุกคนค่ะ พวกเขาเคยเป็นนักผจญภัยฝึกหัด ผ่านการทดสอบและได้รับอัตตะศิลาเป็นนักผจญภัยเต็มตัวมาก่อน และในฐานะนักวิเคราะห์นี่คือข้อมูลที่ฉันจำเป็นจะต้องให้พวกคุณทุกคนเข้าใจถึงความเสี่ยงในอาชีพนี้...” นักวิเคราะห์สาวว่าพร้อมกับผายมือเล็กๆ ไปยังเหล่าผู้เสียสละทั้งหลาย

“ทุกคนเลือกจดจำและบอกเล่าวีรกรรมของนักผจญภัยที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีใครบอกเล่าหรือจดจำความสูญเสีย”

เธอกดเสียงพูดอย่างจริงจัง จนผู้เข้าทดสอบบางคนเริ่มออกอาการหวั่นไหว ด้วยไม่เคยนึกถึงผลร้ายที่จะเกิดมาก่อน เพราะถูกปลูกฝังมาแต่ด้านดีๆ ในอุดมคติของการได้ชื่อว่านักผจญภัย

“รู้มั้ยคะ ว่าทำไมถึงต้องมีการเปิดรับทดสอบนักผจญภัยทุกปี บางที่ปีละหลายครั้ง...” ไอน์เว้นช่วงเล็กน้อย ให้แน่ใจว่าทุกคนตามทันก่อนจะพูดต่อ "นั่นก็เพราะว่าเราสูญเสียนักผจญภัยทุกปีทั้งจากการสมัครใจเลิก หรือเกษียณจากอาการบาดเจ็บ รวมทั้งที่ตายและสูญหายอีกเป็นจำเป็นมาก ข้อมูลจากส่วนกลางรวมทุกพื้นที่ ปีที่แล้วปีเดียวมีนักผจญภัยเสียชีวิตระหว่างปฎิบัติหน้าที่มากกว่าห้าร้อยคน และที่จำเป็นต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามอีกกว่าหกร้อยคน... นี่คือความจริงที่ไม่มีใครเล่า แต่วันนี้เราจะมาฟังกัน”

ไอน์เหลือบมองไปที่ฮอรัสครู่หนึ่งเพื่อดูท่าทีของเขาต่อสถานการณ์ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดคือความนิ่งเฉย ก่อนจะแค่นลมหายใจแล้วพยักหน้าให้กับอดีตนักผจญภัยสาวซึ่งผันตัวมาเป็นคนส่งของทางไกล เป็นสัญญาณให้เล่าเรื่องของตัวเองเท่าที่จะเล่าได้โดยไม่กระทบกับสภาพจิตใจอย่างที่ตกลงกันไว้

“เอ่อ ฉันชื่อเฮเลน เคยเป็นนักผจญภัยขั้นอาเกตมาก่อน แต่ฉันทำภารกิจผิดพลาด ก็เลยเสียตาไปข้างนึง กระดูกขาหักเละ โชคดีได้โพชั่นของคุณเอเดลกับคุณหมอผ่าตัดให้อย่างดีก็เลยไม่เป็นไร... แต่ก็อย่างที่เห็น ฉันกลับไปเป็นนักผจญภัยไม่ได้แล้ว” เฮเลนเล่าเรื่องตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงแป้นแล้นสดใสร่าเริงเหมือนที่มักจะแสดงออก เป็นการปกปิดรอยแผลเป็นในใจ

ก่อนที่นักผจญภัยฝึกหัดคนนึงในกลุ่มจะเอ่ยคำถามต่อ

“เพราะขากับตาหรอครับ?”

“...เปล่า ไม่ใช่เพราะเสียตาหรือขาไม่ดีหรอก...” เฮเลนยิ้มพร้อมกับยื่นหน้าหาตัวคนถาม ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “เธออยากฟังมั้ยล่ะว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉันไม่เคยลืมเรื่องตอนนั้น ฉันยังจำมันได้ทุกรายละเอียด”

พลันพอสิ้นเสียงของเฮเลนดังนั้น อดีตนักผจญภัยรวมทั้งนักวิเคราะห์อย่างไอน์ ก็ถึงกับต้องหันไปมองเธอเป็นตาเดียวกันด้วยความเป็นห่วง เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่ตกลงกันไว้ เธอไม่จำเป็นจะต้องเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก็ได้เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าเหตุผลที่เธอเลิกเป็นนักผจญภัยนั้นไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บทางกาย การรื้อฟื้นเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

ถึงกระนั้นเฮเลนที่เห็นสายตาของทุกคนแบบนั้นก็เข้าใจถึงความเป็นห่วง เธอจึงยิ้มตอบให้กับไอน์เล็กน้อยเป็นการยืนยันว่าเธอไม่มีปัญหา ต่อให้ต้องกลับไปฝันร้ายก็ไม่เป็นไรเพราะตอนนี้เธอมีคนคอยปลอบใจแล้ว

“ฉันเสียเพื่อนสองคนในวันนั้น พวกเขาตายหมด... แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เลวร้ายกว่า คือฉันเห็นทุกอย่างแต่ทำอะไรไม่ได้...”เฮเลนเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำทุกครั้งที่หลับตา ด้วยน้ำเสียงที่ใครก็ฟังออกว่ากำลังฝืนเก็บกลั้นอารมณ์ต่างๆ ไว้ในใจ เพราะแม้แต่รอยยิ้มแป้นแล้นที่มักจะแสดงออกบัดนี้ก็หายไปแล้ว

"ฉันนอนอยู่ตรงนั้น มองดูเพื่อนของฉันถูกพวกไนท์อาวน์ (Night Hound) ใช้กรงเล็บฟันคอ... เธอเคยได้ยินเสียงของคนที่สำลักเลือดในคอของตัวเองมั้ย ไม่มีอะไรจะน่ากลัวไปกว่านั้นแล้ว... เขาพยาส่งเสียงร้องก่อนจะขาดใจ แต่สิ่งที่ฉันได้ยินมีแค่เสียงของฟองอากาศปุดๆ ในกองเลือดที่ท่วมคออยู่... เพื่อนฉันอีกคนถูกพวกมันรุมทึ้งเป็นชิ้นๆ” เฮเลนเล่าด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่นเท่า และน้ำตาที่คลออยู่ในเบ้า

“ตอนนั้น ตอนนั้นฉันคลานเข้าเข้าไปซ่อนในโพรงไม้... นอนมองศพของเขาค่อยๆ เน่าอยู่สี่คืนถึงมีนักผจญภัยคนอื่นมาช่วย.. ฮึก.. ฉัน ฉันทำพลาด..”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเล่าแล้วค่ะคุณเฮเลน... มันจบแล้ว” เมื่อได้เห็นน้ำตาที่ไหลอาบท่วมสองแก้มของสาวเจ้า และเสียงสะอึกสะอื้นที่ดังขึ้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวถึงขีดจำกัด ไอน์ก็รีบหยุดเรื่องนี้ทันทีก่อนจะไปกันใหญ่ พลางฝากให้อดีตนักผจญภัยผู้เสียสละคนอื่นๆ ช่วยพาเธอกลับไปที่ห้องรับรองก่อน

เพราะพวกนักผจญฝึกหัดหลายๆ คนตอนนี้ต่างก็แสดงอาการหวาดกลัวไปตามๆ กัน บางคนร้องไห้ตามหญิงสาวเลยด้วยซ้ำ จากตอนแรกที่เธอแค่ต้องการให้พวกเขาตระหนักถึงอันตรายที่จะต้องพบเจอและคิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับอาชีพนักผจญภัยเท่านั้น แต่มันดันกลายเป็นการเขย่าขวัญพานให้หมดกำลังใจไปแทน

คงมีแค่ฮอรัสคนเดียวที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากการแสดงออกที่ไร้อารมณ์ไร้ความรู้สึกอย่างปกติแล้ว หากว่ากันตามตรงอดีตที่เขาเคยผ่านมานั้นเทียบกับเรื่องเล่าเมื่อครู่แล้วมันอาจเลวร้ายกว่าจะเล่าออกมาด้วยซ้ำไป เพราะเขาอาจเป็นคนเดียวบนโลกนี้ที่เคยเห็นนรกของจริงมาก่อน นรกแห่งกองซากศพที่ถูกเรียกว่าสงคราม

“ตอนนี้ถ้ามีใครเปลี่ยนใจ ไม่อยากเป็นนักผจญภัยแล้ว ก็ไม่เป็นไรนะคะ เดินออกไปได้เลยค่ะ” ไอน์ประกาศออกมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ก่อนจะขบริมฝีปากถอนลมหายใจยาวยืดพอเห็นว่านักผจญภัยฝึกหัดเดินออกไปจากแถวไปแล้วเกินครึ่ง ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มการทดสอบอะไรเลย “เฮ้อ...”

จบบทที่ บทที่ 22 : ความหมายของนักผจญภัย

คัดลอกลิงก์แล้ว