- หน้าแรก
- ลงชื่อเข้าใช้สู่เส้นทางเทพ ภูเขาเซียนกระเรียนโบยบินและฟาร์มไก่
- บทที่ 193 การต่อสู้ระหว่างศิษย์อาจารย์
บทที่ 193 การต่อสู้ระหว่างศิษย์อาจารย์
บทที่ 193 การต่อสู้ระหว่างศิษย์อาจารย์
บทที่ 193 การต่อสู้ระหว่างศิษย์อาจารย์
หลินเหยียนเซิงกุมร่มฟ้าลิขิตไว้ในมือขวา พลางมองหนิงอู๋เชวี่ยที่อยู่ด้านในค่ายกลแสง ในใจรู้สึกย่ำแย่อย่างยิ่ง
เผ่าอสูรมารที่น่าตายพวกนี้ กล้าดีอย่างไรถึงทำให้ตาเฒ่ากลายเป็นอสูรมาร ช่างสมควรตายนัก!
ทว่า ค่ายกลที่เผ่าอสูรมารทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นนี้ก็นับว่ามีดีอยู่บ้าง แม้เขาจะใช้ร่มฟ้าลิขิตก็ยังไม่อาจทำลายได้
นี่ก็หมายความว่า ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักเทียนเวิ่นและพันธมิตรสังหารอสูรมาถึง ก็มีโอกาสสูงที่จะทำลายค่ายกลนี้ไม่ได้เช่นกัน
หากว่ากันตามพลังต่อสู้ตัวต่อตัว แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับร่างหลอมรวมวิญญาณของพันธมิตรสังหารอสูรและสำนักเทียนเวิ่นเลย กระทั่งแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับร่างหลอมรวมวิญญาณส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ
“เจ้ากำลังโกรธ แต่ก็สิ้นไร้หนทางงั้นหรือ?” กุ่ยช่าเผยรอยยิ้ม กล่าว “ฟังข้า เข้าร่วมกับเผ่าอสูรมารของพวกเรา นอกจากจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากับอาจารย์ของเจ้าแล้ว ยังจะได้เป็นนักรบอสูรมาร มีทั้งสถานะและเกียรติยศสูงส่งกว่าเผ่ามนุษย์มากนัก”
เขาไปสืบเรื่องราวในอดีตของหลินเหยียนเซิงมาแล้ว นับเป็นต้นกล้าชั้นดีที่หาได้ยากยิ่ง ต้นกล้าชั้นเลิศเช่นนี้ เขารู้จักอยู่สี่คน ล้วนมาจากสำนักเทียนเวิ่น ได้แก่ หลินเหยียนเซิง, ฮู่เจีย, หลัวฝู และเฟยอวี้หลิง
ในขณะเดียวกัน นี่ก็ทำให้เขายิ่งหวาดเกรงสำนักเทียนเวิ่นมากขึ้น สามารถบ่มเพาะยอดอัจฉริยะขั้นสุดยอดได้ถึงสี่คน พลังและรากฐานย่อมไม่อาจดูแคลนได้
หลินเหยียนเซิงไม่หวั่นไหวต่อคำชักชวนของกุ่ยช่า กล่าวเย้ยหยัน: “เจ้าคิดว่าเผ่าอสูรมารของพวกเจ้าสูงส่งนักหรือไร? ในสายตาข้า แม้แต่แมลงเหม็นบนพื้นดิน ยังสูงส่งกว่าเผ่าอสูรมารอย่างพวกเจ้าเป็นหมื่นเท่า”
เผ่ามนุษย์ไม่เคยเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอ ในเทียนหลิงเจี้ยอันกว้างใหญ่ไพศาล เผ่ามนุษย์ก็นับเป็นหนึ่งในสามเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ และยังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบเหนืออีกสองเผ่าพันธุ์ด้วย
เพียงแต่แดนเหนือในตอนนี้นั้น ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนในอดีต ทว่าเผ่ามนุษย์ก็ยังไม่ใช่เผ่าพันธุ์นอกรีตจากนอกเทียนหลิงเจี้ยอย่างเผ่าอสูรมารจะมาดูหมิ่นได้
สีหน้าของกุ่ยช่าพลันมืดครึ้มลง กล่าว “เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”
เดิมทีเขายังคิดจะชักชวนหลินเหยียนเซิง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าหลินเหยียนเซิงจะช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย
อาวุโสฝู่ซวี่และอาวุโสหยวนที่อยู่ด้านข้างต่างสบตากัน ต่างก็แอบลิงโลดใจ หากหลินเหยียนเซิงตอบตกลงที่จะเข้าร่วมกับเผ่าอสูรมารจริงๆ พวกเขาก็คงต้องหวาดกลัวว่าหลินเหyียนเซิงจะมาคิดบัญชีทีหลัง
แต่ในเมื่อหลินเหยียนเซิงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กล้ากล่าววาจาล่วงเกิน เช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอสูรมาร
“คนที่รนหาที่ตายน่ะ... คือเจ้าต่างหาก!” หลินเหยียนเซิงเผยรอยยิ้ม เอ่ยปากขึ้น
ในชั่วพริบตาที่สิ้นเสียงพูด เขาก็ปรากฏกายขึ้นภายในค่ายกลแสง ตรงหน้ากุ่ยช่า มือที่ถือร่มฟ้าลิขิตระเบิดพลังทั้งหมดออกมาฟาดใส่ร่างของกุ่ยช่า
ปัง!
ร่างของกุ่ยช่าถูกร่มฟ้าลิขิตฟาดจนกระเด็น ทะลุสาขาของพันธมิตรสังหารอสูรจนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่
ร่มฟ้าลิขิตคือของศักดิ์สิทธิ์ ฟาดใส่ร่างของกุ่ยช่าที่ไม่ทันตั้งตัว ย่อมคาดเดาได้เลยว่าความเสียหายนั้นมากมายเพียงใด
ค่ายกลแสงทั้งหมดหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่ากุ่ยช่าได้รับบาดเจ็บสาหัส
หลินเหยียนเซิงใช้ดวงตาแห่งการมองทะลุตรวจสอบดูแล้ว กุ่ยช่าก็คือแกนกลางของค่ายกลนี้ ขอเพียงสังหารกุ่ยช่าได้ ค่ายกลนี้ก็จะสลายไปเอง
แน่นอนว่าสำหรับคนทั่วไป นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ เพราะกุ่ยช่าซ่อนตัวอยู่ในค่ายกล ไม่สามารถเข้าไปได้ จึงไม่อาจทำลายค่ายกลได้
แต่หลินเหยียนเซิงมีไข่มุกกำหนดทะเล ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีแห่งมิติ สามารถเคลื่อนย้ายผ่านมิติเข้ามาในค่ายกลได้โดยตรง
ร่างของอาวุโสฝู่ซวี่ถอยหลังอย่างอดไม่ได้ จ้องหลินเหยียนเซิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ “หลินเหยียนเซิง เจ้า... เจ้าเข้ามาได้อย่างไร?”
เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้หลินเหยียนเซิงยังสิ้นไร้หนทางอยู่เลย ไฉนตอนนี้ถึงเข้ามาได้แล้ว นี่มันไม่ชอบมาพากล
“ก็เข้ามาแบบนี้อย่างไรเล่า!” หลินเหยียนเซิงตวัดร่มฟ้าลิขิตออกไป ระเบิดแสงศักดิ์สิทธิ์สังหารอาวุโสฝู่ซวี่ อาวุโสหยวน และเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่กลายเป็นอสูรมารทั้งหมดในคราวเดียว
เขาไม่คิดจะอธิบายว่าตนเองเข้ามาได้อย่างไร หลังจากการต่อสู้กับหลิงคงจื่อครั้งที่แล้ว การควบคุมไข่มุกกำหนดทะเลของเขาก็แข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้น อย่าเห็นว่าเขาไม่ได้นำไข่มุกกำหนดทะเลออกมา แต่ความจริงแล้วเขาได้กระตุ้นพลังของไข่มุกกำหนดทะเลภายในร่างแล้ว สะดวกและรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก กระทั่งพลังต่อสู้ก็ยังเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ตอนนี้เขาสามารถเคลื่อนย้ายผ่านมิติและผนึกมิติได้อย่างอิสระ แน่นอนว่ายังคงต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณจำนวนมาก เพียงแต่สิ้นเปลืองน้อยกว่าการเรียกไข่มุกกำหนดทะเลออกมาใช้โดยตรงเล็กน้อย
“เผ่ามนุษย์!”
เสียงอันเย็นชาดังขึ้น ทันใดนั้นหนิงอู๋เชวี่ยก็ชกหมัดเข้าใส่หลินเหยียนเซิง
หมัดนี้ ระเบิดพลังวิญญาณอันมหาศาลและไออสูรที่คละคลุ้งออกมา แข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับร่างหลอมรวมวิญญาณขั้นต้นทั่วไปอยู่มาก
ปัง!
หลินเหยียนเซิงยื่นมือออกไปรับหมัดของหนิงอู๋เชวี่ยไว้ แรงปะทะอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดขึ้นในฝ่ามือของเขา ผลักเขาถอยหลังไปหลายเมตร
อาจกล่าวได้ว่า พลังของหนิงอู๋เชวี่ยก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด แต่เขากลับดีใจไม่ลง
หนิงอู๋เชวี่ยในตอนนี้ ไม่ใช่หนิงอู๋เชวี่ยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว!
หนิงอู๋เชวี่ยย่อขาเล็กน้อย จากนั้นก็ดีดตัวพุ่งออกไปราวกับสปริง ชกหมัดเข้าที่หน้าอกของหลินเหยียนเซิง
ปัง!
หลินเหยียนเซิงถูกหมัดนั้นซัดจนกระเด็น ทำให้สาขาของพันธมิตรสังหารอสูรพังถล่มลงไปเป็นแถบ
เขาบินออกมา ยืนอยู่เบื้องหน้าหนิงอู๋เชวี่ย เอ่ยปาก “ตาเฒ่า นี่ข้าเอง หลินเหยียนเซิง ท่านจำไม่ได้แล้วหรือ?”
ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ ต่อให้หนิงอู๋เชวี่ยจะเก่งกาจกว่าเมื่อก่อนมากเพียงใด ก็ไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
แต่เขา จะลงมือกับหนิงอู๋เชวี่ยได้อย่างไร
หากไม่มีหนิงอู๋เชวี่ย หลินเหยียนเซิงก็คงตายไปนานแล้ว หลังจากนั้นหนิงอู๋เชวี่ยก็ยังเลี้ยงดูหลินเหยียนเซิงจนเติบใหญ่ สอนสั่งการบำเพ็ญเพียรให้เขา
สำหรับหลินเหยียนเซิงแล้ว หนิงอู๋เชวี่ยคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เป็นอาจารย์ผู้สอนสั่งการบำเพ็ญเพียร และยังเป็นบิดาผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่
เขาจะลงมือกับหนิงอู๋เชวี่ยผู้มีพระคุณต่อเขาดังขุนเขาได้อย่างไร ต่อให้รู้ว่าหนิงอู๋เชวี่ยกลายเป็นอสูรมารไปแล้วก็ตาม
หนิงอู๋เชวี่ยมองหลินเหยียนเซิง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชกหมัดออกไปอีกครั้ง
ปัง!
หมัดหนักๆ ชกเข้าที่ร่างอันแข็งแกร่งของหลินเหยียนเซิง แต่ไม่อาจทำให้เขาถอยหลังได้แม้แต่ครึ่งก้าว
ทั่วร่างของหลินเหยียนเซิงถูกปกคลุมไปด้วยพลังวิญญาณ อีกทั้งยังกระตุ้นพลังของร่างนักรบกลับชาติมาเกิด สามารถใช้ร่างกายรับการโจมตีของหนิงอู๋เชวี่ยได้โดยตรง
แน่นอนว่า เขาไม่ใช่ไม่เจ็บปวด หรือไม่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งหมดนั้นเขารู้สึกได้ ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่องลอยขั้นสูงสุด ระดับบำเพ็ญเพียรยังอ่อนแอกว่าหนิงอู๋เชวี่ยในตอนนี้ด้วยซ้ำ
หนิงอู๋เชวี่ยไม่สนใจว่าเหตุใดหลินเหยียนเซิงถึงไม่หลบหลีก ปล่อยให้เขาโจมตี เขาเพียงแค่ต้องสังหารเผ่ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น
ดังนั้น เขาจึงลงมือต่อไป ชกหมัดแล้วหมัดเล่าเข้าใส่ร่างของหลินเหยียนเซิง ทุกหมัดล้วนระเบิดพลังของพลังวิญญาณและไออสูรออกมา โดยไม่มียั้งมือแม้แต่น้อย
ทุกหมัดที่ชกใส่ร่างของหลินเหยียนเซิง ร่างกายของหลินเหยียนเซิงก็จะสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่เขาก็ทนรับไว้ ไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว ในปากยังคงตะโกนเรียกตาเฒ่า หวังว่าจะสามารถปลุกหนิงอู๋เชวี่ยให้ตื่นขึ้นมาได้
นอกค่ายกล มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่ เรียกได้ว่าหนาแน่นเป็นภูเขาเลากา
คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร มีระดับบำเพ็ญเพียรแตกต่างกันไป มีทั้งผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างวิญญาณและผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่องลอย ในตอนนี้ ทุกคนต่างมองดูสถานการณ์ในค่ายกลด้วยสายตาที่ซับซ้อน
เมื่อได้ฟังบทสนทนาระหว่างอาวุโสฝู่ซวี่, กุ่ยช่า และหลินเหยียนเซิงก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ล่วงรู้ความจริงแล้ว
สาขาของพันธมิตรสังหารอสูรได้กลายเป็นฐานที่มั่นของเผ่าอสูรมาร และแปรพักตร์ไปเข้ากับเผ่าอสูรมารอย่างสิ้นเชิง
ส่วนหนิงอู๋เชวี่ยก็ถูกเผ่าอสูรมารควบคุมและทำให้กลายเป็นอสูรมาร และหลินเหยียนเซิง ก็คือศิษย์ของหนิงอู๋เชวี่ย...