- หน้าแรก
- ลงชื่อเข้าใช้สู่เส้นทางเทพ ภูเขาเซียนกระเรียนโบยบินและฟาร์มไก่
- บทที่ 62 บุกตำหนักปีศาจ
บทที่ 62 บุกตำหนักปีศาจ
บทที่ 62 บุกตำหนักปีศาจ
บทที่ 62 บุกตำหนักปีศาจ
สวีซือซือกล่าวว่า “ขุนพลแห่งแดนเหนือ ท่านก็รู้ว่าตำหนักปีศาจในราชวงศ์เทียนซินของพวกเรากระทำการอันชั่วร้ายตามอำเภอใจ เราจำเป็นต้องรวมพลังทุกฝ่ายเพื่อเข้าปราบปรามตำหนักปีศาจ ไม่อาจปล่อยให้ตำหนักปีศาจสร้างความปั่นป่วนต่อไปได้อีก”
นางต้องการดูท่าทีของคนใหญ่คนโตในราชวงศ์เทียนซิน ไม่ใช่ว่าต้องลงมือเข้าปราบปรามด้วยตัวเอง แต่ต้องมีใจที่ต้องการจะกำจัดตำหนักปีศาจให้ได้เสียก่อน
ขุนพลแห่งแดนเหนือส่ายหัว “คุณหนู ท่านยังไม่เข้าใจ ตำหนักปีศาจสามารถผงาดขึ้นมาได้ภายในเวลาเพียงสิบกว่าปีจนมีอิทธิพลเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะบางคนในราชสำนักให้ท้าย หรืออาจถึงขั้นมีส่วนร่วม การจะรวมพลังเข้าปราบปรามตำหนักปีศาจนั้นเป็นไปไม่ได้ ต่อให้เป็นราชสำนักเองก็ไม่มีทางเห็นด้วย”
ในสายตาเขา สวีซือซือก็แค่เด็กคนหนึ่ง คิดว่าหากดึงเขาไปร่วมมือ แล้วหาเหล่าผู้อาวุโสในราชวงศ์มาอีกสักสองสามคน ก็สามารถต่อกรกับตำหนักปีศาจได้เสียแล้ว ช่างเป็นความคิดที่เพ้อเจ้อโดยแท้
“ขุนพลแห่งแดนเหนือ ท่านเป็นบุคคลที่ข้าชื่นชม หวังว่าท่านจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป” สวีซือซือกล่าวพลางลุกขึ้นแล้วออกไปพร้อมหลินเหยียนเซิงและฮู่เจีย
ขุนพลแห่งแดนเหนือมองตามแผ่นหลังของสวีซือซือพลางครุ่นคิดว่าประโยคนั้นของนางหมายความว่าอย่างไร
อีกทั้งมิใช่ว่านางไปฝึกวิชาที่สำนักเทียนเวิ่นหรือ แล้วเหตุใดจึงกลับมาเร็วเช่นนี้ หรือว่านางไม่ได้รับการคัดเลือกจากสำนักเทียนเวิ่นกันแน่?
หลังจากออกจากจวนเจ้าเมืองแล้ว ฮู่เจียพูดขึ้นว่า “ขุนพลแห่งแดนเหนือของพวกเจ้ามิได้เคยมองว่าเจ้าคู่ควรที่จะเสวนาด้วยเลยแม้แต่น้อย”
แม้แต่เขาเองก็ยังมองออกว่าขุนพลแห่งแดนเหนือนั้นเพียงปัดความใส่ใจต่อสวีซือซือเท่านั้น
สวีซือซือตอบอย่างสงบนิ่ง “เป็นเรื่องธรรมดา ขุนพลแห่งแดนเหนือเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงมาหลายสิบปี ส่วนข้าพึ่งจะเข้าสู่ระดับพลังเปล่งประกายดั่งดวงอาทิตย์ จะกล่าวว่าไม่คู่ควรก็ไม่ผิด”
ในราชวงศ์เทียนซิน ขุนพลแห่งแดนเหนือที่มีพลังถึงระดับสื่อถึงโลกวิญญาณขั้นสูงสุดเช่นนี้ นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้า ทั้งฐานะและอำนาจล้วนสูงส่ง จึงสร้างนิสัยดูถูกผู้อื่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หาได้รู้ไม่ ว่านั่นก็แค่กบในกะลาครอบ
ฮู่เจียถามขึ้น “แล้วเราจะไปที่ไหนต่อ?”
ตอนนี้เขาไม่มีเรื่องใดต้องกังวล แม้แต่ตำหนักปีศาจเขาก็มิได้ใส่ใจนัก ในเมื่อเป็นภารกิจระดับต้นของระดับชั้นราชันย์ คงมีแต่ผู้ฝึกระดับต้นของชั้นราชันย์เท่านั้นในตำหนักปีศาจ
ในแววตาของสวีซือซือฉายชัดถึงความเย็นชา “ไปยังเมืองปีศาจ! บุกตำหนักปีศาจโดยตรง!”
ตำหนักปีศาจกระทำชั่วมานานหลายปีแล้ว นางเองก็เคียดแค้นตำหนักปีศาจมาโดยตลอด เพราะมารดาของนาง ในฐานะพระชายาแห่งเจ้าเมือง ก็ถูกตำหนักปีศาจสังหาร
บิดาของนาง แม้จะเป็นถึงเจ้าเมืองกลับไม่อาจล้างแค้นให้มารดาได้ เมื่อยกกำลังไปโจมตีตำหนักปีศาจ ก็กลับถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ
หากไม่ใช่เพราะตำหนักปีศาจเห็นแก่ว่าเป็นเจ้าเมือง เกรงว่าบิดาของนางก็คงต้องตาย ราชสำนักเองก็ไม่ต้องการส่งทัพไปกำราบตำหนักปีศาจ
นางเคยคิดว่าความแค้นนี้คงไม่มีวันได้ชำระ จนกระทั่งได้เข้าสำนักเทียนเวิ่น จึงได้เห็นโอกาส
ด้วยพรสวรรค์ของสวีซือซือ ขอเพียงฝึกฝนอีกไม่กี่ปี พลังเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ก็คงได้รับเลือกจากผู้อาวุโสให้เป็นศิษย์
เมื่อได้เป็นศิษย์แท้จริงแล้ว ก็อาจขอให้ผู้อาวุโสรับภารกิจนี้ เพื่อกำราบตำหนักปีศาจได้
แต่เมื่อได้รู้เรื่องของหลินเหยียนเซิง นางจึงมองเห็นโอกาสในการชำระแค้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงลงมือทันที
ว่าจะล้างแค้นได้หรือไม่ ก็คงอีกไม่กี่วัน หากล้มเหลว นางก็คงไม่หวนกลับสำนักเทียนเวิ่นอีก เพราะตำหนักปีศาจไม่ปล่อยผู้ที่กล้านำคนไปบุกตำหนักปีศาจเช่นนางเป็นอันขาด และนางเองก็ไม่มีวันปล่อยตำหนักปีศาจเช่นกัน
สามวันต่อมา ที่ห่างจากเมืองปีศาจราวหนึ่งพันเมตร หลินเหยียนเซิง ฮู่เจีย และสวีซือซือลงจากรถม้า มองไปยังเมืองปีศาจที่อยู่ห่างออกไปราวพันเมตร
เพราะเมืองปีศาจคือสำนักงานใหญ่ของตำหนักปีศาจ แม้แต่สารถียังไม่กล้าส่งแขกไปถึงที่ นอกจากไปส่งแค่บริเวณที่ห่างออกมาพันเมตร และหลังจากหลินเหยียนเซิงทั้งสามลงจากรถม้าแล้วก็เร่งรุดจากไปทันที
เพียงเท่านี้ก็มองเห็นได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของตำหนักปีศาจในสายตาชาวบ้านในราชวงศ์เทียนซิน มากกว่าสัตว์อสูรร้ายที่ดุร้ายที่สุดเสียอีก
ฮู่เจียมองเมืองที่มีขนาดพอๆ กับเมืองไส่เป่ยเฉิงแล้วกล่าวว่า “นี่แหละหรือเมืองปีศาจ แค่ห่างกันพันเมตรก็ยังรู้สึกถึงกลิ่นอายอันชั่วร้าย เห็นทีผู้ฝึกตำหนักปีศาจคงฝึกฝนวิชามารหรือวิชาอธรรมแน่”
“อืม พวกเราไปกันเถอะ” สวีซือซือตอบเสียงแน่วแน่ แล้วก้าวนำไปยังเมืองปีศาจ
หลินเหยียนเซิงและฮู่เจียตามหลังไปอย่างสบายใจ มิได้รู้สึกถึงอันตรายใดนัก ตำหนักปีศาจแห่งเดียวคงมิได้แข็งแกร่งเกินไปนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่จำต้องกบดานในราชวงศ์เทียนซิน
เมื่อทั้งสามก้าวเข้าสู่เมืองปีศาจ เห็นแต่ถนนหนทางว่างเปล่า ทว่าก็มีคนออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นพวกเขาก็รีบล้อมไว้ทันที
หัวหน้าของคนกลุ่มนั้นจ้องพวกหลินเหยียนเซิงอย่างเย็นชา “พวกเจ้าคือใคร ดูแล้วไม่น่าจะใช่ผู้ฝึกของตำหนักปีศาจเรา”
เมื่อก่อน เมืองปีศาจก็เป็นเมืองธรรมดา ไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่ต่อมาเมื่อถูกตำหนักปีศาจหมายตา เมืองนี้ก็ถูกสังหารล้างบางและย้ายสำนักงานใหญ่เข้ามา ตั้งแต่นั้นเมืองนี้จึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองปีศาจ
ปัจจุบันเมืองปีศาจมีคนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นคนของตำหนักปีศาจและครอบครัวหรือผู้ติดตามของพวกเขา
สวีซือซือตวัดฝ่ามือออกไป “ข้ามาเพื่อฆ่าพวกเจ้า!”
แม้นางจะมีพลังไม่สูงนัก แต่จัดการกับพวกผู้ฝึกตำหนักปีศาจที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็ยังเหลือเฟือ ไม่กี่กระบวนท่าก็สังหารพวกมันจนหมด
ทว่าเรื่องนี้ก็เรียกผู้คนอื่นจากตำหนักปีศาจออกมา
หนึ่งในหัวหน้าตำหนักปีศาจรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงนำคนอีกหลายสิบมาดู เมื่อเห็นศพของผู้ฝึกตำหนักปีศาจบนพื้น สีหน้าก็พลันบึ้งตึง
เขามองพวกหลินเหยียนเซิงด้วยความหวาดระแวง “พวกใดกันกล้าก่อเรื่องในเมืองปีศาจ ไม่รู้หรือว่าที่นี่เป็นเขตของตำหนักปีศาจ?”
ขณะพูดก็แอบบีบยันต์ขอความช่วยเหลือเพื่อเรียกกำลังเสริมจากตำหนักปีศาจ
เพราะเขามองไม่ออกว่าทั้งสามมีพลังระดับใด จึงต้องยื้อเวลาไว้ก่อนแล้วแอบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
สวีซือซือจ้องหัวหน้าตำหนักปีศาจผู้นั้นอย่างเคียดแค้น “ข้ามาเพื่อฆ่าคนของตำหนักปีศาจ!”
ตลอดคืนวันนับไม่ถ้วนที่ผ่านมา นางฝันเพียงให้ได้ก่อเหตุเช่นวันนี้เสียที บัดนี้ ความปรารถนานั้นก็สำเร็จแล้ว
“พวกเจ้าหาเรื่องตาย ข้าได้ขอความช่วยเหลือไปยังตำหนักแล้ว อีกเดี๋ยวจะมีผู้อาวุโสมาที่นี่ พวกเจ้าหนีไม่รอดแน่” หัวหน้าตำหนักปีศาจพูดด้วยความหวาดระแวง
เขาจงใจพูดให้รู้ว่าตนได้ขอความช่วยเหลือแล้ว ก็เพื่อข่มขู่ให้หลินเหยียนเซิงทั้งสามถอยไป เพราะกลัวว่าตนจะตายเสียก่อนผู้อาวุโสจะมาถึง
“เช่นนั้นก็ดี จะได้ไม่ต้องไปหาถึงที่”
คราวนี้เป็นหลินเหยียนเซิงที่พูด เขายกมือรวบรวมพลังวิญญาณสีดำกลางอากาศ บดขยี้หัวหน้าตำหนักปีศาจพร้อมผู้ติดตามจนตายสิ้น
แล้วทั้งสามก็เดินหน้าต่อไป ชกทะลวงสิ่งปลูกสร้างตรงหน้า รุกคืบไปหลายพันเมตร จนกระทั่งมีคนสิบกว่าคนปรากฏตัวขึ้น
หนึ่งในผู้อาวุโสของตำหนักปีศาจจำนางได้ เอ่ยด้วยความอาฆาต “สวีซือซือ เจ้าพาคนมาฆ่าฟันในเมืองปีศาจ ต่อให้บิดาเจ้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”
เขาคือผู้อาวุโสลำดับสามของตำหนักปีศาจ ผู้ฝึกระดับสื่อถึงโลกวิญญาณขั้นสูงสุด และเป็นเขาที่สังหารมารดาของสวีซือซือ แน่นอนว่าเขากระทำเช่นนั้นด้วยคำสั่งจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าในตำหนักปีศาจ